Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
[แก้ไข] การก่อการร้ายสากล
ความหมายของคำว่าการก่อการร้ายสากล
ในการประชุมสมัชชาองค์การสหประชาชาติ เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๑๕ คณะกรรมการร่างกฎหมายองค์การสหประชาชาติกำหนดว่า “การก่อการร้ายสากล” เป็นการกระทำที่
๑) มุ่งกระทำต่อบุคคลซึ่งอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น ผู้นำของรัฐ หรือนักการทูต
๒) เป็นสลัดอากาศกระทำต่อเครื่องบินโดยสารพลเรือน
๓) ส่งผู้ก่อการร้ายไปปฏิบัติการนอกประเทศ
๔) ใช้ชีวิตมนุษย์ผู้บริสุทธิ์เป็นเครื่องมือของการก่อการร้าย
รัฐบาลไทยกำหนดนิยามคำว่าการก่อการร้ายสากลไว้ในนโยบายการแก้ปัญหาการก่อการร้ายสากล ว่า เป็นการปฏิบัติการคุกคาม หรือใช้ความรุนแรงของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ที่มุ่งหวังผลตามเงื่อนไขข้อเรียกร้องทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งส่วนใหญ่จะปฏิบัติการล่วงล้ำเขตแดนหรือเกี่ยวพันกับชาติอื่น การกระทำนั้นอาจเป็นไปโดยเอกเทศปราศจากการสนับสนุนจากรัฐใด หรือมีรัฐใดรัฐหนึ่งสนับสนุนรู้เห็นก็ได้ เมื่อเกิดขึ้นย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อผลประโยชน์ของชาติ พันธกรณีระหว่างประเทศ นโยบายของชาติด้านการเมือง การป้องกันประเทศ เศรษฐกิจ สังคม จิตวิทยา ชื่อเสียง และเกียรติภูมิของชาติ
ลักษณะพิเศษของการก่อการร้ายสากล
๑) ผู้ก่อการร้ายอาจไม่เคยมีความบาดหมางและไม่เคยมีความสัมพันธ์มาก่อนกับฝ่ายปราบปรามหรือรัฐที่ทำการปราบปราม แต่ต้องการให้รัฐนั้นปฏิบัติตามหรือจัดให้มีการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตนต้องการ เงื่อนไขดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐนั้นหรือความสัมพันธ์กับรัฐอื่น หรือทำให้ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ชื่อเสียง และเกียรติภูมิของชาติเสียหาย
๒) การก่อการร้ายจะทำให้เกิดการตื่นตระหนกจนควบคุมสถานการณ์ได้ยาก อาจมีการใช้เด็กและผู้หญิงเป็นตัวประกัน ถ้าไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องอาจเกิดอันตรายแก่ตัวประกัน แต่ถ้ายอมทำตามข้อเรียกร้องอาจขัดต่อนโยบายของชาติ และกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การใช้กำลังเข้าปราบปรามอาจเกิดความผิดพลาด ทำให้เสียชีวิตผู้บริสุทธิ์ สื่อมวลชนจะประโคมข่าวโจมตีปฏิบัติการปราบปราม จนอาจทำให้เจ้าหน้าที่ผู้ปราบปรามต้องโทษถูกจำคุก
๓) ผู้ก่อการร้ายจะกระทำต่อเป้าหมายด้วยวิธีการที่ตนต้องการโดยไม่คำนึงว่าประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นชนชาติใดและทรัพย์สินเป็นของชาติใด เช่น การปล้นยึดอากาศยานจะมีหลายชาติเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าจะเป็นลูกเรือ ผู้โดยสาร เครื่องบิน สนามบินที่แวะเติมเชื้อเพลิง สนามบินที่จี้ไปลง ฯลฯ ประชาชนผู้บริสุทธิ์มีความผิดเพียงสถานเดียวคืออยู่ผิดสถานที่และเวลา
๔) การแก้ไขสถานการณ์การก่อการร้ายสากลมีกฎหมายเข้าเกี่ยวข้องมากมาย ตั้งแต่กฎหมายภายในประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศ ความตกลงทวิภาคี ไปจนถึงความตกลงพหุภาคี การแก้ไขวิกฤตการณ์จึงต้องให้หัวหน้ารัฐบาลเป็นผู้ตัดสินใจสั่งการ
๕) ในวิกฤตการณ์การก่อการร้ายสากลจะมีสื่อมวลชนจำนวนมากและทุกแขนงมาชุมนุมกันทำข่าว และจะหาวิธีเข้าไปใกล้เหตุการณ์ให้มากที่สุด ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการปราบปราม และในทางตรงกันข้ามจะเกื้อกูลต่อฝ่ายผู้ก่อการร้าย โดยผู้ก่อการร้ายสามารถสดับตรับฟังความเคลื่อนไหวและเห็นภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งผู้ก่อการร้ายย่อมปรารถนาจะให้สื่อมวลชนกระจายข่าวการกระทำ ข้อเรียกร้องและอุดมการณ์ของกลุ่มไปสู่ชาวโลก
๖) การแก้ไขวิกฤตการณ์การก่อการร้ายสากลต้องการความมีเอกภาพในการตัดสินใจและสั่งการเป็นที่สุด ผู้รับผิดชอบแก้ไขการณ์จะต้องมีเสรีในการตัดสินใจโดยไม่ถูกแทรกแซงจากผู้อื่นหรือหน่วยงานอื่น มิฉะนั้นจะเกิดการลังเลใจ การเสียเวลา และการพลาดจังหวะจัดการขั้นเด็ดขาดเมื่อโอกาสมาถึง
การขัดแย้งที่อาจมีผลกระทบต่อไทย
ปัจจุบันกลุ่มอิทธิพลหรือกลุ่มผลประโยชน์ ตลอดจนรัฐบาลบางประเทศ หันไปใช้วิธีการก่อการร้ายมากขึ้น จากการแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศจนกลายเป็นการก่อการร้ายสากล เพื่อสร้างความกดดันหรือมุ่งให้เกิดผลกระทบต่อปรปักษ์อย่างกว้างขวาง โดยจะกระทำไม่เลือกเป้าหมายและพื้นที่ปฏิบัติการ ทั้งในดินแดนของฝ่ายปรปักษ์และในทุกประเทศที่มีพลเมืองและผลประโยชน์ของฝ่ายปรปักษ์ และไม่คำนึงถึงอันตรายที่จะเกิดกับผู้บริสุทธิ์ซึ่งอาจเป็นพลเมืองของประเทศที่ไม่ได้เป็นปรปักษ์
เมื่อพิจารณาจากลักษณะการก่อการร้ายดังกล่าวข้างต้น จะเห็นว่าแม้ประเทศไทยมิได้เป็นคู่กรณีกับขบวนการก่อการร้ายหรือมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และมิได้เป็นเป้าหมายของการก่อการร้ายสากล แต่ก็อาจได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งนั้นด้วย ทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และเกียรติภูมิของชาติ เนื่องจากมีเป้าหมายของการก่อการร้ายสากลอยู่ในประเทศไทย เพราะประเทศส่วนใหญ่ที่ตกเป็นเป้าหมายของการก่อการร้ายสากล อาทิ สหรัฐฯ อังกฤษ บางประเทศในยุโรปตะวันตก ประเทศอาหรับสายกลาง อิสราเอล และญี่ปุ่น ต่างก็มีสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทย รวมทั้งมีผลประโยชน์อยู่ในประเทศไทย อีกทั้งประเทศไทยมิได้มีข้อจำกัดอย่างเข้มงวดในการเดินทางเข้า-ออกของคนต่างชาติ จึงทำให้มีกลุ่มผู้ก่อการร้ายสากลหลบหนีเข้ามาพักพิงระยะสั้นหรือเคลื่อนไหวและใช้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ปฏิบัติการ ทำให้ประเทศไทยต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การก่อการร้ายสากลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังที่เคยปรากฏเหตุการณ์มาแล้วในอดีต (นับถึงสิ้น ต.ค.๔๔) ถึง ๑๐ ครั้ง เป้าหมายของการก่อการร้ายอาจเป็นที่ตั้งทางการทูต เจ้าหน้าที่ทางการทูต บุคคลสำคัญในรัฐบาลหรือองค์การที่เข้ามาเยี่ยมเยียนหรือประชุม สำนักงานสายการบิน เครื่องบิน เรือเดินสมุทร์ บริษัทห้างร้าน โรงงาน แท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซ หรือแม้กระทั่งพลเมืองของประเทศดังกล่าวที่เข้ามาท่องเที่ยวและติดต่อธุรกิจ เท่าที่ผ่านมารัฐบาลไทยสามารถแก้ไขสถานการณ์ด้วยการเจรจาต่อรองได้ผลเกือบทุกครั้ง มีเพียง ๒ ครั้งที่จำเป็นต้องใช้กำลังหน่วยปฏิบัติการพิเศษเข้าปราบปราม
แนวโน้มการก่อการร้ายสากลต้นศตวรรษที่ ๒๑
การก่อการร้ายสากลจะยังคงเป็นปัญหาข้ามชาติที่สำคัญ แนวโน้มยังคงมีรากฐานความคิดจากปัญหาชนชาติ ศาสนา ลัทธิ ชาตินิยม การแบ่งแยกดินแดน การเมือง เศรษฐกิจ และแม้กระทั่งการค้ายาเสพย์ติด การก่อการร้ายสากลจะยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่องต่อไป กระแสโลกาภิวัฒน์และการกระจายเทคโนโลยีจะเป็นแรงจูงใจให้ผู้ก่อการร้ายใช้วิธีการใหม่ ๆ ที่ซับซ้อนขึ้นและแสวงหาอาวุธที่มีประสิทธิผลสูง เพื่อให้การโจมตีมีลักษณะรุนแรงและคาดไม่ถึง โดยไม่แยกแยะเป้าหมาย
ในอดีต มีการรวมตัวกันเป็นกระบวนการก่อการร้าย มีการจัดองค์กรที่มีกลไกในการควบคุมและสั่งการอย่างเป็นแบบแผน มีการแยกแยะเป้าหมาย โดยมุ่งกระทำต่อเป้าหมายที่เป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของฝ่ายปรปักษ์ เช่น สถานทูต ธนาคาร สายการบิน ขณะที่การก่อการร้ายในปัจจุบันมีการนำเอาแนวคิดทางศาสนาผสมผสานกับความเชื่อต่าง ๆ เช่น ความเชื่อว่าโลกต้องถูกทำลายล้าง หรือความเชื่อในช่วงเวลาของความสุขสงบและยุติธรรม จนกลายเป็นความลุ่มหลงและคลั่งลัทธิหรือเคร่งจารีตของศาสนา ไม่มีการรวมตัวเป็นกลุ่มหรือองค์การที่ชัดเจน การโจมตีเป็นการกระทำต่อทุกเป้าหมายด้วยวิธีใดก็ได้ เพียงเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ก่อการร้าย
แม้เมื่อ ๓-๔ ปีที่ผ่านมา ก็ได้มีการกล่าวถึงความเป็นไปได้ของการใช้อาวุธทำลายล้างมวลมนุษย์ (Weapons of Mass Destruction - WMD) ซึ่งได้แก่ อาวุธนิวเคลียร์-ชีวะ-เคมี (NBC Weapons) ในการก่อการร้าย หลังเกิดเหตุการณ์การก่อการร้ายด้วยสารประสาทที่ญี่ปุ่นเมื่อปี ๒๕๓๗ และ ๒๕๓๘ ซึ่งเป็นประจักษ์พยานที่ชี้ให้เห็นว่า ความวิตกกังวลดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย เพราะต่อมามีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในปี ๒๕๔๔ และมีแนวโน้มสูงว่าจะเกิดต่อไป
การก่อวินาศกรรมทางคอมพิวเตอร์ (Cyber-terrorism) เป็นอีกวิธีหนึ่งที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายอาจใช้โจมตีเป้าหมายที่ล่อแหลมเพื่อสร้างความเสียหายให้กับระบบแฟ้มข้อมูล หรือทำให้ระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์เสียหาย เช่น เข้าถึงข้อมูลเพื่อลักลอบแก้ไข ทำลาย คัดลอก ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานผิดพลาด ซึ่งล้วนก่อให้เกิดความเสียหายมหาศาล อาทิ บิดเบือนข้อมูลหรือลบข้อมูลทางเศรษฐกิจในคอมพิวเตอร์ของประเทศเป้าหมาย โอนเงินจากบัญชีธนาคารหนึ่งไปเข้าอีกบัญชีหนึ่ง ทำให้โปรแกรมควบคุมและสั่งการทางทหารใช้การไม่ได้เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศ ทำให้ไม่สามารถควบคุมดาวเทียมจากระยะไกลได้ด้วยคอมพิวเตอร์ ฯลฯ มีรายงานว่า ในปี ๒๕๓๘ นักฝ่าด่าน (Hacker/Cracker) หรือนักก่อกวนระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เคยโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ถึง ๒๕๐,๐๐๐ ครั้ง และสามารถเจาะผ่านระบบรักษาความปลอดภัยของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้ประมาณ ๗๐% นอกจากนี้กลุ่มผู้ก่อการร้ายยังใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ส่งแผนปฏิบัติการ และสั่งการให้ลงมือปฏิบัติงาน โดยไม่ต้องมาพบกันและยังติดต่อกันข้ามทวีปได้ ระบบอินเทอร์เน็ตมีความปลอดภัยจากการถูกจับได้กว่าเครื่องมือหรือวิธีสื่อสารอื่น เนื่องจากสามารถใช้รหัสลับ ใช้เวลาสั้น และตรวจจับได้ยากยิ่ง
การก่อการร้าย
‘’’เรียบเรียงโดย พ.อ.อนุชาติ บุนนาค’’’
‘’’ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร’’’
คำว่า การก่อการร้ายสากล นั้น มีผู้ให้ความหมายให้คำจำกัดความไว้มากมายหลายท่าน และประเภทต่าง ๆ กัน แต่ในความหมายรวมแล้วคงไปในทิศทางเดียวกัน เช่น EARNEST LEFEVER นักเขียนผู้มีความสนใจเกี่ยวกับการก่อการร้ายสากลได้กล่าวไว้ว่า"TERRORISM is the new warfare, the new efficient way to achieve political objectives. Terrorism is the weapon of the minority who seek to impose its will on the majority. The terrorist does not depend on popular support, an army or a large arsenal. His tactics include assassination by bomb or bullet, shooting to maim, kidnapping and skyjacking. These acts are supported by a wide range of criminal activity-sabotage, bank robberies, arson, conspiracy,and arms smuggling…"
RICHARD CLUTTERBUCK ให้ทรรศนะในส่วนที่เห็นว่าการก่อการร้ายสากลเป็นเครื่องมือทางการเมืองชนิดหนึ่งแบ่งประเภทตามลักษณะของผู้ปฏิบัติหรือผู้สนับสนุน ซึ่งสรุปได้ดังนี้
-Terrorism practiced by governments themselves to coerce their own people, as in the USSR, Iran, Uganda under Amin and in many Latin American countries
-Terrorism on an international scale sponsored or supported by governments to operate outside their own borders, like the Palestinians.
-Terrorism by indigenous groups which enjoy support or at least a shared aim with a substaintial proportion of the population a majority (as in Rhodesia) or a significant minority (as in Spain and Northern Ireland)
-Terrorism by fringe movements with extreme views support, such as the Red Army Faction and some neo -Nazi groups in Germany"
STEPHEN ALOAN ได้กล่าวถึงการก่อการร้ายสากลว่า "
-Contemporary terrorism is very much a new form of violence.. Modern terrorists are not limited in their field o operation… The non
-territorial aspects of contemporary terrorism manifest a transformation that will have significant impact on the conduct of international affairs"
"การก่อการร้าย" (Terrorism) เป็นคำในภาษาฝรั่งเศส มีกำเนิดจากเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองในฝรั่งเศสหลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลง การปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นระบอบสาธารณรัฐ เมื่อปี ๒๓๓๒ เนื่องจากได้มีประชาชนกลุ่มหนึ่งพยายามก่อความไม่สงบขึ้น โดยใช้วัตถุระเบิดเป็นอาวุธ ยังผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ลอดจนทรัพย์สินของประชาชนได้รับความเสีย หายอยู่เสมอ ประกอบกับรัฐบาลฝรั่งเศสได้ดำเนินการปราบปราม และลงโทษผู้กระทำผิด อย่างรุนแรง ดังนั้น ชาวฝรั่งเศสจึงได้เรียกการกระทำอันรุนแรงนั้นว่า "Terrorism" และเรียกการปกครองของรัฐบาลฝรั่งเศสในห้วงเวลาระหว่างปี ๒๓๓๖-๒๓๓๗ ว่า "ยุคแห่งความหวาดกลัว" (Reign of terror)
ตั้งแต่นั้นมา คำว่า terrorism ก็ได้ถูกใช ้อย่างกว้างขวาง ในการอธิบายถึงพฤติกรรมที่รุนแรง แต่ถึงแม้ว่าคำว่า terrorism จะเพิ่งเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ แต่ยุทธวิธีของการก่อการร้าย ก็ได้เกิดขึ้นมานานแล้ว โดยขบวนการปาเลสไตน์โบราณของชาวยิว Sicarii และกลุ่มหัวรุนแรง ได้นำมาใช้ เป็นครั้งแรกในการต่อต้านผู้ปกครองชาวโรมัน
กลุ่ม Sicarii และกลุ่มหัวรุนแรง ได้ประสบความสำเร็จ ในการต่อต้านผู้ปกครองชาวโรมัน โดยใช้วิธีการก่อการร้าย อย่างไรก็ตาม การต่อต้านดังกล่าวก็ได้ สิ้นสุดลงภายหลังจากที่โรมันได้ปิดล้อมกลุ่ม Sicarii ที่เมือง Masada กลุ่ม Sicarii ได้ปฏิเสธท ี่จะ ยอมแพ้และได้ฆ่าตัวตาย พร้อม ๆ กัน ทั้งผู้หญิงและเด็กนับเป็นจำนวนพัน กลุ่ม Sicarii เป็นกลุ่ม หัวรุนแรงที่นับถือ ศาสนายิว ได้ลุกขึ้นต่อสู้ในปาเลสไตน์ ระหว่างปี พ.ศ.๖๐๙ - ๖๑๓ สาเหตุมาจาก โรมันได้ล้มเลิกระบอบ การปกครองของชาวยิวและเข้าปกครองชาวยิว โดยตรงในปาเลสไตน์ การ กระทำของโรมันนี้ได้รวมไปถึง การทำลายสัญญลักษณ ์ทางศาสนาของยิว และจับกุมผู้นำทางศาสนา ที่สำคัญ ๆ ซึ่งเป็นการนำไปสู่การขัดแย้ง ที่สูงขึ้น กลุ่ม Sicarii ได้ใช้เทคนิคในการต่อสู้ขั้นแรกด้วยการไม่ใช้กำลัง แต่เมื่อทหารโรมันได้เริ่ม ใช้ ้กำลังที่เกินกว่าเหตุ สิ่งนี้จึงได้นำไปสู่การตอบโต้ของชาวยิว กลุ่ม Sicarii จะโจมตีอย่างกว้างขวาง ต่อเหยื่อ ได้แก่ ชาวยิวที่หัวไม่รุนแรง หรือทหารโรมัน หรือเจ้าหน้าที่ รัฐ ในขณะที่เหยื่ออยู่ในชุมชน หรืออยู่กับผู้สนับสนุน จุดมุ่งหมายของการโจมตีที่เสี่ยงอันตรายสูงนี้ก็เพื่อแสดง ให้เห็นว่าไม่มีผู้ใด ที่จะรอดพ้น จากการโจมตี และถ้าทหารไม่สามารถป้องกันตนเองแล้ว จะสามารถให้ความปลอดภัย แก่ประชาชนหรือเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างไร เทคนิคนี้จะทำให้เหยื่อเกิดความไม่มั่นใจ และเกิดความกลัวอย่างลึกซึ้ง กลุ่ม Sicarii ได้ใช้กลยุทธเหล่านี้เพื่อสร้างอิทธิพล ในชุมชนชาวยิว และขยายความเกลียดชัง โรมันให้มากขึ้น การดำเนินกิจกรรมการทางการเมืองของรัฐโรมันได้รับการขัดขวางและถูกต่อต้าน โดยยุทธวิธีการก่อการร้ายดังกล่าว เป้าประสงค์ในการก่อการร้ายของกลุ่ม Sicarii จะเหมือนกับการ ก่อการร้ายในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้มีการต่อต้านกฎหมาย โดยระบบทางการเมืองและกระตุ้น ให้มีการปราบปรามการแก้แค้นและการต่อต้าน การก่อการร้าย กลุ่ม Sicarii ประสบความสำเร็จ ในเรื่องนี้ ซึ่งนอกจากจะมีการฆ่าตัวตายหมู่ ที่เมือง Masada แล้ว ชุมชนชาวยิวที่เมือง Judea ก็ได้ถูกสังหารเป็นจำนวนมาก โดยทหารโรมัน วัดได้ถูกทำลายที่เมือง Jerusalem และชาวยิวได้ถูกขับไล่กระจัดกระจาย ไปทั่วโลกเป็นเวลาเกือบ ๒,๐๐๐ ปี จนกระทั่งมีการตั้งประเทศอิสราเอลขึ้น
ความหมายของการก่อการร้ายสากล James M.Poland จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียได้รวบรวมคำจำกัดความของการก่อการร้ายไว้ ดังนี้
๑. เป็นรูปแบบพฤติกรรมรุนแรงที่จัดตั้งขึ้นเพื่อวางแผนดำเนินการให้มีผลกระทบต่อนโยบายของรัฐบาล หรือคุกคามประชาชน เพื่อจุดประสงค์ในการรูปแบบพฤติกรรมรุนแรง ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อวางแผนดำเนินการให้มีผลกระทบ ต่อนโยบายของรัฐบาล หรือคุกคามประชาชน เพื่อจุดประสงค์ในการมีอิทธิพลเหนือ นโยบายของรัฐบาล
๒. ความสยดสยอง/หวาดกลัว (Terror) คือ ความรุนแรงที่กระทำโดยกลุ่มขบวนการ เพื่อคุกคาม ประชาชน หรือรัฐบาล เพื่อให้ยอมทำตามความต้องการของกลุ่ม
๓. ความสยดสยอง/หวาดกลัว (Terror) เป็นการวางแผนปฏิบัติการอันเป็นสัญลักษณ์เพื่อให้มีอิทธิพลด้านพฤติกรรมทางการเมือง ด้วยวิถีทางที่เหนือกว่าปกติ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความรุนแรง หรือการขู่เข็ญคุกคามด้วยความรุนแรง
๔. ลัทธิการก่อการร้าย (Terrorism) อาจถูกจำกัดความว่า เป็นพฤติกรรมที่รุนแรง และผิดกฎหมาย ที่วางแผนขั้นต้นเพื่อก่อให้เกิดความหวาดกลัวในชุมชน หรือในส่วนที่มีความสำคัญเพื่อจุดประสงค์ในทางการเมือง
๕. ลัทธิก่อการร้าย เป็นการใช้ หรือคุกคามด้วยความรุนแรง ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับ ในด้านวัฒนธรรม กระทำการโดยตรงต่อเป้าหมายอันเป็นสัญลักษณ์ เพื่อให้มีอิทธิพลด้านพฤติกรรมทางการเมือง ไม่ว่าจะโดยทางตรงเพื่อให้เกิดความกลัว การขู่เข็ญหรือการบีบบังคับ หรือโดยทางอ้อม ด้วยการเสแสร้งอากัปกิริยา อารมณ์หรือความคิดเห็นต่าง ๆ
๖. ลัทธิก่อการร้าย เป็นความรุนแรงในสังคมที่ไม่ให้เกิดจากรัฐบาลหรือเป็นการขู่เข็ญ คุกคามที่กระทำโดยบุคคล หรือกลุ่มขบวนการเล็ก ๆ และมุ่งไปยังเป้าหมายทางสังคม หรือการเมือง ซึ่งอาจเกิดจากกลุ่มที่ไม่ได้เป็นประเทศ (Subnational) กลุ่มที่เป็น ประเทศ(National) หรือกลุ่มระหว่างประเทศ (International)
๗. ลัทธิก่อการร้าย เป็นการใช้กำลัง ใช้ความรุนแรง หรือการขู่เข็ญ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเมือง โดยความหวาดกลัว การขู่เข็ญ หรือการบีบบังคับ
๘. โดยทั่วไป คำว่า ลัทธิก่อการร้าย (Terrorism) ที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ส่วนใหญ่จะ ใช้คำจำกัดความ เกี่ยวกับการกระทำการรุนแรงที่ผิดกฎหมายทั้งหมด และกระทำเพื่อจุดประสงค์ทางการเมือง โดยกลุ่มขบวนการลับ ในคำจำกัดความทั้งหมดของคำว่า ความสยดสยอง/หวาดกลัว (terror) และลัทธิก่อการร้าย (terrorism) จะมีลักษณะเด่นพิเศษเฉพาะอยู่ ๒ ลักษณะ คือ
ประการแรก ลัทธิก่อการร้าย (Terrorism) เป็นวิธีการที่ก่อให้เกิดความหวาดกลัว เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ต่าง ๆ ทางด้านยุทธวิธีและการเมือง Wilkinson ได้กล่าวถึงจุดนี้และ ให้ข้อสังเกตว่า ประเด็นสำคัญในการให้คำจำกัดความของคำ Terrorism อยู่ที่ความหมายสองนัยในธรรมชาติของความหวาดกลัวคนเราทั้งหมดมีขีดจำกัดของความหวาดกลัวแตกต่างกัน ึ่งขึ้นอยู่กับภูมิหลังทางด้านส่วนตัว และด้านวัฒนธรรม มโนภาพและประสบการณ์บางอย่าง อาจจะดูน่ากลัวกว่าสิ่งอื่นและปรากฎว่าพวกที่อยู่ในแวดวงของการก่อการร้ายจะรู้วิธี "กดปุ่มความหวาดกลัว " ส่วนทางด้านวงการศาลเสนอว่า เนื่องจากความสับสนระหว่างความเกี่ยวเนื่องของ พลังอัตวิสัย (Subjective Force) ของความหวาดกลัวและการตอบสนองต่อความกลัวที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งของแต่ละ บุคคลอย่างไม่มีสติสัมปชัญญะกลายเป็นความยากลำบากในการจำกัดความ ของคำ Terrorism ได้อย่างถูกต้อง และศึกษาให้ตรงตามหลักวิทยาศาสตร์ ด้วยเหตุนี้ นักพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Sscientists) จึงมีแนวโน้มที่จะไม่เห็นด้วย กับการจำกัดความของคำ Terrorism ที่สะท้อนอย่างถูกต้องกับอัตวิสัยตามธรรมชาติ แห่งความกลัว และวิธีการที่ใช้กระตุ้นให้เกิดทั้งความหวาดกลัวเฉพาะบุคคลและความกลัวที่เกิดร่วมกัน
ประการที่สองที่พบในคำจำกัดความส่วนใหญ่ของ Terrorism คือ การบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองบางอย่างที่ไม่แน่ชัด สาระสำคัญ ในทางการเมือง ของการกระทำการก่อการร้าย แตกต่างจากพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายธรรมดา เช่น การฆาตกรรม การปล้น การลักพาตัว การขู่กรรโชก และการจี้ยานพาหนะ (Hijack) ทั้งหมดเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นประจำ โดยพวกที่ไม่ใช่ กลุ่มผู้ก่อการร้าย (Nonterrorists) เพื่อผลประโยชน์ธรรมดาหรือเพราะโทสะจริต อย่างไรก็ด ีเป็น สิ่งที่เห็นเด่นชัดว่า Terror และ Terrorism ไม่จำเป็นต้องเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง ตัวอย่างเช่น ผู้ที่กระทำผิดกฎหมายบ่อยครั้ง ที่มักจะใช้กลยุทธของการก่อการร้าย เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง พวกนักโทษมหันตโทษที่หลบหนี เมื่อมีการปะทะกับตำรวจ ก็มักจะมีการจับตัวประกัน และพยายามเจรจาเพื่อให้ตนเองหนีรอดไปได้ ในความเป็นจริงกว่าร้อยละ ๖๐ ของเหตุการณ์จับตัวประกันทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา ก็จะเกี่ยวข้องกับความผิด ในการจับตัวประกันไม่ใช่เป็นผู้ก่อการร้ายทางการเมือง บุคคลที่ได้รับความกระทบกระเทือนด้านจิตใจอาจกระทำการร้ายต่อผู้อื่นเพราะสาเหตุ จากอาการของเขา ยกตัวอย่างเช่น จะเป็นเรื่องปกติธรรมดามากในสหรัฐอเมริกา สำหรับผู้ที่มีจิตฟั่นเฟือนจะจับเอาบุคคลในครอบครัวเป็นตัวประกันเช่นเดียวกัน จุดมุ่งหมายในการลอบสังหาร ทางการเมืองในสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่มิใช่แผน ก่อการร้ายทางการเมือง แต่เป็นด้วยปัญหาทางจิต ผู้มีอาวุธปืนในมือ จะกระทำตน เสมือนหนึ่ง "ตัวแทนของพระเจ้า" เฉพาะบุคคลบางคนอาจก่อให ้เกิดความหวาด กลัว แก่ผู้อื่นเพราะเกิดความเบื่อหน่าย ชอบกระทำทารุณกรรมทางเพศ หรือเพราะโทสะ ซึ่งเป็นเหตุให้พวกเขาถูกจัดเข้าไปอยู่ในประเภทหนึ่งของการกระทำรุนแรง เพื่อประท้วงสังคม การแบ่งแยกระหว่างรูปแบบต่าง ๆ ของลัทธิก่อการร้ายจึงยังไม่ชัดเจน นับแต่ผู้กระทำผิดกฎหมาย หรือผู้ป่วยโรคจิตอาจจะใช้กลยุทธของความหวาดกลัว และหาวิธีที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยการใช้คำขวัญทางการเมือง (Activist) นอกจากน ี้ องค์การก่อการร้ายก็มักจะหาสมาชิก และร่วมงานกับ พวกกระทำผิดกฎหมาย และพวกโรคจิตความสับสนเหล่านี้ ประกอบกับการใช้คำ Terrorism อย่างเหยียดหยาม ำให้เกิดปัญหาในการให้คำจำกัดความเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นแล้ว Terrorism ยังมิใช่เป็นเพียงแต่ยุทธวิธีของพวกผู้ก่อการ หรือพวกหัวรุนแรงทางการเมืองเท่านั้น แต่เป็นยุทธศาสตร์หรือแนวนโยบายของรัฐด้วย เช่นเดียว กัน สำหรับการทำความเข้าใจ ในเรื่อง Terrorism อย่างลึกซึ้ง จำเป็นจะต้องยอมรับ คำจำกัดความพื้นฐานบางคำ คือ "Terrorism" เป็นการฆาตรกรมที่มีระบบขั้นตอน มีเจตนา และการวางแผนที่ไตร่ตรองไว้ก่อน รวมถึงการทำร้ายอย่างมีเจตนา และการวางแผนที่ไตร่ตรองไว้ก่อน รวมถึงการทำร้ายอย่างมีเจตนา และคุกคามต่อผู้บริสุทธิ์ เพื่อก่อให้เกิดความกลัว และขู่เข็ญเพื่อให้ได้เปรียบ ด้านการเมืองและยุทธวิธี ซึ่งตามปกติเพื่อให้มีอิทธิพลต่อผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ จากคำจำกัดความนี้จะมีข้อจำกัดอย่างเห็นได้ชัด แต่เป็นการมุ่งเน้นในการที่จะแบ่งประเภทระหว่างการฆาตรกรรมตามอำเภอใจกับ สงครามกองโจรที่มุ่งกระทำโดยตรงต่อรัฐ ยิ่งไปกว่านั้น คำจำกัดความนี้สามารถนำมา ประยุกต์ใช้กับ Terrorism จากฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา และรวมถึงความสยดสยอง/หวาดกลัว (Terror) ที่กระทำโดยรัฐบาล หรือลัทธิก่อการร้าย (Terrorism) ที่ใช้โดย ผู้กระทำผิดกฎหมายธรรมดาด้วย ดังนั้นจุดมุ่งหมายของ Terrorism ก็คือการทำให้เกิดความสยดสยอง/หวาดกลัว ผู้ก่อการร้ายยุคปัจจุบันมักเลือก ใช้วิธีการก่อการร้ายและชอบใช้ความรุนแรงมากกว่ารูปแบบอื่น ๆ ธรรมชาติของความรุนแรงของ ผู้ก่อการร้ายที่มีเป็นปกตินั้น ทำให้ยากแก่การแยกแยะระหว่างผู้คลั่งลัทธิการเมือง หรือฆาตกรกระหายเลือด ความสับสนของการจำกัดความของคำว่า การก่อการร้าย ดังที่กล่าวมาซึ่งนอกจากจะเป็นเรื่องของกลุ่มหัวรุนแรงทางการเมืองที่กระทำต่อรัฐแล้ว ก็ยังมีความหมายรวมถึงการกระทำต่อกันระหว่างฝ่ายซ้าย หรือฝ่ายขวา และรวมไปถึงการกระทำโดยรัฐบาลด้วย นอกจากนั้นแล้วความสับสนของคำว่า การก่อการร้ายกับการต่อสู้เพื่อปลดแอก ประเทศชาติก็ยังปรากฎให้เห็นอยู่ กล่าวคือ ในกลุ่มประเทศที่พยายามหาทาง ช่วยเหลือประเทศที่ให้การสนับสนุนการก่อการร้าย ระหว่างประเทศ ได้แสดงท่าทีออกมาในรูปของ การสนับสนุน ให้มีการประชุมสหประชาชาติ เพื่อกำหนดคำจำกัดความของการก่อการร้ายระหว่างประเทศในลักษณะที่จะทำให้มีการยอมรับเป็นหลักการว่า ขบวนการปลดแอกประเทศชาต ิ (National Liberation Movement) ซึ่งต่อมาในภายหลังได้เปลี่ยนเป็นการต่อสู้ดิ้นรน เพื่อปลดแอกประเทศชาติ (National Liberation Struggles) เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งกลุ่มนี้พยายามจะแยกให้เห็นความ แตกต่างระหว่าง การก่อการร้ายระหว่างประเทศ และการต่อสู้เพื่อปลดแอกประเทศชาติ โดยมีแนวความคิดแฝงอยู่ว่า หากการก่อการร้ายระหว่างประเทศนั้นเป็นการกระทำเพื่อปลดแอกประเทศชาติ ก็ไม่ถือว่าเป็นการก่อการร้ายระหว่างประเทศ กลุ่มที่สนับสนุน แนวความคิดนี้ ได้แก่ กลุ่มประเทศอาหรับ ซึ่งมี ซีเรีย และแอลจีเรีย เป็นแกนนำ โดยมีกลุ่ม ประเทศสังคมนิยมและประเทศในโลกที่สามบางประเทศให้การสนับสนุน โดยกลุ่มประเทศเหล่านี้นี้มีความเห็นว่า ปัญหาการก่อการร้ายระหว่างประเทศ ไม่ควรจะมีผลกระทบต่อหลักและสิทธิพื้นฐานแห่ง การมีอัตตวินิจฉัย และความมีอิสระภาพของประชาชนทุกคนที่ต้องอยู่ภายใต้อาณานิคม และการปกครองที่แบ่งแยก ชื้อชาติหรือผิวหรือรูปแบบอื่น ๆ ที่มีลักษณะปกครองเป็น การครอบงำ โดยถือว่าเป็นการต่อสู้ด้วยความชอบธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อสู้เพื่อขบวนการปลดแอกประเทศชาติซึ่งมีความถูกต้องตามวัตถุประสงค์และหลักเกณฑ์ของกฎบัตรและข้อมติของ องค์การที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับองค์การสหประชาชาติ การต่อสู้ของขบวนการปลดแอก จะต้องตกอยู่ภายในของเขตของบทบัญญัติตามอนุสัญญา กรุงเจนีวา ค.ศ.๑๙๔๙ และพิธีสาร ฉบับเพิ่มเติม ค.ศ.๑๙๗๗ และจะต้องถือว่าไม่เป็นการ กระทำที่อยู่ในขอบข่ายของการก่อการร้าย นอกจากนี้ การปกครองที่ใช้ครอบงำการแสวงหาผลประโยชน์ การขยายเขตแดน การกระทำเพื่อเป็นผู้นำ ลัทธิจักรวรรดินิยมและอื่น ๆ ยังเป็นผลเนื่องมาจาก
ก. สาเหตุจากพฤติกรรมทางการเมือง
๑. ลัทธิล่าอาณานิคม และการปกครองที่ใช้ความครอบงำต่ออาณานิคม
๒. นโยบายการปกครองที่แบ่งแยกเชื้อชาติ หรือผิว และการทำลายล้างเผ่าพันธุ์
๓. การกำหนดใช้วิธีรุกราน ซึ่งเป็นแนวทางที่ขัดแย้งต่อกฎบัตรองค์การสหประชาชาติ ละการที่แต่ละรัฐมีอำนาจอธิปไตยของตนเองและการใช้การปกครองด้วย วิธีการอันรุนแรงในดินแดนของรัฐ
๔. การขยายดินแดนอาณาเขตของต่างชาติและการปกครองของต่างชาติ ที่ใช้ลักษณะการครอบงำต่อ ดินแดนและประชาชน
๕. การแทรกแซงในกิจการภายในของรัฐต่าง ๆ
๖. การสร้างความหวาดผวาให้กับประชาชน ด้วยลักษณะการครอบงำ และเป็นผลให้ประชาชนต้องอพยพหลบหนีภัยออกไปนอกประเทศ
๗. ลัทธิเผด็จการขวาจัดแบบฟาสซิสต์ และฟาสซิสต์แนวใหม่
๘. นโยบายการแพร่ขยายอิทธิพล เพื่อการเป็นผู้นำต่อรัฐอื่น
ข. สาเหตุเนื่องมาจากพฤติกรรมทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
๑. ความไม่ยุติธรรม และความไม่เท่าเทียมกันทางด้านเศรษฐกิจที่ยังคงฝังแน่นอยู่ ในสังคมระหว่างประเทศ
๒. การแสวงหาผลประโยชน์ของต่างชาติในทรัพยากรธรรมชาต ิจากรัฐต่าง ๆ
๓. การทำลายระบบ โดยพลังอำนาจของรัฐต่างประเทศ เช่น การทำลายล้างประชาชน การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ การทำลายระบบการขนส่งและโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ฯลฯเป็นต้น
๔. สภาพความเป็นอยู่ทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ เป็นไปด้วยความไม่ยุติธรรม และแสวงหาผลประโยชน์
๕. ความเป็นปฏิปักษ์ต่อสิทธิมนุษยชน การนำตัวบุคคลไปคุมขังการใช้วิธีการทรมาน หรือการแก้แค้น เป็นต้น
๖. ความยากจน ความหิวกระหาย ความสิ้นคิด และความสิ้นหวัง
อีกกลุ่มหนึ่ง คือ กลุ่มที่คัดค้านแนวความคิด ของกลุ่มแรก ได้แก่ กลุ่มประเทศพัฒนา ซึ่งมิใช่ประเทศใน กลุ่มสังคมนิยม อันมีสหรัฐอเมริกา อิสราเอลเป็นแกน กลางร่วมกับกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก กลุ่มประเทศ เหล่านี้จะยึด หลักการทั้งทางกฎหมาย ตลอดจนทฤษฎีและความคิดเห็นทางกฎหมาย ซึ่งเน้นหนักทาง ด้านความ มีมนุษยธรรม และมีการประณามการก่อการร้ายระหว่างประเทศอย่างรุนแรง โดยกลุ่มนี้อ้างว่า ข้อเสนอของฝ่าย แรกยังขาดสิ่งสำคัญที่ยังไม่ได้กล่าวถึง คือ
๑. การที่บางประเทศยินยอมให้ผู้ก่อการร้ายระหว่างประเทศ ซึ่งกระทำความผิด สามารถหลบซ่อนตัวอยู่ในประเทศนั้นได้ด้วยความปลอดภัย
๒. การที่บางประเทศ ให้การสนับสนุนต่อกลุ่มผู้ก่อการร้ายด้วยการให้อาวุธยุทธโธปกรณ์ และสนับสนุน การเงินต่อ ผู้ก่อการร้ายระหว่างประเทศ ท่ามกลางความสับสนของการ ให้คำจำกัดความของคำว่า การก่อการร้ายนี้ ก็ได้มีหน่วยงานต่าง ๆ ได้พยายามให้คำจำกัดความ หรือความหมายของคำว่า การก่อการร้าย และการก่อการร้ายสากล ไว้ดังนี้
ก. การก่อการร้าย
๑. พจนานุกรมอังกฤษ ฉบับอ๊อกซ์ฟอร์ด ได้ให้ความหมายของคำว่า Terrorism หมายถึง "การปกครองโดยใช้ความหวาดกลัวเป็นเครื่องมือ โดยพรรคที่อยู่ในอำนาจของฝรั่งเศสสมัยการปฏิวัติ ค.ศ.๑๗๘๙-๑๗๙๔ : ซึ่งเป็นระบบของความหวาดกลัว" ทั้งนี้เพราะรัฐบาลในสมัยนั้นได้นำเอาวิธีการอันป่าเถื่อนมาใช้เพื่อข่มขู่ให้ฝ่ายตรงข้ามหวาดกลัว ดังนั้น ความหมายดั้งเดิมของการก่อการร้ายจึงหมายถึง ผู้ครองอำนาจรัฐ หรือผู้ที่กำลังยึดอำนาจรัฐ ใช้กำลังก่อความหวาดกลัวเพื่อวัตถุประสงค์ในทางการเมือง
๒. สำนักงานประมวลข่าวกลางสหรัฐฯ (Central Intelligence Agency : CIA) ระบุว่าหมายถึง "ปฏิบัติการรุนแรงที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง (Politically Motivated Violence) และมีการเตรียมการล่วงหน้าหรือคิดไว้ก่อนล่วงหน้า (Premeditated) ที่กระทำต่อเป้าหมายซึ่งไม่สามารถสู้รบได้ (Noncombatant Targets) และกระทำโดยขบวนการหรือกลุ่มที่มิได้เป็นของชาติ (Subnational groups) หรือกระทำโดยสายลับของรัฐ (Clandestine State Agents)
๓. องค์การข่าวกรองลับของอังกฤษ (Secret Intelligence Service) ระบุว่า หมายถึง "การใช้วิธีการรุนแรงที่มีการวางแผนการและเตรียมการเพื่อการข่มขู่ทำให้เสียขวัญหรือตื่นตระหนก โดยหวังผลทางการเมือง อันได้แก่ การโค่นล้มรัฐบาล การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง การเปลี่ยนแปลงนโยบาย หรือ การแบ่งแยกดินแดนออกไปตั้งรัฐอิสระ”
๔. พระราชบัญญัติป้องกันการก่อการร้ายของสหราชอาณาจักร (The United Kingdom's Prevention of Terrorism Act.) ระบุว่า หมายถึง "การใช้ความรุนแรงเพื่อจุดมุ่งหมายทางการเมือง และรวมถึงการใช้ความรุนแรงใด ๆ ก็ตาม เพื่อจุดมุ่งหมายในการทำให้สาธารณชน หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของชุมชนเกิดความหวาดกลัว"
๕. พระราชบัญญัติรักษาความสงบภายในประเทศ พ.ศ.๒๕๑๙ ได้กำหนดคำจำกัดความของคำว่าการก่อการร้ายว่า "ได้แก่การปฏิบัติการคุกคามหรือใช้ความรุนแรงของบุคคล หรือกลุ่มบุคคล ที่มุ่งหวังผลตามเงื่อนไขข้อเรียกร้องทางการเมือง"
ข. การก่อการร้ายสากล หรือการก่อการร้ายระหว่างประเทศ
๑. องค์การสหประชาชาติ คณะกรรมการร่างกฎหมายขององค์การสหประชาชาติได้ให้คำจำกัดความของคำว่า การก่อการร้ายสากล ให้มีความหมายว่า
(๑) การกระทำที่มุ่งกระทำต่อบุคคลซึ่งอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น ผู้นำของรัฐ หรือสมาชิกในทางการทูต
(๒) การกระทำที่มีจุดมุ่งหมายเป็นสลัดอากาศต่อเครื่องบิน โดยสารพลเรือน
(๓) ส่งผู้ก่อการร้ายไปปฏิบัติการนอกประเทศและใช้วิธีการที่รุนแรง
(๔) และใช้ชีวิตมนุษย์ผู้บริสุทธิ์เป็นเครื่องมือของการก่อการร้าย การให้คำนิยามการก่อการร้ายระหว่างประเทศของคณะกรรมการร่างกฎหมายขององค์การสหประชาชาติ เป็นไปในลักษณะกว้าง ๆ แต่การที่จะให้การนิยามการก่อการร้ายระหว่างประเทศเป็นไปในทำนองเดียวกัน ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาตินั้นต้องประสบกับความล้มเหลว ทั้งนี้เนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างคำว่าการก่อการร้าย กับการต่อสู้เพื่อปลดแอกประเทศชาติ
๒. องค์การตำรวจสากล ได้กำหนดคำนิยามของคำว่า การก่อการร้ายสากล ให้หมายถึง การกระทำในลักษณะดังต่อไปนี้คือ
(๑) การกระทำที่มีจุดมุ่งหมายในการแสดงออกให้เกิดผลมากกว่าหนึ่งประเทศขึ้นไป
(๒) การกระทำความผิดที่เริ่มขึ้นในประเทศหนึ่ง และไปสิ้นสุดลงในอีกประเทศหนึ่ง
(๓) การกระทำของกลุ่มได้รับการสนับสนุนที่มีแหล่งกำเนิดมาจากต่างประเทศ
(๔) ได้มีการวางแผน หรือ ตระเตรียมการในประเทศหนึ่งและไปปฏิบัติการในอีกประเทศหนึ่ง
(๕) ผู้เสียหายเป็นสาเหตุให้ประเทศต่าง ๆ ได้รับผลร้าย หรือเกิดขึ้นกับองค์การระหว่างประเทศ
(๖ ) ความเสียหายเป็นสาเหตุให้ประเทศต่าง ๆ ได้รับผลร้าย หรือเกิดขึ้นกับองค์การระหว่างประเทศ
๓. นักนิติศาสตร์ โดยเฉพาะนักกฎหมายระหว่างประเทศ ได้ให้คำนิยาม เกี่ยวกับการก่อการร้าย และการก่อการร้ายสากล ไว้ดังนี้ "การก่อการร้ายเป็นการกระทำที่ใช้กำลังบังคับ หรือการใช้กำลังบังคับขู่เข็ญ ซึ่งมุ่งกระทำโดยตรงต่อฝ่ายที่สาม ซึ่งเป็นฝ่ายที่บริสุทธิ์ หรือไม่มีส่วนรู้เห็นด้วยเพื่อให้ได้รับผลตามอุดมคติที่ตั้งเป้าหมายไว้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการเงิน หรือการปฏิบัติการทางจิตวิทยา และเมื่อการก่อการร้ายนั้นมีปัจจัยทางด้านต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเงิน กำลังคน หรือการให้ความช่วยเหลือในด้านใด การก่อการร้ายนั้นก็จะเป็นการก่อการร้ายระหว่างประเทศ หรือการก่อการร้ายสากล
๔. รัฐบาลไทย ได้ให้คำนิยามของคำ การก่อการร้ายสากลไว้ว่า "การปฏิบัติการคุกคาม หรือใช้ความรุนแรงของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่มุ่งหวังผลตามเงื่อนไขข้อเรียกร้องทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งส่วนใหญ่จะปฏิบัติการล่วงล้ำเขตแดนหรือเกี่ยวกับชาติอื่น การกระทำนั้นอาจเป็นไปโดยเอกเทศ ปราศจากการสนับสนุนจากรัฐใด ๆ หรือมีรัฐใดรัฐหนึ่งสนับสนุน เมื่อเกิดขึ้นย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อผลประโยชน์ของชาติ พันธกรณีระหว่างประเทศ นโยบายของชาติทางด้านการเมืองการป้องกันประเทศ เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา ชื่อเสียง และเกียรติภูมิของชาติ ดังนั้นจากคำตำกัดความซึ่งกำหนดโดยหน่วยงานต่าง ๆ ทำให้สามารถสรุปได้ว่าความหมายของการก่อการร้ายสากล จะมีความหมายดั้งเดิมมาจากการปกครองในประเทศฝรั่งเศส ที่ใช้ความหวาดกลัวเป็นเครื่องมือในสมัยการปฏิวัติ ค.ศ. ๑๗๘๙ - ๑๗๙๔ หรือ พ.ศ. ๒๓๓๒ - ๒๓๓๗ แต่ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นการต่อสู้ของกลุ่มหัวรุนแรงทางการเมืองต่ออำนาจรัฐ หรือแม้แต่การกระทำต่อกันระหว่างฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา โดยใช้วิธีการที่ทำให้เกิดความหวาดกลัว และเมื่อการก่อการร้ายได้ขยายวงขอบเขตเป็นการก่อการร้ายข้ามประเทศ และมีการร่วมมือกันระหว่างประเทศจึงได้เกิดความหมายของการก่อการร้ายร ะหว่างประเทศ หรือการก่อการร้ายสากลขึ้น ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็ยังไม่สามารถให้คำจำกัดความที่แน่ชัดเป็นอย่างเดียวกันได้ ระหว่างการก่อการร้ายกับการต่อสู้เพื่อปลดแอกประเทศชาติ
ความเสียหายของการก่อการร้าย ความเสียหาย จากการก่อการร้ายสากลเท่าที่ประมวลได้มีความเสียหาย ๖ ประการสำคัญ ที่เห็นได้ชัด คือ
๑. การสูญเสียทรัพย์สินและกระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจของชาติ แม้การก่อการร้ายสากลจะไม่เสียหายรุนแรงเหมือนเกิดสงคราม แต่ก็เหมือนกับเป็นการรบย่อย ๆ และมีผลต่อการชะงักงันทางเศรษฐกิจ
๒. ทำให้สูญเสียบุคคลสำคัญหรือผู้เชี่ยวชาญที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ บุคคลสำคัญที่ว่านี้ได้แก่ผู้บริหารประเทศ ประมุขของประเทศ ผู้นำทางการเมืองซึ่งตกเป็นเป้าหมายของผู้ก่อการร้ายสากล ในปัจจุบันได้มีการกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยบุคคลขึ้น เพื่อที่จะช่วยลดปัญหาของการที่จะเป็นเป้าหมายการก่อการร้ายสากลลง
๓. ทำให้กระทบกระเทือนต่อภาพพจน์ของรัฐบาลและของประเทศ ในกรณีนี้ตัวอย่างเช่น สนามบินกรุงเอเธนส์ประเทศกรีซ ผู้ก่อการร้ายสากลจะไปใช้สนามบินนี้ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่ประเทศเป้าหมาย เพราะมาตรการรักษาความปลอดภัยสนามบินไม่เข้มงวด ทำให้ภาพพจน์ของรัฐบาลกรีซตกต่ำไปด้วย
๔. ความสิ้นเปลืองงบประมาณของประเทศในการเตรียมการต่อต้านการก่อการร้าย ในเยอรมนีตะวันตกใช้เจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการต่อต้านการก่อการร้าย เป็นอย่างดีเข้าติดตามผู้ต้องสงสัยที่เป็นผู้ก่อการร้ายสากล โดยกลุ่มก่อการร้ายสากลที่สำคัญในเยอรมนีตะวันตกคือกลุ่ม Red Army Faction-RAF พวกแกนนำของRAF ซึ่งมีประมาณ ๓๐ คน โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวจะทำหน้าที่ศึกษารายละเอียด ถึงผู้ให้การสนับสนุนผู้ก่อการร้ายสากล โดยเริ่มจากประวัติในอดีตถึงปัจจุบัน และติดตามความเคลื่อนไหวในแต่ละวันว่ามีพฤติกรรมอย่างไรบ้างที่ส่อให้เห็นถึงการสนับสนุนการก่อการร้ายสากล ซึ่งทางรัฐบาลเยอรมนีตะวันตกใช้งบประมาณ เพื่อการนี้เป็นจำนวนมาก
