Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
ฉะเชิงเทรา หรือ แปดริ้ว เป็นจังหวัดในภาคตะวันออกมีประวัติปรากฏตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ประชาชนส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำบางปะกง และลำคลองทั่วไป โดยมี “หลวงพ่อโสธร ” เป็นศูนย์รวมความศรัทธาของชาว แปดริ้ว ในอดีตฉะเชิงเทรามีฐานะเป็นเมืองจัตวาอยู่ในสังกัดกระทรวงกลาโหม ต่อมาได้ขึ้นอยู่ในสังกัดกรมมหาดไทย และคงอยู่เช่นนี้เรื่อยมา ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์จนกระทั่งรัชกาลที่ 5 เมื่อทรงเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองแผ่นดินใหม่ เมื่อฉะเชิงเทรามีฐานะเป็นเมือง ๆ หนึ่ง ในมณฑลปราจีนบุรี และในปี พ.ศ.2459 จึงได้เปลี่ยนจากเมืองเป็นจังหวัดเรียกว่า “ ฉะเชิงเทรา ” เป็นภาษาเขมร แปลว่า คลองลึก ส่วนชื่อ “ แปดริ้ว ” นั้น ได้มาจาก คำบอกเล่าว่าเมืองนี้มีปลาช่อนขนาดใหญ่ชุกชุม เมื่อนำมาตากทำเป็นปลาแห้งจะแล่เนื้อปลาได้ 8 ริ้ว
[แก้ไข] ประวัติศาสตร์จังหวัดฉะเชิงเทรา

เมืองฉะเชิงเทราเดิมตั้งอยู่บริเวณปากน้ำเจ้าโล้ เมืองนี้ได้มีพัฒนาการมาตามลำดับ พอประมวลได้มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ซึ่งได้มีชุมชนเกิดขึ้นมา ได้พบโบราณสถานและโบราณวัตถุ อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับเมืองฉะเชิงเทราในปัจจุบัน เช่นวัดมรกต ในเขตอำเภอศรีมโหสถไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่า เมืองฉะเชิงเทราตั้งขึ้นเมื่อใด มีผู้สันนิษฐานว่าน่าจะตั้งขึ้นในรัชสมัย สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ เพื่อใช้เป็นที่ระดมพลในเวลาสงคราม เช่นเดียวกับอีกหลายเมือง ทางตอนใต้ของกรุงศรีอยุธยา คือ เมืองนนทบุรี เมืองนครชัยศรี และเมืองสาครบุรี เนื่องจากในระยะนั้น บรรดาชายฉกรรจ์ได้พากันหลบหนีเข้าไปอยู่ในป่าดงเป็นจำนวนมาก ชื่อเมืองฉะเชิงเทรามีปรากฏอยู่ในพงศาวดารครั้งแรก ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา ดังความตอนหนึ่งในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันทจันทนุมาศ (เจิม)ว่า "ในขณะนั้นพระเจ้าละแวก แต่งพลมาลาดตระเวนทั้งทางบก และทางเรือเป็นหลายครั้ง และเสียชาวจันทบูร ชาวระยอง ชาวฉะเชิงเทรา ชาวนาเริ่งไปแก่ข้าศึก ละแวก เป็นอันมาก"ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองค์ได้ทรงเตรียมการยกทัพไปตีเมืองเขมร เมื่อปี พ.ศ. 2136 ทรงกำหนดให้พระยานครนายก เป็นแม่กอง ร่วมกับพระยาปราจีน พระวิเศษ (เจ้าเมืองฉะเชิงเทรา) และพระสระบุรี เกณฑ์คน จำนวน 10,000 คน จากเมืองนครนายก เมืองปราจีนบุรี เมืองฉะเชิงเทรา และเมืองสระบุรี ตั้งขึ้นเป็นกองทะเบียนทางบก ยกไปตั้งค่ายปลูกยุ้งฉาง รวบรวมเสบียงอาหารเตรียมไว้ที่ตำบลทำนบ เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงตีเมืองบริบูรณ์ได้แล้ว จึงโปรดเกล้า ฯ ให้เลื่อน พระวิเศษเจ้าเมืองฉะเชิงเทรา ขึ้นเป็นพระยาวิเศษ ให้คุมกองกำลังเสบียงที่เหลืออยู่รักษาเมืองบริบูรณ์ เพื่อคอยรวบรวมเสบียงส่งไปสนับสนุนกองทัพที่จะยกไปตีเมืองละแวกต่อไป
ในปี พ.ศ. 2309 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ซึ่งขณะนั้นเป็นที่พระยากำแพงเพชร ได้นำกำลังตีฝ่าวงล้อมของพม่า ที่ตั้งล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่ แล้วมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก ผ่านเมืองนครนายก ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา กองทัพพม่าได้ส่งกำลังออกติดตาม โดยที่กองทัพบกได้ยกมาตั้งอยู่ปากน้ำโจ้โล้ เมืองฉะเชิงเทรา กองทัพเรือพม่ายกกำลังเข้าสมทบได้ยกพลขึ้นที่ท่าข้าม ได้รบกันถึงสามครั้ง พม่าแตกหนีกลับไปต้นรัตนโกสินทร์ ฉะเชิงเทรามีฐานะเป็นเมืองจัตวา ขึ้นกับกรมพระกลาโหม ต่อมาภายหลังจึงได้มาสังกัดกรมมหาดไทย ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นภัยจากชาวตะวันตก และว่ามีพระราชดำริว่าภัยของชาติน่าจะมาจากทางทะเล จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างเมืองและป้อมค่ายขึ้นหลายแห่ง รวมทั้งที่เมืองฉะเชิงเทราด้วย เมื่อปี พ.ศ. 2377 และได้โปรดเกล้า ฯ ให้ขุดคลองบางขนากเพื่อใช้เป็นเส้นทางขนยุทธสัมภาระในราชการสงครามต่อมาได้เกิดอั้งยี่ขึ้นที่เมืองฉะเชิงเทรา เมื่อปี พ.