.:: ครอบครัวไทย - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
ครอบครัวไทย
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search
ภาพ:Family_1.jpg


        ครอบครัวคือ ความสัมพันธ์ของกลุ่มคนทางสายโลหิต และการแต่งงาน วัฒนธรรมการจัดระบบครอบครัวและเครือญาติของสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการกำหนดวิถีชีวิตของชุมชนหมู่บ้าน


สารบัญ

[แก้ไข] ความหมายของครอบครัว

ภาพ:Family_2.jpg


        ครอบครัว (Family) หมายถึง กลุ่มคนซึ่งประกอบด้วยบุคคล 2 คน หรือมากกว่า 2 คนขึ้นไป มีความเกี่ยวข้องผูกพันกันทางสายโลหิต การสมรสหรือการรับเอาไว้ (เช่น บุตรบุญธรรม คนใช้ คนสวน) และอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นครัวเรือน (Loudon and Della Bitta. 1993:223) ครอบครัวอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ครอบครัวเดี่ยว กับครอบครัวขยาย

         - ครอบครัวเดี่ยว (Nuclear or conjugal family) ได้แก่ ครอบครัวที่ประกอบด้วย พ่อ แม่ และลูกๆ อาศัยอยู่ด้วยกัน

        - ครอบครัวขยาย (Extended or consanguine family) ได้แก่ ครอบครัวที่ประกอบด้วย ครอบครัวเดี่ยว รวมกับเครือญาติอื่นๆ อาศัยอยู่ด้วยกัน เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย ลูกพี่ลูกน้อง ลูกเขย ลูกสะใภ้ เป็นต้น

[แก้ไข] บทบาทหน้าที่ของครอบครัว

ภาพ:Family_3.jpg


        ครอบครัวไทยแต่เดิมมีลักษณะเป็นครอบครัวขยาย มีสมาชิกครอบครัวหลายช่วงอายุ อย่างน้อย 3 รุ่น คือ 1) รุ่นปู่ย่า ตายาย 2) รุ่นพ่อแม่ 3) รุ่นลูก เป็นครอบครัวที่มีความร่วมมือกันในกิจกรรมด้านต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา การอบรมเลี้ยงดู การปลูกฝังจริยธรรม คุณธรรม ค่านิยม ความเอาใจใส่ในสภาวะวิกฤต คนในครอบครัวมีความอบอุ่น และปลอดภัย ครอบครัวได้ทำหน้าที่เป็นแหล่งหล่อหลอมความเป็นมนุษย์ และมีผลต่อคุณภาพสังคม

อย่างไรก็ตามครอบครัวถือมีบทบาทหน้าที่หลัก 3 ประการคือ

        1.เป็นแหล่งขัดเกลาทางสังคม (socialization) ให้การอบรม การเรียนรู้ การถ่ายทอดทางวัฒนธรรม ประเพณีและชีวิตความเป็นอยู่ การสร้างบุคลิกภาพ ระบบวิธีคิด การให้คุณค่าของสิ่งต่างๆ

        2.เป็นแหล่งถ่ายทอดวิชาชีพและฝึกฝนอาชีพ การบ่มเพาะให้เป็นผู้ผลิตและผู้บริโภคที่มี คุณภาพ

        3.เป็นแหล่งให้การสังคมสงเคราะห์เบื้องต้น มีความเอื้ออาทร ให้ความช่วยเหลือในเครือญาติในสภาวะวิกฤตต่าง ๆ

        นอกจากนี้ ครอบครัวยังเป็นเสมือนแหล่งบ่มเพาะทักษะทางการเมือง การอยู่ร่วมกันอย่างมีกติกา มีบทบาท หน้าที่รับผิดชอบ เคารพสิทธิซึ่งกันและกัน การตัดสินใจร่วมกัน รู้จักรับฟังและสื่อสารเจรจาประนีประนอมกันด้วยความรัก ความเข้าใจ และเหตุผล รู้จักการให้อภัยกัน มีการแบ่งอำนาจหน้าที่และแบ่งงานกันในครอบครัวอย่างชัดเจน จะเห็นว่าในสมัยก่อนแม้ภรรยาจะมีฐานะเป็นรองสามี แต่ก็มีการแบ่งหน้าที่กัน ซึ่งฝ่ายสามีมีอำนาจการตัดสินใจภายนอกบ้าน การเป็นผู้นำ ในขณะเดียวกันภาระการดูแลบ้านเรือนและผู้คนในบ้านเป็นหน้าที่ของฝ่ายภรรยา สำหรับผู้สูงอายุจะทำหน้าที่อบรม สั่งสอน ขัดเกลาสมาชิกที่เป็นเด็กให้เรียนรู้การดำเนินชิวตเพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูล

[แก้ไข] ครอบครัวไทยเป็นอย่างไร

ภาพ:Family_7.jpg


        การจะนับว่าใครเป็นญาติของเราบ้างนั้นขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ในแต่ละวัฒนธรรม การจัดระบบเครือญาติเป็นเรื่องทาง "วัฒนธรรม" ไม่ใช่เรื่อง "ธรรมชาติ" แม้ว่าปรากฏการณ์ พ่อ แม่ ลูก จะเป็นเรื่องธรรมชาติ และมีปรากฎในทุกๆ สังคม แต่แต่ละสังคมก็จะมีการจัดระบบเครือญาติในการกำหนดบทบาทแนวปฏิบัติ และหน้าที่ของสมาชิกในครอบครัวต่างกันไป บางสังคมเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญกับญาติข้างพ่อ เช่น สังคมจีน สังคมอินเดีย บางสังคมก็ให้ความสำคัญกับญาติพ่อแม่ เช่น สังคมกะเหรี่ยงโปว หรือบางสังคมก็ให้ความสำคัญกับญาติทั้งสองฝ่าย เช่น สังคมพม่า สังคมอินโดนีเซีย สังคมไทย เป็นต้น