๕. ก่อให้เกิดความวิตก ทำลายขวัญประชาชนเสมือนหนึ่งสงครามจิตวิทยา เช่น กรณีสายการบินของสหรัฐอเมริกาถูกจี้บ่อยครั้ง หรือการทำลายสถานทูตสหรัฐ ฯ ในภูมิภาคต่าง ๆ เป็นต้น
๖. อาจจะทำให้เกิดความบาดหมางในทางการเมืองระหว่างประเทศได้ เช่น กรณีอียิปต์กับสหรัฐฯ ในกรณีที่รัฐบาลอียิปต์จับผู้ก่อการร้ายกลุ่ม PLF ซึ่งยึดเรือสำราญของอิตาลี และต่อมาอียิปต์ได้เกลี้ยกล่อมจนผู้ก่อการร้ายยกเลิกปฏิบัติการและอียิปต์นำตัวส่งไปยังสถานที่ที่ผู้ก่อการร้ายต้องการ ทำให้เกิดบาดหมางระหว่างสหรัฐฯ และอียิปต์ทันที่ เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ถือว่าผู้ก่อการร้ายเป็นบุคคลที่รัฐบาลสหรัฐฯ มีหมายจับต้องการตัว แต่อียิปต์ได้ปฏิเสธที่จะส่งตัวให้ทำให้ความสัมพันธ์ของสองประเทศในช่วงนั้นตกต่ำลง เมื่อเปรียบเทียบการก่อการร้ายกับฆาตกรและสงครามกองโจร เราจะเห็นได้ชัดเจนว่า การก่อการร้ายจะกระทำขึ้นเพื่อสร้างความหวาดกลัว ีลักษณะที่รุนแรงโดยมาตรการหรือขบวนการที่ทำการก่อการร้ายก็เพื่อเรียกร้องความสนใจต่อชาวโลก ผู้ก่อการร้ายที่มุ่งกระทำเพื่อหวังให้เป็นข่าว ข่าวใหญ่มากเท่าใดก็ยิ่งดี ซึ่งต่างกับฆาตกรที่มีความต้องการที่จะสังหารเหยื่อโดยหวังผลที่จะทำให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย โดยไม่ต้องการที่จะให้เป็นข่าว ยิ่งเงียบเท่าใดก็ยิ่งดีตนเองจะได้รอดพ้นจากการจับกุม ส่วนสงครามกองโจรเป็นการก่อการร้ายเพื่อล้มล้างรัฐบาล ลักษณะอันอาจใกล้เคียงกับการก่อการร้ายสากล แต่เป็นเรื่องภายในประเทศ
วัตถุประสงค์เฉพาะของการก่อการร้ายสากล
การก่อการร้ายสากลในแต่ละครั้งนั้น กระทำเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เฉพาะต่าง ๆ กันแล้วแต่กรณี ซึ่งพอจะประมวลวัตถุประสงค์เฉพาะในการการก่อการร้ายสากลดังกล่าวได้ ดังนี้
๑. เพื่อให้เป็นข่าวในลักษณะของการโฆษณาชวนเชื่อและการข่มขู่ การก่อการร้ายสากลแต่ละครั้งมักจะกระทำโดยวิธีรุนแรง ทั้งนี้เพื่อเรียกร้องความสนใจจากชาวโลก บางครั้งอาจฆ่าคน ๑ คนเพื่อจะให้เป็นข่าว ถ้าฆ่าไปแล้ว ๑ คนยังไม่เป็นข่าวใหญ่ ผู้ก่อการร้ายก็อาจจะฆ่าคน ๑๐ คน ถึง ๑๐๐ คน เพื่อหวังจะให้เป็นข่าวใหญ่ เพื่อสร้างความหวาดกลัว ซึ่งมีลักษณะทำนองเชือดไก่ให้ลิงดู เมื่อคนเกิดความหวาดกลัว แล้วก็จำต้องยอมรับในอิทธิพลของขบวนการฯ เป็นการกระทำเพื่อหวังผลทางจิตวิทยา
๒. เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเรียกร้อง การก่อการร้ายสากลส่วนใหญ่จะมีการเรียกร้องตามมาด้วยเสมอ เช่น ให้รัฐบาลปล่อยตัวนักโทษของขบวนการฯ ซึ่งถูกจำคุกอยู่หรือให้รัฐบาลยุติการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ข้อเรียกร้องเหล่านี้หากรัฐบาลปฏิบัติตามก็เท่ากับว่ารัฐบาลนั้นยอมเสื่อมเสียเกียรติภูมิของประเทศ
๓. เพื่อตอบโต้แก่แค้นรัฐบาล การก่อการร้ายในระยะหลังนี้จะเห็นว่าเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อโต้ตอบแก้แค้นประการใดประการหนึ่งโดยเฉพาะในประเทศนั้น ที่องค์การหรือขบวนการได้พิจารณาแล้วว่ากำลังเป็นพันธมิตรกับศัตรูของขบวนการหรือประพฤติในลักษณะต่อต้าน ลักษณะหรือวัตถุประสงค์ของขบวนการนี้ เช่น กลุ่มก่อการร้ายมุสลิมชีอะห์หัวรุนแรงที่ปฏิบัติการต่อเป้าหมายฝรั่งเศส ทั้งนี้เนื่องจากฝรั่งเศสได้ขายอาวุธจรวดเอ๊กโซเซต์และเครื่องบินมิราจให้แก่คูเวต ซึ่งเป็นการโต้ตอบแก้แค้นหรือปฏิบัติการแก้แค้นรัฐบาลฝรั่งเศส
๔. เพื่อหาเงินสนับสนุนแลกเปลี่ยนกับการสนับสนุนการปฏิบัติการก่อการร้ายสากลซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนในเรื่องต่าง ๆ จากบุคคล องค์กรหรือรัฐ หากขาดการสนับสนุนขบวนการก่อการร้ายสากลจะด้อยขีดความสามารถในการปฏิบัติการ ในกรณีที่ผู้ก่อการร้ายสากลเข้าไปอยู่ในประเทศอื่นบางครั้งต้องขอรับการสนับสนุนจากบุคคล หรือองค์กร หรือรัฐบาลของประเทศนั้น แล้วจะตอบแทนผู้สนับสนุนด้วยการก่อการร้ายสากลให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือข้อเรียกร้องของผู้ให้การสนับสนุน
๕. เพื่อทำลายความเชื่อมั่นในระบบรักษาความปลอดภัย และกฎหมายของประเทศ จุดมุ่งหมายของการก่อการร้ายนั้นมุ่งที่จะทำลายรัฐบาลประเทศเป้าหมาย ต้องการให้ประชาชนในประเทศรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย ตระหนกตกใจเป็นการทำลายขวัญ และความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล หรือทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายบ้านเมือง
‘’’ประเภทของการก่อการร้าย’’’
เป็นเวลาหลายปีที่นักรัฐศาสตร์ ได้พยายามสร้างทฤษฎีประเภทของการก่อการร้าย ให้ตรงกับการแบ่งประเภทอย่างละเอียดอ่อน ซึ่งนักรัฐศาสตร์แต่ละคนก็ได้พยายามพิจารณาแนวทางการแบ่งประเภทของการก่อการร้ายออกเป็นหลาย ๆ อย่างด้วยกัน ดังนี้ ก. จำแนกประเภทตามวัตถุประสงค์ของการก่อการร้าย การจำแนกตามแนวทางนี้ สามารถแบ่งออกได้เป็น ๒ ประการ คือ
๑. Wilkinson ได้จัดแบ่งประเภทลัทธิการก่อการร้ายออกตามวัตถุประสงค์ทั่วไปของการก่อการร้ายได้เป็น ๔ ประเภท คือ
(๑) กระทำความผิดกฎหมาย (Criminal)
(๒) ทางจิตวิญญาณ (Psychic)
(๓) ด้านสงคราม (War)
(๔) ด้านการเมือง (Political) ลัทธิก่อการร้ายที่กระทำผิดกฎหมาย ถูกจำกัดความว่าเป็นการวางแผนใช้ความสยดสยอง/หวาดกลัว เพื่อผลประโยชน์เกี่ยวกับเงินและวัตถุลัทธิก่อการร้ายทางด้านจิตวิญญาณ จะเกี่ยวข้องกับความเชื่อในเรื่องเวทย์มนต์คาถาเทพนิยายและลัทธิไสยศาสตร์ ซึ่งถูกโน้มน้าวจากการคลั่งศาสนา ลัทธิก่อการร้ายที่เกี่ยวกับสงครามเป็นการทำลายล้างศัตรูในทุกวิถีทางที่จะทำได้ลัทธิการก่อการรายที่เกี่ยวกับการเมือง ถูกจำกัดความว่าเป็นการใช้ความรุนแรงและความกลัวอย่างเป็นระบบ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมือง Wilkinson ได้ทำรายการลักษณะพิเศษของประเทศก่อการร้ายเกี่ยวกับการเมืองไว้ ๗ ชนิด ดังนี้
(๑) ใช้การฆาตกรรม การทำร้าย หรือการขู่เข็ญอย่างเป็นระบบเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ทางการเมือง เช่น การปฏิวัติ หรือการปราบปราม
(๒) มีบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวการใช้อำนาจบังคับ และการคุกคาม
(๓) ไม่มีการแยกแยะในการก่อการร้าย : การโจมตีอย่างไม่เลือกกับเป้าหมายที่อ่อนแอ หรือไม่สามารถสู้รบได้ (Noncombatants/soft Targets) ไม่มีใครเป็นเป้าหมายโดยเฉพาะ และไม่มีใครรอดปลอดภัย
(๔) การไม่สามารถทำนายอะไรได้ล่วงหน้า บุคคลจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บหรือตายได้
(๕) ไม่มีการปฏิบัติตามกฎ หรือข้อตกลงในการทำสงคราม
(๖) มีการใช้วิธีการทำลายล้างอย่างโหดเหี้ยมทารุณ เช่น การวางระเบิดในรูปแบบต่าง ๆ (Car Bombs, Nail Bombs, Double Bombs) และการฆาตกรรมหมู่
(๗) การพิจารณาเกี่ยวกับด้านศีลธรรมของการกระทำก่อการร้าย จะพบในหลักปรัชญาทางการเมืองของกลุ่ม
Wilkinson ยังได้แบ่งการก่อการร้ายด้านการเมือง ออกไปอีก ๓ ประเภท คือ แบบปฏิวัติ (Revolutionary) แบบที่มีลักษณะใกล้เคียงการปฏิวัติ (Subrevolutionary) และการใช้การบีบบังคับ (Repressive) ลัทธิการก่อการร้าย ที่มีลักษณะปฏิวัติ เป็นการแสดงออกถึง "การใช้กลยุทธการก่อการร้ายด้วยความรุนแรงอย่างเป็นธรรม เพื่อจุดมุ่งหมายที่จะนำมาซึ่งการปฏิวัติทางการเมือง" การก่อการร้ายประเภทนี้มีจุดเด่นพิเศษหลักอยู่ ๔ อย่าง คือ
(๑) มักจะเป็นปฏิบัติการรุนแรงของกลุ่มมากกว่าบุคคล
(๒) การพิจารณาด้านศีลธรรม สำหรับการใช้ความสยดสยอง/หวาดกลัวมักจะพบในอุดมการณ์ของการปฏิวัติ
(๓) พวกผู้นำก่อการร้ายจะเป็นหลักสำคัญในการรับสมาชิกใหม่ เพื่อเสริมกำลังการก่อการร้าย
(๔) ขบวนการเคลื่อนไหวด้วยการปฏิวัติ จะต้องพัฒนาและกรรมการวางนโยบายเองรวมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการในการปฏิบัติ
ประเภทที่สองจากการแบ่งของ Wilkinson คือ การก่อการร้ายที่มีลักษณะใกล้เคียงการปฏิวัติ ซึ่งถูกจำกัดความว่า เป็นการใช้ความสยดสยอง/หวาดกลัว เพื่อ "จุดมุ่งหมายทางการเมืองมากกว่าการปฏิวัติ หรือ การกดขี่ของรัฐบาล" การก่อการร้ายประเภทนี้ จะบีบบังคับโดยตรงต่อรัฐให้เปลี่ยนแปลงน โยบายเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมือง การประกาศเตือนเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือแก้เผ็ดรัฐในการกระทำบางอย่างท ี่กลุ่มก่อการร้ายเห็นว่า พึงจะได้รับการประณาม เช่น กลุ่มลับต่อต้านการทำแท้ง (Clandestine Antiabortion Group) ที่เรียกกลุ่มตัวเองว่า "กองทัพพระเจ้า" (Army of God) ซึ่งได้ลอบวางระเบิดในคลินิคทำแท้งหลายแห่ง ในสหรัฐอเมริกาเพื่อต่อต้านสิ่งที่กลุ่มเห็นว่าเป็นกฎหมายการทำแท้งเสรี
ประเภทที่สามของ Wilkinson คือ การก่อการร้ายโดยการบีบบังคับ (Repressive Terrorism) หมายถึง "การใช้ปฏิบัติการรุนแรงของการก่อการร้ายอย่างเป็นระบบ เพื่อจุดมุ่งหมายในการบีบบังคับ การปราบปราม การสังหาร หรือ การหน่วงเหนี่ยวกักขัง กลุ่มบางกลุ่ม บุคคลบางพวก หรือรูปแบบพฤติกรรมที่ถือว่าไม่เป็นที่ต้องการของผู้กดขี่" การก่อการร้ายประเภทนี้ต้องอาศัยกลไกส่วนที่เหลือของการรักษาความปลอดภัยของรัฐ คือ ตำรวจ ผู้ที่โดยปกติจะถูกแยกต่างหากจากสังคม ในความเป็นจริงแง่ปัญหาต่าง ๆ ของการก่อการร้ายในปัจจุบัน ได้ถูกนำเข้ามาเป็นปัญหาระหว่างประเทศโดยรัฐมากกว่าจะเป็นโดยองค์การก่อการร้ายอิสระ พวกนักบุญ (SS) และพวกหน่วยตำรวจ Gestapo ของฮิตเลอร์ ได้ใช้วิธีต่าง ๆ ของการก่อการร้ายต่อชาวยิว วิธีการแก้ไขสุดท้าย หรือการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุโรป แสดงให้เห็นขั้นตอนสุดท้ายของยุทธการ ความสยดสยองของฮิตเลอร์ต่อชาวยิว อีกตัวย่างของการก่อการร้ายประเภทนี้ คือ แก๊งมือดำ (Black Hand) ที่ปฏิบัติการในประเทศต่าง ๆ ในแหลมบอลข่าน ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๑ แก๊งมือแดง (Red Hand) ในอัลจีเรีย ในระหว่างและหลังการปลดปล่อยทางการเมืองจากฝรั่งเศสในช่วงทศวรรษของปี ๑๙๕๐ แก๊งมือขาว (White Hand) ที่กระทำต่อชาวเอล ซัลวาดอร์ โดยกลุ่ม Ulster Defense Association ในไอร์แลนด์เหนือ และกลุ่ม Syrian Saiqa Wilkinson เขียนไว้ว่าในเริ่มแรก ประเภทการก่อการร้ายชนิดนี้ จะกระทำโดยตรงต่อกลุ่มตรงข้ามโดยเฉพาะแต่ได้เปลี่ยนแปลงมากระทำต่อหมู่ชนที่กว้างขึ้น ตัวอย่างเช่น พวกชนกลุ่มน้อยในปัญหาชนชาติและศาสนา ดังนั้น การก่อการร้าย โดยการบีบบังคับ (Repressive Terrorism) โดยการกระทำของรัฐ อาจเป็นรูปแบบที่อันตรายมากที่สุดของการก่อการร้ายในปัจจุบัน
๒. จำแนกตามวัตถุประสงค์เฉพาะกลุ่ม ขบวนการก่อการร้ายแต่ละกลุ่มต่างก็มีวัตถุประสงค์เฉพาะตัว ซึ่งบางครั้งอาจคล้ายคลึง หรือแตกต่างกับอีกกลุ่มก็ได้ การจำแนกลักษณะดังกล่าว อาจแบ่งได้เป็น
(๑) ขบวนการแบ่งแยกดินแดน ส่วนใหญ่ถือกำเนิดจากปัญหา ความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ชนนั้นในที่นั่น ต่อมาความแตกแยกได้ขยายตัวขึ้น
(๒) ขบวนการต่อต้านจักรวรรดินิยมและปฏิวัติโลก ในกลุ่มก่อการร้ายที่ยึดถืออุดมการณ์ปฏิวัติตามลัทธิ มาร์ก-เลนิน ซึ่งต้องการเปลี่ยนแปลงโลกเป็นคอมมิวนิสต์ เป้าหมายการโจมตีของกลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้จะมุ่งกระทำต่อสหรัฐ ประเทศยุโรปตะวันตกและญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นอุปสรรคขัดขวางการดำเนินงานของกลุ่ม
(๓) ขบวนการเคร่งศาสนา เป็นกลุ่มที่เคร่งครัดศาสนาและใช้ศาสนาเป็นเครื่องชี้นำทางการเมือง ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของอิหร่าน ซึ่งนิยมใช้การก่อการร้ายเป็นเครื่องมือเพื่อส่งออกการปฏิวัติอิสลาม โดยมุ่งโค่นล้มระบอบการปกครองและรัฐบาลของประเทศอื่น ๆ
(๔) ขบวนการกู้ชาติหรือกลุ่มชาตินิยม เป็นกลุ่มที่เกิดจากการ รวมตัวของชนที่มีเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณีเดียวกัน เพื่อปลดปล่อยดินแดนของตนเป็นอิสระ จากการยึดครองของอีกประเทศหนึ่ง
(๕) ขบวนการต่อต้านกลุ่มก่อการร้าย เป็นกลุ่มก่อการร้ายที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อการก่อการร้ายต่อเป้าหมายซึ่งเป็นกลุ่มก่อการร้ายอีกกลุ่มหนึ่ง หรือ ฝ่ายตรงข้าม หรือมีอุดมกรณ์ขัดแย้งกันกับตน (๖) ขบวนการต่อต้านอิทธิพลของประเทศตะวันตก เป็นกลุ่มที่มีแนวความคิดแบบอนุรักษ์นิยมและชาตินิยมอย่างรุนแรง ก่อตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านและขัดขวางการแผ่ขยายอิทธิพลหรือการแทรกแซงจากมหาอำนาจภายนอก โดยเฉพาะประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศส
ข. จำแนกประเภทตามลักษณะของผู้ก่อการร้าย Hackers ได้พยายามจัดแบ่งประเภทของการก่อการร้ายออกตามลักษณะของผู้ก่อการร้าย ได้เป็น ๓ ประเภท คือ ผู้ร่วมขบวนการต่อสู้ (Crusaders) การกระทำผิดกฎหมาย (Criminals) และความบ้าคลั่ง (Crazies) ตามความเห็นของ Hackers พวกที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางอารมณ์นั้นถูกบีบคั้น ด้วยความวิกลจริตของตนเอง ซึ่งบ่อยครั้งไม่มีความหมายกับใครเลย จุดมุ่งหมายของการก่อการร้ายที่เกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมาย (Criminal Terrorism) เป็นผลประโยชน์ส่วน ตัวธรรมดา โดยพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย ผู้ก่อการร้ายซึ่งเป็นผู้ร่วมขบวนการ จะเป็นผู้มีปณิธานทาง ด้านอุดมการณ์ ในการกระทำเพื่อผลประโยชน์ของ "คุณความดี/ผลประโยชน์ร่วมกัน" (Common Good) ไม่มีการหาประโยชน์ส่วนตัว ต่แสวงหาชื่อเสียงและอำนาจ เพื่อเป้าหมายทางการเมืองร่วมกัน Hackers ได้วาดเค้าโครงการจำแนกของเขา ต่อไปเป็นผู้ก่อการร้ายที่บ้าคลั่ง (Crazy Terrorists) จากระดับบน (Above) ที่กระทำโดยรัฐบาล และพวกบ้าคลั่งจากระดับล่าง (Below) หรือการก่อการร้ายท ี่เกิดจากด้านจิตวิญญาณ การแบ่งตอนหลังนี้จะคล้ายกันมากกับการฆาตกรรม "ที่ไร้จุดมุ่งหมาย" (Motiveless Murder) ซึ่งอาจสามารถเสนอให้ไม่ต้องมีการ พิจารณาทางด้านเฉพาะบุคคล ในทำนองเดียวกัน Hackers ได้ร่างเค้าโครงความ แตกต่างระหว่าง Criminal Terrorists จากระดับบนหรือกลุ่มบุคคลที่รวบรวมอำนาจรัฐบาล ไว้โดยกระทำการผิดกฎหมาย และในที่สุดก็นำยุทธวิธีก่อการร้ายมาใช้เพื่อครอบครอง อำนาจนั้นไว้ และจัด Criminal Terrorists จากระดับล่าง อย่างเช่นของ C.B.COOPER และสมาชิกองค์การควบคุมการกระทำผิดกฎหมาย (Crime Syndicate) แต่ตามความเห็นของ Hackers "ผู้ก่อการร้ายที่แท้จริง" คือ ผู้ร่วมขบวนการต่อสู้ที่ช่วยชีวิตชาวโลก หรืออย่างน้อยก็เป็นส่วนหนึ่ง เช่นเดียวกับผู้ก่อการร้ายจากความบ้าคลั่ง และพวกกระทำผิดกฎหมาย ผู้ก่อการร้ายที่เป็นผู้ต่อสู้ (Crusading Terrorists) อาจมาจากระดับบน หรือระดับล่างก็ได้ อย่างไรก็ดี Hackers สังเกตว่า Crusading Terrorists จากระดับล่างจะใช้ท่าทีคุกคามต่อความมั่นคงของโลก และเสรีภาพส่วนบุคคล เนื่องจากจุดมุ่งหมายทั่วไป คือ ความพยายามที่จะก่อเหตุให้รัฐบาลประชาธิปไตย มีปฏิกิริยาโต้ตอบมากเกินขอบเขต และกลายเป็นรัฐบาลที่ใช้อำนาจบีบบังคับ หรือปราบปราม การบรรยายภาพผู้ก่อการร้ายของ Hackers มีจุดน่าสนใจ แต่ผู้เขียนส่วนใหญ่มักจัดแบ่งประเภทโดย อาศัยลักษณะพิเศษทางด้านพฤติกรรมการเมือง ประวัติศาสตร์ หรือสังคมวิทยา เป็นส่วนใหญ่ อย่างเช่นที่เราได้แสดงรายการตามการแบ่งของ Wilkinson
ค. จำแนะประเภทตามผู้ใช้ ได้มีนักรัฐศาสตร์อย่างน้อย ๒ คนที่ยอมรับและจำแนกประเภทของการก่อการร้าย ออกตามผู้ใช้การก่อการร้ายนั้น กล่าวคือ Thornton ได้จัดแบ่งการใช้ลัทธิก่อการร้ายไว้กว้าง ๆ ๒ อย่าง
อย่างแรก คือ การใช้ความหวาดกลัวจากการถูกบังคับ (Eenforcement Terror) ซึ่งรัฐบาลจะใช้เพื่อสกัดกั้นการคุกคามที่มีต่ออิทธิพลและอำนาจหน้าที่ของตน
อย่างที่สอง คือ ใช้การปลุกระดม (Agitational Terror) กำหนดพฤติการณ์ ก่อการร้ายที่เป็นองค์การจัดตั้ง เพื่อสลายสถาบันการเมืองที่มีอยู่แล้วเข้าควบคุมแทน May ยอมรับข้อโต้แย้งที่คล้ายกันนี้ เขาได้จัดแบ่งประเภทการก่อการร้ายไว้ว่า "การโอบล้อมของความสยดสยอง/หวาดกลัว" (Regime of Terror) คือการใช้ลัทธิก่อการร้าย โดยระบบการเมืองที่กำหนดขึ้นใช้อยู่ขณะที่ Siege of Terror เป็นส่วนที่เกี่ยวกับการใช้ลัทธิก่อการร้ายโดยการเคลื่อนไหวด้านการปฏิวัติ ความเห็นของ May นั้น Regime of Terror เป็นประเภทการก่อการร้ายที่ร้ายกาจที่สุด แต่ความสนใจทั่วไปจะ มุ่งที่ประเภท Siege of Terror เนื่องจาก วิธีการสร้างข่าวของสื่อมวลชน นอกจากนี้ Schmid และ De Grasf ยังได้เสนอการจำแนกการก่อการร้ายทางด้านการเมือง (Political Terrorism) ในลักษณะแบบเดียวกันและน่าสนใจไว้ ๓ ประเภทใหญ่ ๆ คือ
๑. การปฏิบัติการก่อการร้ายโดยตรงต่อรัฐ (Insurgent Terrorism)
๒. การก่อการร้ายโดยรัฐ หรือด้วยการกดขี่ที่กระทำโดยตรงต่อสังคมบางส่วนที่มีกำลังน้อยกว่า (State or Repressive Terrorism)
๓. การก่อการร้ายที่มีการเตรียมพร้อมอยู่เสมอ ไม่มีการกระทำการโดยตรงต่อรัฐ หรือในนามของรัฐ (Vigilante Terrorism)
การปฏิบัติการก่อการร้ายโดยตรงต่อรัฐ ยังแบ่งย่อยออกเป็น ๓ ประเภท คือ
๑. การก่อการร้ายโดยการปฏิวัติสังคม (Social Revolutionary Terrorism) ซึ่งมุ่งเป้าไปที่การก่อให้เกิดการปฏิวัติทั่วโลก
๒. การก่อการร้ายจากการแบ่งแยกดินแดน ชาตินิยม หรือชนชาติ (Separatist, Nationalist or Ethnical Terrorism) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงรากฐานในส่วนหนึ่งของสังคม และไม่ใช่โครงสร้างทางการเมืองทั้งหมด และ
๓. การก่อการร้ายจากปัญหาเฉพาะส่วน (Single Issue Terrorism) ซึ่งเกี่ยวกับการยอมให้สิทธิพิเศษแก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ
ง. จำแนกประเภทตามเป้าหมายหรือเหยื่อของการก่อการร้าย Gregor ยอมรับว่าความรุนแรงของการก่อการร้ายนั้นมีจุดมุ่งหมายที่ไม่ใช่บทลงโทษด้วยการบีบบังคับ แต่เป็นจุดสิ้นสุดที่กำลังจะมาถึง เขาแยกประเภทของความสยดสยอง/หวาดกลัวเป็นลักษณะพิเศษ ๔ กลุ่ม คือ Instrumetal Terror ใช้ทำลายประสิทธิภาพของระบบบางอย่างหรือสถาบัน Domonstrative Terror ใช้เพื่อเปลี่ยนทิศทางจุดประสงค์ของประชากรทั้งหมดให้เป็นอื่น Prophylactic Terror ใช้เตรียมพร้อมป้องกันการต่อต้าน หรือการก่อจลาจล Incidental terror เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายต่าง ๆ การเข้าจู่โจม การปล้นสะดมโดยใช้อาวุธ การลักพาตัว ซึ่งมีผลกระทบต่อเหยื่อผู้บริสุทธิ์ในการสนองความวิปริต ผลประโยชน์ หรือการเอาเปรียบของผู้ก่อกรรมทำเข็ญ Gregor ให้ข้อสังเกตว่า ลักษณะพิเศษที่โดดเด่นที่สุดของการก่อการร้าย
คือ ลักษณะที่ไม่สามารถแยกแยะได้ กล่าวในความหมายก็คือ การกระทำก่อการร้ายเหมือนภัยพิบัติตามธรรมชาติ ทุกคนมีสภาวะที่จะตกเป็นเหยื่อได้หมด ตามความเห็นของ Gregor การจำแนกจะขึ้นอยู่กับการเลือกสรรเหยื่อ จ. จำแนกประเภทตามหลักดินแดน การจำแนกตามหลักดินแดน สามารถแบ่งการก่อการร้ายได้เป็น ๓ ประเภทคือ
การก่อการร้ายภายในประเทศ หมายถึงการต่อสู้ด้วยวิธีการรุนแรงของขบวนการก่อการร้ายภายในประเทศ ซึ่งมุ่งต่อต้านรัฐบาลประเทศของตน การปฏิบัติการจะกระทำเฉพาะภาย ในประเทศของตนไม่กระทำข้ามประเทศ และมักไม่มีการปฏิบัติการร่วมหรือการร่วมมือประสานงานในการต่อสู้ด้วยกำลัง อาวุธกับขบวนการก่อการร้ายภายนอกประเทศ แต่อาจได้รับการสนับสนุนด้านขวัญ กำลังใจและด้านวัตถุจากภายนอกประเทศได้
การก่อการร้ายข้ามประเทศ หมายถึงการก่อการร้ายของขบวนการก่อการร้ายภายในประเทศ ปกติมักกระทำโดยขบวนการเดียวไม่มีการเชื่อมโยงการปฏิบัติการกับขบวนการก่อการร้ายภายนอกประเทศ แต่แตกต่างกันที่การก่อการร้ายข้ามประเทศมักปฏิบัติการไม่จำกัดอยู่เฉพาะภายในประเทศที่ขบวนการของตนเคลื่อนไหว เช่น ขบวนการคอมมานโดญิฮาดในอินโดนีเซีย ปล้นยึดเครื่องบินโดยสารการบินการูดาของอินโดนีเซียมายังสนามบินดอนเมือง และบีบบังคับให้รัฐบาลอินโดนีเซียปฏิบัติการตามข้อเรียกร้องของตน ขบวนการก่อการร้ายข้ามประเทศ เช่น ขบวนการแบ่งแยกดินแดนชาวซิกข์ ขบวนการแบ่งแยกดินแดนบาสก์ในสเปน การก่อการร้ายระหว่างประเทศหรือ
การก่อการร้ายสากล หมายถึง การก่อการร้ายที่มีการร่วมมือกัน กระทำโดยขบวนการที่มีอยู่ในประเทศต่าง ๆ ตั้งแต่สองขบวนการขึ้นไป เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายทางการเมือง ของขบวนการใดขบวนการหนึ่งหรือบรรลุจุดมุ่งหมายร่วมกัน การก่อการร้ายมีลักษณะเป็นการกระทำแบบข้ามประเทศ เช่น กองทัพแดงญี่ปุ่นร่วมมือกับขบวนการปาเลสไตน์ กลุ่มก่อการร้ายสากล ขบวนการก่อการร้ายสากลทั้งหมดที่เกิดขึ้นในโลกนี้ถ้านำมาจัดรูปประเภทแล้วจะอยู่ใน ๓ ประการใหญ่ ๆ ดังนี้
๑. กลุ่มต่อต้านอาณานิคมหรือแบ่งแยกดินแดน ประเภทของการก่อการร้ายลักษณะนี้มีวัตถุประสงค์ต้องการดินแดน ซึ่งอาจเป็นลักษณะขอแบ่งแยกออกมาจากประเทศใดประเทศหนึ่งหรือเรียกร้องดินแดนใหม่เพื่อตั้งรัฐอิสระ กลุ่มก่อการร้ายที่เข้าข่ายประเภทนี้ได้แก่กลุ่มปาเลสไตน์ กลุ่มอาเมเนียนในตุรกี กลุ่ม IRA ในอังกฤษ กลุ่มซิกข์ในอินเดีย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วกลุ่มก่อการร้ายสากลจะอยู่ในลักษณะนี้มาก
๒. กลุ่มก่อการร้ายทางการเมือง กลุ่มก่อการร้ายประเภทนี้มุ่งต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ส่วนใหญ่แล้วจะเปลี่ยนจากเสรีนิยมเป็นสังคมนิยม กลุ่มก่อการร้ายสากลที่มีความรู้ความสามารถทางการเมืองนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกก้าวหน้าต่อต้านระบบไม่ต้องการที่จะให้สังคมเป็นไปตามระบบที่เป็นอยู่ ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น ๒ แบบคือ
๒.๑ กลุ่มก่อการร้ายการเมืองภายใน กลุ่มก่อการร้าย ประเภทนี้มุ่งที่จะ เปลี่ยนแปลงระบบการปกครองภายในของประเทศเท่านั้น ตัวอย่างเช่นกลุ่ม Red Brigade กองพลน้อยแดงของอิตาลี ซึ่งมีเป้าหมายที่จะใช้กำลังเข้าปฏิบัติการต่ออิตาลี เพื่อสถาปนาระบบคอมมิวนิสต์ขึ้นมาโดยวิธีการรุนแรง
๒.๒ กลุ่มก่อการร้ายทางการเมืองข้ามชาติ ผู้ก่อการร้ายประเภทนี้ไม่ได้มุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองและการเมืองของตนเท่านั้น แต่ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงจากเสรีประชาธิปไตยเป็นคอมมิวนิสต์ ตัวอย่างเช่น Red Army Faction (RAF) ของเยอรมนีตะวันตก กลุ่ม Direct Action (AD) ในฝรั่งเศส กลุ่ม Communist Cobatant Cell (CCC) ในเบลเยี่ยมต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองในยุโรปตะวันตกเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีเป้าหมายต่อต้านนาโต้ สำหรับในเอเชียก็มีกลุ่มการเมืองข้ามชาติได้แก่กลุ่มกองทัพแดงญี่ปุ่น (Japanese Red Army) ต้องการที่จะปฏิวัติโลกให้เป็นคอมมิวนิสต์ แต่อย่างไรก็ตามการจัดระบบของกลุ่มก่อการร้ายในลักษณะนี้ ส่วนใหญ่แล้วกระทำไปในลักษณะไม่มีแบบแผนและการดำเนินงานให้รัดกุม การก่อการร้ายสากลมีวิธีปฏิบัติการในหลาย ๆ ลักษณะ ทั้งนี้จะเลือกลักษณะหรือรูปแบบการปฏิบัติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ หรือวัตถุประสงค์ในการก่อการร้ายเป็นกรณีไป ซึ่งอาจแบ่งการก่อการร้ายสากลตามลักษณะการปฏิบัติการได้ดังนี้
๑. การจับตัวประกัน (Hostage & Barricade) การจับกุมบุคคลหรือยึดสิ่งของสำคัญและกักขังไว้ต่อหน้าสาธารณชนเพื่อต่อรอง เหตุการณ์ประเภทนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่เมื่อเกิดแล้วมักมีความยุ่งยากซับซ้อนในการแก้ปัญหา เช่นในประเทศไทยก็เคยมีเหตุการณ์เกิดขึ้น คือ เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๑๕ สมาชิกกลุ่ม Black September จำนวน ๔ คนได้บุกเข้าไปในสถานเอกอัครราชฑูตอิสราเอลและได้จับตัวประกันไว้ ๖ คน เพื่อเรียกร้องต่อรองให้ประเทศอิสราเอลปล่อยตัวนักโทษขบวนการปาเลสไตน์จำนวน ๓๖ คน ซึ่งในครั้งนั้นไทยเราสามารถเจรจากับผู้ก่อการร้ายได้สำเร็จ ชักจูงให้ผู้ก่อการร้ายออกนอกประเทศไปได้โดยสันติ
๒. การลักพาตัว (Kidnapping) ลักษณะของการก่อการร้ายด้วยการลักพาตัว เป็นการปฏิบัติการจับยึดบุคคลพร้อมสิ่งของสำคัญ และกักขังไว้ใที่ลับ เพื่อการต่อรอง ลักษณะคล้ายการจับตัวประกัน แต่ต่างกันตรงที่ใช้สถานที่ลับเป็นที่กักขังตัวประกัน เช่น กรณีของกองพลน้อยแดงของอิตาลี (Red Brigade) ลักพาตัวอดีตประธานาธิบดี ๕ สมัยของอิตาลี คือ นายอันโต มอโร ไปเป็นตัวประกัน โดยกักขังไว้ทั้งหมด ๕๔ วัน รัฐบาลอิตาลีพยายามค้นหาที่ซ่อนตัวประกันโดยใช้ตำรวจทุกหน่วยดำเนินการ แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลอิตาลีปฏิเสธการเจรจา ทุกกรณีกับก่อการร้ายในที่สุดวันที่ ๕๔ ของการลักพาตัวประกันก็มีคนพบศพของนาย ดันโต มอโรท้ายรถเก๋งซึ่งจอดไว้หน้าที่ทำการพรรคคริสเตียนเดโมแครตของอิตาลี นอกจากนี้กองพลน้อยแดงยังเคยลักพาตัวเสนาธิการกองกำลังนาโต้ คือ นายพล เจมส์ โคเชอร์ ชาวอเมริกันไปได้ เหตุการณ์ครั้งนี้ใช้เวลาสืบสวนทั้งสิ้น๔๒ วัน การปฏิบัติการนี้สหรัฐได้ส่งเจ้าหน้าที่ FBI และเจ้าหน้าที่ที่กี่ยวข้องกับก่อการร้ายสากลมาเป็นที่ปรึกษาแก่รัฐบาลอิตาลี เพื่อหาทางคลี่คลายสถานการณ์และปฏิบัติการภายใต้การแนะนำของหรัฐฯ ทำให้สามารถกวาดล้างจับกุมขบวนการกองพลน้อยแดงได้เป็นจำนวน ๒๐๐ กว่าคน และจากการจับกุมผู้ต้องสงสัยเพื่อสอบปากคำจึงสามารถพิสูจน์ทราบได้ว่าผู้ก่อการร้ายนำตัวประกันไปกักขังไว้นั้นอยู่ที่ใดและใช้กำลังชิงตัวประกันได้เป็นผลสำเร็จ นับว่าเป็นเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ที่มีการชิงตัวประกันออกมาได้โดยไม่เสียเลือดเนื้อ เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ในปัจจุบันจะเห็นข่าวปรากฎว่ามุสลิมชีอะห์และมุสลิมกลุ่มต่าง ๆ หันมานิยมใช้วิธีลักพาตัว
๓. การปล้นยึดยานโดยสาร (Hijacking) ลักษณะของการก่อการร้ายด้วยการยึดยานโดยสารเป็นการปฏิบัติการยึดยานพาหนะขณะเคลื่อนไหวเช่น เครื่องบิน เรือยนต์ รถไฟ พร้อมกักขังผู้โดยสารและพนักงานประจำยานไว้เพื่อการต่อรองสถิติผู้ก่อการร้ายปฏิบัติในลักษณะนี้ โดยเฉพาะ Sky Hijacking ในช่วงปี ๒๕๑๑-๒๕๒๐ เฉลี่ยแล้วปีละ ๑๑๕ ครั้ง หลังจากนั้นมาการปฏิบัติการประเภทนี้ลดลงมาก สาเหตุที่ลดลงอาจเนื่องมาจากมาตรการรักษาความปลอดภัยตามท่าอากาศยานของประเทศต่าง ๆ รัดกุมและเข้มแข็งขึ้น จึงทำให้ผู้ก่อการร้ายปฏิบัติการได้ยากขึ้น ต่อมาหลังจากปี ๒๕๒๔ เป็นต้นมาสถิติการจี้เครื่องบินของผู้ก่อการร้ายเริ่มสูงขึ้นอีก สาเหตุอาจเกิดจากการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดน้อยลง ผู้ก่อการร้ายจึงฉวยโอกาสปฏิบัติการอีก และอีกประการหนึ่งอาจมาจากผู้ก่อการร้ายมีวิวัฒนาการและมีเทคโนโลยีทางอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ทันสมัยขึ้น ประกอบกับกำลังพลได้รับการฝึกเป็นอย่างดี เหตุการณ์ก่อการร้ายสากลเกี่ยวกับการจี้เครื่องบินในประเทศไทยเคยมีมาแล้ว ในกรณีสายการบินการูด้าของอินโดนีเซีย (Garuda Incident) โดยกลุ่มผู้ก่อการร้ายชีอะห์ชาวอินโดนีเซียได้จี้เครื่องบินของสายการบิน Garuda จากอินโดนีเซียมาลงที่ประเทศไทยเมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๒๑ และการปฏิบัติการครั้งนี้ประเทศไทยได้ร่วมมือกับทางอินโดนีเซียสามารถชิงตัวประกันได้ออกมาเป็นผลสำเร็จ
๔. การลอบวางระเบิด (Bombing) ลักษณะของการก่อการร้ายสากล ด้วยการลอบวางระเบิดเป็นวิธีการที่ผู้ก่อการร้ายนิยมใช้มากที่สุด เนื่องจากมีอำนาจในการทำลายรุนแรงสะดวกในการซ่อนพราง และยากต่อการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ สามารถหลบหนีการจับกุมได้ง่ายเพราะผู้ก่อการร้ายจะใช้วิธี Hit and Run เช่นเอาระเบิดไปวางไว้และใช้ Remote Control หรืออุปกรณ์ถ่วงเวลาจุดระเบิด ผลการระเบิดทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในกรุงปารีสมีการระเบิดตามท้องถนนต่าง ๆ วันละหลายครั้งและมีความถี่สูงขึ้น เหตุการณ์ลอบวางระเบิดใกล้บ้านเราได้แก่ เหตุการณ์ในกรุงย่างกุ้งโดยผู้ก่อการร้ายเกาหลีเหนือจำนวน ๒ นายได้ลอบเดินทางไปกรุงย่างกุ้งเมื่อ ๑๒ กันยายน ๒๕๒๖ โดยเรือสินค้าเกาหลีเหนือ บนเรือดังกล่าวนำอุปกรณ์เกื่ยวกับวัตถุระเบิดไปช่วยพัฒนาประเทศพม่า ตามแผนการช่วยเหลือของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) ผู้ก่อการร้ายยังไม่เข้าเมืองยังคงแอบอยู่ในเรือปะปนอยู่กับลูกเรือ วิธีการของผู้ก่อการร้ายคือให้ลูกเรือเข้าเมืองทุกวันแต่ไม่เป็นเวลาที่แน่นอน เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของพม่าเกิดความเคยชินคุ้นเคย ทำให้มาตรการรักษาความปลอดภัยหย่อนยานลง ครั้นถึงวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๒๖ รวมเวลาที่ผู้ก่อการร้ายอยู่ในเรือสี่วัน ก็ได้โอกาสเหมาะปะปนกับลูกเรือเข้าเมือง หลังจากนั้นก็มีรถประจำสถานทูตทหารของเกาหลีเหนือประจำย่างกุ้งมารับที่ท่าเรือ นำผู้ก่อการร้ายไปซ่อนไว้ที่บ้านผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารของเกาหลีเหนือ ผู้ก่อการร้ายได้รอเวลาถึงวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๒๖ ก็ได้ออกไปสำรวจสถานที่สุสานวีรชนซึ่งอยู่ในสวนสาธารณะในเมือง เมื่อสำรวจเรียบร้อยแล้วก็ได้เริ่มวางแผนปฏิบัติการและเตรียมการ จนถึงวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๒๖ ได้นำระเบิดไปซ่อนไว้ และผู้ก่อการร้ายไปซุ่มรออยู่ไม่ห่างจากอนุสาวรีย์นัก เพื่อรอเวลาจนกระทั่งเวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น. รถของเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำกรุงย่างกุ้งก็เดินทางมาที่สุสานโดยมีรถขบวนนำมา ผู้ก่อการร้ายสำคัญผิดคิดว่าเป็นรถของประธานาธิบดี เชิน ดูวาน จึงใช้เครื่องบังคับระยะไกลทำการจุดระเบิดขึ้น เป็นผลให้คณะผู้แทนเกาหลีใต้เสียชีวิต รวมทั้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของพม่าด้วยจำนวนหนึ่ง หลังจากเกิดเหตุการณ์แล้วผู้ก่อการร้ายได้หลบหนีโดยเรือสินค้าเกาหลีเหนือที่ลอบเข้ามาได้ไปรอที่น่านน้ำศรีลังกา แต่รัฐบาลพม่าสามารถจับกุมผู้ก่อการร้ายได้บริเวณริมฝั่งน้ำ ผลการสอบสวนทราบว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ เกาหลีเหนือเป็นผู้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้ามา ปฏิบัติการโดยมีแผนสำรองว่า ถ้าไม่สามารถปฏิบัติการในย่างกุ้งสำเร็จ ให้ปฏิบัติการในศรีลังกาต่อซึ่งเป็นประเทศที่สองที่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้จะไปเยือน
๕. การลอบสังหาร (Assasination) วิธีการก่อการร้ายสากลด้วยการลอบสังหารนั้นเป้าหมายของการลอบสังหารก็คือบุคคลสำคัญ เช่น ผู้นำประเทศที่มีชื่อเสียง ผู้นำสำคัญทางการเมือง ผู้นำศาสนา วัตถุประสงค์ของการก่อการร้ายวิธีนี้เพื่อการโฆษณาชวนเชื่อ และกำจัดศัตรูของขบวนการหรือเพื่อการแก้แค้น
‘’’ข้อมูลเกี่ยวกับการต่อต้านการก่อการร้ายของไทย’’’
- ไทยประณามการก่อการร้ายทุกรูปแบบและพร้อมที่จะร่วมกับพันธมิตรระหว่างประเทศในการปราบปรามการก่อการร้ายในกรอบของสหประชาชาติ นอกจากนี้ ไทยยังยึดมั่นในพันธกรณีที่จะปฏิบัติตามข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในการต่อต้านการก่อการร้าย เช่น ข้อมติที่ 1269 (1999) , 1368 (2001) , 1373 (2001) , 1377 (2001) และข้อมติสมัชชาสหประชาชาติที่ 56/1 เป็นต้น
- ในด้านการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายภายในประเทศเพื่อต่อต้านการก่อการร้ายนั้น ไทยอยู่ระหว่างกระบวนการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น การขยายฐานความผิดใน พรบ.ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องอาญา พ.ศ. 2535 ให้รวมถึงความร่วมมือระหว่างรัฐกับองค์การระหว่างประเทศ การพิจารณาจัดทำร่าง พรบ.การก่อการร้ายเป็นการเฉพาะ (สำนักงานกฤษฎีกากำลังดำเนินการอยู่) รวมทั้งการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายอื่น ๆ เช่น ประมวลกฎหมายอาญา พรบ.อนุมัติพระราชกำหนดควบคุมการติดต่อกับต่างประเทศ พ.ศ. 2483 พรบ.ควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินคนต่างด้าวบางจำพวกในภาวะคับขัน พ.ศ.2484 และ พรบ.ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ.2535 เป็นต้น
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2544 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติการตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงฯ ที่ 1373 (2001) ซึ่งเน้นการปราบปรามการให้การสนับสนุนทางการเงินต่อกลุ่มก่อการร้าย ได้แก่ การควบคุมการตรวจคนเข้าเมือง การอายัดทรัพย์สินและห้ามการรวบรวมเงินทุนเพื่อสนับสนุนการก่อการร้าย การแลกเปลี่ยนข่าวสารและความร่วมมือด้านอาญา เป็นต้น
- ปัจจุบันไทยได้ลงนามในอนุสัญญาและพิธีสารที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายแล้ว 5 ฉบับ (จากที่มีอยู่ทั้งหมด 12 ฉบับ) โดยฉบับล่าสุด รมว.กต. ได้ลงนามใน International Convention for the Suppression of the Financing of Terrorism ที่สหประชาชาติ ระหว่างการเยือนสหรัฐฯ พร้อม ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2544 ขณะนี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ไทยเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาเกี่ยวกับการก่อการร้ายทุกฉบับแล้ว
- ไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนได้ร่วมมือกันต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติอย่างใกล้ชิด โดยจะเห็นได้จากในการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ (ASEAN Ministerial Meeting on Transnational Crime - AMMTC) ครั้งที่ 3 ที่สิงคโปร์ เมื่อเดือนตุลาคม 2544 ได้เน้นความร่วมมือในการต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน และอาเซียนมีกำหนดจะจัด AMMTC ครั้งพิเศษ ซึ่งเน้นเรื่องการต่อต้านการก่อการร้ายที่มาเลเซียในเดือนเมษายน 2545
นอกจากนี้ ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน บรูไน ระหว่างวันที่ 5-6 พ.ย. 2544 ผู้นำอาเซียนได้ออกปฏิญญาการดำเนินการร่วมกันในการต่อต้านการก่อการร้าย ค.ศ. 2001 (2001 ASEAN Declaration on Joint Action to Counter Terrorism) ซึ่งได้กำหนดแผนปฏิบัติการร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกในการต่อต้านการก่อการร้าย เช่น การเสริมสร้างสมรรถนะของกลไกการต่อต้านการก่อการร้ายภายในประเทศและระหว่างประเทศสมาชิก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร/ข่าวกรอง ความร่วมมือกับประเทศและภูมิภาคอื่น ๆ เป็นต้น
- ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (ASEAN Foreign Ministers' Retreat) 20-21 กุมภาพันธ์ 2545 ที่ภูเก็ต ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับผลกระทบต่อภูมิภาคจากเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมในสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 และความเคลื่อนไหวของกลุ่ม Al Queda ในบางประเทศสมาชิกอาเซียน และได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการในแต่ละประเทศสมาชิกเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
- พ.อ.อนุชาติ บุนนาค .2545. การก่อการร้ายสากล
- ndcthailand.tv5.co.th
- การก่อการร้ายสากล โดย หม่อมเจ้าเฉลิมศึก ยุคล
- วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร











