.:: กฎมณเฑียรบาล - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
กฎมณเฑียรบาล
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

        กฏมณเฑียรบาลตราขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แห่งกรุงศรีอยุธยาเป็นกษัตริย์องค์ที่ 8 ในปี พ.ศ.2001

[แก้ไข]
กฎมณเฑียรบาล

        สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงตั้งกฎมณเฑียรบาล ขึ้นเป็นกฎหมายสำหรับการปกครอง แบ่งออกเป็นสามแผนคือ

  1. พระตำรา ว่าด้วยแบบแผนและการพระราชพิธีต่าง ๆ
  2. พระธรรมนูญ ว่าด้วยเรื่องตำแหน่งหน้าที่ราชการ
  3. พระราชกำหนด เป็นข้อบังคับในพระราชสำนักกฏมณเฑียรบาล

        เป็นกฏระเบียบในราชสำนักว่าด้วยการสืบราชสมบัติ ให้มี การแต่งตั้งพนักงานขึ้นในตำแหน่ง เจ้าพนักงานรักษาพระอัยการมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบต่อข้อราชการทางด้านกฎหมายของบ้านเมือง ทั้งในด้านคดีความ และการถวายความเห็นทางกฎหมายต่อพระมหากษัตริย์ ส่วนในบรรดาหัวเมืองนั้นได้แต่งตั้งให้มีเจ้าพนักงานในตำแหน่งยกกระบัตร ทำหน้าที่ตรวจราชการต่างพระเนตรพระกรรณ และเป็นเช่นนี้ดำรงสืบเนื่องมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

        เมื่อกาลเวลาผ่านไป ประชากรเพิ่มมากขึ้น ความจำเป็นของการใช้กฎหมายของฝ่ายบริหาร ก็มีมากขึ้น แต่กฏหมายและกระบวนการพิจารณาความยังมีความล้าสมัย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้มีการปรับปรุงกฎหมายให้ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ และทรงสถาปนากรมอัยการ ขึ้นเมื่อวันที่ 1เมษายน 2436 สังกัดกระทรวงยุติธรรม ต่อมาอีก 29 ปี กรมอัยการได้แยกออกจากกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานอิสระที่อยู่ในกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีและเปลี่ยนชื่อเป็น "สำนักงานอัยการสูงสุด"มีอัยการสูงสุดเป็นหัวหน้าส่วนราชการ สถาบันอัยการแนวใหม่ได้เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2436 รวมระยะเวลาทั้งสิ้นกว่า 100 ปี จึงเป็นธรรมดาที่พัสดุต่างๆ ตลอดจนเอกสารสำคัญของสำนักงานอัยการทั่วประเทศในยุคนั้นจะเสื่อมสูญไปตามกาลเวลา


[แก้ไข] กฎมณเฑียรบาล (Palace Law)

        กฎมณเฑียรบาล หมายถึง ข้อบังคับที่ว่าด้วยการปกครองภายในพระราชฐาน กฎมณเฑียรบาลนั้นมีมาแต่โบราณกาลแล้ว เช่น กฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ พุทธศักราช 2467 เป็นต้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้บัญญัติให้การออกกฎมณเฑียรบาลนั้นเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ โดยให้คณะองคมนตรีเป็นผู้ยกร่างแก้ไขกฎมณเฑียรบาล และนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อมีพระบรมราชวินิจฉัย เมื่อทรงเห็นชอบและทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ก็ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงจะมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ทันที



ขอขอบคุณข้อมูลจาก

 
 
 
   Hosted by kapook.com