ศ. 2391 พวกอั้งยี่ได้ยึดกำแพงเมืองเป็นที่มั่น และได้เข้าปล้นโรงงานน้ำตาล พระยาวิเศษฤาไชยคุมคนออกไปจับ พวกอั้งยี่ต่อสู้และฆ่าพระยาวิเศษฤาไชยตาย แล้วพวกอั้งยี่ก็เข้าไปตั้งมั่นอยู่ในกำแพงเมืองฉะเชิงเทรา เมื่อทางราชการส่งกำลังทหารออกไปปราบปรามโดยมีเจ้าพระยา และเจ้าพระยาบดินทรเดชาเป็นแม่ทัพ ได้ปราบปรามพวกอั้งยี่ดังกล่าวได้ราบคาบ จับได้หัวหน้าและฆ่าพวกอั้งยี่ตายเป็นอันมาก ตั้งแต่นั้นมาเมืองฉะเชิงเทราก็สงบเรียบร้อยไม่มีเหตุการณ์ร้ายตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมืองฉะเชิงเทราได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย เริ่มตั้งแต่การสร้างทางรถไฟสายแปดริ้ว และเมื่อมีการจัดการปกครองในส่วนภูมิภาคเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล ในการนี้ได้ถือเอาลำน้ำอันเป็นเส้นทางคมนาคมหลัก ในการกำหนดเขตมณฑล ดังนั้นมณฑลปราจีนบุรี จึงรวมเอาหัวเมืองตามลำน้ำบางปะกง ประกอบด้วย เมืองปราจีนบุรี เมืองนครนายก เมืองพนมสารคาม และเมืองฉะเชิงเทรา รวม 4 หัวเมือง จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2435 โดยมีที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองปราจีนบุรี ต่อมาได้มีพระราชปรารภว่า เมืองฉะเชิงเทราเป็นเมืองที่มีราชการมากกว่าเมืองอื่น ทั้งมีทางรถไฟผ่าน สมควรย้ายที่ทำการมณฑลมาตั้งที่เมืองฉะเชิงเทรา ดังนั้น เมืองฉะเชิงเทราจึงเป็นที่ว่าการมณฑลปราจีนบุรี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2445
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2475 หลังจากที่ใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2476 และรัฐบาลได้กระจายอำนาจไปสู่ส่วนภูมิภาคในปี พ.ศ. 2495 จังหวัดฉะเชิงเทราได้รับเลือกให้เป็นที่ตั้งภาคมีเขตความรับผิดชอบ 8 จังหวัดกลุ่มชนต่าง ๆ ในจังหวัดฉะเชิงเทรามีอยู่หลายเชื้อชาติด้วยกันคือ เขมร ลาว รามัญ และจีน โดยได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ส่วนหนึ่งถูกกวาดต้อนมา
ชาวจีน เข้ามาครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในชั้นแรกได้เข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่ในเขตเมืองฉะเชิงเทรา และเมืองปราจีนบุรี ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ชาวจีนที่อยู่ที่เมืองฉะเชิงเทราได้ขยายตัวมาตั้งหลักแหล่ง ในเขตบ้านท่าเกวียนและบ้านเกาะขนุน เพราะเป็นแหล่งชุมชนทางการค้าและการคมนาคม บ้านท่าเกวียน เป็นชุมทางเกวียนที่เดินทางมาจากอำเภอโคกปีบ บ้านท่าลาด เป็นแหล่งที่นำสินค้าของป่ามาลงเรือ เพื่อไปยังเมืองฉะเชิงเทรา
ชาวลาว ได้อพยพมาจากเวียงจันทน์เมื่อประมาณ 200 ปีมาแล้ว ได้มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านเมืองกาย อำเภอพนมสารคาม นอกจากนี้ยังตั้งถิ่นฐานที่คลองท่าไข่ อำเภอเมือง ฯ และอำเภอสนามชัยเขต มีทั้งลาวพวน ลาวเวียง และลาวเมืองพลาน ที่อำเภอสนามชัยเขตมีลาวเวียง ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านดอนท่านา ตำบลคู้ยายหมี
ชาวรามัญ ตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณคลอง 14 ตำบลดอนฉิมพลี อำเภอบางน้ำเปรี้ยว และที่ตำบลพิมพา อำเภอบางปะกง ซึ่งยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมไว้เป็นอย่างดี
ชาวเขมร ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านดงยาง และบ้านสระสองตอน ในเขตอำเภอพนมสารคาม ในอดีตได้มีชาวเขมรถูกกวาดต้อนเข้ามาอยู่ในเขตพนมสารคามจำนวนหนึ่ง และให้สังกัดกรมกองตามระบบในสมัยนั้น และมีหน้าที่ทำงานให้แก่ทางราชการเช่นเป็นเลกคงเมือง อยู่เวรประจำการ ทำงานโยธาในเมืองนั้นส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเป็นเลกส่วยส่งส่วยให้หลวง เช่น ส่วยทองคำ ส่วยเร่ว ยังมีชาวเขมรอยู่ที่บ้านแปลงยาว และบ้านหัวสำโรงในเขตอำเภอแปลงยาว ได้มีการสร้างวัดประจำหมู่บ้าน และรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนภาษาของตนไว้
ฉะเชิงเทราถือกำเนิดขึ้นเมื่อใดไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัดแต่จากที่ตั้งเมืองนักโบราณ นักภูมิศาสตร์และนักธรณีวิทยาหลายคนได้ลงความเห็นว่าเมื่อหลายพันปีที่ผ่านมาช่วงแนว ชายฝั่งทะเลเดิมบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามีลักษณะเป็นอ่าวลึกเข้าไปในแผ่นดิน มากกว่าปัจจุบันภูมิประเทศบริเวณใกล้เคียงกับชายฝั่งทะเลเดิมเป็นที่ราบลุ่มมีแม่น้ำที่ อาจใช้เป็นเส้นทางคมนาคมติดต่อกันระหว่างชุมชนบริเวณชายฝั่งทะเลกับชุมชนที่อาศัย ลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่อย่างทั่วถึงทางน้ำเหล่านี้จะเป็นตัวกลางในการพัดพาและทับถมของตะกอนดินในฤดูฝนอันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้บริเวณที่ราบลุ่มเหล่า นี้อุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การทำการเกษตรกรรมเป็นอย่างยิ่งวิวัฒนาการของแผ่นดินบริเวณลุ่มน้ำบางปะกงเป็นเช่นเดียวกับลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อ แหล่งอารยธรรมโบราณสำคัญๆได้รับการสำรวจและขุดค้นขี้นมาทำให้ทราบว่าเมืองฉะเชิงเทรานั้นเคยเป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์โบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์และเป็น ดินแดนที่เก่าแก่บริเวณหนึ่งในด้านชายฝั่งทะเลตะวันออกประขาขนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ มีถิ่นที่อยู่อาศัยตามชายฝั่งทะเลแถบนี้
