Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
ในการประชุมเชิงปฏิบัติการ "รายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม ฉบับที่ 2/2549" แนวโน้มสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
จัดโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
ในโอกาสนี้ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ได้แสดงปาฐกถาในหัวข้อ "การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามแนวพระราชดำริ" โดยกล่าวว่า ด้วยความห่วงใยในทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ชนบทห่างไกล เพื่อทรงค้นหาข้อมูลที่แท้จริงจากประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่ อีกทั้งยังทรงศึกษาสำรวจสภาพภูมิศาสตร์ไปพร้อมๆ กัน เพื่อรวบรวมไว้เป็นแนวทางในการพระราชทานพระราชดำริในโครงการต่างๆ
"สามารถกล่าวได้ว่า พระราชกรณียกิจด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อันเป็นคุณประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม มีอเนกประการทั้ง 6 ด้าน คือ การจัดการทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรที่ดิน ทรัพยากรประมง ทรัพยากรพลังงาน และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ในแต่ละกรณีมีการจัดการอย่างเป็นระบบ มีสหสัมพันธ์ที่สอดคล้องอย่างเป็นองค์รวม และเหมาะสมต่อศักยภาพของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อย่างดียิ่ง"
ดร.สุเมธกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ด้านทรัพยากร ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ มากกว่าโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริประเภทอื่นเป็นพิเศษ และทรงให้ความสำคัญในลักษณะ "น้ำคือชีวิต" ดังที่ทรงมีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2529 ความตอนหนึ่งว่า
"...หลักสำคัญต้องมีน้ำบริโภค น้ำกิน น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้..."
ในฐานะเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาเขาได้อรรถาธิบาย ถึงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสำคัญกับน้ำว่า พระองค์ทรงมองว่า ประเทศไทยขาดน้ำไม่ได้น้ำทุกหยดมีคุณค่าต่อสิ่งมีชีวิต ทั้งป่า ทั้งคน ทั้งธรรมชาติ สภาพแวดล้อม ขณะเดียวกันพระองค์ก็นำหลักธรรมะและธรรมชาติมาอนุรักษ์ "น้ำ" รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ
"ตลอดเวลา 26 ปีในการทำงานรับใช้พระองค์ ผมได้เห็นแล้วว่าพระองค์ทรงใช้ธรรมะแก้ไขธรรมชาติ โดยทรงรับสั่งว่าธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ ถูกออกแบบมาให้เอื้อต่อกัน มนุษย์ทำแค่เพียงมาบริหารจัดการเท่านั้น" ดร.สุเมธกล่าว
เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาเล่าอีกว่า พระองค์ทรงมองอีกว่า น้ำฝนหยดแรกที่มาจากยอดเขามีค่ามหาศาลกับธรรมชาติ และน้ำหยดแรกนี้ควรจะใช้ประโยชน์กักเก็บให้นานที่สุด ซึ่งตรงนี้เป็นที่มาของฝายชะลอน้ำ ที่ไม่ต้องใช้เครื่องมือไฮเทค "ฝายดิน" ใช้เพียงดิน ต้นไม้ใบใหญ่ ซากไม้ปลักหักพัง ใส่เข้าไปแค่นี้ก็แข็งแรงแล้ว พอฝนตกมาฝายดินนี้ก็จะเป็นกระเปาะเก็บน้ำเล็ก น้ำน้อย กระจายอยู่ทั่วทั้งภูเขา
"ทรงรับสั่งให้กรมชลประทานไปทำ แต่เขาก็ใช้เทคโนโลยีที่สูง แต่ก็กักเก็บน้ำไม่ได้ พอพวกนี้มารายงาน ทรงรับสั่ง ดีแล้ว ที่กักเก็บไม่ได้ ถ้าเก็บน้ำได้ ให้ทะลายให้หมด"
"พระองค์ทรงต้องการให้ทำการกักเก็บน้ำโดยวิธีธรรมชาติ เหมือนอย่างถุงน้ำเกลือ มีกระจายให้กว้าง ถุงน้ำเกลือนี้จะกักเก็บความชื้นไว้ทั่วภูเขา"
-ดร.สุเมธเล่าอีกว่า ตามทฤษฎีของพระองค์ ผลจากการ Manage น้ำได้โดยอาศัยวิธีการธรรมชาติ ทำให้ไม่ต้องปลูกป่าซักต้น ทรงมองว่าการปลูกป่าทำได้โดยไม่ต้องปลูก อย่างที่กรมป่าไม้ทำ การปลูกป่าต้องใช้งบประมาณ ดังจะเห็นได้ว่าป่าที่ทหารปลูกเกือบครึ่ง เป็นป่าไม้ที่น่าเศร้าที่สุด ต้นไม้จะเรียงเป็นแถว เป็นระเบียบ มิหน้ำซ้ำหลายแห่งปลูกไม่ขึ้น ทำให้ต้องเสียไม้อีก 2 ท่อน คือ ท่อนหนึ่งเป็นไม้ค้ำต้นไม้ กับอีกท่อนหนึ่งเป็นไม้ปักชื่อของคนที่ปลูก และต้นไม้ที่ปลูกนี้มักจะตาย และเหลือเพียงไม้ป้ายชื่อท่อนเดียวที่ปักคาหลุมอยู่
"ยิ่งคนใหญ่คนโตไปปลูก ก็ยิ่งเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้นเท่านั้น เสาหลักต้องเพิ่ม บางทีต้องใช้เสาปูน นี่คือสิ่งที่เราทำอยู่" วิธีการของพระองค์นั้นเรียกได้ว่าเป็นการแก้ปัญหา เป็นการแทนที่การปลูกป่า เป็นการพยายามหาต้นตอของปัญหา ซึ่งเป็นไปตามหลักธรรมะ ทรงมองว่าป่าเกิดขึ้นได้ และอยู่ได้ไม่ได้อยู่ที่หลุมปลูก แต่อยู่ที่ความชื้นเลี้ยงต้นไม้ ตอไม้ที่ถูกตัดไปแล้วยังมีชีวิตอยู่ แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยทำให้มันไม่สามารถงอกกิ่งก้านออกมาได้ แต่ถ้ามีความชื้นเกิดขึ้นสมบูรณ์จริงๆ ตอไม้นี้ก็จะแตกกิ่ง ส่วนเมล็ดพืชที่ฝังในดินก็จะแตกงอกเป็นต้นออกมา กลายเป็นป่าจริงๆ มีความสมบูรณ์มีความหลากหลาย มีไม้พุ่ม ไม้สูง ไม้ยืนต้น กลายเป็นป่าชื้นป่าดิบ ไม่ใช่ไม้อย่างเดียว เข้าแถวเรียงเป็นแนวอย่างป่าที่มีการปลูก
"ในช่วง 7 ปีที่ผมเห็น กล้ายืนยันได้ว่า ทรงสามารถทำให้สภาพดินที่โหดที่สุดแถวชะอำ พื้นที่ชายทะเลมีแต่ดินดานแห้งแล้ว กลับฟื้นคืนสภาพมาได้ และทรงห้ามหนักหนา อย่าให้เขาเอาไม้แปลกปลอมไปใส่ ต้องเอาไม้ที่มีอยู่เดิมไปปลูก ไปดูที่ห้วยฮ้องไคร้ได้ ซึ่งสมบูรณ์มากจริงๆ ใบไม้ที่ร่วงทับถมกันทำให้บังไม่เห็นว่าไม้ที่โผล่ขึ้นมานั้นมาจากตอไม้ที่ถูกตัดไป และความชุ่มชื้นนี้มาจากฝาย ที่ทำให้เกิดความชุ่มชื่นสมบูรณ์ ฉะนั้น น้ำตั้งแต่หยดแรก ตั้งแต่ยอดเขาลงมา จึงมีความหมายกับป่าและต้นไม้มาก"
