Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
นิทาน คือเรื่องเล่าที่เล่าสืบต่อกันมา มุ่งให้เห็นความบันเทิงแทรก แนวคิด คติสอนใจ จนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชนชาตินั้นๆ อย่างหนึ่ง นิทานเป็นอาหารทางใจอย่างหนึ่งของมนุษย์ นิทานเป็นแหล่งรวบรวมจินตนาการและความฝัน นิทานเป็นทางออกทางใจของมนุษย์ ทำให้มีความสุขและช่วยผ่อนคลายความทุกข์ในใจได้ อาจเรียกนิทาน พื้นบ้าน นิทานพื้นเมือง นิทานชาวบ้าน เป็นต้น เเละนิทานเป็นเรื่องที่เล่ากันสืบต่อ ๆ มา ถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งส่วนใหญ่ถ่ายทอดสู่อนุชนรุ่นหลังด้วยมุขปาฐะ
[แก้ไข] ที่มาของนิทาน
1. มาจากความต้องการให้เกิดความสนุกสนาน บันเทิง จึงผูกเรื่องขึ้นหรือ นำเรื่องไปผสมผสานกับเรื่องที่มีอยู่เดิม
2. มาจากความต้องการอบรมสั่งสอน ในแง่ของพุทธศาสนาให้ความรู้ ด้านคติธรรม เพื่อให้การอบรมสั่งสอนให้คนประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดีงาม อยู่ในกฏระเบียบของสังคม เช่น นิทานธรรมบท นิทานอีสป เป็นต้น
3. มาจากการยกตัวอย่างประกอบคำอธิบาย จึงมีการสมมุติเรื่องราวขึ้นมา เพื่อให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น
[แก้ไข] นิทานที่เป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมานี้จะมีลักษณะเฉพาะ
1. จะต้องเป็นเรื่องเล่าด้วยถ้อยคำธรรมดา ใช้ภาษาชาวบ้านทั่วไป
2. เป็นเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน ซึ่งในตอนหลังอาจนำมาเขียนขึ้นตามที่เล่าไว้
3. ไม่ปรากฏว่าใครเป็นคนเล่าดั้งเดิม เป็นแต่รู้ว่าเคยได้ยินได้ฟังมา หรือเขาเล่าว่าหรือบรรพบุรุษเป็นผู้เล่าให้ฟัง
[แก้ไข] การแบ่งนิทาน
มีผู้ศึกษานิทานและพยายามจัดหมวดหมู่หรือแบ่งแยกเพื่อให้ง่ายต่อการศึกษา ซึ่งแบ่งได้หลายวิธี ดังนี้
1. แบ่งนิทานตามเขตพื้นที่ คือ พบนิทานที่ถิ่นใดก็เป็นของถิ่นนั้น เช่น เขตอินเดีย เขตประเทศนับถือศาสนาอิสลาม เขตชนชาติยิวในเอเซียไมเนอร์ เป็นต้น
2. แบ่งนิทานตามแบบของนิทาน แบ่งออกได้ ดังนี้
2.1 นิทานปรัมปรา
2.2 นิทานท้องถิ่น แยกย่อยเป็น
- นิทานอธิบายสิ่งต่าง ๆ
- นิทานเกี่ยวกับความเชื่อ
- นิทานวีรบุรุษ
- นิทานนักบวช
- นิทานเกี่ยวกับสมบัติที่ฝังไว้
- นิทานสอนใจ
2.3 เทพนิยาย
2.4 นิทานสัตว์ แบ่งเป็น
- นิทานสอนคติธรรม
- นิทานเล่าไม่รู้จบ
2.5 นิทานตลก
3. แบ่งนิทานตามชนิดของนิทาน เป็นการแบ่งตามแบบที่ 2 ที่แบ่งให้ย่อยแต่ละชนิดละเอียดลงไปอีก
4. แบ่งนิทานตามสารัตถะของนิทาน หมายถึงการพิจารณาที่ "แก่น" (element)ของนิทาน เป็นหลัก ในการจัดหมวดหมู่นิทาน การแบ่งโดยใช้ "แก่น" ของนิทานนี้จะแบ่งได้ละเอียดที่สุดในที่นี้จะกล่าวถึงนิทานชาวบ้านตามแบบที่ 2 เพราะส่วนใหญ่นิยมใช้และเข้าใจได้ดี
[แก้ไข] อิทธิพลของตำนาน นิทาน นิยาย เรื่องเล่าสัมพันธ์กับการดำรงชีวิต
1. เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นลักษณะของสังคม วิถีชีวิต ทัศนคติ ความคิดเห็นของคนในสังคม
2. สังคมเปลี่ยนแปลงเรื่องตำนาน นิทาน นิยาย เรื่องเล่าก็เปลี่ยนแปลง โดยดัดแปลงมาเป็นละครวิทยุ โทรทัศน์ สิ่งตีพิมพ์ แถบบันทึกเสียง เพื่อให้เหมาะกับ ยุคสมัย
3. เป็นสิ่งที่สร้างความเพลิดเพลินให้กับกลุ่มชนกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งมีการเล่า นิทาน ตำนาน เรื่องเล่า ในระหว่างครอบครัว กลุ่มคนทำงานร่วมกัน ฯลฯ
4. ช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว ผู้ใหญ่กับเด็ก ปู่ย่าตายาย ลูกหลาน คนทำงานร่วมกัน
5. ช่วยการศึกษาและเสริมสร้างจินตนาการ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับ ความคิดสร้างสรรค์
6. ช่วยปลูกฝังจริยธรรมและรักษาบรรทัดฐานของสังคม นิทานจะ ให้ข้อคิดกับผู้ฟัง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ให้ประพฤติดี ประพฤติชอบอยู่ในระเบียบอันดีงาม ของสังคม
[แก้ไข] ประเภทของนิทานในเมืองไทย
นิทานไทยเป็นอาหารทางใจอย่างหนึ่งของมนุษย์ นิทานเป็นแหล่งรวบรวมจินตนาการและความฝัน นิทานเป็นทางออกทางใจของมนุษย์ ทำให้มีความสุขและช่วยผ่อนคลายความทุกข์ในใจได้แก่ นิทานพื้นบ้าน นิทานชาดก นิทานกาพย์กลอน นิทานสอนใจ นิทานตลก
[แก้ไข] นิทานพื้นบ้าน
นิทานพื้นบ้าน เป็นการเล่านิทานเรื่องเก่าแก่ก่อนประวัติศาสตร์ และเป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วไปในทุกหนทุกแห่ง ในหมู่ชนทุกชั้น นับตั้งแต่พระราชาลงมาจนถึงคนยากจน (และยังมีนิทานเล่าว่า แม้เทวดาก็ชอบฟังนิทาน ถ้ามนุษย์เล่านิทานในเวลากลางวันจะถูกเทวดาแช่ง เพราะเวลากลางวันเทวดาต้องไปเฝ้าพระอิศวร ไม่มีโอกาสไปชุมนุมกันฟังนิทานที่มนุษย์เล่านั้นด้วย) ถึงแม้ว่าเรื่องในนิทานจะแตกต่างกันไปตามภาคต่าง ๆ ของโลก แต่จุดประสงค์ดั้งเดิมในการเล่านิทานของมนุษย์เป็นอย่างเดียวเหมือนกันหมด นั่นก็คือ มนุษย์เราทั่วไปต้องการเครื่องบันเทิงใจในยามว่างงานประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งเป็นเหตุผลเนื่องมาแต่ศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องที่มีอิทธิพลเหนือจิตใจมนุษย์ และเป็นต้นเหตุให้มีนิทานขึ้นมากมาย
นิทานพื้นบ้านเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง เยาวชนควรสนใจศึกษาค้นคว้านิทานพื้นบ้านในท้องถิ่นของตนเพื่อที่จะทำให้มีความรู้ ความเข้าใจในวิถีชีวิต ความเชื่อ ค่านิยม ของคนพื้นบ้าน ทำให้เกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน และมีการพัฒนาด้านจิตพิสัยดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังเป็นการสืบสานวัฒนธรรมของคนรุ่นหนึ่งกับอีกรุ่นหนึ่งให้มีความงอกงามต่อเนื่องกันไป ซึ่งหมายถึงว่าเราได้ร่วมศึกษา อนุรักษ์ ฟื้นฟูและเผยแพร่นิทานพื้นบ้าน อันเป็นมรดกสำคัญของ สำคัญให้ดำรงอยู่ต่อไป
นิทานพื้นบ้านส่วนใหญ่มีการถ่ายทอดด้วยการบอกเล่าด้วยวาจา เรียกว่า วรรณกรรม มุขปาฐะ และมีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เรียกว่า วรรณกรรมลายลักษณ์ ข้อมูลทั้งสองประเภทยังคงมีการรักษาไว้ด้วยการจดจำ และด้วยการเก็บรักษาในรูปแบบของหนังสือ ผู้ที่เป็น
เจ้าของนิทานพื้นบ้านซึ่งได้ถ่ายทอดข้อมูลเหล่านั้น ให้แก่ผู้ที่ศึกษาเราเรียกว่า วิทยากร ( วิทยากร เป็น คำสมาสในภาษาสันสกฤตและบาลี มาจากคำว่า “ วิทยา ” = ความรู้ และ คำว่า “ กร ” = ผู้ทำ หมายถึง
ผู้ทำความรู้ หรือผู้ทรงความรู้ความสามารถในศิลปวิทยาของตน ) การที่เราจะศึกษานิทานพื้นบ้านจึงต้องอาศัยข้อมูลจากวิทยากรท้องถิ่น เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วก็นำข้อมูลมาศึกษาอย่างเป็นขั้นตอน
[แก้ไข] การแบ่งประเภทของนิทานพื้นบ้าน
1. ประเภทเทพนิยายหรือปรัมปรา (Fairy tale) เป็นเรื่องเกี่ยวกับเทวดา นางฟ้า เรื่องมหัศจรรย์เหนือธรรมชาติ เป็นความฝันและจินตนาการของผู้แต่ง เรียกหลายอย่างเช่น นิทานมหัศจรรย์ นิทาน บรรพบุรุษ เรื่องราวมักเกี่ยวข้องกับราชสำนัก เจ้าหญิง เจ้าชาย มีแม่มด มียักษ์ สัตว์ประหลาด ตัวละครที่ดีจะเป็นฝ่ายชนะ เช่น เรื่องพระอภัยมณี คาวี สังข์ทอง พระสุธนมโนห์รา ฯลฯ
2. ประเภทชีวิตจริง (Novella) เป็นเรื่องที่ดำเนินอยู่ในโลกของความจริง มีการบ่งสถานที่และตัวละครชัดเจน อาจมีปาฏิหาริย์อิทธิฤทธิ์แต่เป็นไปในลักษณะที่เป็นไปได้ โดยใช้สถานที่ เวลา ตัวละครที่มา จากความจริง เช่น ขุนช้างขุนแผน พระอภัยมณี (บางส่วนที่มาจากชีวิตจริงของผู้แต่ง) พระลอ พระรถเมรี พระร่วง ไกรทอง เป็นต้น
3. ประเภทวีรบุรุษ (Hero tale) เป็นเรื่องที่มีหลายตอนขนาดยาว อาจคล้ายชีวิตจริงหรือจินตนาการ เป็นเรื่องเล่าที่กล่าวถึงวีรบุรุษที่ต้องผจญภัยที่มีลักษณะเหนือมนุษย์ เช่น เรื่อง เฮอร์คิวลิส เซซีอุ สและเพอร์ซีอุสของกรีก เป็นต้น
4. ประเภทนิทานประจำถิ่น (Sage) มักเป็นเรื่องแปลกพิสดารซึ่งเชื่อว่า เคยเกิดขึ้นจริง ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง บ่งบอกสถานที่และตัวละครชัดเจน อาจมาจากประวัติศาสตร์ อาจเป็นไปได้ทั้งมนุษย์ สัตว์ เทวดา ผี เช่น เรื่อง พระยาพาน พระร่วง เจ้าแม่สร้อยดอกหมาก ตาม่องล่าย ท้าวปาจิตกับนางอรพิม เป็นต้น
5. ประเภทเล่าอธิบายเหตุ (Explanatory tale) เป็นเรื่องอธิบายกำเนิด ความเป็นมาของสิ่งที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ กำเนิดของสัตว์ว่าเหตุใดจึงมีรูปร่างลักษณะ ต่าง ๆ กำเนิดของพืช มนุษย์ ดวงดาวต่าง ๆ เป็น ต้น เช่น ทำไมจระเข้จึงไม่มีลิ้น กำเนิด ดาวลูกไก่ กำเนิดจันทรคราส เป็นต้น
6. ประเภทเทพปกรณัมหรือเทวปกรณ์ (Myth) เป็นเรื่องอธิบายถึงกำเนิดของจักรวาล มนุษย์ สัตว์ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น ลม ฝน กลางวัน กลางคืน ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า แสดงถึงความเชื่อทางศาสนา มี เรื่องของเทพที่เรารู้จักกันดี เช่น เมขลา รามสูร เป็นต้น
7. ประเภทสัตว์ (Animal tale) เป็นเรื่องที่มีสัตว์เป็นตัวเอก โดยจะแสดงให้เห็นความฉลาดและความโง่เขลาของสัตว์ โดยเจตนาจะมุ่งสอนจริยธรรมหรือคติธรรม ซึ่งจัดเป็นเรื่องประเภทให้คติสอนใจ เช่น นิทานอีสป และปัญจะตันตระ
8. ประเภทมุขตลก (Merry tale) เป็นเรื่องขนาดสั้นอาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับมนุษย์ หรือสัตว์ จุดสำคัญของเรื่องอยู่ที่ความไม่น่าเป็นไปได้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความโง่ ความฉลาด การใช้กลลวง การแข่งขัน การ ปลอมแปลง ความเกียจคร้าน เรื่องเพศ การโม้ คนหูหนวก นักบวช พระกับชี ลูกเขยกับแม่ยาย ศรีธนญชัย กระต่ายกับเต่า เป็นต้น
9. ประเภทศาสนา (Religious tale) เป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนา เช่น เรื่องเล่าเกี่ยวกับพระเยซู นักบุญ พระพุทธเจ้า พระสาวก ซึ่งไม่มีในพระไตรปิฎกอยู่หลายเรื่อง ซึ่งทรรศนะของผู้เล่ามักถือว่าเป็นเรื่องจริง
10. ประเภทเรื่องผี เป็นเรื่องเกี่ยวกับผีต่าง ๆ ซึ่งไม่ปรากฏชัดว่ามาจากไหน เกิดอย่างไร เช่น ผีบ้าบ้องและผีปกกะโหล้งของไทยภาคเหนือ หรือผีที่เป็นคนตายแล้วมาหลอกด้วยรูปร่างวิธีการต่าง ๆ มีผีกอง กอย ฯลฯ
11. ประเภทเข้าแบบ (Formular tale) เป็นเรื่องที่มีโครงเรื่องสำคัญเล่าเพื่อความสนุกสนานของผู้เล่า และผู้ฟังอาจมีการเล่นเกม แบ่งเป็นนิทานลูกโซ่ เช่นเรื่องตากับยายปลูกถั่วปลูกงาให้หลานเฝ้า นิทาน หลอกผู้ฟัง นิทานไม่รู้จบ เช่นเกี่ยวการนับจะเล่าเรื่อยไปแต่เปลี่ยนตัวเลข
[แก้ไข] ตัวอย่างนิทานพื้นบ้าน
เรื่อง หัวล้านชอบยอ
นานมาแล้ว มีชายหัวล้านคนหนึ่ง มีนิสัยแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือเป็นคนชอบยอ ถ้าใครพูด ให้ถูกอกถูกใจแล้วจะเอาอะไรก็ให้หมดทุกอย่าง จะขออะไรก็ให้ทั้งนั้น ชายหัวล้านคนนี้มีวัวงาม อยู่คู่หนึ่งมีคนเคยเพียรพยายามขอซื้อแกอย่างไร แกก็ไม่ขายเพราะคนเหล่านั้นไปพูดไม่ถูกใจแก ยิ่งบางคนร่ำรวยเป็นเศรษฐีจะให้ราคาดีอย่างไรก็ไม่ยอมขายให้ ยิ่งถ้าใครไปเรียกแก่ว่าตาหัวล้าน แกจะโกรธมากจะมาขอซื้อวัวอย่างไรก็ไม่ยอมขายให้ทั้งนั้น แถมโกรธราวกับไฟไหม้เสียด้วย
วันหนึ่งมีชายคนหนึ่งมาหาชายหัวล้าน ซึ่งเขารู้นิสัยว่าชายหัวล้านเป็นคนชอบยอ ชายผู้นี้ เป็นคนเข้าไปกราบไหว้พร้อมกับพูดว่า "พ่อผมดกปกไหล่ ผิวเหมือนทองทาวัวคู่นี้ขายเท่าไรครับ ชายหัวล้านได้ยินยิ้มหน้าบานเจ้าพูดเพราะเหมาะหูพ่อให้วัวทั้งคู่เปล่า ๆ ก็ได้ แล้วเดินอมยิ้มเพราะ คำยอเดินจากไป นี่แหละหนาคำพูดที่ว่า "พูดดีเป็นศรีแก่ตัว หรือปากเป็นเอก"ได้ผลอย่างนี้นี่เอง
"เรื่อง ไกรทอง"
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมือง ๆ หนึ่งซึ่งมีจระเข้อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยจระเข้เหล่านี้จะแบ่งพรรคพวกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งจะอยู่ทางหัวเมืองด้านเหนือ และอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ทางหัวเมืองด้านใต้ ทางฝ่ายจระเข้หัวเมืองฝ่ายเหนือนั้นจะมีจระเข้ตัวใหญ่ที่มีชื่อว่า ท้าวรำไพ เป็นหัวหน้า ซึ่งเป็นจระเข้ที่อยู่ในศีลธรรม ไม่เคยจับสัตว์หรือมนุษย์กินเป็นอาหาร และจะกินแต่ซากสัตว์ที่ตายแล้วเป็นอาหารเท่านั้น ส่วนทางฝ่ายจระเข้ทางหัวเมืองฝ่ายใต้นั้น จะมีนิสัยแตกต่างจากจระเข้ฝ่ายเหนือมาก คือ จระเข้เหล่านี้มักจะจับสัตว์ และมนุษย์กินเป็นอาหาร หัวหน้าของจระเข้ฝ่ายใต้นั้น เป็นจระเข้พี่น้องสองตัว มีชื่อว่า ท้าวพันตาและท้าวพันวัง อยู่มาวันหนึ่งก็เกิดมีเหตุการณ์ที่ทำให้จระเข้ทั้งสองฝ่ายเกิดความขัดแยังกัน เพราะจระเข้ฝ่ายใต้มักจะมารังแกเหล่า จระเข้ทางฝ่ายเหนืออยู่เสมอ ๆ จนวันหนึ่งจระเข้ฝ่ายเหนือโดนทำร้ายได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัสกันหลายตัว เหล่าบรรดาจระเข้จึงนำความไปแจ้งให้ท้าวรำไพช่วยเหลือ ท้าวรำไพได้ยินเรื่องราว จึงตัดสินใจจะไปทำการเจรจากับจระเข้ฝ่ายใต้ แต่ครั้งจะว่ายน้ำไปก็กลัวชาวบ้านจะแตกตื่น เพราะขนาดความใหญ่โตของตน ท้าวรำไพจึงคิดหาวิธีที่จะเดินทางไปยังหัวเมืองฝ่ายใต้ ในที่สุด ท้าวรำไพจึงตัดสินใจแปลงร่างเป็นมนุษย์ และในขณะที่ยืนอยู่ริมตลิ่งนั้นเอง ก็มีตายายพายเรือผ่านมา ท้าวรำไพจึงขออาศัยเดินทางไปยังเขตหัวเมืองฝ่ายใต้ด้วย เมื่อมาถึงแล้ว ท้าวรำไพได้กล่าวขอบคุณตากับยายและกำชับว่า ถ้าหากได้ยินเสียงหรือได้ยินอะไรก็ไม่ต้องตกใจ ให้รีบพายเรือไปที่ริมตลิ่งแล้วขึ้นฝั่งทันที จากนั้นท้าวรำไพจึงกลายร่างเป็นจระเข้อีกครั้ง แล้วออกอาละวาดเที่ยวฟาดหางอย่างคึกคะนอง เพื่อให้ท้าวพันตาและท้าวพันวังได้รับรู้ถึงการมาของตน ท้ายที่สุดท้าวพันตา จึงได้ขึ้นมาเผชิญหน้ากับท้าวพันวัง และต่อสู้กันอยู่หลายวันหลายคืน และท้าวพันตาก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้กลับไป ครั้นเมื่อท้าวพันวังรู้ว่าท้าวพันตา ผู้เป็นพี่นั้นได้พ่ายแพ้มา จึงเกิดความโกรธแค้น และออกมาต่อสู้กับท้าวรำไพอีก แต่ก็ไม่อาจสู้กับท้าวรำไพได้ ระหว่างที่ทั้งสองกำลังสู้กันอยู่นั้น เจ้าพ่อองครักษ์ซึ่งสถิตย์อยู่บริเวณนั้นก็เกิดความสงบ สารท้าวพันวังที่ไม่อาจสู้กับท้าวรำไพได้ จึงเข้าไปช่วยโดยการเข้าประทับในร่างของท้าวพันวัง เมื่อท้าวรำไพเห็น ดังนั้นจึงต่อว่า ว่าเป็นการไม่เป็นธรรมที่เทพมาช่วยจระเข้ทำบาป ฝ่ายท้าวพันวังได้ฟังจึงหัวเราะ แล้วกล่าวว่าท้าวรำไพกลัวจะแพ้ตน จึงได้อ้างเทวดาอารักษ์ เพราะตนนั้นสามารถเอาชนะได้ โดยไม่ต้องพึ่งเทพยดาใด ๆ ทั้งสิ้น เมื่อเจ้าพ่อองครักษ์ได้ยินดังนั้น จึงโกรธที่ท้าวพันวังไม่รู้คุณ จึงออกจากร่าง ท้าวพันวังก็เสียทีพ่ายแพ้ให้กับท้าวรำไพในที่สุด ทางฝ่ายจระเข้หัวเมืองใต้ เมื่อไม่มีหัวหน้าก็ยิ่งออกอาละวาดทำความเดือดร้อนยิ่งกว่าเดิม จนในที่สุด ก็มีหมอจระเข้ คนหนึ่ง ชื่อขุนไกร เป็นผู้ออกมาปราบปรามจระเข้เหล่านี้ และได้ฆ่าจระเข้ตายลงเป็นจำนวนมาก ทำให้บรรดาจระเข้ต้องไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าพ่อองครักษ์ โดยให้สัญญาว่าถ้าหาเหยื่อมาได้ จะนำมาให้เจ้าพ่อก่อน และถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพ่อให้กินได้ ก็จะไม่ยอมกินเหยื่อนั้น อยู่มาวันหนึ่ง เกิดมีจระเข้ตัวใหญ่ตัวหนึ่งออกมาอาละวาดไล่กัดกินชาวบ้าน ขุนไกรจึงมาทำพิธีปราบ แต่ก็พลาดท่าถูกจระเข้ตัวนั้นกัดเข้ากลางลำตัว แต่ขุนไกรก็หนีขึ้นบกมาได้ เมื่อภรรรยาของขุนไกรเห็นดังนั้นจึงรีบหาหมอมารักษาขุนไกร แต่ด้วยขุนไกรนั้นได้สิ้นอายุขัยแล้ว จึงได้มีจิ้งจกตัวหนึ่งแอบมาเลียที่แผล พิษจึงกำเริบทำให้ขุนไกรตายในที่สุด ต่อมาจึงเป็นความเชื่อกันว่า ผู้ที่ถูกจระเข้กัดนั้น หากถูกจิ้งจกมาเลียแผลผู้นั้นก็จะไม่มีทางรอด เพราะจิ้งจกเป็นสัตว์พันธ์เดียวกันกับจระเข้ ทางฝ่ายท้าวรำไพที่เอาชนะท้าวพันวังได้นั้น ก็ได้กลับไปอยู่ที่หัวเมืองฝ่ายเหนือเหมือนเดิม และได้มอบตำแหน่งหัวหน้าให้กับลูกชายคือ ท้าวโคจร แต่ท้าวโคจรนั้นกลับมีนิสัยตรงกันข้ามกับท้าวรำไพ คือมีนิสัยอันธพาล ชอบก่อความเดือดร้อนและรังแกเหล่าจระเข้บริวาร และด้วยผลแห่งกรรม จึงถูกเหล่าบรรดาจระเข้รุมทำร้ายจนถึงแก่ความตายในที่สุด หลายปีต่อมา ลูกชายของขุนไกร ซึ่งมีชื่อว่าไกรทองนั้นก็เติบโตขึ้น และได้ไปเรียนคาถาอาคมวิชาปราบจระเข้และเวทมนตร์ต่าง ๆ กับอาจารย์คง จนมีความเก่งกล้าเหมือนบิดาของตน และกลับมาอยู่กับแม่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ด้านท้าวรำไพ เมื่อลูกชายของตนเองได้ตายลงแล้วจึงได้มอบตำแหน่งหัวหน้าให้กับหลานชายคือ ชาละวัน และชาละวันนั้นก็มีนิสัยที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก มันมักชอบอวดตัวว่าคงกระพัน ไม่มีผู้ใดทำลายตนได้ และได้ไล่กัดกินชาวบ้านจนเดือดร้อนกันไปทั่ว อีกทั้งยังมีนิสัยเจ้าชู้อีกด้วย วันหนึ่ง ชาละวันได้ออกมาว่ายน้ำเพื่อหาอาหารกิน และได้พบกับหญิงงามคนหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกสาวคนเล็กของท่านมหาเศรษฐีเมืองพิจิตร ชื่อว่า นางตะเภาทอง ซึ่งกำลังเล่นน้ำอยู่กับบ่าวไพร่ ตะเภาทองนั้นมีพี่สาวชื่อว่า ตะเภาแก้ว ทั้งสองพี่น้อง และบ่าวไพร่ไม่ทันได้สังเกตุว่าชาละวันนั้นกำลังจ้องมองตะเภาทองอยู่ด้วยความถูกตาต้องใจและด้วยไม่อาจระงับจิตใจได้ ชาละวันจึงตัดสินใจโผล่ขึ้นเหนือน้ำ ฟาดหางจนน้ำกระจาย ทำให้บ่าวไพร่ที่เล่นน้ำอยู่นั้นแตกตื่นหนีเอาตัวรอดไปคนละทิศคนละทาง ส่วนนางตะเภาทองนั้นได้สลบเป็นลมไปเพราะความตกใจ ชาละวันเห็นดังนั้นจึงตรงเข้าไปคาบร่างนางลงสู่ถ้ำของตนใต้ท้องน้ำทันที
ในถ้ำอันเป็นอาณาจักรของชาละวันนั้น ก็ยังมีจระเข้สาวอาศัยอยู่ที่สองตน ซึ่งทั้งสองนั้นเป็นภรรยาของชาละวันมีชื่อว่า วิมาลาและเลื่อมไลวรรณ เมื่อชาละวันกลับมาถึงถ้ำพร้อมกับร่างของนางตะเภาทอง นางทั้งสองจึงเกิดความหึงหวง ต่อว่าชาละวันเป็นการใหญ่ แต่ก็ไม่อาจทำให้ชาละวันเปลี่ยนใจได้ ฝ่ายท่านเศรษฐีเมืองพิจิตรผู้เป็นบิดาของตะเภาทองนั้น ได้ทราบเรื่องก็ถึงกับตกใจเป็นอันมาก ฝ่ายมารดาก็ร้องไห้ คร่ำครวญถึงลูกสาว ด้วยความเป็นห่วงกลัวว่าจะได้รับอันตราย ท่านเศรษฐีจึงได้ป่าวประกาศไปทั่วสารทิศเพื่อหาผู้เก่งกาจมาปราบจระเข้ และนำตัวลูกสาวของตนเองกลับคืนมา โดยผู้ใดที่สามารถนำลูกสาวตนกลับมาได้นั้นก็จะมอบทรัพย์สินเงินทองให้เป็นรางวัล และที่สำคัญก็จะมอบนางตะเภาแก้วผู้เป็นลูกสาวให้ด้วย เมื่อข่าวรู้ถึงหูของไกรทอง ว่ามีจระเข้ออกอาละวาดจับหญิงสาวไปนั้น ทำให้ไกรทองรับขันอาสาไปปราบจระเข้ เพื่อเป็นการลองวิชาที่ได้เรียนมา และก็จะได้เงินทองไปให้แม่ของตนด้วย อีกทั้งไกรทองก็ได้ยินข่าวเล่าลือถึงความงามของลูกสาวทั้งสองของท่านเศรษฐีมาอีกด้วย ดังนั้นไกรทองจึงกล่าวลามารดาและอาจารย์คงเพื่อไปปราบชาละวันทัน ครั้นพอรุ่งเช้า ไกรทองพร้อมด้วยอาวุธคู่กาย คือ หอกสัตตโลหะ และเทียนระเบิดน้ำ ก็ได้จัดการทำพิธีตั้งศาลบวงสรวงเทพยดาอารักษ์ ท่องคาถาอาคมเรียกชาละวันให้ขึ้นมาเหนือน้ำ ฝ่ายชาละวันนั้น ได้เกิดนิมิตในตอนรุ่งสางว่ามีไฟมาเผาผลาญตนเอง ทำให้ได้รับความทุกข์ทรมาน และเทวดาก็ลงจากสวรรค์มาฟันร่างของตนขาดเป็นสองท่อน จึงตื่นตกใจ นำความไปให้ท้าวรำไพผู้เป็นปู่ตรวจทำนายให้ ท้าวรำไพจึงบอกว่า จะมีหมอจระเข้ที่เก่งฉกาจมาปราบ เพราะชาละวันได้นำมนุษย์นางหนึ่งมา เมื่อชาละวันได้ยินดังนั้น จึงสั่งให้จระเข้บริวารนำก้อนหินมาปิดปากถ้ำไว้ แต่ในที่สุดก็ไม่อาจทนมนต์คาถาที่ไกรทองร่ายไม่ไหว เพราะเกิดความรุ่มร้อน จึงต้องออกจากถ้ำแล้วโผล่ขึ้นเหนือน้ำต่อสู้กับไกรทองอยู่นาน แต่ในที่สุดชาละวันผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ก็ต้องพบกับความปราชัย หนีกลับลงมายังเมืองบาดาลอย่างบอบช้ำ ไกรทองเห็นดังนั้นก็ไม่ละความพยายาม ทำพิธีกระทงเสี่ยงทายให้ลอยน้ำไปหยุดอยู่หน้าถ้ำของชาละวัน จากนั้นจึงใช้เทียนระเบิดน้ำตามชาละวันลงไปยังเมืองมาบาล เพื่อที่จะนำตัวนางตะเภาทองกลับคืน ชาละวันและไกรทองได้ต่อสู้กันอยู่อย่างไม่ลดละ ทำให้ชาละวันโดนหอกสัตตโลหะแทงล้มลง แต่ด้วยความที่ไกรทองไม่อยากทำบาปจึงเอายันต์ปิดที่หัวของจระเข้เอาไว้ เพื่อไม่ให้ออกอาละวาดอีก จากนั้นจึงตามหาตัวนางตะเภาทองที่อยู่ในถ้ำ และในที่สุดจึงพบว่านางตะเภาทองนั้นอยู่ในถ้ำของชาละวัน ด้วยอาการไม่มิสติเนื่องจากโดนมนต์ของชาละวันสะกดเอาไว้ จากนั้นไกรทองจึงบังคับให้ชาละวันนำนางตะเภาทองและตนขึ้นสู่เหนือน้ำ เมื่อท่านเศรษฐี ภรรยา และชาวบ้านเห็นไกรทองและนางตะเภาทองกลับขึ้นมาเหนือน้ำ ต่างก็โห่ร้องด้วยความดีใจและชื่นชมไกรทองเป็นอย่างมาก แต่นางตะเภาทองยังไม่คลายจากมนต์สะกดของชาละวัน เนื่องจากชาละวันนั้นยังไม่ตาย ท่านเศรษฐีจึงสั่งให้บ่าวไพร่ใช้มีดขวานฟันที่ร่างของชาละวัน แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ไกรทองจึงจำต้องใช้หอกสัตตโลหะของตนฟันร่างชาละวันขาดและถึงความตายในที่สุด นางตะเภาทองจึงตื่นจากมนต์สะกดได้ เมื่อนางตะเภาทองตื่นจากมนต์สะกด และเห็นไกรทองอีกทั้งยังรู้ว่าไกรทองเป็นคนช่วยตนเองไว้ จึงเกิดความรัก ในวันต่อมาท่านเศรษฐีจึงได้ทำตามสัญญาที่จะยกทรัพย์สมบัติให้ และยกนางตะเภาแก้วให้เป็นภรรยา จึงได้จัดพิธีแต่งงานให้กับไกรทองและนางตะเภาแก้ว และยังยกนางตะเภาทองให้อีกคนหนึ่งด้วย เพราะเห็นว่านางตะเภาทองนั้นก็ชอบไกรทองด้วยเหมือนกัน และไกรทองเองก็รับนางทั้งสองไว้เป็นภรรยาด้วยความเต็มใจ เมื่อเวลาผ่านไป ไกรทองเกิดคิดถึงนางวิมาลาอย่างจับใจ เนื่องจากเคยเห็นหน้ากันครั้งเมื่อไปปราบชาละวันในถ้ำใต้บาดาล จึงออกอุบายว่าตนนั้นมักจะฝันร้าย เหมือนมีผีร้ายมาคอยกวนอยู่ตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องไปหาอาจารย์คงเพื่อขอรดน้ำมนต์และทำพิธีปัดรังควาน เมื่อไกรทองออกจากบ้านมา ก็ได้ทำพิธีระเบิดน้ำและลงไปหานางวิมาลาทันที ทั้งนางวิมาลาและนางเลื่อมไลวรรณรู้ว่ามีผู้บุกรุกเข้ามา และผู้นั้นก็เป็นผู้สังหารสามีของตน แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ เพราะต่างก็ไม่มีคาถาอาคมใด ๆ ไกรทองได้กล่าวเกี้ยวพาราสีให้ยอมเป็นภรรยาของตน แต่นางทั้งสองก็ไม่ยอม จนในที่สุดไกรทองต้องใช้มนต์เพื่อทำให้นางทั้งสองลุ่มหลงตน และยอมเป็นภรรยาในที่สุด ครั้นเมื่ออยู่กินได้พักใหญ่ ไกรทองเกิดคิดถึงนางตะเภาแก้วและตะเภาทองขึ้นมา จึงชักชวนนางจระเข้ทั้งสองให้ไปอยู่เมืองมนุษย์ด้วยกัน โดยได้นำนางวิมาลาไปตนเดียว และได้ เสกผ้ายันต์ปิดหน้าผากนางวิมาลาให้กลายเป็นมนุษย์และนำไปซ่อนไว้ที่กระท่อมท้ายสวน จากนั้นไกรทองจึงเดินทางกลับบ้านมาหาตะเภาแก้วและตะเภาทอง แต่ในที่สุดนางทั้งสองก็รู้เรื่องนางวิลามาจากบ่าวไพร่ ที่มาฟ้องว่าเห็นไกรทองไปที่กระท่อมท้ายสวนเสมอ ตะเภาแก้วและตะเภาทองจึงนำบ่าวไพร่ไปอาละวาดตบตีนางวิมาลา จนในที่สุดนางจึงดึงยันต์ออกแล้วกลายร่างเป็นจระเข้ไล่ทำร้ายนางตะเภาแก้วและ ตะเภาทองอย่างโกรธแค้น จากนั้นจึงหนีลงน้ำป และคิดว่าตนเป็นสัตว์ไม่สมควรอยู่กินกับมนุษย์ จากนั้นมา ทั้งนางตะเภาแก้วและตะเภาทอง ต่างก็เอาอกเอาใจไกรทองหวังให้ลืมเรื่องนางจระเข้ทั้งสอง แต่ไกรทอง ก็ไม่อาจลืมได้ จึงได้ออกอุบายอีกครั้ง ว่านางจระเข้ทั้งสองอาจจะโกรธแค้น และจ้องทำร้ายตะเภาแก้วและตะเภาทองอยู่ ตนจึงต้องไปทำการเจรจาให้เข้าใจกัน แต่ตะเภาแก้วและตะเภาทองก็ยอมให้ไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก เมื่อไกรทองมาถึงถ้ำก็ได้พบกับนางวิมาลา และนางก็ไม่ยอมคืนดีด้วย แต่ไกรทองก็พูดหว่านล้อมต่าง ๆ นานา จนในที่สุดก็เข้าใจกันได้ นางวิมาลาและนางเลื่อมไลวรรณจึงทำเสน่ห์ใส่ไกรทอง ทำให้ไกรทองลุ่มหลงนางทั้งสองและไม่ยอมกลับไปยังเมืองมนุษย์ ฝ่ายนางตะเภาแก้วและนางตะเภาทองก็ทนรอไม่ไหว จึงเดินทางไปหาท่านอาจารย์คงเพื่อหาทางให้นำไกรทองกลับคืนมา อาจารย์คงบอกนางทั้งสองว่า ไกรทองกำลังหลงเสน่ห์อันเกิดจากมนต์คาถาของนางจระเข้ จึงทำให้วิชาอาคมที่มีอยู่นั้นเสื่อมหมด อาจารย์คงจึงตัดสินใจไปช่วยลูกศิษย์ของตน เมื่อไปถึงยังถ้ำ อาจารย์คงได้เอาผ้ายันต์ปิดที่หน้าผากของไกรทอง แล้วพาขึ้นสู่เหนือน้ำทันที เมื่อมาถึงเมืองมนุษย์แล้ว อาจารย์คงได้ทำพิธีคลายมนต์ให้กับไกรทอง และไกรทองก็ได้รับผิดกับอาจารย์ กลับไปอยู่กับนางตะเภาแก้วและนางตะเภาทองดังเดิม หลังจากนั้นไม่นาน นางทั้งสองก็ได้ให้กำเนิดบุตรชายทั้งคู่ คือ ไกรแก้วซึ่งเกิดจากนางตะเภาแก้ว และ ไกรดา ซึ่งเกิดจากนางตะเภาทอง และไกรทองก็ได้นำบุตรชายทั้งสองไปเป็นศิษย์ของอาจารย์คงเช่นตน ฝ่ายนางวิมาลาและนางเลื่อมไลวรรณ ก็ได้ให้กำเนิดบุตรชายที่เกิดจากไกรทองเช่นเดียวกัน ลูกของนางวิมาลานั้น ชื่อว่า ไกรวงศ์ ส่วนลูกของนางเลื่อมไลวรรณ มีชื่อว่า ไกรเวช เมื่อไกรวงศ์และไกรเวช มีอายุได้พอสมควรแล้ว นางจระเข้ทั้งสองก็ได้ส่งให้ไปเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์เหรา เมื่อได้เรียนรู้วิชาคาถาอาคมมากพอควรแล้ว ทั้งสองจึงได้มาคิดว่าตนมีร่างเป็นมนุษย์แต่มีแม่เป็นจระเข้ จึงอยากรู้ว่าบิดาของตนทั้งสองนั้นเป็นใคร จึงได้ไปถามเอาความจากอาจารย์เหรา และได้รู้ว่าบิดาตนนั้นได้ทิ้งไป อยู่มาวันหนึ่งทั้งไกรวงศ์และไกรเวชก็ได้ตัดสินใจแน่วแน่ว่า จะพาบิดากลับมาอยู่กับมารดาให้จงได้ จึงขึ้นไปยังเมืองมนุษย์ และร่ายมนต์ให้คนทั้งบ้านหลับไหลไม่ได้สติ แล้วยกร่างของไกรทองกลับมายังถ้ำวางลงข้างกายมารดาใต้เมืองบาดาล ครั้นเมื่อไกรทองตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนนั้นได้นอนอยู่ข้างนางวิมาลา และนางเลื่อมไลวรรณ เมื่อไกรวงศ์และไกรเวชเดินเข้ามาจึงถามว่าทั้งสองเป็นใคร และเมื่อได้รู้ความจริงทั้งหมดแล้วว่าไกรวงศ์และไกรเวชเป็นลูกของตนก็ดีใจมาก ด้านนางตะเภาแก้ว ตะเภาทอง เมื่อเห็นว่าไกรทองหายไป จึงได้เดินทางไปหาอาจารย์คง เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังอาจารย์คงได้นั่งทางในและพบว่าไกรทองนั้นถูกลักพาตัวไปอยู่ในถ้ำ กับนางวิลามาและนางเลื่อมไลวรรณ ไกรแก้วกับไกรดาจึงขอพระอาจารย์ไปช่วยบิดาของตน แต่เมื่อไปถึงยังถ้ำแล้วก็ไม่อาจสู้กับเหล่าบรรดาจระเข้ใต้เมืองบาดาล นั้นได้ จึงกลับขึ้นมาขอความช่วยเหลือจากอาจารย์คง เมื่ออาจารย์คงเห็นดังนั้นก็ได้มอบจระเข้อาคมแกะจากไม้ให้ไปต่อสู้ใหม่ ในที่สุดก็สามารถเอาชนะได้ แต่ไกรเวชและไกรวงศ์คิดจะแก้แค้นคืนให้ได้ จึงไปขอให้อาจารย์เหราช่วย อาจารย์เหราจึงออกมาต่อสู้พ่นน้ำร้อนใส่ไกรแก้วและไกรดา ทำให้ต้องหนีขึ้นมาหาอาจารย์คงอีก อาจารย์คงจึงตัดสินใจไปช่วยไกรทองด้วยตนเอง ในที่สุดก็เอาชนะอาจารย์เหราได้ เพราะอาจารย์เหรานั้นอ้าปากจะกินอาจารย์คง แต่ก็โดนอาจารย์คงเอามีดแทงจนลิ้นขาด ไกรดาและไกรแก้วจึงพาบิดากลับขึ้นสู่เมืองมนุษย์ได้ในที่สุด เมื่อเวลาผ่านไป ท่านเศรษฐีก็สิ้นใจ จึงยกสมบัติทั้งหมดให้กับไกรทอง ต่อมาไกรทองจึงปรึกษากับภรรยาว่าจะหาคู่ให้กับลูกชายจึงได้ไปขอลูกสาวขุนรามที่มีนามว่า นางสายหยุด มาให้เป็นภรรยาของไกรแก้ว และก่อนที่จะถึงวันแต่งงานของไกรแก้ว นางสายหยุดและบ่าวไพร่ได้ลงไปเล่นน้ำ ซึ่งก็พอดีกับที่ไกรวงศ์ลูกนางวิมาลาเกิดมาพบเข้า จึงเกิดหลงรักเข้าทันที และคิดที่จะเอามาเป็นภรรยาให้ได้ ไกรวงศ์จึงเข้าไปเกี้ยวพาราสี แต่นางสายหยุดก็ไม่สนใจ เนื่องจากตนเองก็ชอบพอในตัวไกรแก้วอยู่และกำลังจะแต่งงานกัน เมื่อไกรวงศ์เห็นว่าไม่อาจเกี้ยวให้นางสายหยุดมาเป็นภรรยาตนได้ จึงคาบนางสายหยุดลงมายังถ้ำใต้บาดาล เมื่อขุนรามรู้เรื่อง จึงขอให้ไกรทองไปช่วยลูกสาวของตน ไกรทองจึงไปขอความช่วยเหลืออาจารย์คงให้นั่งทางในดูว่านางสายหยุดอยู่ที่ไหน ในที่สุดจึงรู้ว่าไกรวงศ์ผู้เป็นลูกของนางวิมาลานั้นเป็นผู้ก่อเรื่อง ไกรทองจึงขออาสาลงไปช่วยนางสายหยุดด้วยตนเอง เมื่อมาถึงถ้ำก็ได้พบกับไกรวงศ์ และได้สั่งสอนลูกว่าได้ทำสิ่งที่ผิด และขอให้ส่งนางสายหยุดคืน อาจารย์เหราผู้ซึ่งทราบเรื่องมาโดยตลอด จึงปรากฏตัวและต่อว่าไกรทองว่าไม่รักลูกทั้งสองคนนี้เลย และโกหกว่าไกรวงศ์เป็นผู้ช่วยนางสายหยุดให้รอดจากการจมน้ำตาย จึงสมควรยกให้เป็นภรรยาของไกรวงศ์จึงจะถูก ไกรทองได้ยินดังนั้นก็รู้สึกโกรธมากที่อาจารย์เหราปั้นน้ำเป็นตัวให้ลูกชายตนเองฟัง และบอกว่าอาจารย์เหราทำแต่เรื่องชั่วร้าย ทำให้ลูกชายของตนทำตัวไปในทางที่ไม่ถูก เมื่อได้ยินดังนั้น อาจารย์เหราจึงโกรธมาก และต่อสู้กับไกรทอง จนถูกไกรทองใช้มีดแทงเข้าที่คอของอาจารย์เหรา และสิ้นใจตายในที่สุด ไกรวงศ์และไกรเวชเมื่อเห็นอาจารย์เหราสิ้นใจตายก็สำนึกผิด ก้มลงกราบพ่อและยอมรับผิด ไกรทองจึงสั่งสอนลูกทั้งสองว่า ตนไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชังอย่างที่อาจารย์เหราบอก แต่เพราะเห็นว่าลูกได้ทำสิ่งผิด จึงอยากให้ปรับปรุงตนให้เป็นคนดี และบอกว่าตนเองนั้นรักลูกเท่ากันทุกคน อยากให้ลูก ๆ เป็นคนที่มีจิตใจงาม ว่าแล้วก็บอกกับลูกทั้งสองว่าหลังจากงานแต่งงานของไกรแก้วแล้ว ตนจะกลับมาเยี่ยมลูก ๆ ใหม่ ต่อมาไม่นาน ไกรวงศ์และไกรเวช ก็โตเป็นหนุ่มเต็มตัว จึงเกิดเบื่อหน่ายชีวิตในถ้ำ จึงขอลาแม่ออกเดินทางไปท่องเที่ยวตามที่ต่าง ๆ จนเมื่อมาถึงเมืองมิดถิลลา ไกรวงศ์เกิดไปพบกับนางฉวีวรรณซึ่งกำลังเล่นน้ำอยู่ และเกิดหลงไหลในรูปโฉมอันงดงาม แต่ด้วยนางเป็นธิดาของท่านเจ้าเมืองมิดถิลลา ชื่อท้าวทศไชย และนางมาลี ผู้เป็นพระมเหสี ไกรวงศ์จึงครุ่นคิดหาวีธีที่จะเอานางมาครอบครองให้ได้ จากนั้นไกรวงศ์จึงได้ไปปรึกษากับผีเสื้อสมุทร ซึ่งก็คืออาจารย์เหราที่มาเกิดใหม่นั่นเอง ผีเสื้อสมุทรออกอุบายจะแกล้งไปอาละวาดในเมืองมิดถิลลา แล้วให้ไกรวงศ์เข้าอาสาท้าวทศไชยไปปราบ หลังจากนั้น ท้าวทศไชยก็จะได้ยก นางฉวีวรรณให้ไกรวงศ์เป็นแน่ เมื่อถึงวันรับอาสาจริง ๆ เข้า ก็มีผู้รับอาสามามากมาย หนึ่งในนั้นก็มีไกรดาลูกของนางตะเภาทองอยู่ด้วย เพราะหลังจากที่ไกรแก้วแต่งงานแล้ว ไกรดาก็ท่องเที่ยวไปตามเมืองต่าง ๆ แต่ผู้เดียว จนเมื่อมาถึงเมืองมิดถิลลา และได้ข่าวว่ามีผีเสื้อสมุทรมาอาละวาด ตนจึงรับอาสา และต่อมาจึงเกิดปัญหาขึ้นเมื่อผีเสื้อสมุทรถูกปราบลงแล้ว ไกรวงศ์อ้างว่าตนเป็นผู้ขับไล่ผีเสื้อสมุทร แต่ไกรดานั้นถือโอกาสเข้ามาสังหารทีหลัง ท้าวทศไชยจึงตัดสินให้ทั้งไกรวงศ์และไกรดาเป็นขุนนางทั้งสองคน โดยไม่ได้ยกลูกสาวให้กับใคร ซึ่งก็ถือว่าผีเสื้อสมุทรนั้นตายเปล่า หลายปีต่อมา มีแขกสิงหลได้ยินกิตติศัพท์ความงามของนางฉวีวรรณ จึงได้ส่งสาส์นมาขอเป็นภรรยา ไม่อย่างนั้นตนจะยกกองทัพมาตีเมืองให้แตก ท้าวทศไชยจึงมอบหมายให้ไกรวงศ์และไกรดาออกรบ โดยให้ทัพหน้าเป็นไกรวงศ์ และทัพหลวงเป็นไกรดา ไกรวงศ์นั้นได้ปะทะกับเจ้าสิงหลได้ไม่นานก็พ่ายแพ้และหนีไป แต่ไกรดานั้นตั้งทัพรอสกัดรับได้ แต่ขณะที่กำลังรบกับแขกสิงหลอยู่นั้น ไกรวงศ์ก็นำทัพเข้ามา ฉวยโอกาสตอนเจ้าสิงหลเผลอตัดหัวขาดจนสำเร็จ ทหารทัพสิงหลเมื่อเห็นเช่นนั้นก็แตกทัพกระจัดกระจาย เมื่อไกรดาเห็นการกระทำของไกรวงศ์ดังนั้นจึงต่อว่า ทำให้ทั้งทัพของไกรวงศ์และไกรดาต่างต่อสู้กันเอง และไกรวงศ์เองเห็นท่าไม่ดี จึงหนีออกมาพร้อมกับหัวของเจ้าสิงหล แล้วนำมาทูลถวายท้าวทศไชยเพื่อเอาความดีความชอบ ส่วนไกรดาก็ตามมาและได้เล่าความจริงทุกอย่างให้ท้าวทศไชยฟัง ครั้นท้าวทศไชยได้ฟังดังนั้นก็ครุ่นคิดและเห็นว่าถ้าปล่อยไว้เช่นนี้ คงจะไม่ดีแน่ จึงตัดสินใจยกเมืองจันทรประเทศให้ไกรดาไปครอง และยกเมืองจันทรบุรีให้ไกรวงศ์ครองอีกเมืองหนึ่ง ทั้งไกรดาและไกรวงศ์ต่างก็ครองเมืองของตนด้วยความสงบร่มเย็นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และตำนานนิทานไกรทองก็จบลงเพียงเท่านี้
[แก้ไข] นิทานอีสป
เรื่อง "ราชสีห์กับลาและหมาจิ้งจอก"
ราชสีห์กับลาและหมาจิ้งจอกได้ร่วมกันออกล่าเหยื่อโดยมีข้อตกลกว่าจะแบ่งเหยื่อกันอย่างยุติธรรม ครั้นล่ากวางได้ตัวหนึ่ง ราชสีห์
มอบหน้าที่ให้ลาเป็นผู้แบ่ง ลาแบ่งเหยื่อออกเป็นสามส่วนเท่าๆกัน แล้วเชิญให้ราชสีห์เป็นผู้เลือกก่อนในฐานะที่ เป็นเจ้าป่า และ หัวหน้าทีม แต่ราชสีห์รู้สึกไม่พอใจวิธีการของลาจึง ตะปบ ด้วยอุ้งเท้าเต็มแรง ลาถึงแก่ความตายทันที
“เจ้าคงจะรู้จักความยุติธรรมดีกว่าเจ้าลาโง่ตัวนี้กระมัง” ราชสีห์กล่าวกับหมาจิ้งจอก
หมาจิ้งจอกผงกหัวรับคำ มันจัดแจงแบ่งเหยื่อออกเป็นสองส่วน เหยื่อชิ้นใหญ่สำหรับราชสีห์ และเหยื่อชิ้นเล็กๆสำหรับตัวมันเอง
“โอ...สหายของข้า” ราชสีห์กล่าวอย่างอารมณ์ดี “ใครเป็นผู้สอนให้เจ้ามีความยุติธรรมถึงเพียงนี้”
“ไม่มีใครสอนข้าหรอกท่านเจ้าป่า” หมาจิ้งจอกตอบเสียงแผ่นเบา “แต่ชะตากรรมของเจ้าลาโง่ตัวนี้ ทำให้ข้ารู้วิธีแบ่งเหยื่อ
ที่ถูกต้องเคราะห์กรรมของผู้อื่นย่อม เป็นตัวอย่างที่ดี สำหรับตัวเรา
เรื่อง "เม่นกับงู"
เม่นตัวหนึ่งไม่มีที่อยู่อาศัยมันไปขออยู่กับสัตว์อื่นๆก็ได้รับการปฏิเสธ ครั้นเมื่อได้พบกับฝูงงูมันพยายามกล่าวอ้อนวอนจนพวกงู
เกิดใจอ่อนยอมให้เม่นไปอาศัยอยู่ในรูด้วย แต่ไม่นานเท่าใดงูก็รู้ว่าพวกตนคิดผิดเพราะต่างก็โดนขนที่แข็งและแหลมของเม่น ทิ่มแทงตามร่างกายได้รับความเจ็บปวดไปตามๆกัน “เพื่อนเอ๋ย เพื่อเห็นแก่ส่วนรวมเจ้าจงไปหาที่อยู่ใหม่เถอะ” ผู้เป็นหัวหน้างู พยายามวิงวอน “เพราะพวกเราลำบากกันเหลือเกิน” แต่เม่นกลับนอนเฉยทำไม่รู้ไม่ชี้ เมื่อรำคาญหนักเข้าเนื่องจากพวกงูเซ้าซี้ จะให้ย้ายออกไปจากรัง มันจึงตวาดกลับไปว่า “ข้าอยู่ที่นี่ก็สบายดีแล้ว หากพวกเจ้าคิดว่าลำบากจนทนไม่ไหวล่ะ ทำไมไม่อพยพ ไปที่อยู่ใหม่ซะล่ะ
เรื่อง"นกอินทรีกับกา"
นกอินทรีตัวหนึ่งเกาะอยู่บนหน้าผาครั้นเห็นลูกเกาะตัวหนึ่งเดินห่างจากฝูงจึงบินลงมาโฉบเอาลูกแกะติดกรงเล็บไปได้อย่าง
ง่ายดายด้วยอุ้งเล็บอันแข็งแกร่งของมัน กาตัวหนึ่งเห็นดังนั้นจึงคิดว่าตัวมันก็สามารถทำอย่างนกอินทรีได้ ครั้นเห็นพ่อแกะตัวหนึ่ง เดินเข้าใกล้ต้นไม้ที่มันเกาะอยู่ กาจึงโฉบลงไปใช้เล็บจิกหลังแกะเอาไว้ ทำให้ขาของมันติดกับขนแกะพยายามดิ้นอย่างไรก็ไม่หลุด คนเลี้ยงแกะจึงรีบมาจับมันไว้ เมื่อขริบปีกออกจนกาไม่สามารถบินหนีได้แล้วจึงนำไปให้ลูกของตนเล่น“พ่อจ๋า นี่เอานกอะไรมาให้หนู” ลูกคนเลี้ยงแกะเอ่ยถาม ด้วยความสงสัยผู้เป็นพ่อยิ้มหยันที่มุมปากก่อนจะตอบคำถาม “มันคงเข้าใจว่าตัวเองคือนกอินทรี แต่ลูก ก็เห็นนี่ว่ามันเป็นเพียงอีกาตัวหนึ่งเท่านั้น”
เรื่อง"ชาวนากับงูเห่า"
วันหนึ่งในฤดูหนาว ชาวนาพบงูเห่านอนตัวแข็งใกล้ตายอยู่บนคันนาอันเนื่องมาจากอากาศที่หนาวจัด ด้วยความสงสารชาวนาจึง
นำงูตัวนั้นใส่ไว้ อกเสื้อของตน ครั้นงูได้รับไออุ่นจากร่างของชาวนาจนสามารถขยับตัวได้ มันกลับเนรคุณกัดชาวนาถึงแก่ความตาย
เรื่อง"แมวกับหนู"
แมวชราตัวหนึ่งไร้เรี่ยวแรงที่จะนับหนู มันพยายามหาอุบายล่อให้หนูเข้ามาใกล้ๆจะได้จับกินโดยง่าย ด้วยการเก็บอุ้งเล็บที่เท้า
ทั้งสี่เอาไว้อย่างมิดชิด นอนแนบตัวอยู่กับพื้นเหมือนกับซากกระต่ายที่ตายแล้ว “มาดูกระต่ายตัวนี้ซิ” หนูตัวหนึ่งแกล้งกล่าวกับเพื่อนๆ ของมันด้วยเสียงอันดัง “ทายได้เลยว่าเมื่อเราเข้าไปใกล้ มันจะไม่ยอมนอนเฉยเหมือนที่กำลังเป็นอยู่ในเวลานี้”
เรื่อง"แม่ไก่กับแมว"
แม่ไก่ตัวหนึ่งนอนเจ็บอยู่ในรัง เมื่อแมวรู้ข่าวจึงเดินทางมาเยี่ยมนี้ ข้ารู้สึกเป็นห่วงเป็นใยยิ่งนัก หากต้องการให้ช่วยเหลือสิ่งใดโปรด
บอกมาได้เลยอย่างเกรงใจ” “ขอบใจ ขอบใจเจ้ามาก” แม่ไก่กล่าวตอบ “หากเพื่อนมีความปรารถนาดีต่อข้าอย่างจริงใจแล้วล่ะก็ ช่วย กลับไปก่อนเถิด เมื่อข้าหายตกใจและเห็นว่าปลอดภัยแล้ว คงจะหายป่วยได้ในไม่ช้านี้”
เรื่อง "คนถูกหมากัด"
ชายคนหนึ่งถูกหมากัดเลือดไหลอาบ พยายามเดินหาหมอรักษาชายอีกคนหนึ่งมาพบจึงให้คำแนะนำเป็นเคล็ดลับให้ว่า“จงนำ
ขนมปังมาชุบเลือดที่แผลให้ชุ่มแล้วเอาไปให้หมาตัวที่กัดท่านกิน แผลของท่านก็จะหายโดยเร็ว”“หากรักษาด้วยวิธีที่ท่านบอก ข้าพเจ้า คงถูกหมาทุกตัวในเมืองนี้รุมกัดเป็นแน่ “ชายผู้ที่ถูกหมากัดกล่าวตอบด้วยความฉุนเฉียว
เรื่อง "แม่หมูกับหมาป่า"
หมาป่าตัวหนึ่งได้ข่าวว่าแม่หมูป่าให้กำเนิดลูกจึงแวะไปเยี่ยมเยียน ครั้นเห็นลูกหมูป่าอวบอ้วนน่ากินมันจึงออกอุบายเพื่อลวงให้แม่หมู
ออกไปจากที่อยู่เพื่อมันจะได้จับลูกๆของนางกินได้สะดวก “เจ้าเพิ่งออกลูกใหม่ๆควรออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์และหาอาหารดีๆกินให้ อิ่มหนำสำราญเพื่อจะได้มีน้ำนมให้ลูกของเจ้าอย่างเพียงพอ” หมาป่าสาธยายอย่างยืดยาว “ส่วนลูกๆที่น่ารักของเจ้าทั้งหมดไม่ต้องเป็น ห่วงหรอก ข้าจะช่วยดูแลให้เอง”“ขอบใจมาก แต่เจ้าคงไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยวุ่นวายมากขนาดนั้นหรอก” แม่หมูป่ากล่าวอย่างรู้ทัน “เพียง แต่ขอให้ออกไปพ้นจากที่อยู่ของข้าเท่านั้น ก็นับว่าเป็นการช่วยเหลืออย่างดีที่สุด และข้าก็คงจะอดขอบใจเจ้าไม่ได้แน่”
เรื่อง"หนูกับกบ"
หนูตัวหนึ่งออกธุดงค์แสวงบุญมาถึงลำธารกว้างแห่งหนึ่ง เมื่อเห็นว่าตนเองไม่สามารถว่ายข้ามได้จึงบังคับให้กบตัวหนึ่งซึ่งหากินอยู่
ริมลำธารพาข้าม กบไม่อาจปฏิเสธได้จึงจำใจช่วยโดยการใช้เชือกผูกตีนของหนูเอาไว้กับตีนของตน ครั้นว่ายมาถึงกลางลำธารกบรู้สึก เหน็ดเหนื่อยจนหมดแรงไม่สามารถว่ายต่อไปได้ ส่วนหนูก็กำลังจะจมน้ำตาย ขณะนั้นมีเหยี่ยวตัวหนึ่งบินผ่านมาพบหนูกับกบลอยอยู่กลาง น้ำจึงโฉบลงมาเฉี่ยวเอาสัตว์ทั้งสองไปกินเป็นอาหาร
เรื่อง"ม้ากับปลา"