“….ตั้งแต่เมืองฉะเชิงเทรา ตั้งปากน้ำเจ้าโล้แล้วยกมาตั้งแปดริ้ว แล้วยกไปตั้งโสธร….” เป็นประโยคที่ได้จากจารึกในแผ่นเงิน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๘ และถูกค้นพบเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕ ปัจจุบัน เงินแผ่นนี้เจ้าอาวาสวัดพยัคฆาอินทาราม (วัดเจดีย์) เก็บรักษาไว้ คำว่า “แปดริ้ว” ปรากฏเป็นหลักฐานในข้อเขียนบรรยายภาพประวัติวัดสัมปทวน ความว่า “….บางช่องปั้นเป็นภาพของจังหวัดฉะเชิงเทรา สมัย ๖๐ ปี สมัย ๑๐๐ ปี ที่ล่วงมาแล้วให้ผู้ที่ยังไม่ทราบจะได้ทราบว่า จังหวัดฉะเชิงเทราซึ่งเดิม เรียกเมืองแปดริ้วนั้น สมัยนั้นๆ มีสภาพเป็นอย่างไร….” และ พ.ศ. ๒๕๓๐ ความว่า “….เปลี่ยนจากเซาที่แปลว่า ความเงียบ ยังมีอีกคำหนึ่งที่เรียกว่า บางปลาสร้อยร้อยริ้ว บางปลาสร้อยก็คือ ชลบุรี ร้อยริ้วก็คือ แปดริ้ว หรือฉะเชิงเทรานี้เอง…. ”
เมืองแปดริ้วอยู่ที่ไหน ถ้าแปดริ้วกับร้อยริ้ว คือเมืองเดียวกันด้วยอิทธิพลของภาษาจีนเพี้ยนเป็นคำไทย และถ้าเป็นเช่นนั้น เมืองฉะเชิงเทราเป็นเมืองโบราณเพราะหลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดพบขึ้นภายหลังล้วนอยู่ในบริเวณใกล้เมืองฉะเชิงเทราทั้งสิ้น ดังนั้นชุมชนโบราณของฉะเชิงเทราก็ควรเป็นเมืองร้อยริ้วที่คล้องจองกับบางปลาสร้อยนั่นเอง
ถึงอย่างไรชื่อเมืองแปดริ้ว ก็จัดอยู่ในประเภทตำนานหรือมีนิทานชาวบ้านที่เลียบชาย ฝั่งทะเล ยังมีมากกว่านี้ ถ้าหากนักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์จะไม่หลงลืมดินแดนนี้ไปเสีย เพราะหลักฐานที่เกี่ยวกับมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ยังมีอีกมาก… "อย่างน้อยก็เป็นดินแดนปากทางเข้า และฐานเศรษฐกิจทางทะเลของที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือในเมืองไทยและที่ราบต่ำในเขมร…"
ทั้งหมดนี้คงพอจะเป็นพลังให้นักคิด นักเขียน สามารถนำไปศึกษาข้อมูลเพื่อสนับสนุนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นให้มีความก้าวหน้าและสมบูรณ์ขึ้น
พงศาวดารกับประวัติเมืองฉะเชิงเทรานั้น ปรากฏหลักฐานว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ยกทัพไปกวาดต้อนครัวไทยกลับคืนมา หลังจากที่พระยาละแวกได้ฉวยโอกาสขณะที่ไทยติดสงครามพม่า เขมรเข้ามากวาดครัวไทย แถบจังหวัดจันทบูร ระยอง ฉะเชิงเทรา และชาวนาเริง (นครนายก) ในการศึกษาครั้งนี้ ชาวฉะเชิงเทราได้มีส่วนช่วยราชการสงครามได้รับความชอบซึ่งเป็นเกียรติมาแต่ครั้งนั้น เจ้าเมืองซึ่งเคยมีบรรดาศักดิ์เพียง "พระวิเศษ" ก็ได้เลื่อนขึ้นเป็น "พระยาวิเศษ" ตั้งแต่นั้นมา
ล่วงเข้าสมัยอยุธยาตอนปลาย กรมหมื่นเทพพิพิธได้รวบรวมกองทัพชาวเมืองแถบ ตะวันออกพร้อมด้วยชาวเมืองฉะเชิงเทราเข้าร่วมในกองทัพนั้น เพื่อเข้าไปช่วยแก้ไขอยุธยาที่กำลังเข้าตาจนในขณะนั้น แต่กองทัพไปเสียทีพม่าที่ปากน้ำโยธกาเสียก่อน
เมื่ออยุธยาคับขันถึงขนาดจะแก้ไขไม่ได้แล้ว พระยาตากได้คุมพลประมาณหนึ่งพันเศษ ตลุยทหารพม่ามาข้ามฟากที่ปากน้ำเจ้าโล้ อำเภอบางคล้า แล้วเดินทัพมุ่งไปตั้งตัวที่จันทบุรี ใช้เวลาบำรุงฝึกปรือกองทัพเป็นเวลา ๗ เดือนเต็ม แล้วจึงนำทัพขับไล่พม่าพ้นจากดินแดนไทย ในครั้งนั้นคนฉะเชิงเทราก็ได้เข้าร่วมไปกับกองทัพกู้ชาติอย่างสมภาคภูมิ และถือเป็นเกียรติยศของชาวเมืองฉะเชิงเทราที่มีเลือดของความเป็นผู้เสียสละและรักชาติอย่างแท้จริงตลอดมานั้นด้วย
เข้าสมัยรัตนโกสินทร์ เมืองฉะเชิงเทราได้อยู่ในสายตาชาวตะวันตกแล้ว เพราะจากบันทึกของบาทหลวงฝรั่งเศสกล่าวว่า "…..จังหวัดแปดริ้ว (ต้นฉบับเขียน ) และบางปลาสร้อย ๓๐๐ คน….." (หมายถึงมีคริสต์ศาสนิกชน) การบันทึกของฝรั่งนี้อยู่ในปี พ.ศ. ๒๓๗๓ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชาวต่างประเทศก็ให้ความสำคัญต่อดินแดนแถบนี้เป็นอย่างมาก ยิ่งอุปกรณ์ที่ใช้ในการเดินทางของฝรั่งก้าวหน้าและทันสมัย ก็ยิ่งเป็นแรงกระตุ้นให้มีการสำรวจบริเวณลุ่มแม่น้ำบางปะกงนี้อย่างกว้างขวางอย่างแน่นอนเพียงแต่เรายังไม่พบหลักฐานที่เขาเขียนไว้อย่างละเอียดในตอนนี้เท่านั้น และคาดว่าต่อไปเมื่อพบคงจะทราบของแปลกๆ ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกเป็นแน่
ต่อมาไทยเกิดบาดหมางกับญวน สู้รบกันในสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ และภายหลังญวนได้ได้ตกไปเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสจึงทำให้ไทยเล็งเห็นถึงภัยที่จะมาจากเรือ ต่างชาติ พระองค์จึงรับสั่งให้สร้างป้อมขึ้นที่เมืองฉะเชิงเทราพร้อมกับเมืองอื่นๆ อีกหลายเมืองในปี พ.ศ. ๒๓๗๗ เมืองฉะเชิงเทราจึงปรากฏหลักฐานเป็นเมืองคล้ายเมืองสมัยใหม่คือมีป้อมป้องกันแบบเมืองสมัยใหม่เพื่อทานแรงจากการยิงของปืนเรือศัตรูที่มาทางเรือ ข้อนี้นับเป็นส่วนสำคัญยิ่งที่ควรจะเล็งเห็นถึงอดีตของกำแพงเมืองที่ยังอนุรักษ์ไว้เพื่อการศึกษาเป็นอย่างดี ป้อมเมืองหรือกำแพงเมืองฉะเชิงเทราสร้างขึ้นพร้อมกับวัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎ์ซึ่งถือเป็นวัดหลวงในสมัยนั้น เพื่อประกอบพิธีการต่างๆ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๙๐ เกิดจลาจล "อั้งยี่" พวกนี้เป็นคนจีนที่อพยพเข้ามารับจ้างทำไร่ และเป็นกรรมกรในงานอื่นๆ เกิดมีความกำเริบยึดเมือง และฆ่าเจ้าเมืองฉะเชิงเทราในครั้งนั้นคือ พระยาวิเศษฤาชัย (บัว) มีผลให้บ้านเมืองฉะเชิงเทราร่วงโรยไประยะหนึ่ง
พอเข้าสู่ยุคการล่าอาณานิคมอย่างจงใจของชาติมหาอำนาจ เมืองฉะเชิงเทราจึงได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย เพื่อเป็นฐานปฏิบัติการต่อสู้ในด้านทิศตะวันออกอีกครั้งหนึ่ง
เริ่มตั้งแต่การสร้างทางรถไฟมาถึงแปดริ้ว และสร้างที่ว่าการมณฑลปราจีนไว้ในย่านเดียวกัน คือริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง (ปัจจุบันคือศาลากลางไฟไหม้ สร้างเสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๔๙) สร้างกำลังทหารกองพล ๙ ขึ้นที่ตำบลโสธร (ค่ายศรีโสธรปัจจุบัน) สร้างโรงเรียนตัวอย่างมณฑลปราจีน "ฉะเชิงเทรารังสฤษฎิ์" (ปัจจุบันคือโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์) การที่ต้องเร่งดำเนินการสร้างบ้านเมืองให้ทันสมัยก็เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ประชาชนที่กำลังไม่แน่ใจในอธิปไตยของชาติ เพราะชาติมหาอำนาจใช้นโยบายสิทธิสภาพนอกอาณาเขตคือ คนในบังคับของสถานกงสุลไปขึ้นศาลกงสุลสำหรับคนต่างด้าวโดยเฉพาะ ชาวจีนต่างก็สนใจที่จะไปเป็นคนในบังคับของต่างชาติ และพร้อมกับเมื่อมีข่าวเรื่องการเสียดินแดนให้กับชาติมหาอำนาจบ่อยๆ ด้วย จึงทำให้รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขสถานการณ์บ้านเมืองให้ประชาชนเกิดความเลื่อมใสต่อการปกครองของรัฐบาลไทยและเมืองฉะเชิงเทรานี้ ก็ได้เป็นตัวอย่างให้มณฑลอื่นๆ มาดูแบบอย่างการปกครองที่ก้าวหน้าและมั่นคงในครั้งนี้ด้วย จึงนับเป็นประวัติศาสตร์ที่ สมควรแก่การบันทึกให้เยาวชนชาวฉะเชิงเทราได้ภาคภูมิใจโดยถ้วนหน้าด้วย
อีกเรื่องหนึ่งที่ควรจะได้ให้ทราบโดยทั่วกันคือ ดินแดนเมืองฉะเชิงเทรานี้มีประชาชนที่รวมกันอยู่หลายเชื้อชาติหลายวัฒนธรรม แต่ทางราชการก็ได้ดำเนินการปกครองที่ก่อให้เกิดความกลมกลืนได้อย่างราบรื่นกล่าวคือ แต่งตั้งปลัดเขมรขึ้นอีกตำแหน่งหนึ่ง เรียกว่า "พระกัมพุชภักดี" เพื่อช่วยทางราชการปกครองคนไทยวัฒนธรรมเขมร หรือตั้งปลัดจีนขึ้นมาช่วยปกครองคนจีนที่เข้ามาทำมาหากินที่ฉะเชิงเทรามากขึ้นในขณะนั้น และเรียกตำแหน่งปลัดจีนว่า "หลวงวิสุทธิจีนชาติ" และถ้าเป็นระดับ นายอำเภอก็ตั้งเป็น "หมื่นวิจารณกฤตจีน" เป็นต้น
สรุปว่า เมืองฉะเชิงเทราได้คงความสำคัญของชาติบ้านเมืองมาแต่โบราณกาล เมื่อเข้าสู่ยุคการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ การปกครองในระบบเทศาภิบาลที่เริ่มมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ ก็ยุติลง เริ่มใช้ พ.ร.บ. ว่าด้วยระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๔๗๖และรัฐบาลก็กระจายอำนาจมายังส่วนภูมิภาค ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ จังหวัดฉะเชิงเทราได้รับเลือกให้เป็นสถานที่ตั้งภาคมีเขตรับผิดชอบ ๘ จังหวัด ซึ่งเป็นการตั้งภาคครั้งสุดท้ายแล้วก็ยกเลิกไป
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
- บ้านจอมยุทธ
- ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน
- เว็บไซต์ส่วนบุคคล "ฉะเชิงเทรา
- อ.สุนทร คัยนันทน์. หนังสือที่ระลึกเปิดศาลาประชาคมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระภูมิพลมหาราช. ชลบุรี : กมลศิลป์การพิมพ์, ๒๕๓๑.