        เนื่องจากระบบครอบครัวและเครือญาติเป็นระบบความสัมพันธ์ขั้นพื้นฐานที่สุดในสังคม และมีความสำคัญมากในการเข้าใจสังคมไทย การกล่าวถึงลักษณะของครอบครัวไทยในที่นี้จึงจะเน้นให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวกับสังคมไทย โดยเฉพาะในระดับสังคมหมู่บ้านในชนบทไทย ซึ่งครอบครัวและเครือญาติมีบทบาทอย่างมากในวิถีชีวิตชุมชนหมู่บ้าน ในการนำเสนอเพื่อให้เห็นภาพดังกล่าวนี้ จะกล่าวถึงกฎเกณฑ์การตั้งถิ่นฐานหลังการแต่งงานที่มีผลต่อวัฎจักรของครอบครัว และการสร้างกลุ่มครอบครัวและเครือญาติอันนับเป็นโครงสร้างของสังคมหมู่บ้าน และกฎเกณฑ์การรับมรดกในครอบครัวไทย จากนั้นเพื่อให้เห็นความสำคัญของครอบครัวและเครือญาติในสังคมในวงกว้าง จะขอกล่าวถึงคำเรียกญาติ การนับญาติ และการขยายการนับญาติในสังคมไทย และส่วนสุดท้ายจะให้ภาพความเปลี่ยนแปลงในระบบครอบครัว อันเป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

[แก้ไข] วัฏจักรของครอบครัว

ภาพ:Family_8.jpg


        เมื่อการย้ายที่อยู่หลังการแต่งงานเป็นไปในลักษณะดังกล่าว จึงมีผลโดยตรงกับวัฎจักรของครอบครัว หรือพูดอีกนัยหนึ่ง คือ การเป็นครอบครัวเดี่ยวซึ่งประกอบด้วย พ่อ แม่ และลูก กับการเป็นครอบครัวขยาย ซึ่งในที่นี้ขอใช้ในความหมายกว้าง ซึ่งหมายถึง ลักษณะของครอบครัวที่ประกอบด้วยคน ๓ รุ่น คือ ตายาย พ่อแม่ และลูกสาวลูกเขย ขึ้นอยู่กับขั้นตอนแต่งงานของลูกสาว ซึ่งทำให้เกิดวัฎจักรการเปลี่ยนแปลงจากครอบครัวขยายไปสู่ครอบครัวเดี่ยว และจากครอบครัวเดี่ยวไปสู่ครอบครัวขยาย ดังนี้

        ขั้นตอนที่ 1 ครอบครัวเดี่ยว ประกอบด้วย พ่อแม่และลูกชาย ลูกสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน

        ขั้นตอนที่ 2เมื่อลูกชายลูกสาวถึงวัยแต่งงาน ลูกชายแต่งงานแล้วออกไปอยู่กับบ้านฝ่ายหญิง ลูกสาวคนโตแต่งงานและพาสามีเข้ามาอยู่ในบ้าน เมื่อลูกสาวมีลูกทำให้เกิดสภาพเป็นครอบครัวขยาย

        เมื่อลูกสาวคนเล็กแต่งงาน ลูกสาวคนโตและสามีย้ายออก ลูกสาวคนเล็กและสามีมีลูกและทั้งคู่อยู่ดูแลพ่อแม่ ช่วงที่ครอบครัวของลูกสาวอยู่ในบ้านของพ่อแม่และผลัดกันย้ายออก นับเป็นช่วงของครอบครัวขยายที่กินเวลายาวนาน และจะเป็นช่วยของวัฎจักรของครอบครัวที่เป็นครอบครัวขยายตราบเท่าที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่

        การเป็นครอบครัวขยายในขั้นตอนที่ 2 นักมนุษยวิทยาเรียกว่าเป็น stem family ซึ่งหมายถึงการที่ตายายและพ่อแม่อยู่เป็นหลัก และลูกผลัดกันอาศัยอยู่กับพ่อแม่ และย้ายออกไปในลักษณะที่กล่าวมาแล้วว่า เมื่อลูกคนรองแต่งงานพาสามีเข้ามา ลูกคนโตและสามีก็แยกครอบครัวออกไปตั้งบ้านเรือนใหม่ ซึ่งแตกต่างจากครอบครัวจีนซึ่งเป็นครอบครัวขยายในลักษณะที่ไม่ว่าลูกชายคนใดจะแต่งงานจะพาสะใภ้เข้ามาอยู่ในบ้าน ในบ้านจึงมีทั้งครอบครัวของพี่ชายคนโต คนรอง และน้องคนเล็ก แต่ถ้าเป็นครอบครัวไทย ลูกที่แต่งงานแล้วจะอยู่กับพ่อแม่ชั่วคราว จนกระทั่งมีลูกของตัวเอง หรือเมื่อน้องคนต่อไปแต่งงาน หรือเมื่อพร้อมก็จะย้ายออกไปตั้งครอบครัวใหม่

        ขั้นตอนที่3 พ่อแม่เสียชีวิต วัฎจักรของครอบครัวกลับกลายเป็นครอบครัวเดี่ยวอีกครั้งหนึ่ง ลูกสาวคนเล็กกับสามีกลายเป็นเจ้าของบ้าน โดยลูกสาวคนเล็กเป็นผู้ได้รับมรดกจากพ่อแม่

        ดังนั้น จึงไม่อาจสรุปได้ชัดเจนว่าครอบครัวไทยมีลักษณะเป็นครอบครัวเดี่ยว หรือเป็นครอบครัวขยาย ทั้งนี้เพราะการเปลี่ยนเป็นครอบครัวเดี่ยวหรือครอบครัวขยายขึ้นอยู่กับว่าครอบครัวนั้นๆ อยู่ในช่วงใดในวัฎจักรของครอบครัว โดยปกติเมื่อนักมานุษยวิทยาเข้าไปศึกษาหมู่บ้านในภาคต่างๆ

        ของไทย จะพบทั้งหมู่บ้านที่มีลักษณะเป็นครอบครัวเดี่ยว และครอบครัวขยายเพราะในหมู่บ้านหนึ่งๆ ย่อมประกอบด้วยบ้านซึ่งอาจจะอยู่ในสถานะของครอบครัวเดี่ยวและครอบครัวขยาย แต่ถ้านักมานุษยวิทยาคนเดียวกันกลับไปที่หมู่บ้านเดิมที่เคยเข้าไปศึกษาเมื่อสิบปีต่อมา จำนวนของครอบครัวเดี่ยวและครอบครัวขยายในหมู่บ้านนั้น ก็จะต่างไปจากจำนวนที่ได้บันทึกไว้เมื่อสิบปีที่แล้ว ประเด็นสำคัญอยู่ที่การเป็นครอบครัวขยายนั้นมีความโน้มเอียงที่เป็นครอบครัวขยายที่มีองค์ประกอบที่ค่อนมาทางฝ่ายหญิงและครอบครัวของฝ่ายหญิง