-ดร.สุเมธมองอีกว่า การคืนความชุ่มชื้นให้กับป่า ซึ่งทำให้ป่าสมบูรณ์ได้ เป็นวิธีการเอาชนะธรรมชาติของพระองค์โดยไม่หวังพึ่งเทคโนโลยี ทรงเขียนตลอดเวลาว่าใบไม้ที่ร่วงทับถมกันในป่าที่ชื้น จะทำให้ไม่เกิดไฟป่า ซึ่งเป็นผลพลอยได้ ความชุ่มชื้นนี้กลับทำให้ไฟป่าลดลง ทรงบอกว่าเป็นวิธีการ "Wet Fire Brake" หรือใช้ความชื้นสกัดไฟป่า ทรงไม่เห็นด้วยกับทำตามตำรา กลไกหรือเทคโนโลยีของฝรั่งในการสกัดไฟป่า ที่หน่วยราชการของเรามักทำตาม โดยการกันเขตปลอดไฟป่า การทำพื้นที่ให้เตียนโล่ง เก็บใบไม้ออกไปหมดนั้นเป็นการทำลายความชุ่มชื้นในผืนดินออกไป และทำให้เกิดไฟป่าได้ง่ายกว่า ส่วนการทำให้ป่าเปียกจะเป็นฉนวนป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่าได้ดีกว่า
"พระองค์ทรงมองเห็นคุณค่าของน้ำแต่ละหยด ทรงเคยรับสั่งว่า น้ำฝน 100 หยดในเมืองไทยนั้น มีการกักเก็บมาใช้ประโยชน์เพียง 8 หยดเท่านี้น อีก 92 หยด ไหลบ่าท่วมบ้านเรือน ไหลลงแม่น้ำโขง ลงทะเล"
พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการกักเก็บน้ำจะต้องมีตั้งแต่ยอดเขา กลางเขา และตีนเขา โดยจะต้องกักเก็บกันเป็นลำดับชั้น เช่น ช่วงกลางเขาอาจจะต้องมีพืชเศรษฐกิจปลูกไว้ มีเขื่อนมีฝาย และส่วนตีนเขาคือการปล่อยให้ชาวบ้านได้ใช้ ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำเลี้ยงดูคนเมือง
"น้ำท่วมเชียงใหม่ที่มีความเสียหายยับเยิน พวกเจ้าหน้าที่เขามาถวายรายงานว่าเพราะน้ำปีนั้นเยอะ รับสั่งว่าไม่จริง ทรงบอกว่าฝนตกเท่าเดิม แต่ที่น้ำท่วมเมืองเชียงใหม่ เพราะความชุ่ยของมนุษย์ที่สร้างสิ่งก่อสร้างมาขวางทางน้ำ ปล่อยให้มีขยะสิ่งของทิ้งลงแม่น้ำปิง ทำให้พื้นที่รับน้ำของแม่น้ำปิงลดลง ท้องน้ำตื้นขึ้น น้ำเลยท่วมข้ามตลิ่งผ่านเข้าเมืองมา"
ดร.สุเมธกล่าวอีกว่า ปัญหาสภาพแวดล้อมธรรมชาติที่เสียหาย และส่งผลมาถึงตัวมนุษย์ ล้วนเป็นผลจากน้ำมือมนุษย์ทำทั้งนั้น และทำให้พระองค์ "ตามไปแก้อีก"
-โครงการบำบัดน้ำเสียแหลมผักเบี้ย แถบหาดเจ้าสำราญ และปึกเตียน จ.เพชรบุรี เป็นอีกโครงการที่ทรงตามไปแก้ ทรงใช้หลักการธรรมชาติและธรรมะบำบัดน้ำเสีย โดยใช้แสงแดด สายลม คลี่คลายสภาพน้ำ โดยนำน้ำที่เน่าเสียไปพักให้ตกตะกอน ก่อนจะให้ได้รับแสงแดดและลม หลังจากนั้นจะนำมาผ่านแปลงพืช 22 ชนิด ที่มีคุณสมบัติบำบัดน้ำเสียได้อย่างดีเยี่ยม พืชนี้ก็คือ ต้นธูปฤาษี ผักตบชวา พุทธชาติ ที่มีคุณสมบัติบำบัดน้ำเสียได้อย่างดี ซึ่งโครงการนี้ใช้เจ้าหน้าที่น้อยมากในการดูแล การให้คนเข้ามาเกี่ยวข้องในการทำงาน จะไปอยู่ที่ขั้นตอนสุดท้ายที่จะต้องมีนักวิทยาศาสตร์ดูแล นำน้ำที่ผ่านการบำบัดมาวัดค่าคุณภาพของน้ำว่ามีจุลินทรีย์มากน้อยแค่ไหน ซึ่งพระองค์รับสั่งว่า จุลินทรีย์ที่สกัดนี้ไม่ควรจะไปทิ้งไปเปล่าๆ แต่ให้นำไปปล่อยในป่าชายเลน เพื่อเป็นอาหารกับพืช เช่น ต้นโกงกาง และสัตว์ทะเลต่างๆ ต่อไป ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านมีแหล่งอาหารไว้ยังชีพ
"โครงการบำบัดน้ำเสียของพระองค์ พอทำไปๆ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ผมเคยพาทูตจากต่างประเทศไปรับประทานอาหารกลางวันที่นั่น ถามเขารู้หรือเปล่าว่าที่นี่เป็นอะไร เขาบอกไม่รู้ ผมบอกว่าเป็นสถานที่บำบัดน้ำเสีย เขาตกใจมาก เพราะคิดว่าที่นี่สวยมากไม่คิดว่าเป็นสถานที่บำบัดน้ำเสีย"
โครงการพระราชดำริเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมของพระองค์ ยังไม่ได้มีเพียงแค่ทรงริเริ่มทำในสิ่งต่างๆ เท่านั้น แต่ยังทรงขยายขอบเขตไปยังประชาชนและผู้คนในชุมชน ให้มีส่วนร่วมในการรักษาสภาพแวดล้อมอีกด้วย โดยทรงรับสั่งว่า ควรเผยแพร่ความรู้เรื่องจุลินทรีย์ไปยังชาวบ้าน โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนตำบลหรือ อบต.ต่างๆ ให้รู้จักใช้จุลินทรีย์เป็นทางลัดในการย่อยสลายขยะ
"นี่คือลักษณะของพระองค์ที่ทรงมองแบบบูรณาการ ทรงมองว่าการแก้ปัญหาต้องไปพร้อมกันหลายๆ ด้าน ทรงชี้แนะให้หน่วยราชการ อบรมพระจัด Work shop เชิญพระมา 60 วัด แนะนำเกี่ยวกับขยะ โดยบอกว่าเวลาที่พระคุณเจ้าเทศน์เรื่องธรรมะแล้ว ก็สอนเรื่องขยะให้ชาวบ้านไปด้วยอีกได้ไหม เป็นจิตวิทยาของพระองค์ ซึ่งชาวบ้านจะได้ความรู้จากพระ ไม่ใช่จากดอกเตอร์คนโน้น คนนี้ และพระต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ชี้แนะชาวบ้านแทน"
-"สิ่งที่ทรงแนะนำแสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงเข้าถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ประเพณีของคนไทย ทรงแก้ไปอย่างเต็มรูปแบบ" เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนายังกล่าวอีกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงทำโครงการต่างๆ โครงการแล้ว โครงการเล่า เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรในประเทศโดยใช้ธรรมชาติเป็นหลัก แต่ผู้คนในสังคมมักจะไม่ชอบ เพราะวิธีการของพระองค์ไม่ต้องใช้เงิน แตกต่างจากการแก้ปัญหาของหน่วยงานรัฐที่มีการใช้งบประมาณจำนวนมากๆ เช่นโครงการบำบัดน้ำเสียที่ต้องใช้เงินมหาศาลถึง 4-5 พันล้าน "โครงการลักษณะนี้คนจะชอบ เพราะใช้เงิน ใช้งบฯ ส่วนที่ไม่ต้องลงทุนนี่ไม่ชอบ เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าเสียใจ"
ดร.สุเมธตั้งคำถามทิ้งท้ายว่า ถึงเวลาหรือยังที่เราจะนำสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ได้ทรงทำไว้มาปฏิบัติตาม เพราะสิ่งที่พระองค์ทำนั้นเป็นการทำเพื่อให้เป็นตัวอย่าง และกระตุ้นเตือนจิตสำนึกในสังคม ส่วนหน้าที่การแก้ปัญหาจริงๆ ต้องเป็นหน้าที่ของรัฐ หน่วยราชการ และคนไทยทุกคน.
"ทฤษฎีน้ำ" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมี "ทฤษฎี" ในการพัฒนา "แหล่งน้ำ" อันหลากหลาย
ทฤษฎี "ฝนหลวง" เป็นหนึ่งในพระราชดำริพัฒนาทรัพยากรแหล่งน้ำที่ "อยู่ในบรรยากาศ" ทรงวิเคราะห์ขั้นตอนในการทำ 3 ขั้นคือ
1.ก่อกวนกลุ่มเมฆให้เกิดการรวมตัวกัน
2.เลี้ยงให้อ้วน หมายถึงการเลี้ยงเมฆให้อุ้มน้ำและความชื้นบรรยากาศไว้ให้มาก
3.และโจมตี เพื่อให้กลุ่มเมฆนี้กระจายตัวและกลายเป็นฝนตกลงมาในที่สุด
ทฤษฎี "แก้มลิง" เพื่อแก้ไขน้ำท่วม
ทรงมีพระราชดำริแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ไว้ 5 แนวทางคือ
1.สร้างคันกั้นน้ำ โดยปรับปรุงแนวถนนเดิม