กิจการเจ้าของคนเดียว คือ กิจการที่มีบุคคลคนเดียวเป็นเจ้าของหรือลงทุนคนเดียว ควบคุมการดำเนินเอง ทั้งหมด เมื่อกิจการประสบผลสำเร็จมีผลกำไรก็จะได้รับผลประโยชน์เพียงคนเดียว ในขณะเดียวกันก็ยอมรับการเสี่ยงภัยจากการ ขาดทุนเพียงคนเดียวเช่นกัน กิจการประเภทนี้มีอยู่ทั่วประเทศจำนวนมาก ได้รับความนิยมสูงสุดและเป็นธุรกิจที่เก่าแก่ที่สุด การ ดำเนินงานไม่สลับซับซ้อน มีความคล่องตัวสูงในการตัดสินใจดำเนินงาน กิจการมีขนาดเล็กกว่าธุรกิจประเภทอื่น ตัวอย่างกิจการ ประเภทนี้ เช่น หาบเร่แผงลอย ร้านค้าปลีก ร้านค้าส่ง ร้านเสริมสวย ร้านตัดเย็บเสื้อผ้า การทำไร่ การทำนา เป็นต้น ลักษณะของกิจการเจ้าของคนเดียว 1. มีเจ้าของกิจการเพียงคนเดียว ใช้เงินลงทุนน้อย 2. เจ้าของกิจการมีความรับผิดชอบในหนี้สินทั้งหมดไม่จำกัดจำนวน เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องเอาทรัพย์สินของเจ้าของ ได้ ถ้าทรัพย์สินของกิจการไม่เพียงพอชำระหนี้ 3. เจ้าของกิจการได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนทั้งผลกำไรและผลขาดทุนเพียงคนเดียว 4. การควบคุมการดำเนินงานโดยเจ้าของกิจการคนเดียว ข้อดีและข้อเสียของกิจการเจ้าของคนเดียว ข้อดี 1. จัดตั้งง่ายใช้เงินทุนน้อย 2. มีอิสระในการตัดสินใจดำเนินงานโดยเจ้าของกิจการเพียงคนเดียว ทำให้เกิดความรวดเร็วคล่องตัวในการ ดำเนินงาน 3. ผู้ประกอบการได้รับผลกำไรทั้งหมดเพียงคนเดียว 4. รักษาความลับของกิจการได้ดี เพราะผู้รู้มีเพียงคนเดียว 5. มีข้อบังคับทางกฎหมายน้อย 6. การเลิกกิจการทำได้ง่าย ข้อเสีย 1. การขยายกิจการให้ใหญ่ขึ้นทำได้ยาก เพราะเงินทุนมีจำกัด และถ้าต้องการกู้ยืมเงินจากภายนอกจะทำได้ยาก เพราะขาดหลักประกัน 2. การตัดสินใจโดยเจ้าของกิจการเพียงคนเดียวอาจมีข้อผิดพลาดได้ง่าย 3. ถ้ามีผลขาดทุน ผู้ประกอบการรับผลขาดทุน และรับผิดชอบในหนี้สินของกิจการไม่จำกัดจำนวนเพียงคนเดียว 4. ระยะเวลาดำเนินงานมักไม่ยืนยาว ขึ้นอยู่กับเจ้าของกิจการ ถ้าเจ้าของกิจการป่วยหรือเสียชีวิตอาจหยุดชะงัก หรือเลิกกิจการ 5. ความสามารถในการคิดและบริหารงานมีจำกัด เพราะเกิดจากเจ้าของเพียงคนเดียว
บริษัทจำกัด
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1096 บัญญัติว่า "บริษัทจำกัด คือ บริษัท
ประเภทซึ่งตั้งขึ้นด้วยแบ่งทุนเป็นหุ้นมีมูลค่าหุ้นเท่า ๆ กัน โดยผู้ถือหุ้นต่างรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงิน
ที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ" จะเห็นได้ว่าปัจจุบันนี้ การประกอบกิจการในรูปแบบบริษัทจำกัด
นี้เป็นที่นิยมมาก เพราะการประกอบธุรกิจส่วนใหญ่มักต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก การระดมเงินทุนกิจการใน
รูปแบบนี้จัดทำได้ง่ายและได้จำนวนมาก นอกจากเงินทุนที่ได้จะได้จากเจ้าของกิจการผู้เริ่มก่อตั้งแล้ว ยังมี
การระดมเงินทุนจากบุคคลทั่วไปด้วย รวมทั้งการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพโดยผู้บริหารที่มีความสามารถ
ร่วมกันดำเนินกิจการ ส่งผลให้เป็นกิจการที่มีความมั่นคงและน่าเชื่อถือมากประเภทหนึ่ง
ลักษณะของบริษัทจำกัด
ตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 มาตรา 1096 ได้บัญญัติว่า บริษัทจำกัด คือ
บริษัทประเภทที่จัดตั้งขึ้นด้วยการแบ่งทุนเป็นหุ้น มีมูลค่าเท่า ๆ กัน ผู้ถือหุ้นต่างรับผิดชอบจำกัดไม่เกินจำนวนเงิน
ที่ตนส่งใช้ให้ครบมูลค่าหุ้นที่ตนถือ
1. ความเป็นเจ้าของ เนื่องจากลักษณะของบริษัทมีการแบ่งทุนออกเป็นหุ้น ผู้ซื้อหุ้นของบริษัทเรียกว่า "ผู้ถือหุ้น"
จะมีฐานะเป็นเจ้าของหุ้นไม่ใช่เจ้าของกิจการ แต่มีสิทธิได้รับประโยชน์ตอบแทนจากบริษัท คือ "เงินปันผล" ผู้เป็นเจ้าของ
กิจการก็คือนิติบุคคลที่เป็นบริษัทจำกัดนั่นเอง
2. การก่อตั้ง บริษัทจำกัดมีขั้นตอนในการก่อตั้งตามกฎหมาย ดังนี้
1.1 มีบุคคลอย่างน้อย 7 คน มารวมกันจัดตั้ง บุคคลกลุ่มนี้เรียกว่า "คณะผู้ก่อการ"
1.2 ทำหนังสือบรคณห์สนธิ ซึ่งมีรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับบริษัทที่จัดตั้งขึ้น ได้แก่ ซื่อบริษัท สถานที่ตั้ง
วัตถุประสงค์ ชื่อผู้ก่อการ อาชีพผู้ก่อการ ชนิดของหุ้นที่ออกจำหน่าย จำนวนหุ้น มูลค่าหุ้น และนำหนังสือบริคณห์สนธิ
ไปจดทะเบียนที่กรมการค้า กระทรวงพาณิชย์
1.3 คณะผู้ก่การจะต้องทำหนังสือชี้ชวน เพื่อให้มีผู้สนใจมาซื้อหุ้นของบริษัทและจะต้องดำเนินการให้มีผู้มาจองหุ้นของบริษัทจนครบ
จำนวนหุ้นที่ขอจดทะเบียน
1.4 เมื่อมีผู้จองหุ้นจนครบทุกหุ้นแล้ว บริษัทเรียกผู้จองหุ้นทุกคนประชุมจัดตั้งบริษัท โดยในที่ประชุมจะต้องเลือกตั้งกรรมการ
บริหารบริษัทอย่างน้อย 1 คน และกำหนดอำนาจหน้าที่ของกรรมการในการกระทำการแทนบริษัท และดำเนินการเรียกเก็บค่าหุ้น
ครั้งแรกอย่างน้อย 25% ของมูลค่าหุ้น
1.5 หลังจากเรียกเก็บค่าหุ้นครั้งแรกแล้ว จึงไปขอจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดเพื่อให้มีสภาพเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โดยนำ
สำเนาการประชุม หนังสือบริคณห์สนธิระเบียบข้อบังคับไปขอจดทะเบียน
1.6 ต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีของบริษัทจำกัด
1.7 ต้องมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ภายในราชอาณาจักร
3. จำนวนเงินทุนที่ต้องใช้ ทุนของบริษัทจำกัดจะได้มาเนื่องจากการนำใบหุ้นออกจำหน่าย กฎหมายระบุว่ามูลค่าหุ้นจะต้องมี