[แก้ไข] กฎเกณฑ์การรับมรดก

ภาพ:Family_6.jpg


        ในบางสังคมมีประเพณีที่จะยกมรดกให้แก่ลูกชายเท่านั้น เช่น สังคมจีนสมัยก่อนซึ่งลูกสาวจะได้มรดกน้อยหรือไม่ได้เลย หรือในบางสังคมกำหนดให้ลูกชายรับมรดกจากลุงซึ่งเป็นพี่ชายของมารดา เช่น ในสังคมที่ให้ความสำคัญกับญาติทางฝ่ายมารดา และบางสังคมมีกฎเกณฑ์ที่จะแบ่งสมบัติให้ลูกทุกๆ คนเท่ากัน โดยทั่วๆ ไปสังคมไทยมีการแบ่งมรดกในลักษณะที่เท่าเทียม โดยหลักการถ้าถามพ่อแม่คนไทยว่า "จะให้มรดกกับลูกคนไหน" มักได้รับคำตอบว่า "ก็ให้ลูกทุกคน" แต่ในทางปฏิบัติ อาจขึ้นอยู่กับสถานการณ์หรือสาเหตุเฉพาะกรณี ซึ่งสัมพันธ์กับกฎเกณฑ์อื่นๆ ในระบบครอบครัว

        การที่สังคมไทยนิยมแต่งลูกเขยเข้าบ้าน ทำให้ในทางปฏิบัติ แม้ว่าลูกชายจะได้มรดกเป็นที่นา แต่เมื่อต้องมาอาศัยอยู่กับครอบครัวของฝ่ายหญิง ซึ่งอาจจะอยู่ต่างหมู่บ้านกัน ทำให้ตัดสินใจขายที่นาของตนให้กับน้องสาว โดยเฉพาะน้องสาวจะอยู่ในหมู่บ้านต่อไป หรือลูกชายอาจจะสละสิทธิ์ในการเอาที่นามาเป็นมรดก ในกรณีนี้พ่อแม่อาจให้เป็นเงินซึ่งมีค่าเท่ากับที่นาให้กับลูกชาย ผลดีในเรื่องนี้ก็มีในแง่ที่ว่า ทำให้ที่นายังคงเป็นผืนใหญ่ ไม่ถูกแบ่งไปเพราะพี่ชายมักจะขายให้น้องสาว ทำให้ยังสามารถรักษาที่นาผืนใหญ่ไว้ได้ แต่ในกรณีที่พี่ชายไม่ขายให้น้องสาว แต่ขายให้คนอื่น ก็อาจทำให้ที่นาของพ่อแม่เล็กลง เพราะถูกแบ่งขาย ท้ายที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปหลายชั่วอายุคน ที่นาอาจจะผืนเล็กลงจนทำนาไม่ได้ ทำให้ต้องขายไปในที่สุด

[แก้ไข] การนับญาติและการขยายการนับญาติในสังคมไทย

        เราได้เห็นแล้วว่าความสัมพันธ์ระหว่างญาติพี่น้องวางอยู่บนพื้นฐานของความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์โดยผลัดกันเป็นผู้ให้และเป็นผู้รับ เราจะพบว่าในสังคมไทยยังนิยมใช้คำเรียกญาติกับผู้ไม่ได้เป็นญาติอีกด้วย เช่น เรียกบิดามารดาของเพื่อนว่า "พ่อแม่" เรียกเพื่อนของพี่ว่า "พี่" เรียกเพื่อนร่วมงานว่า "พี่" "น้อง" เรียกบริกรตามร้านอาหารว่า "น้อง" ตลอดจนคนอื่นๆ ในอีกหลายๆ สถานการณ์ ซึ่งนับว่าเป็นการขยายคำเรียกญาติไปสู่บุคคลสถานภาพต่างๆ ในสังคม ในส่วนนี้จะพิจารณาว่าการเรียกผู้อื่นด้วยคำเรียกญาติในสังคมไทยนั้นเกิดขึ้นในกรณีใด และเป็นการสร้างความสัมพันธ์ในลักษณะใด แต่ก่อนอื่นจะขอกล่าวถึงการใช้คำเรียกญาติโดยทั่วๆ ไปเสียก่อน

[แก้ไข] คำเรียกญาติ

        คำเรียกญาติ เป็นคำที่แต่ละสังคมวัฒนธรรมกำหนดขึ้นมาแล้วใช้เรียกผู้ที่มีความสัมพันธ์กัน โดยทางสายเลือดและการแต่งงาน ในแต่ละวัฒนธรรมก็มีระบบของคำเรียกญาติต่างกันไป ซึ่งจะมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับระบบครอบครัวและเครือญาติในสังคมนั้นๆ โดยทั่วๆ ไป คำเรียกญาติแต่ละคำจะแยกให้เห็นถึงความต่างกันของคนแต่ละรุ่น เช่น คำว่า ปู่ ย่า ตา ยาย จะบอกว่าเป็นคนรุ่นก่อนรุ่นพ่อแม่ของเราหรือจะแยกให้เห็นถึงความต่างเพศ เช่น คำว่าปู่ บอกว่าเป็นญาติเพศชายรุ่นพ่อของพ่อ และย่าเป็นญาติเพศหญิงรุ่นแม่ของพ่อ หรือจะแยกให้เห็นถึงความต่างวัย เช่น คำว่าพี่ บอกถึงความมีวัยสูงกว่าผู้พูด และคำว่าน้องบอกถึงความมีวัยต่ำกว่าผู้พูด หรือแยกให้เห็นว่าเป็นญาติทางสายเลือดหรือการแต่งงาน ลูกเขย สะใภ้ บอกถึงผู้ที่มาแต่งงานกับลูกสาวหรือลูกชาย