2.จัดให้มีพื้นที่สีเขียว (Green Belt) เพื่อกันการขยายตัวของเมือง และเพื่อแปรสภาพให้เป็นทางระบายน้ำเมื่อมีน้ำหลาก
3.ขุดลอกคูคลอง ขยายคลองที่มีอยู่เดิม และขุดใหม่นอกแนวคันกั้นน้ำ
4.สร้างสถานที่เก็บน้ำตามจุดต่าง
5.ขยายช่องทางรับน้ำที่ผ่านทางรถไฟและทางหลวง
ส่วนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในภูมิภาคต่างๆ ทรงมีแนวพระราชดำริว่า ควรสร้างคันกันน้ำที่เป็นคันดิน กั้นขนานไปตามลำน้ำ เพื่อป้องกันมิให้น้ำล้นตลิ่งท่วมในพื้นที่ต่างๆ และปรับปรุงตกแต่งสภาพลำน้ำ เพื่อให้น้ำที่ท่วมสามารถไหลไปตามลำน้ำได้สะดวก หรือช่วยให้กระแสน้ำไหลเร็วยิ่งขึ้น
การพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีหลักการและวิธีการที่สำคัญๆ ดังนี้
1.การพัฒนาแหล่งน้ำจะเป็นรูปแบบใด ต้องเหมาะสมกับสภาพรายละเอียดของภูมิประเทศ
2.การพิจารณาวางโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ต้องเหมาะสมกับสภาพแหล่งน้ำธรรมชาติ ที่มีในแต่ละท้องถิ่นเสมอ
3.พิจารณาถึงความเหมาะสมในด้านเศรษฐกิจและสังคมท้องถิ่น หลีกเลี่ยงการเข้าไปสร้างปัญหาความเดือดร้อนให้กับคนกลุ่มหนึ่ง โดยสร้างประโยชน์ให้กับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าประโยชน์ทางเศรษฐกิจเกี่ยวกับการลงทุนนั้นจะมีความเหมาะสมเพียงใดก็ตาม
"น้ำกับป่า" ตามแนวพระราชดำริ
-การฟื้นฟูตามหลักธรรมชาติ ทรงชี้แนะแนวทางโดยถือหลักให้ธรรมชาติฟื้นตัวเอง
-การปลูกป่าทดแทน ทรงให้ความสำคัญกับพืชพันธุ์ในท้องถิ่น ทรงเตือนให้ระวังการนำพันธุ์ไม้ต่างถิ่นเข้าไปปลูก โดยไม่ได้ศึกษาอย่างดีพอมาก่อน ในการปลูกป่าทดแทนทรงกล่าวถึง "ป่า 3 อย่าง" คือ ป่าที่ปลูกพันธุ์ไม้ตามประโยชน์ที่นำไปใช้ 3 ลักษณะ สำหรับเทคนิคในการปลูกป่า ได้พระราชทานข้อคิดเกี่ยวกับวิธีการปลูกป่าที่มีประสิทธิภาพหลายวาระ สรุปความได้ว่า
1)ต้องรักษาหน้าดินเอาไว้ โดยห้ามไถหน้าดินก่อนปลูกป่า และห้ามใช้ยาฆ่าหญ้า
2)ปลูกต้นไม้ที่มีชั้นหรือขนาดความสูงต่างระดับกัน ทั้งไม้ยืนต้นที่มีความสูง และไม้ชั้นล่างหรือไม้คลุมดิน เพื่อรักษาความชุ่มชื้นไม่ให้ระเหยไปในอากาศ
3)ปลูกต้นไม้ชนิดโตเร็ว เพื่อเป็นไม้เบิกนำ ปลูกพันธุ์พืชไม้ท้องถิ่น และพันธุ์ไม้ไม่ผลัดใบ แทรกเข้าไปในป่า เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของดิน
4)บริเวณพื้นที่ที่เป็นภูเขาสูง อาจใช้พืชที่มีเมล็ดนำไปปลูกไว้บนยอดเขา เพื่อให้ขยายพันธุ์เองตามธรรมชาติ
5)เริ่มปลูกในบริเวณใกล้แหล่งเก็บน้ำ และพื้นที่ชุ่มน้ำก่อน เช่น รอบอ่างเก็บน้ำหรือฝายหรือตามแนวร่องน้ำ แล้วค่อยขยายพื้นที่ปลูกออกไป โดยพยายามใช้ประโยชน์จากน้ำที่ไหลมาจากยอดเขา สู่พื้นที่ตอนล่างให้ได้ประโยชน์สูงสุด โดยการจัดทำฝายดันน้ำ (Check Dam) และทำคูน้ำระบบกางปลาเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของดิน ทั้งยังเป็นแนวป้องกันไฟป่าเปียก (Wet fire Brake)
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ขอขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
