มูลค่าหุ้นละเท่า ๆ กัน เงินทุนของบริษัท แบ่งได้ดังนี้
3.1 ทุนจดทะเบียน (Authorized Capital) คือ จำนวนทุนทั้งสิ้นที่ได้ระบุไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ
3.2 ทุนชำระแล้ว (Paid - up Capital) คือ จำนวนเงินที่ผู้ถือหุ้นได้ชำระค่าหุ้นให้แก่บริษัทตามที่บริษัทได้เรียกร้องให้ชำระแล้ว
หุ้นของบริษัทจำกัด แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ 1. หุ้นสามัญ (Common Stock) คือ หุ้นที่มีผู้ลงจองหุ้นด้วยเงิน เมื่อเริ่มตั้งแต่มีการให้จองหุ้น ผู้ถือหุ้นสามัญมีสิทธิออกเสียงใน ที่ประชุมทุกเรื่อง มีสิทธิได้เงินปันผล และได้รับคืนทุนเมื่อบริษัทเลิกดำเนินกิจการ 2. หุ้นบริมสิทธิ (Preferred Stock) คือ หุ้นที่มีสิทธิพิเศษเหนือหุ้นสามัญโดยมีสิทธิได้เงินปันผลและคืนทุนก่อนหุ้นสามัญ แต่ผู้ถือหุ้น บุริมสิทธิไม่มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุม 4. ความรับผิดชอบและการบริหารงาน ในที่ประชุมจัดตั้งบริษัท ที่ประชุมใหญ่จะต้องออกเสียงเลือกตั้งคณะกรรมการของบริษัท ซึ่งจะต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้น เป็นผู้มีสิทธิแต่งตั้งและถอดถอนคณะกรรมการได้ โดยแต่งตั้งกรรมการคนใด คนหนึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการ
หน้าที่และความรับผิดชอบของกรรมการตามกฎหมาย มีดังนี้ 1. ดำเนินงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของบริษัท 2. ควบคุมการชำระเงินค่าห้นของผู้จองหุ้น 3. จัดทำบัญชีและจัดเก็บรักษาบัญชีและเอกสารตามที่กฎหมายกำหนด 4. จ่ายเงินปันผลและดอกเบี้ย 5. ปฏิบัติตามมติของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น 6. กรรมการของบริษัทจะทำการค้าแข่งขันกับบริษัทของตนเองไม่ได้ 7. มีอำนาจหน้าที่อื่น ๆ ตามที่ได้ระบุไว้ในข้อบังคับของบริษัท สำหรับผู้ถือหุ้นมีสิทธิเป็นเจ้าของหุ้นตามที่ตกลงซื้อไว้ แต่ไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของสินทรัพย์ของบริษัท 5. ผลตอบแทนจากการลงทุน ผลประโยชน์ที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับคือส่วนแบ่งจากกำไร เรียกว่า เงินปันผล หรือผลประโยชน์อื่นใด ตามที่ระบุไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ โดยปกติผลกำไรของบริษัทจะไม่นำมาแบ่งเป็นเงินปันผลทั้งหมด ส่วนหนึ่งจะกันสะสมไว้เพื่อ บริษัทนำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ เช่น เพื่อไว้ขยายโรงงาน เพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่ เพื่อผลขาดทุนในภายหน้า กำไรส่วนที่กันสะสม ไว้นั้นเรียกว่า เงินสำรอง (Reserves) 6. การควบคุมการบริหารงาน การบริหารงานของบริษัทจะอยู่ในรูปของคณะกรรมการ ซึ่งจะมีการบริหารงานที่กระจายงานตามหน้าที่และความรับผิดชอบเป็นระบบและมีขั้นตอนที่ถูกต้อง โดยกฎหมายกำหนดให้จะต้องมีการตรวจสอบบัญชีของบริษัทปีละครั้ง โดยมีผู้สอบ บัญชีรับอนุญาตรับรองงบดุล และบัญชีกำไรขาดทุน ยื่นต่อนายทะเบียนบริษัท 7. การประเมินผลการดำเนินงาน บริษัทจะทำการประเมินผลการดำเนินงานโดยดูจากงบการเงิน คือ งบกำไรขาดทุน และงบดุลของบริษัท 8. การขยายกิจการ บริษัทสามารถขยายกิจการได้ด้วยการขอจดทะเบียนเพิ่มทุนหรือกู้ยืมจากธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น 9. การเลิกกิจการ บริษัทจำเป็นต้องเลิกกิจการเนื่องจากสาเหตุดังต่อไปนี้ 1. ถ้าในการจัดตั้งบริษัทระบุเพื่อทำกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ เมื่อเสร็จสิ้นกิจการนั้นแล้ว บริษัทก็ต้องเลิกกิจการ 2. ถ้าในการจัดตั้งบริษัทกำหนดระยะเวลาของการดำเนินงานไว้ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่ระบุ บริษัทก็ต้องเลิกกิจการ 3. ถ้าในข้อบังคับของบริษัทระบุเหตุที่บริษัทต้องเลิกไว้ เมื่อเกิดเหตุนั้นบริษัทก็ต้องเลิกกิจการ 4. เมื่อมีมติพิเศษจากผู้ถือหุ้นให้เลิกบริษัท 5. เมื่อบริษัทจดทะเบียนตั้งบริษัทมาแล้ว 1 ปีเต็ม โดยบริษัทไม่ได้เริ่มดำเนินกิจการ หรือหยุดดำเนินการมาเป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม 6. เมื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทลดลงจนเหลือไม่ถึง 7 คน 7. เมื่อบริษัทล้มละลาย
ข้อดีของบริษัทจำกัด 1. สามารถจัดหาเงินทุนได้จำนวนมากตามที่ต้องการ โดยการออกหุ้นจำหน่ายเพิ่ม หรือจัดหาโดยกู้ยืมจากสถาบันการเงิน ซึ่งจะได้รับ ความเชื่อถือมากกว่ากิจการประเภทอื่น 2. การดำเนินกิจการบริษัทไม่จำกัดระยะเวลาตามอายุของผู้ถือหุ้น ดังนั้นระยะเวลาในการดำเนินกิจการจึงยาวกว่าการดำเนินกิจการประเภทอื่น 3. ผู้ถือหุ้นรับผิดชอบเฉพาะมูลค่าหุ้นส่วนที่ยังชำระค่าหุ้นไม่ครบเท่านั้น โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อหนี้สินใด ๆ ของบริษัท 4. การบริหารงานสามารถหาผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์จัดการแทนได้ เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการบริหารงาน 5. ผู้ถือหุ้นของบริษัทสามารถโอนหรือขายหุ้นให้ผู้ใดก็ได้ โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากบริษัทก่อน
ข้อจำกัดของบริษัทจำกัด 1. การจัดตั้งบริษัทมีขั้นตอนตามกฎหมายที่ยุ่งยาก 2. กิจการบริษัทเนื่องจากต้องเปิดเผยข้อมูลให้ผู้ถือหุ้นและบุคคลภายนอกทราบจึงไม่อาจรักษาความลับได้ 3. เนื่องจากในการดำเนินการของบริษัทจำกัด มีผู้ถือหุ้น คณะกรรมการ บริษัทและพนักงาน ดังนั้นในการปฏิบัติงานอาจจะมี บางส่วนที่ขาดความตั้งใจในการทำงานเพราะไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการเอง 4. การเสียภาษีของกิจการประเภทบริษัทจะเสียภาษีค่อนข้างสูงและซ้ำซ้อนคือบริษัทจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากเจ้าของกิจการ ดังนั้น จะต้องเสียภาษีนิติบุคคลเมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น ในฐานะผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลธรรมดาต้องเสียภาษีบุคคลธรรมดาอีกด้วย
กลับไปยังบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ กลับไปยังองค์กรธุรกิจ
ธุรกิจแบบห้างหุ้นส่วน
Partnership
ลักษณะของห้างหุ้นส่วน มาตรา 1012 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติว่า "อันว่าสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคล ตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตกลงเข้ากัน เพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น" ดังนั้นตามกฎหมายห้างหุ้นส่วนจะต้องมีลักษณะสำคัญดังนี้
1. บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป จะนำทุนมาเข้าหุ้นกันมากน้อยเท่าใดก็ได้
2. ตกลงเข้ากัน คือ บุคคลที่จะเข้าร่วมประกอบกิจการได้ทำสัญญาตกลงกันว่าจะประกอบการค้าร่วมกัน การตกลงกันนั้น จะต้องมีการแสดง เจตนาโดยแจ้งชัด อาจจะทำเป็นสัญญาปากเปล่า หรือ ลายลักษณ์อักษร ก็ได้ว่าจะเข้าเป็น "ห้างหุ้นส่วน" ทุนที่จะนำมาลง ได้แก่ เงินสด ทรัพย์สินอย่างอื่น หรือ แรงงาน คือ ใช้กำลัง สติปัญญา ความคิดแรงกายแทน
3. เพื่อการทำกิจกรรมร่วมกัน คือคู่สัญญา จะต้องมาร่วมแรงรวมใจและร่วมทุกข์กันเพื่อทำการตามที่ได้ตกลงไว้
4. เพื่อประสงค์กำไร คือ เป็นการตกลงใจทำงาน โดยมีจุดหมายปลายทางเพื่อผลกำไร อันได้เกิดจากกิจการที่ทำนั้น และผลกำไรจะได้นำมาแบ่งกัน ระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน แต่ถ้ากิจการไม่หวังผลกำไร กิจการนั้นไม่ถือว่าเป็นห้างหุ้นส่วน
ประเภทห้างหุ้นส่วน
1. ห้างหุ้นส่วนสามัญ มีหุ้นส่วน สองคนขึ้นไป ผู้เป็นหุ้นส่วนจะอยู่ฐานะผู้จัดการ และทุกคนรับผิดชอบในหนี้สินไม่จำกัดจำนวน ตามกฎหมายเรียกว่า ผู้เป็นหุ้นส่วนสามัญ และเรียกผู้ที่รับผิดชอบการบริหารงานของห้างว่า "หุ้นส่วนผู้จัดการ"
ข้อดีของห้างหุ้นส่วนสามัญ
1. การจัดตั้งกระทำได้ง่าย
2. มีการร่วมทุนและความรู้ความสามารถจากผู้เป็นหุ้นส่วน
3. สามารถขยายกิจการด้วยการเพิ่มทุนหรือรับหุ้นส่วนเพิ่มได้
ข้อเสียของห้างหุ้นส่วนสามัญ
1. เมื่อห้างมีการขาดทุนและเลิกกิจการ ผู้เป็นหุ้นส่วนที่มีฐานะการเงิน
ดีจะถูกเรียกร้องให้ชำระหนี้ของห้างทั้งหมดได้
2. ความคล่องตัวและความเป็นอิสระ ในการบริหารงานลดลง
3. การเสียภาษี เป็นการเสียแบบบุคคลธรรมดา
4. ผู้เป็นหุ้นส่วนต้องรับผิดชอบต่อเจ้าหนี้ร่วมกันโดย
เจ้าหนี้ อาจจะเรียกให้หุ้นส่วนคนใดชำระหนี้ให้จนครบจำนวนย่อมได้
2. ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล
การประกอบการแบบห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล มีลักษณะเหมือนกับห้างหุ้นส่วนสามัญทุกประการ แต่มีข้อแตกต่างกัน คือการนำห้างหุ้นส่วนสามัญไปจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีผลให้ห้างหุ้นส่วนนั้นเป็นนิติบุคคล แยกต่างหากจากห้างหุ้นส่วน
ข้อดีของห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 1. การเสียภาษีเป็นการเสียแบบนิติบุคคล 2. ได้รับความเชื่อถือจากบุคคลภายนอกมากขึ้น เนื่องจากมีผู้สอบบัญชี 3. มีการร่วมลงทุนและความรู้ของหุ้นส่วน 4. เสียภาษี แบบนิติบุคคล
3. ห้างหุ้นส่วนจำกัด
การประกอบการในลักษณะนี้จะต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล และต้องใส่คำว่า "ห้างหุ้นส่วนจำกัด" ไว้หน้าชื่อห้างเสมอไปด้วย เช่น ห้างหุ้นส่วนจำกัดสินไทย โดยมีผู้เป็นหุ้นส่วน ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป แบ่งหุ้นส่วนออกเป็น 2 ลักษณะคือ
1. ประเภทจำกัดความรับผิดชอบ จำกัดรับผิดชอบในหนี้สินที่เกิดขึ้น
2. ประเภทไม่จำกัดความรับผิดชอบ การไม่จำกัดความรับผิดชอบ หมายถึง ไม่จำกัดหนี้สินที่เกิดขึ้นกรณี ห้างหุ้นส่วนจำกัดเลิกกิจการ ตามกฎหมายให้สิทธิ์แก่เจ้าหนี้ ของกิจการมีสิทธิ์เรียกร้องให้นำทรัพย์สินส่วนตัวของหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดชอบในส่วนที่นอกเหนือจากเงินที่ลงทุนในกิจการ มาชำระหนี้จนครบ
ข้อดีของห้างหุ้นส่วนจำกัด 1. รวบรวมเงินทุน ความรู้ความสามารถจากผู้เป็นหุ้นส่วนได้มากขึ้น 2. ผู้มีเงินทุนยินดีจะลงทุนร่วมด้วย โดยเป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิด ทำให้พ้นภาระรับผิดชอบในหนี้สินแบบลูกหนี้ร่วม 3. สามารถจะระดมบุคคลที่มีความเชียวชาญในสาขาใด ๆ มาเป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดได้ 4. ได้รับความเชื่อถือจากบุคคลภายนอกมากขึ้น 5. เสียภาษีเงินได้แบบนิติบุคคล
ข้อเสียของห้างหุ้นส่วนจำกัด 1. การจัดตั้งมีความยุ่งยากมากขึ้น 2. หุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดชอบ ต้องรับภาระหนี้สินไม่จำกัดจำนวน 3. เมื่อมีผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดตาย ล้มละลาย หรือลาออก ห้างหุ้นส่วนนั้นจะต้องเลิกกิจการและชำระบัญชีให้เรียบร้อย
รัฐวิสาหกิจ
รัฐวิสาหกิจ หมายถึง องค์การของรัฐบาล หน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของหรือบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ส่วนราชการหรือหน่วยงานธุรกิจของรัฐบาลมีทุนรวมอยู่ด้วยเกินกว่าร้อยละ 50 มีการบริหารงานอยู่ระหว่าง ระบบราชการและระบบธุรกิจ สาเหตุที่รัฐบาลเข้าดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ 1. เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม กิจการบางประเภทเป็นสิ่งจำเป็นและมีความสำคัญต่อส่วนรวม ถ้าเอกชน ดำเนินการอาจทำให้ประชาชนไม่ได้รับการบริการที่ดีและเป็นธรรม 2. เพื่อป้องกันการผูกขาด การให้เอกชนดำเนินการโดยให้มีการแข่งขันเสรี ผู้ผลิตรายย่อยอาจสู้ผู้ผลิตรายใหญ่ไม่ได้ ทำให้เกิดการผูกขาดทำให้ประชาชนถูกเอาเปรียบได้ 3. กิจการบางประเภทต้องอาศัยการลงทุนที่สูงมาก เช่น การผลิตไฟฟ้าต้องลงทุนสร้างเขื่อน อ่างเก็บน้ำ เครื่องมือเครื่องจักร และกำลังคนจำนวนมาก ซึ่งเอกชนไม่สามารถดำเนินการได้ 4. เพื่อหารายได้เข้ารัฐ รัฐบาลจำเป็นต้องหารายได้เข้ารัฐนอกจากการเก็บภาษีอากรเพื่อนำไปใช้จ่ายในการ ทำนุบำรุง และพัฒนาประเทศชาติ 5. เพื่อความมั่นคงของประเทศ ในยามสงครามสินค้าบางชนิดมีความจำเป็นต่อส่วนรวม เพื่อเป็นการป้องกัน การขาดแคลนในยามฉุกเฉิน รัฐจำเป็นต้องเข้ามาดำเนินการเอง ได้แก่ กิจการเกี่ยวกับการผลิตเชื้อเพลิง ยารักษาโรค เป็นต้น 6. เพื่อเป็นการส่งเสริมเอกลักษณ์ วัฒนธรรมและเผยแพร่ชื่อเสียงของประเทศชาติ เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การจัดตั้ง การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจทำได้ 4 ลักษณะ คือ 1. จัดตั้งโดยพระราชบัญญัติ โดยมีทุนทั้งสิ้นเป็นของรัฐ เช่น องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย การรถไฟแห่งประเทศไทย การท่าเรือแห่งประเทศไทย ฯลฯ 2. จัดตั้งโดยพระราชกฤษฎีกา โดยมีทุนทั้งสิ้นเป็นของรัฐ เช่น องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ องค์การสวนยาง องค์การสวนสัตว์ ฯลฯ 3. จัดตั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยรัฐบาลเป็นเจ้าของทั้งสิ้น หรือถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 เช่น บริษัทการบินไทย บริษัทไม้อัดไทย บริษัทขนส่ง จำกัด ฯลฯ 4. จัดตั้งตามมติคณะรัฐมนตรี เช่น สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล โรงงานยาสูบ สถานธนานุเคราะห์ ฯลฯ รัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล การท่าเรือแห่งประเทศไทย การรถไฟแห่งประเทศไทย องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย บริษัท การบินไทย จำกัด การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย การสื่อสารแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปาส่วนภูมิภาค สำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
กลับไปยังบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ กลับไปยังองค์กรธุรกิจ
ความหมายของ “สหกรณ์” (Cooperatives)
สหกรณ์ คือ “องค์การของบรรดาบุคคล ซึ่งรวมกลุ่มกัน โดยสมัครใจในการดำเนินวิสาหกิจที่พวกเขาเป็นเจ้าของร่วมกัน และควบคุมตามหลักประชาธิปไตย เพื่อสนองความต้องการ (อันจำเป็น) และความหวังร่วมกันทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม”ความหมายของ “คุณค่าของสหกรณ์” (Cooperative Values)
“สหกรณ์อยู่บนพื้นฐานแห่งคุณค่าของการช่วยตนเองความรับผิดชอบต่อตนเอง ความเป็นประชาธิปไตย ความเสมอภาค ความเที่ยงธรรม และความเป็นเอกภาพ สมาชิกสหกรณ์เชื่อมั่นในคุณค่าทางจริยธรรมแห่งความสุจริต ความเปิดเผย ความรับผิดชอบต่อสังคมและความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น โดยสืบทอดประเพณีปฏิบัติของผู้ริเริ่มการสหกรณ์”
ความหมายของ “อุดมการณ์สหกรณ์” (Cooperative Ideology)
อุดมการณ์สหกรณ์ คือ “ความเชื่อร่วมกันที่ว่าการช่วยตนเองและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักการสหกรณ์จะนำไปสู่การกินดีอยู่ดี มีความเป็นธรรมและสันติสุขในสังคม”ความหมายของ “หลักการสหกรณ์” (Cooperative Principles)
หลักการสหกรณ์ คือ “แนวทางที่สหกรณ์ยึดถือปฏิบัติเพื่อให้คุณค่าของสหกรณ์เกิดผลเป็นรูปธรรม” ซึ่งประกอบด้วยหลักการที่สำคัญรวม 7 ประการ กล่าวคือ
หลักการที่ 1 การเป็นสมาชิกโดยสมัครใจและเปิดกว้าง
(Voluntary and Open Membership)
หลักการที่ 2 การควบคุมโดยสมาชิกตามหลักประชาธิปไตย
(Democratic Member Control)
หลักการที่ 3 การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของสมาชิก
(Member Economic Participation)
หลักการที่ 4 การปกครองตนเองและความเป็นอิสระ
(Autonomy and Independence)
หลักการที่ 5 การศึกษา ฝึกอบรม และสารสนเทศ
(Education, Trainning and Information)
หลักการที่ 6 การร่วมมือระหว่างสหกรณ์
(Cooperation among Cooperatives)
หลักการที่ 7 การเอื้ออาทรต่อชุมชน
(Concern for Community)
ความหมายของ “วิธีการสหกรณ์” (Cooperative Practices)
ที่ประชุมได้กำหนดนิยามคำว่า “วิธีการสหกรณ์” ดังนี้
วิธีการสหกรณ์ คือ “การนำหลักการสหกรณ์มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อประโยชน์ของมวลสมาชิกและชุมชน โดยไม่ละเลยหลักการธุรกิจที่ดี”
แหล่งที่มา :: เอกสารเผยแพร่ กส.3/2546 กรมส่งเสริมสหกรณ์
*************************************