[แก้ไข] การขยายการนับญาติในสังคมไทย

        เนื่องจากคำเรียกญาติเป็นคำที่บอกลักษณะความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างบุคคล การ "ใช้" คำเรียกญาติเพื่อเรียกคนที่ไม่ได้เป็นญาติ จึงเป็นการเจตนา "สร้าง" ความสัมพันธ์ให้ผู้ฟังรู้สึกถึงภาระหน้าที่บางประการที่พึงมีต่อผู้พูดหรือที่พึงมีซึ่งกันและกัน การใช้คำสรรพนามในสังคมไทยเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก ต้องรู้สถานภาพของคนที่เรากำลังคุยด้วย ถ้าผู้ฟังเป็นผู้บังคับบัญชา เราอาจจะใช้สรรพนามว่า "ท่าน" ในกรณีที่ต้องการแสดงความนับถือ ถ้าเป็นบุคคลตามสถานที่ราชการที่เราไปติดต่อ เราอาจจะเรียกว่า "คุณ" แต่ในกรณีที่เราต้องการสร้างความสนิทสนม เราอาจจะเปลี่ยนไปเรียกว่า "พี่" หรือ "น้อง" ซึ่งการเปลี่ยนไปเรียกว่าพี่หรือน้องเป็นการสร้างความสัมพันธ์ให้ผู้ฟังรู้สึกว่ามี "หน้าที่" ที่จะต้องช่วยเหลือการที่เราเรียกเขาว่า "พี่" ในกรณีที่ผู้ให้บริการมีอายุมากกว่า เป็นการแสดงความนอบน้อมและแสดงเจตจำนงว่ากำลังขอความช่วยเหลือ ผู้ฟังอาจจะรู้สึกโดยอัตโนมัติว่ามีหน้าที่จะต้องช่วยเหลือ เพราะในวัฒนธรรมไทยความเป็นพี่บ่งบอกภาระหน้าที่ที่จะต้องช่วยเหลือดูแลผู้น้อง หรือในร้านอาหาร เราอาจจะเรียกบริกรว่า "น้อง" ซึ่งมีนัยว่าสิ่งที่เราจะขอต่อไปนั้น "น้อง" มีหน้าที่ต้องให้บริการ เช่นเดียวกัน ถ้าอยู่ในบ้านผู้เป็นน้องก็มักจะขัดไม่ค่อยได้ถ้าพี่หรือผู้อาวุโสสูงกว่าขอร้องให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

        การเรียกผู้อื่นที่ไม่ได้เป็นญาติว่าพี่หรือน้อง เป็นสิ่งที่เป็นปกติในสังคมไทย ทุกๆ คนก็ขยายการเรียกคนอื่นว่าเป็นพี่เป็นน้อง ในกรณีที่ต้องการสร้างความสนิทสนมและเพื่อลดช่องว่างและความห่างเหินกับคนที่เรากำลังคุยด้วย เพราะความรู้สึกในความสัมพันธ์จะเปลี่ยนไปทันที ถ้าเราเรียกบริกรว่า "คุณ" ด้วยเหตุที่การเรียกบริกรว่า "คุณ" เป็นการสร้างกำแพงระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง จริงอยู่การให้บริการจะยังเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่บริกรพึงมีต่อลูกค้าในร้านอาหาร แต่ความรู้สึกและลักษณะความสัมพันธ์อาจจะต่างกันในกรณีฉุกเฉินที่เรามีความจำเป็นให้บริกรช่วย เช่น โทรศัพท์ไปบอกคนที่บ้านเราด้วยเหตุบางประการ ซึ่งเป็นการบริการที่เกินหน้าที่ของบริกร เราคงไม่เรียกเขาว่า "คุณ" แต่จะเรียกว่า "น้อง" โดยอัตโนมัติ และบริกรก็จะรู้สึกว่าจำเป็นต้องช่วยเหลือเสมือนหนึ่งคนที่เป็นน้องมีหน้าที่ทางสังคมที่ต้องบริการต่อพี่ของตัวเองในครอบครัว

[แก้ไข] ความเปลี่ยนแปลงทางครอบครัวไทยในปัจจุบัน

ภาพ:Family_4.jpg


        ปัจจุบันนี้สังคมไทยได้เปลี่ยนไปอย่างมาก ในทางเศรษฐกิจและสังคม เมื่อประเทศไทยได้เปลี่ยนวิถีการผลิตจากเกษตรกรรมเพื่อยังชีพมาเป็นเกษตรกรรมเพื่อการค้า มีผลให้ชาวนาต้องผลิตข้าวเป็นจำนวนมากเพื่อขายและส่งออก การที่จะทำให้ผลิตผลข้าวมากขึ้น ชาวนาต้องลงทุนซื้อปุ๋ยหรือยาฆ่าแมลง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น หากปีใดฝนแล้งทำนาไม่ได้ก็ทำให้ชาวนาขาดทุน ท้ายที่สุดกลายเป็นหนี้สิน จนทำให้ต้องจำนองหรือขายนา กลายสภาพมาเป็นผู้เช่าที่ดิน และมีรายได้ไม่พอต่อการยังชีพในสังคมปัจจุบัน ซึ่งกลายมาเป็นสังคมทุนนิยมที่ต้องใช้เงินซื้อทุกอย่าง

        ปัจจุบัน เมื่อว่างเว้นจากฤดูการทำนา ชาวนาก็มุ่งเข้าสู่เมืองอันมีผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างครอบครัวไทย ทุกวันนี้ถ้าไปในชนบทจะพบว่ามีแต่คนรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย กับหลาน หรือพูดง่ายๆ ว่ามีแต่คนแก่กับเด็ก หนุ่มสาวออกจากหมู่บ้านไปทำงานในเมืองปล่อยลูกไว้ให้ตายายเลี้ยง เมื่อคนหนุ่มสาวไม่ได้อยู่ในหมู่บ้าน ประเพณีการขยายครอบครัวโดยการที่ลูกเขยย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านพ่อตา เป็นแรงงานช่วยพ่อตาทำนาค่อยๆ หมดไป การแลกเปลี่ยนแรงงานระหว่างกลุ่มญาติสนิทค่อยๆ หมดไป การทำนาต้องใช้เงินจ้างทั้งในการดำนาและเกี่ยวข้าว เกิดมีอาชีพรับจ้างดำนาเกี่ยวข้าวแทน การนวดข้าวก็หมดไปมีการจ้างรถพ่นข้าวมาแทน การนวดข้าวก็หมดไปมีการจ้างรถพ่นข้าวมาแทน การแลกเปลี่ยนแรงงานและความสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยนพึ่งพาระหว่างเครือญาติในหมู่บ้านจึงค่อยๆ สลายไปด้วย

        แต่ก่อน นับได้ว่าผู้หญิงเป็นแกนหลักในสังคมหมู่บ้าน ปัจจุบันนี้ผู้หญิงจำนวนมากเข้ามาทำงานในเมืองเป็นกรรมกรในโรงงาน เด็กรับใช้ทำงานตามบ้าน พนักงานในภัตตาคาร ร้านอาหารตลอดจนถูกล่อลวงมาเป็นโสเภณี ชีวิตทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันจึงมีผลกระทบโดยตรงต่อลักษณะครอบครัวไทยในอดีต

        อนึ่ง มีข้อน่าสังเกตว่า แม้ว่าคนหนุ่มสาวจะออกจากหมู่บ้านมาสู่เมืองอันมีผลกระทบต่อโครงสร้างและองค์ประกอบของครอบครัวในหมู่บ้าน แต่จะเห็นได้ว่าสายใยระหว่างคนหนุ่มสาวกับพ่อแม่และญาติพี่น้องที่อยู่ในหมู่บ้านยังคงมีอยู่ตามประเพณีไทยแต่เดิมที่ว่า ลูกเป็นฝ่ายเลี้ยงดูพ่อแม่ในยามแก่เฒ่า เพื่อเป็นการทดแทนบุญคุณ ซึ่งหน้าที่นี้มักตกอยู่กับลูกสาวคนเล็กดังที่กล่าวมาแล้วนั้น เราพบว่าเด็กหนุ่มสาวที่เข้ามาทำงานในเมืองจะส่งเงินกลับบ้านไปให้พ่อแม่ในหมู่บ้านอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะลูกสาว ยังคงมีสำนึกความรับผิดชอบในการเลี้ยงดูพ่อแม่ เงินทองที่หามาได้จากการทำงานในเมืองก็ส่งกลับสู่หมู่บ้าน เพื่อให้พ่อแม่ใช้จ้างแรงงานในการทำนา ช่วยไถ่ถอนที่นาคืน หรือช่วยปลดเปลื้องหนี้สินของครอบครัว นับว่าค่านิยมเรื่องความกตัญญูและการทดแทนบุญคุณที่ได้อบรมสั่งสอนกันมาในครอบครัวไทยแต่เดิม ยังคงได้รับการสืบทอดและดำเนินไปท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในสังคมไทยในปัจจุบัน

[แก้ไข] ความเปลี่ยนแปลงทางด้านรูปแบบครอบครัว

        ผลของการพัฒนาประเทศทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นอกจากส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครอบครัวแล้ว ในขณะเดียวกันก็ส่งผลต่อรูปแบบของครอบครัวด้วย จากสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่สลับซับซ้อนมากขึ้นทำให้รูปแบบของครอบครัวเปลี่ยนแปลงและมีหลากหลายมากขึ้นไปด้วย ดังจะเห็นได้จากความหมายของครอบครัวที่เปลี่ยนไปจากเดิมดังกล่าวข้างต้น ครอบครัวไทยในปัจจุบันมิได้ประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูก และ เครือญาติดังเช่นแต่ก่อน แต่มีหลายรูปแบบ ดังนี้

        - ครอบครัวขยาย ครอบครัวขยายที่ประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูก ปู่ย่าตายาย และหรือพี่น้อง ยังคงมีอยู่ในสังคมไทยแต่มีจำนวนลดลง

        - ครอบครัวเดี่ยว ครอบครัวเดี่ยว ส่วนใหญ่ประกอบด้วยพ่อ แม่และลูก โดยส่วนใหญ่ครอบครัวจะมีลูกจำนวน 1-3 คนเป็นอย่างมาก

        - ครอบครัวที่อยู่คนเดียว มีคนที่อาศัยอยู่ตามลำพังมากขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหญิงหรือชายพอใจที่จะอยู่เป็นโสดมากขึ้น

        - ครอบครัวพ่อหรือแม่เลี้ยงลูกตามลำพัง หมายถึงครอบครัวที่มีเพียงพ่อหรือแม่ และลูก เนื่องจากสาเหตุของการหย่าร้าง การเป็นหม้าย แยกทาง การทอดทิ้ง รูปแบบของครอบครัวดังกล่าวมี แนวโน้มสูงขึ้น

        - ครอบครัวที่รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม คือครอบครัวที่สามีและภรรยาไม่สามารถมีบุตรร่วมกันได้และมีความประสงค์ที่จะขอรับเด็กมาอุปการะเป็นบุตรซึ่งมีจำนวนมากขึ้น

        - ครอบครัวอื่น ๆ เช่น ครอบครัวที่เกิดจากการแต่งงานกันของเพศเดียวกัน

[แก้ไข] ปัญหาวิกฤตของครอบครัว

ภาพ:Family_9.jpg


        จากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีความซับซ้อนและเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีการอพยพแรงงานเข้าสู่เมืองใหญ่ สังคมไทยซึ่งแต่เดิมเป็นสังคมชนบท มีความเอื้ออาทรต่อกันมีแนวโน้มเป็นสังคมเมืองมากขึ้น โครงสร้างและรูปแบบของครอบครัวซึ่งเคยเป็นครอบครัวขยายกลายเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น ขนาดของครอบครัวเริ่มเล็กลง ครอบครัวไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสม สถาบันครอบครัวซึ่งเคยเป็นทุนทางสังคม มีระบบเครือญาติที่มีความผูกพันอย่างใกล้ชิด มีความเกื้อกูล เอื้ออาทร และการอบรม ขัดเกลาบุตรหลาน การปลูกฝังวัฒนธรรมและค่านิยมประเพณี กลับอ่อนแอลง ซึ่งมีผลต่อปฏิสัมพันธ์ทั้งภายในและภายนอกครอบครัวทั้งทางลบและทางบวก อันเนื่องมาจากปัญหาวิกฤติที่ครอบครัวเผชิญอยู่ ดังนี้

[แก้ไข] ปัญหาเศรษฐกิจ

        จากรายงานการวิจัยระยะยาวในเด็กไทยโดย รศ. พญ. ลัดดา เหมาะสุวรรณ พบว่าครอบครัวไทยใน 17 จังหวัดทั่วประเทศ ประสบปัญหาวิกฤตในด้านเศรษฐกิจถึงร้อยละ 61 ซึ่งสอดคล้องกับดัชนีการพึ่งพาตนเองด้านเศรษฐกิจ (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ : 2546) พบว่ามีครัวเรือนถึงร้อยละ 40 ของครัวเรือนทั้งประเทศที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้โดยเฉพาะครัวเรือนภาคเกษตรซึ่งปัญหาทางเศรษฐกิจดังกล่าวทำให้สมาชิกในครอบครัวต้องมุ่งทำงานเพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว ประกอบกับภาวะความผันผวนทางเศรษฐกิจทั้งของประเทศและโลก ทำให้ครอบครัวประสบปัญหาและความยากลำบากซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น

        และจากการศึกษาผลกระทบของภาวะวิกฤตเศรษฐกิจต่อเด็ก เยาวชนและครอบครัวของรุจา ภู่ไพบูลย์และคณะ (2542) พบว่า ภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจทำให้ครอบครัวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีระดับความเครียดของครอบครัวสูงกว่าภาคอื่นๆ และ ครอบครัวในกรุงเทพมหานครมีปัญหาสมาชิกมีอารมณ์ซึมเศร้ามีความวิตกกังวลสูงกว่าภาคอื่น ๆ และผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจนี้ครอบครัวมีแนวโน้มปล่อยให้เด็กอยู่กันตามลำพังมากขึ้น เนื่องจากบิดามารดาต้องไปหางานทำ ซึ่งจะมีผลให้ครอบครัวไม่สามารถทำหน้าที่ บทบาทในการดูแล อบรมเด็กและเยาวชนในครอบครัวได้ดี

[แก้ไข] ความสัมพันธ์ในครอบครัว

        จากการศึกษาภาวะความอยู่ดีมีสุขของประชาชนด้านชีวิตครอบครัวมีแนวโน้มลดลง (สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว : 2546) โดยเฉพาะดัชนีด้านสัมพันธภาพที่อบอุ่นในครอบครัวมีค่าดัชนีลดลงจากร้อยละ 80.85 ในปี 2539 ลดลงเป็น 70.77 ในปี 2545 แสดงให้เห็นการอยู่ร่วมกันและความสัมพันธ์ที่อบอุ่นในครอบครัวเริ่มเสื่อมสลาย ความผูกพันและความเกื้อกูลกันในครอบครัวเริ่มห่างเหิน อันเนื่องมาจากความจำเป็นทางเศรษฐกิจบังคับให้สมาชิกในครอบครัวต่างต้องพึ่งตนเองมากขึ้น ขาดการ ดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกันในครอบครัว ทำให้ครอบครัวมีความผูกพันกันน้อยลง ความห่วงใยอาทร ความเสียสละ ความอดทนและพึ่งพาต่อกันลดน้อยลง ขาดความเข้าใจระหว่างคู่สมรส พ่อแม่กับลูก พี่กับน้อง หรือญาติผู้ใหญ่ในครอบครัว เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาความรุนแรงทั้งในครอบครัวและในสังคมด้วยเช่นกัน โดยมีการศึกษาผลกระทบของสถานภาพการสมรสและสัมพันธภาพระหว่างบิดามารดาต่อการติดยาบ้าของนักเรียนพบว่า การหย่าร้างของบิดามารดาทำให้นักเรียนเสี่ยงต่อการติดยาบ้าเป็น 1.8 เท่า นักเรียนที่สัมพันธภาพระหว่างบิดามารดาไม่ดีจะเสี่ยงต่อการติดยาบ้าถึง 3.14 เท่า

[แก้ไข] การสมรสน้อยลงและการหย่าร้างเพิ่มขึ้น

        การสมรส ถือว่าเป็นการเริ่มต้นของชีวิตคู่ เมื่อชายและหญิงตกลงที่จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน โดยมีการจะทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นในการสร้างชีวิตครอบครัวร่วมกัน ข้อมูลการสมรสและการหย่าร้างของประชากรทั้งประเทศ ชี้ให้เห็นว่า อัตราการจดทะเบียนสมรสที่ถูกต้องตามกฎหมายลดลงในขณะที่อัตราการหย่าร้างสูงขึ้น จากอัตราผู้ขอจดทะเบียนสมรสในปี 2539 เท่ากับ 28.47 คู่ต่อหนึ่งพันครัวเรือน ลดลงเหลือ 20.41 คู่ต่อหนึ่งพันครัวเรือนในปี 2541 และ 16.8 คู่ต่อหนึ่งพันครัวเรือนในปี 2545 (สำนักงานสถิติแห่งชาติ : 2545) ในขณะที่อัตราการจดทะเบียนหย่าร้างในปี 2539 เท่ากับ 3.70 คู่ต่อหนึ่งพันครัวเรือน เพิ่มขึ้นเป็น 4.25 คู่หนึ่งพันครัวเรือนในปี 2541 และเพิ่มเป็น 4.49 คู่หนึ่งพันครัวเรือนในปี 2545 (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2545) การหย่าร้างที่เพิ่มสูงขึ้นส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากทั้งหญิงและชายมีความอดทนต่อกันน้อยลง ซึ่งมาจากความเครียดในชีวิตประจำวัน โดยความเครียดนั้นเกิดจากการเห็นความสำคัญของวัตถุมากกว่าจิตใจ

[แก้ไข] เด็กและผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง

        เด็กและผู้สูงอายุยังคงถูกทอดทิ้งจากครอบครัว เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและสังคมเมืองมีมากขึ้น สภาพปัญหาของการทอดทิ้งนี้ถือว่าอยู่ในสภาวะที่รุนแรง เพราะอัตราส่วนของผู้ที่ถูกทอดทิ้งไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลงอย่างชัดเจน ลักษณะของการทอดทิ้งมีทั้งที่กระทำโดยเจตนาและไม่เจตนา หลายครอบครัวที่ทิ้งเด็กโดยไม่ตั้งใจ เช่น ปล่อยให้ผู้อื่นดูแลเด็ก ปล่อยเด็กไว้ตามลำพังให้ดูแล กันเอง เห็นได้จากข้อมูลการสำรวจ “เสียงสะท้อนจากเด็กไทย ณ วันนี้ ของสวนดุสิตโพล พบว่า สิ่งที่เด็กประถมและทั้งเด็กมัธยมอยากได้จากพ่อ/แม่เป็นอันดับ 1 คือ ความรัก/ความอบอุ่น/ความเอาใจใส่ โดยเด็กประถมมีความต้องการถึงร้อยละ 71.11 และเด็กมัธยมต้องการร้อยละ 63.79 และจากการทอดทิ้งโดยเจตนา เช่นการทิ้งเด็กในโรงพยาบาลและสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ ซึ่งพบว่ามีเด็กและผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งอยู่ในสถานสงเคราะห์ในช่วงระหว่างปี 2539 - 2544 มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน

        นอกจากนี้ ผู้สูงอายุถูกปล่อยให้อยู่ตามลำพังหรืออยู่กับเด็กเป็นจำนวนมากขึ้น ในขณะที่สังคมยังตระหนักถึงบทบาทความสำคัญของผู้สูงอายุค่อนข้างน้อย ทำให้ผู้สูงอายุในชนบทเป็นจำนวนมาก ถูกทอดทิ้งให้อยู่ตามลำพังหรือต้องรับภาระเลี้ยงดูหลาน เพราะพ่อแม่ต่างต้องออกไปหารายได้และประกอบอาชีพ

[แก้ไข] พฤติกรรมไม่เหมาะสมของวัยรุ่น

        สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของวัยรุ่นมีปรากฏให้เห็นอย่างหลากหลาย เช่น การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันเหมาะสม การทำแท้ง และการติดสิ่งเสพติด

[แก้ไข] สาเหตุของปัญหาครอบครัว

        นโยบายและแผนในการพัฒนาสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2537 –2546 ได้ชี้ให้เห็นสาเหตุแห่งปัญหาครอบครัวที่สำคัญ ดังนี้

        - ความไม่พร้อมและไม่ได้เตรียมตัวที่จะเป็นครอบครัว การขาดความพร้อมของพ่อแม่ในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านสุขภาพ อายุที่เหมาะสม ไม่เป็นโรคติดต่อหรือเจ็บป่วยเรื้อรัง ด้านจิตใจอารมณ์ที่ จะต้องมีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะรับภาระเป็นพ่อแม่ ด้านสังคม เช่น มีความรู้ ความสามารถเพียงพอที่จะประกอบอาชีพ มีรายได้เลี้ยงครอบครัวเป็นต้น

        - สภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ส่งผลกระทบให้ครอบครัวไม่อาจทำ หน้าที่ บทบาทของตนได้อย่างสมบูรณ์ และไม่อาจปรับตนเองได้ ครอบครัวที่อ่อนแอก็ยังได้รับผลกระทบรุนแรง โดยขาดสวัสดิการครอบครัวที่เหมาะสมรองรับ

        - สังคมไม่ตระหนักในความสำคัญของครอบครัว ว่า ครอบครัวมีผลกระทบต่อสังคมส่วนรวม จึงขาดจิตสำนึกและพลังร่วมกันจากทุกสถานบันในสังคมที่จะพัฒนาครอบครัว ป้องกันและแก้ไขปัญหาครอบครัว

        - สื่อมวลชนเป็นสถาบันสังคมที่มีอิทธิพล อย่างยิ่งต่อครอบครัวและสมาชิกของสังคมโดย สื่อมวลชนยังไม่ได้ให้ความสนใจในการพัฒนาครอบครัวเพียงพอ บางส่วนของสื่อมวลชนได้ตอกย้ำให้เกิดผลทางลบแก่ผู้รับสารอย่างกว้างขวางต่อเนื่อง เช่น การปลูกฝังค่านิยมฟุ้งเฟ้อ มอมเมา การใช้ความ รุนแรง พฤติกรรมที่สำส่อนทางเพศและการผลิตสื่อลามกต่าง ๆ เป็นต้น

[แก้ไข] แนวโน้มของสถานการณ์ครอบครัว

ภาพ:Family_5.jpg


        จากอิทธิพลของกระแสโลกาภิวัตน์และภาวะความทันสมัยที่เน้นปัจเจกบุคลและค่านิยมในการบริโภคและวัตถุนิยมมากขึ้น ส่งผลให้สังคมมีการแข่งขัน ประกอบกับความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรมและกระแสเศรษฐกิจของประเทศและโลก ส่งผลต่อค่าครองชีพและแบบแผนของครอบครัว ผลกระทบดังกล่าวจะส่งผลให้ครอบครัวมีแนวโน้มประสบปัญหา ดังนี้

        1. โครงสร้างของครอบครัวทั้งในเมืองและในชนบทที่เป็นครอบครัวเดี่ยวจะมีแนวโน้มที่ขนาดของครอบครัวเล็กลง และรูปแบบของครอบครัวจะมีหลากหลายมากขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

        2. โครงสร้างของครอบครัวที่ประกอบด้วยบุคคลสองวัย คือ ผู้สูงอายุและเด็กจะมีมากขึ้นโดยเฉพาะในชนบทเนื่องจากการที่หนุ่มสาววัยแรงงานอพยพเข้าไปหางานทำในเมืองใหญ่ เมื่อมีครอบครัวและมีบุตรโดยยังไม่มีความพร้อม ประกอบกับปัญหาค่าครองชีพสูง ก็จะส่งลูกไปให้ปู่ยาตายายช่วยเลี้ยงดู จึงทำให้ครอบครัวในชนบทมีโครงสร้างเพียงบุคคลสองวัยคือ วัยสูงอายุและเด็กมากขึ้น

        3. ผู้สูงอายุในชนบทที่เคยมีบทบาทในการถ่ายทอดคุณธรรมและวัฒนธรรมให้แก่ลูกหลาน และเป็นวัยที่ควรจะได้รับการดูแล เอาใจใส่จากลูกหลาน จะถูกปรับเปลี่ยนบทบาทและรับภาระมากขึ้นในการทำหน้าที่แทนพ่อและแม่เด็กโดยจะต้องรับภาระในการเลี้ยงดูเด็กทั้งในทางกายภาพและจิตใจ โดยเฉพาะหนุ่มสาวที่อพยพมาจากชนบทและแสวงหางานทำในเมือง เมื่อมีบุตรก็จะส่งลูกให้ปู่ย่า ตายายช่วยเลี้ยงดูแทน สำหรับผู้ที่มีความรับผิดชอบก็จะมีการติดต่อ ส่งเสียเงินทองเป็นค่าเลี้ยงดู ผู้สูงอายุจะไม่ต้องรับภาระในการหารายได้เพื่อเลี้ยงดูหลาน แต่ในกรณีที่พ่อแม่เด็กไม่รับผิดชอบและห่างเหินการติดต่อ ก็จะทำให้ ผู้สูงอายุต้องรับภาระหนักขึ้นทั้งในการหารายได้เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว ในขณะเดียวกันก็ต้องให้ การอบรม สั่งสอนเด็กด้วย ซึ่งภาระดังกล่าวส่งผลต่อภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุทั้งสุขภาพร่างกายและจิตใจ นอกจากนี้ การที่เด็กไม่ได้รับความใกล้ชิดกับพ่อและแม่ยังส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็ก อีกด้วย ปัจจุบันจึงพบเด็กที่เติบโตขึ้นมีปัญหาทางจิตเวชมากขึ้น โดยเฉพาะโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล ฆ่าตัวตาย ติดสารเสพติด ประพฤติผิดศีลธรรมและผิดกฎหมาย มีความก้าวร้าวรุนแรง ประพฤติผิดทางเพศ (วันเพ็ญ บุญประกอบ : 2540)

        4. ครอบครัวที่สามีและภรรยาอยู่ร่วมกันโดยไม่มีการจดทะเบียนสมรสมีมากขึ้น เนื่องจาก ค่านิยมในการรักอิสระ และไม่ต้องการพึ่งพิง ดังงานวิจัยที่ศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนสมรสของสตรีไทย ( ธนารดี คำยา , 2543) พบว่ายังมีครอบครัวที่คู่สมรสอยู่ด้วยกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ทั้งนี้โดยมีเหตุผลอันมาจากค่านิยมที่เปลี่ยนไป เหตุผลของการไม่จดทะเบียนสมรสมากที่สุด คือ ไม่อยากจด ไม่จำเป็น อยู่กันด้วยใจ ไม่มีใครนิยมจด หรืออยู่ด้วยกันมานานแล้ว (ร้อยละ 35.9) รองลงมาคือ ความยุ่งยากของการจดทะเบียน เช่น ไม่มีเวลา ไม่มีบัตรประชาชน หรือทะเบียนบ้าน (ร้อยละ 31.2) กลัวมีปัญหาในการทำนิติกรรมจะได้เลิกง่าย ป้องกันการมีปัญหาเรื่องทรัพย์สมบัติ ไม่อยากเป็นนาง (ร้อยละ 13.5) เป็นต้น

        5. ครอบครัวที่มีพ่อหรือแม่เลี้ยงลูกตามลำพังมีมากขึ้น เนื่องจากอัตราการหย่าร้างที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การแยกกันอยู่ของครอบครัว และจากการเสียชีวิตของคู่สมรส โดยเฉพาะครอบครัวที่มีแม่เป็นหัวหน้าครอบครัวและเลี้ยงลูกตามลำพังจะมีแนวโน้มสูงขึ้น การที่ครอบครัวมีผู้ปกครองที่เป็นพ่อหรือแม่คนเดียว ทำให้ต้องแบกความรับผิดชอบทั้งของตนเอง ครอบครัว และบุตรเพิ่มขึ้น ครอบครัวที่มีผู้ปกครองคนเดียวต้องรับภาระหนักด้านเศรษฐกิจ ประสบปัญหาความเครียดและความว้าเหว่ ทำให้ไม่มีเวลาในการอบรมสั่งสอนและการช่วยเหลือลูกในด้านการเรียนอย่างเหมาะสม

        6. การเลี้ยงดูเด็กของครอบครัว พ่อแม่จะมีระยะเวลาการเลี้ยงลูกและการอยู่กับลูกสั้นลง เนื่องจากปัญหาทางเศรษฐกิจและการให้ความสำคัญกับบทบาททางหน้าที่การงานมากกว่าครอบครัว เด็กเล็กจะถูกเลี้ยงดูในลักษณะดังนี้

                - ปู่ย่า ตายายเลี้ยงดูแทน สำหรับครอบครัวที่ฐานะทางเศรษฐกิจไม่มั่นคงและมีถิ่นฐานอยู่ในชนบท เมื่อคลอดบุตรและเลี้ยงดูได้ระยะหนึ่งก็จะส่งให้ปู่ย่า ตายายช่วยเลี้ยงดูแทน พ่อแม่จะอยู่กันตามลำพัง

                - มีผู้ช่วยดูแลเด็กโดยการว่าจ้างบุคคลมาช่วยเลี้ยงดูที่บ้านแทน พ่อแม่จะออกไปทำงานนอกบ้าน เด็กจะอยู่กันตามลำพังกับผู้ช่วยดูแล ซึ่งเด็กจะต้องอยู่กับผู้ช่วยดูแลทั้งวัน หากบุคคลที่ได้มีคุณภาพจะทำให้เด็กมีการพัฒนาการที่ดี หรือหากมีผู้สูงอายุที่เป็นปู่ย่า ตายายอยู่ด้วยจะช่วยควบคุมการเลี้ยงดูได้ด้วย ในทางกลับกันหากผู้ช่วยดูแลเด็กไม่มีคุณภาพและคุณธรรม ก็จะมีผลต่อพัฒนาการและพฤติกรรมของเด็กต่อไป

                - การจ้างสถานรับเลี้ยงเด็ก ซึ่งมีทั้งเช้าไป-เย็นกลับ และรับกลับสัปดาห์ละครั้ง

สำหรับเด็กที่ถูกเลี้ยงดูในลักษณะที่ (2) และ(3) เมื่อเด็กมีอายุได้ 2-3 ปี จะถูกส่งเข้าสถาน รับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียนหรือโรงเรียนอนุบาล ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะมีผลต่อพัฒนาการของเด็กทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ

         7. เด็กกำพร้าพ่อหรือแม่หรือทั้งพ่อและแม่อันเนื่องมาจากพ่อแม่เสียชีวิตจากการติดเชื้อเอดส์ มีจำนวนมากขึ้น


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

- กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

- สารานุกรมไทย สำหรับเยาวชน เล่ม 22

-เว็บไซต์มหาวิทยาลัยพายัพ


ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

 
 
 
   Hosted by kapook.com