Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนของการพัฒนาที่ไม่สมดุลและไม่มีเสถียรภาพ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ที่ไม่คำนึงถึงระดับความเหมาะสมกับบริบทของประเทศ ภูมิสังคม หรืออัตภาพขององค์กร หรือความพร้อมของคนและระบบ ตามแนวทางการพัฒนาตามพระราชดำริ จึงหวังพึ่งพิงความรู้ เทคโนโลยี เงินลงทุน หรือตลาดจากภายนอกประเทศมากเกินไป โดยไม่เตรียมสร้างพื้นฐานภายในประเทศให้มั่นคงและเข้มแข็ง หรือสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี เพื่อให้สามารถพร้อมรับความเสี่ยงจากความผันผวนของปัจจัยภายในและภายนอก ในขณะเดียวกัน ปัญหาซึ่งทับถมอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม ได้ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการกระจายทุน กระจายความเจริญและผลประโยชน์จากการพัฒนา และกระจายรายได้ระหว่างกลุ่มคนและในเชิงพื้นที่ รวมทั้งเกิดปัญหาทางสังคม ความย่อหย่อนทางศีลธรรม ความเสื่อมถอยของวัฒนธรรมที่ดีงามของสังคมไทย ตลอดจนความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อันนำไปสู่การพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน
สารบัญ |
[แก้ไข] สาเหตุ
ที่มาของการพัฒนาที่ไม่สมดุลและไม่ยั่งยืน เกิดจากการใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศตลอดเวลากว่าสี่ทศวรรษที่ผ่านมา ที่ได้ให้ความสำคัญกับแนวคิดเศรษฐกิจเสรีนิยมหรือเศรษฐกิจทุนนิยมที่มุ่งพัฒนาเพื่อสร้างความมั่งคั่งและรายได้มาสู่ประเทศเป็นหลัก และใช้การเติบโตของรายได้ต่อหัวเป็นเครื่องมือวัดผลสำเร็จของการพัฒนา ด้วยความคาดหวังว่า การเพิ่มปริมาณสินค้าและบริการ การเพิ่มการจ้างงาน รวมทั้งประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้น ในที่สุดแล้วย่อมจะสามารถกระจายไปสู่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศทำให้ปัญหาความยากจนหมดไปได้ในที่สุด
แนวคิดและวิธีวัดการพัฒนาเศรษฐกิจดังกล่าว จึงทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจได้รับการเอาใจใส่มากกว่าความสมดุลและความยั่งยืน ทั้งที่แท้จริงแล้วการ การเติบโตทางเศรษฐกิจ จะต้องไม่ขัดแย้งกับเสถียรภาพ ความสมดุลและความยั่งยืนของการพัฒนาในระยะยาว และควรเป็นนโยบายที่ใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น โดยมีสมมติฐานว่าระบบเศรษฐกิจมีขีดความสามารถทางเทคโนโลยี ที่สามารถใช้ประโยชน์บรรดาปัจจัยการผลิตต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่ การพัฒนาเศรษฐกิจ ที่จะทำให้เติบโตต่อเนื่องระยะยาวได้นั้น ต้องมีขีดความสามารถในการพึ่งตนเองทางเทคโนโลยี มีการพัฒนาคุณภาพคนในเชิงสติปัญญาความรอบรู้ มีความพอเพียงของสินค้าและบริการสำหรับการดำรงชีวิตของประชาชน และมีความเป็นธรรมในการแบ่งสรรมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการผลิตในระหว่างปัจจัยการผลิตต่างๆ รวม ตลอดทั้งความเสมอภาคในทางเศรษฐกิจและสังคมของคนในชาติ ความมั่นคงและความสงบสุขในสังคม และมีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ให้เสื่อมสลายไม่คุ้มค่า และที่สำคัญที่สุดคือ มีเอกราชและอธิปไตยของชาติซึ่งไม่อาจที่จะแลกเปลี่ยนกับสิ่งอื่นใดได้ การพัฒนาที่ครอบคลุมความหมายทั้งหมดนี้จึงจะทำให้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
[แก้ไข] โครงสร้างการพัฒนาที่ไม่สมดุล
การพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระบบเสรีนิยมที่ผ่านมา แม้ดูเสมือนว่าประสบความสำเร็จจากการเติบโตขยายตัวในอัตราสูงอย่างต่อเนื่อง แต่แท้ที่จริงเป็นการเติบโตเชิงปริมาณที่ยังมีปัญหาความอ่อนแอในเชิงรากฐานของระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากยังพึ่งตนเองไม่ได้ทางเทคโนโลยี ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นเพียงการนำเข้ามาใช้ในการผลิตหรือเป็นการบริโภคเท่านั้น ทั้งที่เทคโนโลยีเป็นปัจจัยชี้ขาดการผลิตสินค้าและบริการที่มีความสำคัญเหนือปัจจัยอื่นๆ ในขณะที่ผลิตภาพทุนและผลิตภาพแรงงานก็ยังมีปัญหาอยู่ในระดับต่ำ และการผลิตต้องพึ่งพิงปัจจัยภายนอกอื่นๆ ทั้งพลังงานและวัตถุดิบต่างๆ ขณะเดียวกันการออมของประเทศมีจำกัด ทำให้ต้องกู้เงินต่างประเทศเพื่อการลงทุนต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน การพึ่งพาเทคโนโลยีและเงินลงทุนจากต่างประเทศนี้ นำไปสู่การผลิตสินค้าของต่างประเทศในไทยมากกว่าสินค้าที่ไทยผลิตเอง ตลอดจนพึ่งพิงตลาดต่างประเทศในการส่งออกสินค้าดังกล่าว จึงเป็นการนำประเทศไปสู่การพึ่งพิงต่างประเทศอย่างกว้างขวาง และสร้างความเสี่ยงสูงต่อการผันผวนของปัจจัยภายนอก
นอกจากนี้ การระดมทุนทั้งในประเทศและจากต่างประเทศผ่านสถาบันการเงิน ตลาดหลักทรัพย์และการส่งเสริมการลงทุน ทำให้ฐานเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมและบริการที่ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เมืองโดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เติบโตอย่างรวดเร็ว สร้างความมั่งคั่งและรายได้แก่บุคคลและกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง กลายเป็น เศรษฐกิจธุรกิจ ครอบคลุมทั่วประเทศ และส่งผลให้เศรษฐกิจภาคเมืองมีการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกมากกว่าการมีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจภาคชนบท ทั้งสังคมเมืองขยายตัวอย่างรวดเร็วตามการขยายตัวของเศรษฐกิจธุรกิจ ก่อให้เกิดปัญหาการจัดบริการพื้นฐานเพื่อรองรับการขยายตัวดังกล่าว นำไปสู่ปัญหาความเสื่อมโทรมของสภาวะแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนในเมือง
ในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่กว่าสองในสามของประเทศอยู่ในพื้นที่ชนบท และเป็นฐานเศรษฐกิจภาคการเกษตร อยู่ในภาวะเสียสมดุลทางโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องมากว่าสี่ทศวรรษ หรืออีกนัยหนึ่ง ในเชิงเศรษฐกิจแล้วเป็นการเสียสมดุลระหว่างรายได้กับรายจ่ายของคนชนบท เนื่องจากฐานการทำมาหากินถูกจำกัดจากทรัพยากรธรรมชาติที่เสียดุลจากการใช้อย่างสิ้นเปลืองและเสื่อมโทรมลงมาก ตลอดทั้งปัญหาภัยธรรมชาติ ปัญหาระดับการศึกษาและผลิตภาพการผลิตต่ำ ขาดเทคโนโลยีที่เหมาะสม ละทิ้ง ภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สะสมมานาน และพึ่งพาภายนอกทางการตลาด จึงทำให้มีรายได้ต่ำและยากจน ขณะที่รายจ่ายเพิ่มขึ้นจากพฤติกรรมการบริโภคของคนชนบทเริ่มเปลี่ยนเป็นวัตถุนิยมมากขึ้น ทำให้รายได้ไม่พอกับรายจ่าย นำไปสู่ปัญหาหนี้สินมากขึ้น และส่งผลกระทบต่อการเสียสมดุลทางสังคมที่คนชนบทในวัยหนุ่มสาวต้องละทิ้งภูมิลำเนาเดิมไปแสวงหางานและรายได้ในเมืองใหญ่ๆ และในต่างประเทศ ตามมาด้วยปัญหาความอ่อนแอของสังคมชนบทนานัปการ
ปัญหาการเสียสมดุลอย่างต่อเนื่องนี้ได้ทำให้คนชนบทอยู่ในภาวะยากไร้มานานปี ซึ่งลำพังปัจเจกหรือครอบครัวก็ยากจะฟื้นฟูแก้ไขให้เกิดสมดุลและยืนอยู่บนพื้นฐานการพึ่งตนเองได้อย่างเข้มแข็ง เพราะขาดความรู้ ขาดเทคโนโลยีที่พึ่งตนเองได้อย่างเข้มแข็ง และขาดทุนทรัพย์ รวมทั้งขาดประสบการณ์ในเรื่องเศรษฐกิจธุรกิจสมัยใหม่ การพลิกฟื้นให้คนในสังคมชนบทสามารถดำรงอยู่ได้อย่างเข้มแข็งมั่นคง จึงต้องอาศัยจุดแข็งของวัฒนธรรมระบบเครือญาติในการรวมกลุ่มเรียนรู้ ร่วมแรงร่วมใจ ช่วยเหลือเกื้อกูลและพึ่งพาอาศัยกันในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีปัญหาเสียสมดุลดังกล่าว แต่สังคมชนบทยังคงเป็นตาข่ายนิรภัยทางสังคมที่สามารถช่วยรองรับประชาชนจากสังคมเมืองที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตให้กลับมาพึ่งพิงได้
[แก้ไข] ผลกระทบต่อคนและสังคมไทย
