Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
[แก้ไข] “การขออนุญาต” มาตรการเชิงรุกของกฎหมายสาธารณสุข
กฎหมายเป็นกติกาของบ้านเมืองที่รัฐตราขึ้นให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าปฏิบัติ เพื่อมิให้มีการเอารัดเอาเปรียบกัน กฎหมายมีหลายฉบับ การบังคับใช้ก็แตกต่างกันไป แต่มีกฎหมายฉบับหนึ่ง ที่มีเจตนารมณ์ให้การคุ้มครองด้านสุขภาพแก่ประชาชนมิให้ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการต่างๆ กฎหมายฉบับนั้นคือพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ หรือที่มักจะเรียกย่อๆ ว่า กฎหมายการสาธารณสุข เมื่อวิเคราะห์เนื้อหาของกฎหมายฉบับนี้จะพบข้อเด่น คือ มีการกำหนดแนวทางปฏิบัติไว้ตั้งแต่การป้องกัน สภาพปัญหามิให้เกิดขึ้น การให้โอกาสแก่ผู้ประกอบการได้แก้ไขเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น และการมีมาตรการไว้หลายระดับตั้งแต่ให้เวลาปรับปรุงแก้ไข ให้พักกิจการ ให้หยุดกิจการ จนถึงขั้นให้ปิดกิจการ หากผู้ประกอบการไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขได้
ข้อเขียนนี้จะกล่าวถึงมาตรการป้องกันของกฎหมายสาธารณสุข เพื่อมิให้การประกอบกิจการต่าง ๆ สร้างความเดือดร้อนต่อผู้คนในชุมชน มาตรการดังกล่าวคือ การกำหนดให้กิจการที่มีความเสี่ยงที่จะสร้างความเดือดร้อนต่อชุมชน จะต้องมีการขออนุญาตประกอบกิจการก่อนเปิดดำเนินการ ตรงนี้สำคัญ เพราะก่อนที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาต เจ้าพนักงานมีหน้าที่ต้องตรวจสอบคุณสมบัติและความพร้อมของผู้ประกอบการ สถานที่ประกอบการ เครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ตลอดจนกระบวนการผลิต เป็นการป้องกันปัญหาเชิงรุกที่ดี กิจการที่เข้าข่ายต้องขออนุญาต ได้แก่ ตลาดสด ร้านอาหาร แผงลอยจำหน่ายอาหาร และกิจการอีกกลุ่มหนึ่งจำนวน ๑๓๓ ประเภทที่กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้เป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ขั้นตอนในการขออนุญาต เริ่มจากก่อนประกอบกิจการผู้ประกอบการจะต้องไปยื่นเรื่องขออนุญาตที่สำนักงานเทศบาล หรือ องค์การบริหารส่วนตำบล ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ โดยเจ้าพนักงานจะให้คำแนะนำว่าต้องใช้เอกสารหลักฐานอะไรบ้าง ต่อจากนั้นเจ้าพนักงานก็จะตรวจสอบเอกสาร หากพบว่าไม่ ถูกต้องไม่ครบถ้วนก็จะส่งเรื่องกลับให้แก้ไขภายใน ๑๕ วัน ถ้าเอกสารถูกต้องแล้วเจ้าพนักงานจะไปตรวจสอบทางด้านสุขลักษณะของสถานที่ประกอบกิจการเป็นอันดับต่อไป หากสถานที่ประกอบการ เครื่องมืออุปกรณ์ตลอดจนกระบวนการผลิตไม่ถูกต้อง ก็จะมีคำสั่งไม่อนุญาต พร้อมทั้งแจ้งผลให้ผู้ยื่นทราบภายในเวลาไม่เกิน ๓๐ วัน หากผู้ประกอบการยังคงต้องการประกอบกิจการนั้น ก็จะต้องปรับปรุงแก้ไขสภาพปัญหาก่อน แล้วแจ้งให้เจ้าพนักงานทราบ ถ้าตรวจสอบแล้วมีความถูกต้องก็จะได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการได้ แต่ผู้ประกอบการจะต้องชำระค่าธรรมเนียมให้เรียบร้อยก่อน อัตราค่าธรรมเนียมของกิจการจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการที่กิจการนั้น ๆ จะมีโอกาสสร้างผลเสียหรือมีการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ในบ้านเมืองมากน้อยอย่างไร โดยจะมีการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมไว้อย่างชัดเจนในกฎหมาย
สำหรับกิจการร้านอาหาร แนวทางปฏิบัติจะแตกต่างจากกิจการอื่น ๆ โดยแบ่งประเภทร้านเป็น ๒ ขนาด ถ้ามีพื้นที่มากกว่า ๒๐๐ ตารางเมตร ผู้ประกอบการต้องยื่นขออนุญาตตามขั้นตอนที่กล่าวแล้ว แต่ถ้ามีพื้นที่ไม่เกิน ๒๐๐ ตารางเมตร ผู้ประกอบการเพียงแต่ไปแจ้งให้เจ้าพนักงานทราบว่าจะเปิดกิจการ จ่ายค่าธรรมเนียมแล้วก็สามารถประกอบกิจการได้เลย ซึ่งเจ้าพนักงานจะออกหนังสือให้ไว้เป็นหลักฐาน เรียกว่า หนังสือรับรองการแจ้ง
ใบอนุญาตประกอบกิจการมีอายุ ๑ ปี เจ้าของกิจการมีหน้าที่ต้องไปขอต่ออายุใบอนุญาตก่อนหมดอายุ หากเผลอเลอ หรือลืมต่ออายุ ก็จะต้องเริ่มต้นกระบวนการขออนุญาตใหม่ตามขั้นตอนอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นทางที่ดีคือ ต้องพยายามต่ออายุตามกำหนด เพื่อลดความยุ่งยากในการปฏิบัติ
สำหรับโทษที่ผู้ประกอบการจะได้รับหากประกอบกิจการโดยไม่มีใบอนุญาตนั้น ค่อนข้างแรง คือ ปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท หรือจำคุกไม่เกิน ๖ เดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ ยกเว้นกิจการแผงลอยที่มีโทษปรับไม่เกิน ๒.๐๐๐ บาทอย่างเดียว
จะเห็นว่ากระบวนการขออนุญาตนี้ เป็นมาตรการสกัดกั้นผู้ประกอบการที่อาจก่อให้เกิดปัญหาไว้ก่อนที่จะสร้างปัญหาต่อชุมชนหรือผู้บริโภคได้ นอกจากนั้น พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ ยังมี มาตรการต่อเนื่องเพื่อป้องกันการเกิดปัญหา คือกำหนดให้ราชการส่วนท้องถิ่น ออกข้อบัญญัติด้านสุขลักษณะที่ผู้ประกอบการพึงต้องปฏิบัติได้ด้วย และให้เจ้าพนักงานมีหน้าที่ตรวจตราแนะนำสถานประกอบการที่ได้รับอนุญาตแล้ว เพื่อเป็นการกำกับดูแลให้ผู้ประกอบการปฏิบัติอย่างถูกต้องตามข้อบัญญัติท้องถิ่นอยู่เสมอ
อย่างไรก็ตามถึงแม้จะมีกฎหมายที่ดีอย่างนี้บังคับใช้แล้ว แต่ยังพบเห็นร้านอาหาร แผงลอย ตลาดสด หรือสถานประกอบการบางแห่ง ยังคงมีสภาพที่เป็นปัญหาอยู่เสมอ นั่นอาจเป็นเพราะการปฏิบัติตามกฎหมายยังไม่ครบถ้วนและจริงจัง ผู้ประกอบการบางคนยังฝ่าฝืน บางคนไม่ทราบว่ามีกฎหมายนี้ เจ้าพนักงานส่วนหนึ่งชอบอ้างว่ามีภารกิจมากจนดูแลไม่ทั่วถึง สถานการณ์อย่างนี้ไม่เป็นผลดีกับใครทั้งสิ้น ผู้ประกอบการหากไม่ขออนุญาตก็ผิดกฎหมาย เจ้าพนักงานปล่อยปละละเลยโดยไม่มีเหตุสมควรก็มีความผิด ประชาชนก็เดือดร้อนจากกิจการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้นสิ่งที่ควรจะดำเนินการร่วมกันคือ ผู้ประกอบการที่ยังไม่เคยขออนุญาต หรือเคยแต่นานเกิน ๑ ปีแล้ว รีบไปปรึกษาหารือเจ้าพนักงาน เจ้าพนักงานเร่งรัดตรวจสอบสถานประกอบการในพื้นที่รับผิดชอบและให้คำแนะนำให้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ส่วนประชาชนทั่วไปช่วยกันสอดส่องดูแล พบข้อบกพร่องที่ไหน แจ้งให้ผู้มีอำนาจกำกับดูแลทราบและติดตามเรื่องด้วยว่าแจ้งแล้วแก้ไขหรือไม่ ช่วยกันอย่างนี้ดีไหม
ขอขอบคุณข้อมูลจาก