พ่อค้าคนหนึ่งเดินทางค้าขายระหว่างเมืองต่างๆ ได้นำสินค้าที่เตรียมไปจำหน่ายซึ่งมีจำนวนมากให้ลาบรรทุกจนหลังแอ่น ส่วนม้านั้น
พ่อค้าให้เดินตัวเปล่าเพราะต้องการจะถนอมไว้เนื่องจากเกรงจะขายไม่ได้ ราคาหากม้าของตนบอบช้ำจากการเดินทาง ลารู้สึกว่าการ บรรทุกครั้งนี้หนักเกินกำลัง มันพยายามอ้อนวอนม้าผู้เป็นสหายขอให้ช่วยแบ่งเบาสัมภาระ “เพื่อนเอ๋ย..ข้ารู้สึกตาลายแข้งขาสั่นไป หมดแล้ว ช่วยแบ่งสัมภาระไปบรรทุกบ้างเถิด เมื่อพักค่อยยังชั่วกลับมีแรงขึ้นมาสักหน่อย ข้าจะรีบนำของเหล่านั้นมาบรรทุกตามเดิม หากเพื่อไม่ช่วยคราวนี้ข้าคงต้องขาดใจตายอยู่กลางทางแน่ๆ” ม้าไม่สนใจคำขอร้องของลา มันยังคงเดินอย่างสง่าต่อไปในขณะที่ลา เริ่มหมดแรงทำท่าจะล้มลง “ข้าไม่ได้สำออยหรอกนะแต่คราวนี้ไม่ไหวจริงๆ เจ้านั้นทั้งสูงใหญ่และแข็งแรงกว่าข้ามากนัก โปรดอย่างนิ่ง ดูดายอยู่เลย หากเพื่อไม่เมตตาข้าคงไม่มีโอกาสได้กล่าวคำวิงวอนอีกแล้ว” “หุบปากของเจ้าซะที” ม้าทำทีขัดเคือง มันธุระกงการอะไร ของข้าที่จะต้องไปช่วยคนอื่น เจ้ามีหน้าที่บรรทุกก็ก้มหน้าก้มตาทำไปซิ”ลาผู้น่าสงสาร กัดฟันเดินต่อไปได้อีกไม่กี่ก้าวก็ล้มลงขาดใจตาย พ่อค้าจึงนำสินค้าทั้งหมดให้ม้าบรรทุกแทน และเมื่อเดินทางจนเหน็ดเหนื่อยพ่อค้าก็ขึ้นไปขี่บนหลังอีกด้วย ในเวลานี้ม้าได้แต่สำนึกเสีย ใจในความเห็นแก่ตัวของมัน แต่ก็สายไปแล้ว
เรื่อง"เด็กเลี้ยงแกะ"
เด็กเลี้ยงแกะคนหนึ่งมีนิสัยเกเรชอบกล่าวคำโกหกพูดจาตลบตะแลงอยู่เสมอ วันหนึ่งหลังจากต้อนฝูงแกะของตนออกไปกินหญ้าบริเวณเชิงเขาแล้ว เกิดนึกสนุกอยากหาเรื่องแกล้งชาวบ้านเล่น เด็กเลี้ยงแกะจึงเดินกลับมาที่หมูบ้าน เมื่อใกล้จะถึงจึงแกล้งวิ่งหน้าตื่นกระหือกระหอบร้องตะโกนด้วยเสียงอันดัง“ช่วยด้วย..ช่วยด้วย ฝูงหมาป่าจะมาจับแกะไปกินหมดแล้ว” เมื่อชาวบ้านได้ยินดังนั้น ต่างพากันฉวยอาวุธตามแต่จะหาได้แล้วรีบตรงไปที่เชิงเขา เด็กเลี้ยงแกะเห็นชาวบ้านวิ่งกันมาหน้าเก้อจึงส่งเสียงหัวเราะด้วยความขบขัน ชาวบ้านรู้สึกไม่พอใจแต่เห็นว่าเป็นเด็กจึงให้อภัย แทนที่จะสำนักตัวเด็กเลี้ยงแกะกลับเห็นเป็นเรื่องสนุกเลยปั้นน้ำเป็นตัวแต่งเรื่องหมาป่าจะมากินลูกหลอกอีกหลายครั้ง ทำให้ทุกคนพากันโกรธหลังจากนั้นไม่นาน มีฝูงหมาป่ามาจับแกะไปกินจริงๆ เด็กเลี้ยงแกะวิ่งมาเรียกชาวบ้านแต่ไม่ใครให้ความช่วยเหลือเพราะคำพูดของเขา ไม่มีใครเชื่อถือเลยแม้แต่คนเดียว
กิตติกรรมประกาศ
ขอขอบคุณ อาจารย์ เพ็ญลภา บุญวงศ์ และอาจารย์ สาคร นิ่มคำ ที่คอยสนับสนุนโครงงาน
และช่วยให้คำแนะนำดีๆเกี่ยวกับโครงงานมาโดยตลอด
อาจารย์ที่ปรึกษา 1. นางสาว เพ็ญลภา บุญวงศ์ 2. นาง สาคร นิ่มคำ
กลุ่มที่ 7 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1
ดวงตาอินฟาเรด
[แก้ไข] คุณสมบัติของผู้รวบรวมนิทานพื้นบ้านชั้นต้น
ผู้รวบรวมข้อมูลพึงตระหนักอยู่เสมอว่าการรวบรวมข้อมูลนิทานพื้นบ้าน ถือเป็นกิจกรรมที่มีเกียรติ น่าภูมิใจ และน่าชื่นชมยินดี ทั้งนี้เพราะการรวบรวมข้อมูลนิทานพื้นบ้านเป็นการแสดงออกถึงการเริ่มต้นศึกษา และอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านอับเป็นการสืบทอดมรดกไทยที่อนุชนคนไทยพึงให้ความสำคัญ ดังนั้นการรวมรวมขั้อมูลนิทานจึงต้องอาศัยบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับภาระกิจอันสำคัญ คือ
ผู้มีคุณสมบัติดังนี้
- 1 เป็นผู้ใฝ่รู้รักในการแสวงหาความรู้ มีความกระตือรือร้นในการค้นคว้าหาความรู้จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ
- 2 มีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักคิดหาวิธีการที่จะเก็บรวบรวมข้อมูล สามารถดัดแปลงวัสดุอุปกรณ์ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ รู้จักคิดค้นหากระบวนการแก้ปัญหาที่ตนเองประสบ
- 3 เป็นผู้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน เคารพในความคิดเห็น และเคารพในวิถีชีวิตของชุมชน ไม่แสดงอาการรังเกียจเดียดฉัน ไม่แสดงอาการดูถูกเหยียดหยามวิทยากร พึงยึดถือเสมอว่า วิทยากร คือ ครูของเรา
ฉะนั้นผู้รวบรวมข้อมูลจึงแสดงความเคารพด้วยการไหว้หรืดกราบตามสมควรแก่กรณี และควรรู้จักกล่าวขอความอนุเคราะห์ด้วยถ้อยคำที่สุภาพ และกล่าวคำขอบคุณเมื่อเสร็จสิ้นการรวบรวมข้อมูลในแต่ละ ครั้ง ในบางกรณีผู้รวบรวมข้อมูลอาจจัดของกำนัลให้แก่วิทยากรตามธรรมเนียมที่เหมาะสม
- 4 เป็นผู้มีความซื่อสัตย์ ผู้รวบรวมข้อมูลจะต้องมีความเป็นกลางไม่บิดเบือนแก้ไขข้อมูลด้วยอคติ ไม่แอบอ้างหรือสร้างข้อมูลเท็จ ควรเก็บข้อมูลให้ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะข้อมูลที่ได้จะถูกนำไปใช้
ประโยชน์ทางการศึกษาและอาจได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวางต่อไป
- 5 เป็นผู้ที่มีความรู้และทักษะเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้รวบรวมข้อมูลควรผ่านการฝึกอบรมหรือได้รับฟังการชี้แจงจากอาจารย์หรือผู้รู้ เกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูลจนเข้าใจได้ดี มีความรู้ในด้าน
ภาษาไทยถิ่นที่จะใช้สื่อสารกับวิทยากรเป็นอย่างดี สามารถจดบันทึกข้อมูลและใช้เครื่องบันทึกเสียงได้ดี
[แก้ไข] นิทานชาดก
นิทานชาดกหรือชาดก เป็นเรื่องเกี่ยวกับการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ แสดงถึงความเป็นมาในพระชาติต่างๆ ที่ได้เกิดมาสร้างบารมีเอาไว้เพื่อการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เราเรียกว่าพระเจ้า 500 ชาติ ปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฎก เล่มที่ 27-28มีทั้งหมด 547 เรื่อง อาจมีทั้งเรื่องที่ซ้ำกันบ้างแต่คาถาจะต่างกัน หรือบางเรื่องที่ยกมาเพียงคาถาเดียวจากเรื่องที่มีหลายๆ คาถา นิทานชาดกนั้นมีคัมภีร์หลักอยู่ 2 ส่วน คือ คัมภีร์พระสุตตันตปิฏก และคัมภีร์อรรถกถา ขยายความเรื่องอีก 10 เล่ม นอกนั้นอาจปรากฏในพระวินัยปิฏกและพระสูตรส่วนอื่นๆ หรือมีปรากฏในคัมภีร์อร รถกภาธรรมบทบ้าง
นิทานชาดกในอรรถกถามีโครงสร้าง 5ส่วนคือ
1 ปัจจุบันนิทาน กล่าวถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในสมัยพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ประทับอยู่ที่ไหน ทรงปรารภใคร 2 อดีตนิทาน เป็นเรื่องชาดกโดยตรง เรื่องที่เคยมีมาในอดีต บางเรื่องเป็นเรื่องทางประวัติศาสตร์ของชนชาติต่างๆ ในชมพูทวีป บางเรื่องเป็นนิทานท้องถิ่น บางเรื่องเป็นนิทานเทียบสุภาษิต เช่น คน พูดกับสัตว์ สัตว์พูดกับสัตว์ เป็นต้น 3 คาถา เป็นพุทธพจน์ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก บางเรื่องเป็นพุทธพจน์โดยตรง บางเรื่องเป็นฤาษีภาษิต บางเรื่องเป็นเทวดาภาษิต แต่ถือเป็นพุทธพจน์เพราะเป็นคำที่นำมาตรัสเล่าใหม่ 4 เวยยากรณภาษิต เป็นการอธิบายธรรมที่ปรากฏในชาดกนั้นๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น 5 สโมธาน เป็นการสรุปชาดกให้เห็นว่าผู้ปรากฏในชาดกนั้นๆ เป็นใคร เคยทำอะไรไว้
แต่ในที่นี้ ได้กำหนดโครงสร้างนิทานชาดกไว้เพียง 4 ตอน คือ
- ตอนที่หนึ่ง เป็นบทนำเรื่องทำให้ทราบว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่ใด ปรารภใครถึงได้ตรัสนิทานเรื่องนี้
- ตอนที่สอง เป็นอดีตนิทานชาดกที่พระพุทธองค์ทรงนำมาสาธก
- ตอนที่สาม เป็นคาถาประจำเรื่องนั้นๆ ซึ่งมีทั้งเป็นคาถาของพระพุทธเจ้า เทวดา บัณฑิต พระโพธิสัตว์ และสัตว์ในเรื่อง และ
- ตอนที่สี่ ตอนสุดท้าย เป็นคติประจำใจที่ไม่มีในอรรถกถาที่ผู้เขียนได้จัดทำขึ้นใหม่ เพื่อให้ครบองค์ของนิทานที่เรามักจะหยอดคำลงท้ายด้วยคำว่า นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอะไรเสมอ
เนื้อเรื่องได้คัดเอาแต่เรื่องที่น่าสนใจเท่านั้นมานำเสนอคิดไว้ว่าคงจะมีหนังสือนิทานชาดกเล่มที่ 1-5 เพราะแต่ละเล่มจะให้มีประมาณ 50 เรื่องเท่านั้น เพื่อความสะดวกสบายในการหยิบพกนั่นเอง แต่ละเรื่องจะบอกที่มาไว้ทุกเรื่อง เนื้อเรื่องได้สรุปมาพอเป็นที่เข้าใจ ถ้าจะนำไปเล่าก็สามารถขยายความได้ เพราะมีเจตนาที่จะทำนิทานชาดกให้เป็นเรื่องง่ายและน่าสนใจยิ่งขึ้น ถ้ากล่าวถึงพระไตรปิฎกหรืออรรถกถาแล้วเป็นการลำบากที่จะให้ความสนใจ แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงสำนวนเดิมเอาไว้มากพอสมควร เนื่องจากเป็นพระพุทธพจน์จึงต้องคงสำนวนบาลีเอาไว้บ้างเพื่อความเหมาะสม แต่ผู้รู้ก็แนะนำว่า ควรปรับเปลี่ยนสำนวนให้เป็นภาษาชาวบ้านมากยิ่งขึ้น เพื่อคนทั่วไป รวมถึงเด็กๆ ที่ชอบอ่านนิทานจะได้อ่านง่าย
นิทานชาดกเล่มที่ 1 นี้มีทั้งหมด 55 เรื่อง คัดสรรจากจำนวน 150 เรื่อง จากหนังสืออรรถกถา 2เล่ม เป็นผลพวงที่เกิดจากปัจจัย 2 อย่าง คือ จากการจักรายการวิทยุกระจายเสียง นิทานธรรมะชาดก ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดหนองบัวลำภู เอฟ.เอ็ม. 97.25ม็กกะเฮิร์ต ในปี 2543 ชื่อรายการ เป็นประจำทุกวันจันทร์ เวลา 14.00-15.30 น. และจากการเสียชีวิตของพ่อและแม่ บุพการีของข้าพเจ้าเอง นอกจากเหตุผล 2 ประการแล้ว ยังมีเหตุผลส่วนตัวที่ได้คิดไว้ว่าจะจัดทำหนังสือนิทานชาดกโดยการเรียบเรียงใหม่ให้เป็นสำนวนชาวบ้านมากขึ้น เพราะคำนึงถึงการที่ จะมีใครสักคนได้มีโอกาสหยิบเอาหนังสือพระไตรปิฎก หรืออรรถกถาแปลติดมือไปนั่งอ่านเล่นในที่ใดที่หนึ่งนั้น คงจะหายากเต็มที ในอดีตเราได้เรียนรู้และรู้จักนิทานชาดกกันตั้งแต่เด็ก นั่นก็คือหลัก สูตรชั้นประถมชั้นปีที่ 3เดิม เราจะได้เรียนนิทานชาดกเรื่อง กระต่ายตื่นตูม และ โคนันทิวิสาล เป็นต้นแล้ว ต่อเมื่อได้มีโอกาสศึกษาจึงได้ถึงบางอ้อ ขออนุโมทนาขอบคุณ รองศาสตรจารย์อุดม บัวศรี อาจารย์อุดร จันทวัน ที่ช่วยแนะนำเป็นที่ปรึกษาทุกด้าน ขอขอบคุณ ท่านพระมหาสาคร เอกวีโร นิสิตสาขาปรัชญา ปีที่ 3มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกร ณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ที่ช่วยเขียนภาพประกอบเรื่อง และขอขอบใจในกุศลจิตของ หนูนิก (ธีรณิศ มุกดาหาร) และ กัลยาณมิตรอีกหลายท่านที่ช่วยพิมพ์ต้นฉบับให้ ข้อบกพร่องใดๆ ที่มีอยู่ ผู้ เขียนขอน้อมรับไว้เพื่อปรับปรุงแก้ไข ส่วนใดที่เป็นความดี ขออุทิศบุญกุศลให้แก่บุพการีผู้ล่วงลับไป
[แก้ไข] ตัวอย่างนิทานกาพย์กลอน
เรื่อง บาตรดินกับบาตรเหล็กมีบาตรดิน หนึ่งใบ จิตใฝ่สูง ความอยากจูง ลืมกายา น่าสงสาร คบบาตรเหล็ก เป็นมิตรมาไม่ช้านาน สองสมาน สามัคคี สุดปรีดา ณ วันวาร กาลหนึ่ง จึงบาตรเหล็ก ชวนเพื่อนเล็ก ด้วยมุ่งมาด ปรารถนา จะท่องเที่ยว ทุกแคว้น แดนพารา เพื่อเปิดตา เปิดหู ดูธรรมเนียม ในต่างด้าว แดนดิน ถิ่นประเทศ ได้ยินเจตน์ บาตรดินฟัง ยังอายเหนียม จึงตอบความ ตามภาษา อุราเกรียม ข้าจำเจียม กายา ไม่กล้าไป ด้วยตัวเรา เป็นดิน ใช่หินเพชร ไม่แข็งเด็ด ยามมีกรรม ทำไฉน คงจะม้วย ชีพพลัน หวั่นฤทัย ฉันกันภัย เองไม่ได้ ใช่อวดดี บาตรเหล็กยิน ผินตอบ ปลอบดวงจิต อย่างควรคิด นอกทาง ห่างวิถี ข้ารักเจ้า เท่าเทียบ เปรียบชีวี ตัวเรานี้ จะมิให้ใครมาพาน จะป้องกัน อันตราย ทั้งหลายแหล่ จิตเผื่อแผ่ ร่วมรัก ใครสมาน มวลอมิตร จะทำลาย ให้วายปราณ ขอเชิญท่าน มาสนุก สุขฤทัย ทั้งสองเกลอ กอดคอ พนอรัก ทั้งสอง ภักดีจิต พิสมัย ทั้งสองกาย กระแทกกัน มิทันไกล ดินประลัย ด้วยเหล็กฟาด จนบาตรแบน บาตรดินแหลก ย่อยยับ อัปยศ ชีพก็ปลด ลงดิ้น สิ้นขาแขน ใครเดินผ่าน มาพอรู้ ก็ดูแคลน ช่างเสียแผน จิตใฝ่สูง จูงลงตาย เราเกิดมา ต่ำศักดิ์ อย่ามักใหญ่ จะเป็นภัย แก่ตัว เพราะมัวหมาย ว่าคบเพื่อน สูงได้ ต้องไว้ลาย กลัวความอาย ต้องควักทรัพย์ นับกว่าพัน กระเป๋าเบา จะให้เท่า กระเป๋าหนัก เกรงเสื่อมศักดิ์ รักสง่า จนน่าขัน เห็นเขาขึ้น คานหาม ตามประชัน เอามือดัน ก้นให้สูง จรุงเอย
[แก้ไข] ตัวอย่างนิทานสอนใจ
เรื่อง ความรักลูก
ครั้งหนึ่งชาวนาผู้หนึ่งจูงแม่วัวจะเอาไปฆ่า แต่แม่วัวมันไม่ยอมไป ชาวนาผู้นั้นจึงเริ่มฉุดลาก แม่วัวด้วยพละกำลังเต็มที่แม่วัวก็ปักหลักเท้าของมันไว้กับพื้นดินอย่างมั่นคง จนไม่สามารถทำให้ ขยับเขยื้อนได้ ชาวนาผู้นั้นทำอย่างไรได้ล่ะ เขาได้นำเอาลูกของแม่วัวตัวนั้นออกมา แล้วจูงมันไป ข้างหน้า ตัวแม่ก็ตามลูกของมันไป ไม่ต้องใช้กำลังบังคับ แต่ด้วยความสมัครใจของมันเอง
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การให้ผู้อื่นทำสิ่งใด ความเต็มใจย่อมดีกว่าถูกบังคับ
[แก้ไข] นิทานตลก
เป็นเรื่องเล่าที่มุ่งความสนุกสนาน ความบันเทิงใจอย่างแท้จริง เรื่องตลก เป็นที่ชื่นชอบของคนทุกชาติ ทุกภาษา นิทานตลกจึงมีมาก มีการจดจำและเล่าสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน อาจแยกย่อยออกไปอีกมาก เช่น นิทานคนโง่ นิทานคนฉลาด นิทานโกหก เป็นต้น
[แก้ไข] นิทานตลกหยาบโลน
เป็นกลุ่มย่อยกลุ่มหนึ่งของนิทานตลก มักเล่าแบบปากต่อปาก ความสนุกสนานอยู่ที่เนื้อเรื่อง น้ำเสียง และลีลาการเล่านิทาน มักจะไม่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ ถึงบันทึกก็ไม่อาจเขียนได้อย่างที่เล่า
การเล่าเรื่องตลกหยาบโลนมักเล่ากันในหมู่ผู้ใหญ่ หรือผู้มีประสบการณ์ชีวิตแล้ว เรื่องประเภทนี้จึงเล่าและฟังได้ทั้งหญิงและชาย หากวิเคราะห์ด้วยใจเป็นธรรม นิทานตลกนอกจากจะทำให้เรามอง เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้าน วัฒนธรรม ความเชื่อ สภาพแวดล้อม และการทำมาหากินแล้ว โดยเนื้อเรื่องของนิทานยังมุ่งเสนอหรือสอนเรื่องเพศอย่างชาญฉลาดอีกด้วย ผู้ศึกษานิทานประเภทนี้จึงควรศึกษา อย่างวิเคราะห์ด้วยความสุขุม ด้วยปัญญา เพื่อให้ได้ทั้งความรู้และความบันเทิงเช่นกัน
[แก้ไข] อีสปราชาเเห่งการเล่านิทาน
เรื่องราวชีวิตของ"อีสป "เกิดขึ้นมาหลายพันปีแล้ว หาก จะเอาตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้อง ชีวิตของอีสปก็คงอยู่ในราว ช่วงเวลา 560-620 ก่อนจะตั้งคริสตศักราช หรือที่เขาพูดกันว่า ก่อนคริสตศักราช 560 ปีนั่นเอง ในยุคนั้น อีสป มีชีวิตอยู่บนเกาะซามอส ที่เมืองซาร์ดิสของ ประเทศกรีกโบราณ ซึ่งปัจจุบันเกาะนี้ตั้งอยู่นอกชายฝั่งของประเทศตุรกี นั่นเอง อีสปในตอนนั้น เขาอยู่ในภาพของทาสคนหนึ่งของชาวกรีก ในสมัยโบราณทาสที่มีความสามารถทางด้านการต่อสู้ มีเรือนร่าง กำยำ มักจะได้รับความสนใจและถูกนำไปใช้งานเกี่ยวกับการต่อสู้ แต่สำหรับอีสป เขาเป็นเพียงชาย พิการ ขี้เหร่ ไม่ค่อยสมประกอบแม้ว่าเขาจะสมัครตัวเป็นทาสรับใช้ผู้ดีมีเงิน เขาก็ยังหาคนรับซื้อเขายาก เพราะเขาแทบจะไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมจะไปเป็นทาสรับใช้คนอื่นเขาเสียเลย ( เพราะทาสในสมัย นั้นต้องทำงานแทนนายทุกอย่างจึงต้องการคนแข็งแรง )
อีสปจำเป็นต้องเดินทาง ออกจากถิ่นที่อยู่ เพื่อไปสมัคร หรือขายตัวเป็นทาสยังนอกดินแดนที่เขาเกิด โดยอีสป ได้เดินทางไป กับเพื่อนคนหนึ่งชื่อเอียดมอนที่มีร่างกายกำยำแข็งแรง โดยหวังว่าเมื่อมีผู้มาซื้อเพื่อนของเขาแล้ว จะได้รับเขาเป็นของแถมไปด้วยอีกคน ความคิดเช่นนี้ของอีสปเริ่มส่อแววให้เห็นถึงอัจฉริยภาพทางสมอง ของเขาว่า เขามีความฉลาดหลักแหลม เข้าใจคิดที่ลึกซึ้ง และมีกลยุทธ์แปลกไปจากคนอื่น ๆ เพราะเขาเป็นคนที่พิการขี้เหร่ไม่แข็งแรงทำให้อีสปหันมาใช้ปัญญาแทนการใช้กำลัง และปัญญาที่เขานำมาเพื่อเอาชีวิตรอดก็คือ เขาคิด และผูกเรื่องราวต่าง ๆขึ้นเป็นเรื่องเป็นราว มีตัวละครในเรื่องแต่ละตัวที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน โดยอีสปจะแฝงปรัชญาความคิด หรือวิธีดำรงชีวิต สอดแทรกเข้าไปในเรื่องที่เขาแต่งขึ้นด้วย
ปรัชญาความคิดที่เขาแทรกลงไปในเรื่องที่เขาแต่งขึ้นมานั้น จะเป็นเรื่องราวที่ผู้ฟัง ได้ฟังแล้ว สามารถนำมาประยุกต์กับชีวิตของคนในชีวิตประจำวันได้ หรือมิเช่นนั้นเรื่องราวต่าง ๆของ อีสปที่ผูกเป็นเรื่องขึ้นมาก็จะให้คติสอนใจแก่คนฟัง ที่เขาจะนำเอาไปใช้ให้เกิดเป็นประโยชน์ได้ การสร้างแนวคิด การอบรมสั่งสอน ให้คนมีความเชื่ออย่างใด อย่างหนึ่งในสมัยเมื่อสามพันปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะนอกจากคนในสมัยนั้นยังมองเห็นโลก ไม่กว้าง ไม่มีเรื่องราวของวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แล้วการที่จะตั้งตัวว่าเป็น ผู้รู้หรือที่เรียกกันว่า เป็น นักปราชญ์ นั้นมีโทษอย่างร้ายแรงทีเดียวเพราะในสมัยนั้น ผู้ที่จะเป็นผู้รู้ได้จะต้องเป็นผู้ที่อยู่ ในศาสนาเท่านั้น หากคนนอกวัดแสดงตัวเป็นผู้รู้ โอกาศที่จะถูกพวกพระ พวกผู้นำทางศาสนากล่าว หาเอาเอาได้ว่า เป็นพวกพ่อมดหมอผีซึ่งมีโทษถึงตายทีเดียว จะเป็นด้วยเจตนาที่อีสปสร้างเรื่องราว เพื่อสั่งสอนให้คนทำความดี รู้จักตัวเอง มีคุณธรรม แต่เขารู้ว่า เขาจะทำอย่างตรง ๆไม่ได้เพราะจะมีภัยมาถึงตัว เขาจึงผูกเรื่องเพื่อการสั่งสอนของเขาออกเป็นเรื่อง ราว และใช้ตัวแสดงในเรื่องราวของเขาเป็นสัตว์ชนิดต่าง ๆ เป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้คนฟังเข้าใจว่า เป็นเรื่อง เล่าขานกันเพื่อความสนุกสนานอย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับการสั่งสอนใคร ด้วยเหตุนี้เอง การเล่าเรื่องของอีสป จึงไม่มีใครคิดว่า เขากำลังสั่ง สอนให้คนอยู่ในศีลในธรรม แต่ทุกคนฟังเรื่องราวของเขาเพราะความสนุกสนาน เรื่องราวของเขาจึงถูกเรียกขานกันในนามว่า " นิทาน "
นิทานของ อีสปได้รับความนิยมอย่างมากจากคนฟัง ชีวิต ของเขาจึงทำงานด้วยการเล่านิทานเป็นกิจวัตร จนทำให้ทุกคนในท้องถิ่นที่เขาอยู่รู้จักเขาเป็นอย่างดี และทุกคนต่างก็อยากฟังนิทานของเขาไม่ว่าจะเป็นทั้งเด็กหรือผู้ใหญ่ จนในที่สุดอีสปก็ได้รับการปลดปล่อยจากการเป็นทาส แล้วมาเล่า นิทานเลี้ยงตัวเอง นิทานของอีสปถูกแต่งขึ้นมามากมาย ล้วนแล้วแต่เป็นคติสอนใจให้ คนฟังนำเอาไปใช้ หรือเกิดสำนึกที่ดี ถึงขนาดว่า ความดีและความสนุกสนานในนิทานของอีสป ได้ ยินไปถึงราชสำนักของกษัตริย์เครซุสแห่งอานาจักรลิเดีย ของเอเซียไมเนอร์ ซึ่งราชอาณาจักรนี้จะมีผู้รู้และผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลมหลายคน เมื่ออีสปถูกเรียกตัวมาเล่านิทานให้กษัตริย์ และคนในราชสำนักฟัง จึงเท่ากับว่า นิทานของอีสปกำลัง ถูกพิจารณาจากผู้รู้ที่มีความสามารถอย่างสูงในราชสำนัก อย่างที่เรียกได้ว่า อีสป กำลังถูก" ลองของ"ก็ คงไม่ผิดนัก กษัตริย์ เครซุส ทรงรับฟังนิทานของอีสปอย่างพอพระทัย และสามารถ นำเอาเรื่องราวในนิทานของอีสปไปใช้ประโยชน์ในการปกครองแผ่นดิน เพื่อทำให้พลเมืองมีความสุข มีความสงบได้อย่างเป็นจริง เป็นจัง กษัตริย์ เครซุส จึงทรงคิดที่จะใช้ประโยชน์จากอีสปให้มากกว่เป็น แค่คนเล่านิทาน พระองค์จึงรับเอาอีสปมาทำงานในราชสำนักแล้ว แต่งตั้งให้อีสป ทำหน้าที่เป็นราชทูต เพื่อไปเจรจาความกับ เมืองอื่น ๆเพราะเห็นว่าอีสปเป็นผู้มีจิตวิทยาสูง มีไหวพริบรอบคอบแหลมคม และอีสปก็ใช้ความสามารถในการสร้างนิทานทำหน้าที่ของเขาได้อย่างดีเยี่ยมส่งผลให้แผ่นดินของ กษัตริย์ เครซุส มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันดีในยุคนั้น
นิทานของอีสปใช้วิธีการเปรียบเทียบ การกระทำของสัตว์ชนิดต่าง ๆ ให้มาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ใช้สุนัขจิ้งจอกเปรียบเป็นเสมือนมนุษย์เจ้าเล่ห์ ใช้กระต่ายเป็นเสมือนผู้ ใสซื่อ ใช้สิงโตเป็นผู้หยิ่งทระนง มีศักดิ์ศรี นิทานของเขาทุกเรื่องจึงกระทบกับจิตใจของคนอยู่ทั่ว ๆไป ชื่อเสียง ความสนุกสนานในนิทานของอีสป กระฉ่อนไปทั่วแผ่นดิน กรีกในยุคนั้น จนกระทั่งวันหนึ่ง อีสปก็พบกับปัญหาอันยิ่งใหญ่ของชีวิต เมื่อเขาถูกส่งตัวเป็นราชทูต ไปยังเมืองเดลฟิ ซึ่งบ้านเมืองเต็มไปด้วยความไม่ยุติธรรมของบรรดาข้าราชบริพารในราชสำนัก อีสป ได้เล่านิทานให้พวกราชสำนักฟัง เล่านิทานให้ประชาชนชาว เมืองเดลฟิฟัง ทำให้เกิดการตื่นตัวของชาวเมืองเดลฟิ ที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้กับความไม่ยุติธรรม แน่นอนผลจากการเล่านิทานที่เหมือนปลุกระดมให้พลเมืองออกมาต่อสู้ กับเหล่าอธรรมนี่เอง ทำให้ไปขัดกับบรรดานักการเมืองที่ชั่วร้ายในราชสำนัก พวกเขาเหล่านั้นจึงเกิด อาการเคียดแค้น ชิงชังและหาทางที่จะกำจัดอีสป ให้ได้โดยเร็ววันเพราะยิ่งอีสปอยู่ในเมืองและเล่า นิทานให้ประชาชนฟังมากเท่าไร ?กระแสต่อต้านของบรรดาพลเมืองที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ยิ่งมากขึ้น เท่านั้น แล้วแผนการทำลายอีสปก็เกิดขึ้น โดยบรรดานักการเมืองชั่วร้ายวางแผน เอาขันทองคำของกษัตริย์มายัดเยียดไว้ในกระเป๋าสัมภาระของอีสป แล้วแจ้งความว่าอีสปขโมยสมบัติของกษัตริย์ ผลจากการตัดสิน โดยพวกนักการเมืองชั่วร้ายเหล่านั้น อีสปมีความผิด ในข้อหาลบหลู่และทำลายชาวเดลฟิ อย่างร้ายแรง เขาถูกตัดสินให้ตายอย่างป่าเถื่อนที่สุด โดยการจับโยนลงมาจาก หน้าผาสูง ชิวิตของอีสปจึงจบสิ้นลง อย่างน่าเสียดายแค่ตรงนั้น แต่นิทานของ อีสปยังถูกกล่าวขานกันอยู่ในหมู่ของผู้คนที่กระจายเพิ่มมากขึ้น จากปากหนึ่งไปสู่อีกปากหนึ่ง
นิทานอีสปจึงไม่ตายไปพร้อมกับตัวของอีสปด้วย หลังจากที่อีสปตายไปไม่นานชาวเอเธนส์ผู้หนึ่งชื่อลีซิฟัสก็ได้ปั้นรูปของอีสปตั้งไว้ข้างหน้าของอนุสาวรีย์ยอดนักปราชญ์ทั้งเจ็ดของชาว เอเธนส์ซึ่งถือได้ว่าอีสปได้รับการยกย่องเทียบเท่ากับยอดนัก ปราชญ์ผู้โด่งดังของชาวเอเธนส์ในยุคนั้นทีเดียวนิทานอีสปได้รับการเผยแพรเรื่อยมาตลอดชั่วระยะเวลากว่าสามพันปี ผู้อพยพจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่ง จดจำนิทานอีสปไปเล่าขาน เรื่องราวเหล่านั้นจึงกระจายไปทั่วโลกและทุกมุมโลก ทุกคนเมื่อได้ฟัง นิทาน ของอีสปแล้ว พวกเขาจะเกิดความรู้สึกสำนึกที่ดี ได้รับบทเรียน ได้รับรู้สิ่งที่ดีงาม และความชั่วร้าย ไปพร้อม ๆกับความสนุกสนาน นิทานของอีสปจึงกลายเป็นนิทานอมตะ ที่ไม่มีวันตายไปจากโลกนี้ แทบจะบอกได้เลยว่านิทานอีสปนั้นมีอยู่ในทุกประเทศ ทุกหนทุกแห่งในโลกนี้ก็ว่าได้
[แก้ไข] นิทานของอิสปที่โด่งดัง
กระต่ายกับเต่า,อีกากับชิ้นเนื้อ,สิงโตโลภมากกับกระต่าย,สุนัขจิ้งจอกกับผลองุ่น,แมวเจ้าสาว,ขุมทรัพย์ในไร่องุ่น,นกกากับเหยือกน้ำ,เด็กเลี้ยงแกะ,หนูบ้านนอกกับหนูในเมือง,วัวสามสหาย,แม่กบกับวัว,ขวานเงินขวานทอง,นกกาเจ้าแห่งสัตว์ปีก,สิงโตเบาปัญญา,ไก่โต้งผู้ชาญฉลาด,ปลาใหญ่กับปลาเล็ก,นกอินทรีเจ้าเล่ห์,ม้าหนุ่มกับน่ำค้าง ฯลฯ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต



