การที่ระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยเปิดกว้างสู่โลกาภิวัตน์ และเกิดการเลื่อนไหลของวัฒนธรรมอย่างไร้พรมแดนเข้าสู่สังคมไทย โดยขาดความรอบรู้ที่จะเป็นภูมิคุ้มกันในการกลั่นกรองที่ดี ได้ส่งผลกระทบต่อระบบคุณค่า ความเชื่อ พฤติกรรมการดำรงชีวิต และการปฏิสัมพันธ์ในสังคมไทยให้ปรับเปลี่ยนไปจากเดิม คนไทยมีค่านิยมและพฤติกรรมที่เน้นวัตถุนิยมและบริโภคนิยมเพิ่มมากขึ้น ขาดจิตสำนึกสาธารณะ ให้ความสำคัญส่วนตนมากกว่าส่วนรวม การให้คุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นคนและการยึดหลักธรรมในการดำรงชีวิตเริ่มเสื่อมถอยลง วัฒนธรรมและภูมิปัญญาของชาติถูกละเลยและมีการถ่ายทอดสู่คนรุ่นใหม่น้อย
ขณะที่การพัฒนาศักยภาพคนแม้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับสูงขึ้น แต่ยังคงมีปัญหาในเชิงคุณภาพการศึกษาและกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องเร่งพัฒนาอย่างเร่งด่วน เนื่องจากระบบการศึกษาในปัจจุบันเป็นระบบคิดแยกส่วนออกจากวิถีชีวิต โดยเอาตำราหรือวิชาเป็นตัวตั้ง ซึ่งเป็นความรู้นอกตัว ยังไม่ให้ความสำคัญต่อการศึกษาให้รู้จักชีวิตหรือรู้จักตัวเอง ซึ่งจะทำให้วางความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับผู้อื่นและสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้องมี จริยธรรม๔ และสามารถนำ ความรอบรู้ ที่เชื่อมโยงทั้งหลักวิชาและประสบการณ์ความรู้จากชีวิตจริงมาใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสม อันจะทำให้สามารถพึ่งตนเองและช่วยเหลือเกื้อกูลคนอื่นได้ต่อไป
[แก้ไข] การบริหารจัดการประเทศแบบรวมศูนย์
ระบบบริหารจัดการประเทศยังปรับตัวไม่ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง แม้จะเริ่มมีการปรับปรุงกลไกภาครัฐและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาประเทศมากขึ้น แต่ยังไม่สามารถรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงสร้างและระบบการบริหารจัดการเศรษฐกิจและสังคมยังรวมศูนย์อำนาจการบริหารอยู่ในส่วนกลาง บทบาทการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคประชาสังคมยังมีค่อนข้างจำกัด เนื่องจากยังไม่มีส่วนร่วมตัดสินใจเชิงนโยบายและร่วมปฏิบัติตามหลักการและขั้นตอนของกระบวนการมีส่วนร่วมที่แท้จริง การเปิดโอกาสการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนตามรัฐธรรมนูญยังมีขั้นตอนและระเบียบวิธีปฏิบัติที่ยุ่งยากซับซ้อน ไม่เอื้อต่อกระบวนการมีส่วนร่วม
นอกจากนี้ การจัดสรรพทรัพยากรของประเทศและการออกกฎหมายต่างๆ ซึ่งเป็นเครื่องมือจัดสรรสิทธิและอำนาจ มุ่งให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจเสรีนิยมดังกล่าว ยังขาดกฎหมายที่เกื้อหนุนและส่งเสริมความเข้มแข็งของเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้งมีกฎหมายที่ล้าสมัยและเปิดโอกาสการใช้ดุลยพินิจแก่เจ้าหน้าที่ภาครัฐมาก ทำให้สามารถแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว เมื่อประกอบกับระบบความสัมพันธ์ในสังคมไทยที่ยังคงมีวัฒนธรรมอุปถัมภ์ จึงทำให้เกิดปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบให้ความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่ที่คนส่วนน้อยและบางพื้นที่ เกิดความเหลื่อมล้ำของรายได้และผลประโยชน์จากการพัฒนาระหว่างกลุ่มคนในสังคม ระหว่างภูมิภาค และระหว่างชนบทกับเมือง นำไปสู่ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการของประเทศที่ไม่สมดุลและไม่เป็นธรรม และก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในสังคมเพิ่มมากขึ้น
[แก้ไข] การแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ
วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปีแรกของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๘ จึงมีสาเหตุมาจากปัญหาความอ่อนแอของโครงสร้างที่สะสมมานานและไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ความไม่พร้อมทั้งด้านคุณภาพคนและระบบแบบเก่า ทำให้ไม่สามารถปรับตัวให้รองรับและเผชิญกับกระแสโลกาภิวัตน์และสภาพแวดล้อมของสังคมสมัยใหม่ที่เชื่อมโยงสลับซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ ประกอบกับปัญหาการก่อหนี้ต่างประเทศระยะสั้นจำนวนมากและการลงทุนที่ไม่ก่อให้เกิดผลตอบแทนที่คุ้มค่าของภาคธุรกิจเอกชน รวมทั้งการเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้น เพื่อมุ่งสร้างผลกำไรโดยมิได้คำนึงถึงผลลัพธ์ต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ขณะที่นโยบายเศรษฐกิจมหภาคมุ่งกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยนโยบายการคลัง และใช้นโยบายการเปิดเสรีทางการเงินโดยขาดการกำกับและตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพและทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง จึงเป็นปัจจัยตัวเร่งที่ก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจและส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยและสังคมโดยรวมเป็นอย่างมาก
ในระยะสองปีแรกของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๘ เศรษฐกิจไทยประสบภาวะหดตัวมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ต้องปรับแผนใหม่โดยให้ลำดับความสำคัญกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับมาขยายตัวและมีเสถียรภาพ เพื่อที่จะลดผลกระทบจากวิกฤตที่มีต่อคนและสังคม โดยเฉพาะปัญหาความยากจนและการว่างงานที่เพิ่มขึ้นสูงมาก พร้อมทั้งได้ดำเนินการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและปรับระบบบริหารจัดการของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใสมากขึ้น การบริหารจัดการนโยบายเศรษฐกิจหลังวิกฤตดังกล่าวได้ช่วยทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง แรงกดดันที่มีต่อระบบเศรษฐกิจโดยเฉพาะด้านเสถียรภาพเริ่มคลี่คลายลง การแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินมีความคืบหน้าเป็นลำดับ ขณะที่การฟื้นฟูให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจขยายตัวได้ช่วยลดผลกระทบการว่างงานจนตลาดแรงงานกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ภาวะความยากจนเริ่มลดลง ตลอดจนการขยายหลักประกันสุขภาพ หลักประกันทางสังคมและการคุ้มครองแรงงานได้ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของคนไทยโดยรวมดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อสิ้นสุดแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๘ พบว่า การพัฒนาประเทศยังขาดความสมดุล เศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบาง เนื่องจากเป็นการขยายตัวเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพและอยู่บนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสิ้นเปลือง ทั้งยังคงพึ่งพิงภายนอกหรือภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศมากกว่าในประเทศ ขณะที่ยังมีปัญหาด้านคนและสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้และการกระจายผลประโยชน์จากการพัฒนา ปัญหาการปรับตัวให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกาภิวัตน์ในด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งปัญหาความย่อหย่อนทางศีลธรรมและพฤติกรรมการบริโภคที่มุ่งวัตถุนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
[แก้ไข] การทบทวนแนวคิดการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ
บทเรียนจากการพัฒนาที่ไม่สมดุลดังกล่าวข้างต้น ได้ทำให้ประชาชนชาวไทยทุกระดับในทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม นักวิชาการ ย้อนกลับมาพิจารณาและทบทวนวิถีการดำเนินชีวิตและยุทธศาสตร์การพัฒนาในช่วงที่ผ่านมา แล้วหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาและดำรงวิถีชีวิตตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนเกิดกลุ่มนักคิดและนักปฏิบัติจากหลายหน่วยงานและหลายสาขาอาชีพ ทั้งในระดับรากหญ้าและส่วนกลาง ที่หันมาให้ความสนใจศึกษา ค้นคว้า พัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งในเชิงกรอบแนวคิดทางทฤษฎี และนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ตระหนักถึงความสำคัญของพระราชดำริดังกล่าว จึงได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากสาขาต่างๆ มาร่วมกันพิจารณากลั่นกรองพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานในโอกาสต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง สรุปออกมาเป็นนิยามความหมาย ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำไปเผยแพร่เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของทุกฝ่ายและประชาชนโดยทั่วไป เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๔๕-๒๕๔๙) ได้อัญเชิญมาเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาและบริหารประเทศ ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนการพัฒนาแบบบูรณาการเป็นองค์รวมที่มี “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” โดยมุ่งวางรากฐานการพัฒนาระบบเศรษฐกิจภายในประเทศให้เข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกและสามารถพึ่งตนเองได้มากขึ้น ขณะเดียวกันให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่สมดุลทั้งตัวคน สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและความอยู่ดีมีสุขของคนไทย
ผลการพัฒนาประเทศในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ นับว่าประสบผลสำเร็จที่สามารถผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างมีเสถียรภาพ ฐานเศรษฐกิจมีความหลากหลายมากขึ้น การจ้างงานอยู่ในระดับค่อนข้างเต็มที่ รายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนไทยโดยรวมเพิ่มขึ้น ทำให้ความยากจนลดลง และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างคนจนกับคนรวยมีแนวโน้มดีขึ้น ขณะเดียวกันการดำเนินการเสริมสร้างสุขภาพอนามัยและการมีหลักประกันสุขภาพที่มีการปรับปรุงทั้งด้านปริมาณและคุณภาพโดยครอบคลุมคนส่วนใหญ่ของประเทศ ตลอดจนการบริการด้านโครงสร้างพื้นฐานและบริการทางสังคมอื่นๆ ทั่วถึงมากขึ้น ส่งผลให้ความอยู่ดีมีสุขของคนไทยโดยรวมดีขึ้นเป็นลำดับ
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงมีปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการประเทศที่ยังคงขาดสมดุล การพัฒนาดังกล่าวจึงยังไม่สอดคล้องเป็นไปตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเท่าที่ควร เศรษฐกิจของประเทศยังพึ่งพาภายนอกและไม่เข้มแข็งพอที่จะเป็นภูมิคุ้มกันต่อภาวะความผันผวนจากกระแสโลกาภิวัตน์ และยังคงมีปัญหาความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้และผลประโยชน์จากการพัฒนา ขณะที่ภูมิคุ้มกันของสังคมไทยลดลงจากกระแสบริโภคนิยม เกิดความย่อหย่อนทางศีลธรรม คุณธรรมและจริยธรรมลดลง เช่นเดียวกับการให้คุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นคนที่เสื่อมถอยลง ตลอดทั้งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังคงได้รับผลกระทบจากปัญหาขาดสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์กับการอนุรักษ์ฟื้นฟู ซึ่งนับเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ดังนั้น ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ จึงยังคงอัญเชิญปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวปฏิบัติ ควบคู่กับการพัฒนาแบบบูรณาการเป็นองค์รวมที่มี คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา อย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศที่สมดุล เป็นธรรม และยั่งยืนในที่สุด
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ











