.:: น้ำ - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
น้ำ
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Pantip.Com


ภาพ:Water_1.jpg


น้ำ

        น้ำ เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้เป็นจำนวนมหาศาลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นยังเป็นสิ่งสำคัญที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจของทุกประเทศในโลก ทั้งประเทศอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ปริมาณที่ใช้กันในแต่ละประเทศ สามารถพิจารณาถึงการนำมาใช้ประโยชน์ได้ คือ ในการใช้เพื่อการอุปโภคและบริโภคจะมีปริมาณเพียงร้อยละ 10 ของทรัพยากรน้ำที่ใช้ทั้งหมด และใช้เพื่อการอุตสาหกรรมประมาณร้อยละ 20 และที่เหลืออีกร้อยละ 70 ประเทศในโลกที่สองและโลกที่สามจำเป็นต้องใช้เพื่อการเกษตร (http://www.oecd.org/dataoecd/26/5/35785565.pdf)

สารบัญ

[แก้ไข] ประสบภัยแล้ง

        ในปี พ.ศ. 2546 องค์การสหประชาชาติได้แจ้งเตือนว่าอีก 30 ปีนับต่อจากนี้ โลกจะประสบกับปัญหาภัยแล้งอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2558 อาหารจะเริ่มไม่เพียงพอในการเลี้ยงพลโลกทั้งหมด รวมทั้งส่วนแบ่งน้ำที่แต่ละคนจะได้รับจะน้อยลงกว่าในปัจจุบัน ประเทศต่างๆ ในโลกจึงจำเป็นจะต้องตระหนักถึงภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้นนี้ (http://news.bbc.co.uk/2/hi/science/nature/2818615.stm) และคาดว่าอนาคตในปี พ.ศ. 2593 ประชากรจะเพิ่มขึ้นเป็น 9,000 ล้านคน อันจะทำให้การใช้น้ำของชาวโลก 1,200 ล้านคน จะไม่สามารถหาน้ำดื่มที่สะอาดได้ และอีกประมาณ 2,500 ล้านคน จะไม่มีระบบสุขาภิบาลที่ดี การกำจัดของเสียไม่เหมาะสมและยังคาดการณ์ว่าจะมีผู้เสียชีวิต 5 ล้านคนต่อปี จากโรคที่มีสาเหตุมาจากการใช้น้ำ (http://news.nationalgeographic.com/news/2005/01/0111_041105_maude_barlow.html)

        จากเหตุผลนี้เองจึงได้มีการจัดตั้งองค์การน้ำแห่งสหประชาชาติขึ้น เพื่อสนับสนุนประเทศสมาชิกให้บรรลุข้อตกลงระหว่างกันในการแบ่งและจัดสรรทรัพยากรน้ำ (http://www.unwater.org/about.html) อันเป็นดัชนีที่ชัดเจนถึงความจำเป็นที่โลกจะต้องกำหนดมาตรการและควบคุมการใช้น้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมกับการสร้างระบบประนีประนอมระหว่างชุมชนและระหว่างรัฐชาติ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งอย่างรุนแรงจากการแย่งชิงน้ำในอนาคต

[แก้ไข] ทรัพยากรน้ำและความขัดแย้งระหว่างสังคมและรัฐชาติ

        แม้ว่าสงครามน้ำจะยังไม่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในประวัติศาสตร์ก็ตาม แต่แหล่งน้ำมีความเชื่อมโยงกับความขัดแย้งระหว่างสังคมต่าง ๆ ในหลายระดับด้วยกัน ดังเช่น (http://www.oecd.org/dataoecd/26/5/35785565.pdf)

  • ในระดับท้องถิ่น การแย่งชิงแหล่งน้ำแต่ละแห่ง หรือความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งต่อต้านการก่อสร้างเขื่อน เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ต่างๆ ของโลก
  • ในระดับประเทศ ความแตกต่างระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ซึ่งมีจุดมุ่งหมายแตกต่างกัน เช่น เกษตรกร อุตสาหกร นักท่องเที่ยว หรือนักสิ่งแวดล้อมนิยม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการน้ำ ดังเช่น การแย่งชิงแหล่งน้ำดิบสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ในภาคเศรษฐกิจ ย่อมมีผลประโยชน์ขัดแย้งกับภาคเกษตรกรรมโดยตรง
  • ในระดับนานาชาติ ประเทศที่อยู่ต้นน้ำและปลายน้ำมีผลประโยชน์ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ดังเช่นที่ประเทศจีนสร้างเขื่อนปิดกั้นทางเดินของน้ำในแม่น้ำโขง ย่อมส่งกระทบโดยตรงต่อไทย ลาว เวียดนาม และกัมพูชา
  • ในระดับโลก ทรัพยากรน้ำมีความสำคัญโดยตรงต่อตลาดอาหารของโลก

        ความสำคัญของทรัพยากรน้ำในแต่ละระดับ มีปัจจัยสำคัญคือการเข้าถึงแหล่งน้ำ ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์แห่งชาติที่สำคัญของทุกประเทศ และมีความเชื่อมโยงกับการตัดสินใจทางด้านการเมือง สังคมจิตวิทยา เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม อันสามารถนำไปสู่การใช้ความรุนแรงทางด้านการทหารได้โดยตรง ทั้งนี้เนื่องจาก ความขัดแย้งในระดับท้องถิ่นสามารถขยายตัวเป็นการใช้กำลังรบในระดับชาติได้ (Postel & Wolf. 2001;60-65)

[แก้ไข] ปัญหาของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

        ปัญหาของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยทั่วไปเกิดขึ้นเนื่องจากปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ดังต่อไปนี้

1. แนวโน้มในเชิงลบต่อสถานการณ์น้ำ อันเป็นผลมาจาก

  • การเติบโตอย่างรวดเร็วของประชากร
  • การพัฒนาอย่างรวดเร็วของภาคชนบท
  • การขาดการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้องเหมาะสม
  • ความล้มเหลวของนโยบายการพัฒนาของรัฐบาล

2. ปัญหาที่เกิดขึ้นจากทรัพยากรน้ำที่มีอยู่

  • แหล่งน้ำสะอาดมีไม่เพียงพอ
  • ประชาชนขาดความรู้และความเข้าใจในเรื่องสุขอนามัย
  • ขาดการให้บริการด้านอนามัยที่เหมาะสม

3. ปัญหาทางด้านสังคมจิตวิทยา

  • ความยากจน
  • การขาดการศึกษา
  • ระบบการเมืองไม่แน่นอน
  • การสู้รบหรือความขัดแย้งต่างๆ

[แก้ไข] สถานการณ์เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำในประเทศไทย

        ประเทศไทยตั้งอยู่ระหว่างพื้นแผ่นดินอันกว้างใหญ่ของทวีปเอเซียกับพื้นน้ำของมหาสมุทรแปซิฟิคและมหาสมุทรอินเดีย จึงได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมซึ่งเป็นลมที่พัดเป็นประจำฤดูที่เกิดจากความแตกต่างระหว่างความกดและอุณหภูมิของอากาศที่อยู่เหนือพื้นดินและพื้นน้ำจึงทำให้ประเทศไทยอยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุม เป็นเหตุให้มีฝนตกชุกปริมาณน้ำฝนสูง แม่น้ำต่าง ๆ เกิดขึ้นหลายสายโดยมีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแม่น้ำสายหลักที่สำคัญที่สุด มีพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาประมาณ 160,000 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณหนึ่งในสามของพื้นที่ประเทศ (ประเทศไทยมีพื้นที่ประมาณ 513,115 ตารางกิโลเมตร)

[แก้ไข] ปัญหาน้ำในประเทศไทย

[แก้ไข] ปัญหาการขาดแคลนน้ำ

        ทั้งด้านการเกษตรกรรม การอุตสาหกรรมและน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค ประเทศไทยมีพื้นที่ลุ่มเพื่อการเก็บกักน้ำหล่อเลี้ยงชุมชนประมาณ 40,000 แห่งทั่วประเทศ แต่จากการตัดไม้ทำลายป่า ทั้งเพื่อการขยายพื้นที่การเกษตรและการค้าไม้ได้ก่อให้เกิดปัญหาแหล่งน้ำที่ลดน้อยลง (http://www.unesco.org/water/wwap/wwdr2/case_studies/pdf/thailand.pdf)โดยปรากฏข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้

  • น้ำฝนเป็นน้ำที่ใช้ในกิจกรรมต่างๆ โดยใช้ในภาคเกษตรร้อยละ 93 ใช้ในภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 2.4 และใช้ในครัวเรือนร้อยละ 4.6 ปัจจุบันภาคการเกษตรใช้น้ำอย่างขาดการวางแผนที่ดี มีบางส่วนเท่านั้นที่จัดการใช้น้ำแบบหมุนเวียน หรือมีระบบการใช้น้ำอย่างประหยัด การใช้ระบบชลประทานเข้ามาช่วยในการกักเก็บน้ำจะช่วยภาคเกษตรได้มาก แต่จะต้องมีการลงทุนสูง (กลุ่มคลังสมอง วปอ. 2546:68-69)
  • ในปัจจุบันต้นน้ำลำธารจะมีน้ำเฉพาะขณะที่มีฝนตกเท่านั้น การดูดซึมมีน้อยมาก การตัดไม้ทำลายป่าเป็นการทำลายระบบการดูดซับน้ำโดยตรง ต้นไม้ไม่สามารถทนต่อสภาพความแห้งแล้งได้จะตายไป การสร้างฝายน้ำล้นบริเวณซอกเขาจะช่วยให้รักษาน้ำฝนที่ตกลงมาเก็บกักให้เกิดความชุ่มชื้นต่อต้นไม้ได้ และป้องกันมิให้น้ำไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติเร็วเกินไป ถ้าสามารถทำให้การไหลของน้ำช้าลงบริเวณต้นน้ำลำธารจะเป็นการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นการช่วยความขาดแคลนน้ำได้โดยวิธีหนึ่ง โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ราบสูงจะมีบ่อน้ำขนาดเล็กเป็นจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นบ่อแห้ง เพราะเก็บกักน้ำไม่ได้มีการรั่วซึม และไม่มีน้ำตามธรรมชาติไหลลงมาอย่างเพียงพอ
  • พื้นที่ลุ่มแถบแม่น้ำหลัก 25 ลุ่มน้ำ แม่น้ำสาขาอีก 254 ลุ่มน้ำ และยังมีลำน้ำลำธารเชื่อมต่ออีกเป็นจำนวนมาก มีพื้นที่รับน้ำเกือบทั้งประเทศ ปัจจุบันประสบปัญหาตื้นเขินไม่มีความจุของพื้นที่รับน้ำ เมื่อฝนตกลงมาจะเกิดการไหลบ่าลงสู่ที่ต่ำ เมื่อฝนตกลงมาจะเกิดการไหลบ่าลงสู่ที่ต่ำ ถ้าทำการขุดลอกให้ลำน้ำทั้งหมดมีความลึกและสร้างให้คงสภาพเดิมจะสามารถรับน้ำได้อีกเป็นจำนวนมาก จะช่วยให้เกิดพื้นที่รับน้ำเพิ่มขึ้นและยังเก็บกักน้ำที่จะไหลบ่าลงมาสู่ที่ต่ำ สามารถช่วยลดภาระที่จะทำให้น้ำท่วมได้
  • บริเวณอิทธิพลของลุ่มแม่น้ำยม เริ่มจากต้นน้ำจากสันปันน้ำและยอดดอยภูลังกา อ.ปง จ.พะเยา น้ำไหลลงใต้จนไปบรรจบกับแม่น้ำน่านที่ ต.เคยไชย อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ยาว 700 กม. มีพื้นที่ลุ่มน้ำ 23,616 ตร.กม. และยังมีลุ่มน้ำสาขาอีก 11 ลุ่มน้ำ รวม 11 จังหวัด พื้นที่ลุ่มน้ำที่ได้รับอิทธิพลจากแม่น้ำ คือ จังหวัดแพร่ 26.02% หรือมีพื้นที่รับน้ำ 6,144.88 ตร.กม. และจังหวัดสุโขทัย 26.2% หรือมีพื้นที่รับน้ำ 6,187.39 ตร.กม. ปริมาณน้ำฝนที่ตกใน 2 จังหวัด 29,307.46 ล้าน ลบ.ม./ปี จากปริมาณน้ำฝน ดังกล่าว รวมกับปริมาณน้ำฝนที่ไหลมาจากทางเหนือ จึงทำให้เกิดน้ำท่วมทุกปี แต่เมื่อหมดฤดูฝนเข้าหน้าแล้งน้ำจะแห้งมากจนบางแห่งได้ชื่อว่าเป็นแหล่งน้ำแล้งอย่างถาวร เหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้ามีเขื่อนบังคับน้ำและมีการปรับปรุงแม่น้ำลำคลองให้สามารถรับน้ำให้มากขึ้น

[แก้ไข] ปัญหาน้ำท่วมขังในที่ลุ่ม

        ซึ่งเกิดจากปริมาณน้ำที่ไหลบ่ามาจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ และบริเวณที่ได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเลหนุน

  • บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างเป็นบริเวณพื้นที่เป็นราบลุ่ม มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางไม่มาก บริเวณนี้ได้รับอิทธิพลจากฝนเฉลี่ยปีละ 115 วัน แต่เป็นพื้นที่ที่รับน้ำจากบริเวณภาคเหนือไหลลงสู่ทะเล ถ้าปริมาณน้ำในพื้นที่เป็นฐานรองรับมีน้ำอยู่แล้วจะทำให้เกิดน้ำท่วมทันที สิ่งบอกเหตุว่าจะมีน้ำท่วมมากน้อยเท่าใดขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำทางเหนือ สิ่งที่จะช่วยให้ปริมาณน้ำลดน้อยลงด้วยอาคารชลประทาน อาจจะเป็นฝายหรือเขื่อนกั้นน้ำ
  • กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญต่ออิทธิพลของน้ำท่วม พื้นที่กรุงเทพฯ ปัจจุบันมีสภาพการทรุดตัวจากการสูบน้ำบาดาลมาใช้มากเกินไป และยังมีเหตุที่ช่วยให้แผ่นดินทรุด จากการขุดลอกร่องน้ำ ประกอบกับในปัจจุบันคูคลองถูกถมเป็นถนนแล้วใช้ระบบท่อน้ำแทน การระบายน้ำออกเป็นไปได้ช้า จากการที่น้ำทะเลหนุนในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน และน้ำเหนือจะไหลมาในเวลาเดียวกัน ทำให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำเหนือและฝนที่ตกลงมาในพื้นที่ด้วย หากฝนตกหนัก การระบายน้ำไม่ทันน้ำจะเกิดน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ
  • การประมาณการน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะปกติของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่ปริมาณน้ำเหนือที่ไหลมาสมทบสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ ถ้ามีการบริหารน้ำทางเหนือให้ทยอยไหลมาตลอดปี โดยผ่านการทำงานของเขื่อน อีกประการหนึ่งคือ อิทธิพลจากน้ำทะเลหนุน น้ำทะเลมีความสูงเฉลี่ยประมาณ 1.95 ม. ถึง 2.25 ม. แต่กรุงเทพฯ มีพื้นที่ที่ต่ำสุด 1.65 ม. เท่านั้น หากน้ำทะเลหนุนน้ำสามารถท่วมได้ การสร้างประตูน้ำกั้นปากแม่น้ำเจ้าพระยาน่าจะเป็นผลดี โดยออกแบบประตูน้ำให้เรือขนาดใหญ่สามารถแล่นผ่านเข้าออกได้

[แก้ไข] ปัญหาการแทรกตัวของน้ำเค็มในฤดูแล้ง

        ที่มีผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรกรรม และการใช้น้ำเพื่ออุปโภคและบริโภค

  • พื้นที่ติดกับทะเล และพื้นที่บริเวณแม่น้ำที่ไหลลงสู่ทะเล ประเทศไทยมีพื้นที่ติดทะเลทั้งสองฝั่งมากกว่า 3,000 กม. ผู้ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมฝั่งทะเลจะไม่ค่อยเดือดร้อนมากมีความเคยชินต่อสภาพน้ำเค็มและน้ำกร่อย การดำเนินชีวิตความเป็นอยู่ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจะเป็นผู้ที่อยู่ในบริเวณแม่น้ำที่ไหลลงสู่ทะเลปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นช่วงที่น้ำเหนือลดน้อยลงหรือการควบคุมให้น้ำเหนือไหลลงสู่ทางใต้น้อยลง จะทำให้น้ำทะเลไหลเข้ามาแทนที่ บางครั้งไหลลึกเข้าไปในพื้นที่การเกษตร ทำความเสียหายต่อผลไม้บางชนิด ส่วนใหญ่เป็นพืชทางเศรษฐกิจ เช่น ทุเรียน เป็นต้น การใช้เพื่ออุปโภคและบริโภคจะมีผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยริมน้ำ บางครั้งกระทบต่อน้ำใช้ของประปา
  • การแก้ไขโดยอาคารกำกับน้ำและการคำนวณปริมาณน้ำที่จะใช้ผลักดันไม่ให้น้ำทะเลไหลเข้ามาในแม่น้ำมาก แต่ถ้าบริเวณใดสร้างเขื่อนป้องกันน้ำทะเลได้ก็จะหมดปัญหา จะเห็นว่าปริมาณน้ำจืดและน้ำเค็มมีข้อแตกต่างทางปริมาณ น้ำจืดมีเพียง 2.7% เท่านั้น ถ้ามีการปิดกั้นน้ำทะเลไม่ให้เข้ามาสู่น้ำจืดได้ จะถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

[แก้ไข] ปัญหาน้ำเสียที่เกิดจากชุมชน

        และน้ำเสียอุตสาหกรรมอันเกิดมาจากการบำบัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำเสียทางเคมีและโลหะหนัก น้ำเสียจากสารพิษ และน้ำเสียเกิดจากน้ำใช้ระบายน้ำร้อน

  • น้ำเสียที่เกิดจากชุมชน ได้แก่ น้ำเสียเกิดจากที่อยู่อาศัย เป็นน้ำที่เกิดจากซักล้างจากครัวเรือน รวมทั้งสิ่งที่จะเกิดจากเน่าเปื่อยการรักษาคุณภาพของน้ำจะเกิดขึ้นได้จากผู้ใช้มีความรับผิดชอบอย่างไร การรักษาคุณภาพสามารถทำได้ตั้งแต่ครัวเรือน มีการตรวจและแยกของเสียที่จะปนไปกับน้ำก่อนทิ้งสู่แหล่งน้ำสาธารณะ การบำบัดน้ำเสียอาจจะทำขึ้นในระดับชุมชนขนาดเล็กไปสู่ขนาดใหญ่
  • น้ำเสียที่เกิดจากอุตสาหกรรมเป็นน้ำเสียที่แบ่งออกได้เป็นสองลักษณะ คือ น้ำเสียทางเคมี และโลหะหนัก ส่วนลักษณะที่สองเป็นน้ำเสียของสารพิษ น้ำเสียอุตสาหกรรมเป็นน้ำจืดที่นำไปใช้แล้วเกิดเป็นน้ำเสียแต่ไม่สามารถจะปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติได้จะต้องผ่านกรรมวิธีการบำบัดทางเคมีและฟิสิกส์เสียก่อน เมื่อบำบัดน้ำมีคุณภาพตามข้อกำหนดของกระทรวงอุตสาหกรรมแล้ว กากที่บำบัดซึ่งแยกตัวออกจากน้ำยังต้องดำเนินการปรับเสถียร เพื่อนำไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัย จะไม่นำไปทิ้งไว้ในแหล่งน้ำธรรมชาติโดยเด็ดขาด
  • พื้นที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมตามปกติจะมีที่อยู่อาศัยของเจ้าหน้าที่และคนงานอาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงกัน จะมีน้ำเสียชุมชนเกิดขึ้นและมีบ่อบำบัดน้ำเสียแยกออกจากน้ำเสียอุตสาหกรรมจะนำน้ำเสียชุมชนไปบำบัดรวมกับน้ำเสียอุตสาหกรรมไม่ได้ เพราะวิธีการบำบัดแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง มีนิคมอุตสาหกรรมบางแห่งพยายามบำบัดน้ำเสียรวม ซึ่งปกติการบำบัดน้ำเสียชุมชนจะสามารถลดขั้นตอนการบำบัดได้ สามารถนำน้ำที่บำบัดไปใช้ประโยชน์ได้เป็นน้ำที่มีสารที่เป็นประโยชน์ต่อพืชอีกด้วย ส่วนน้ำทางอุตสาหกรรมไม่สามารถลดขั้นตอนการบำบัดได้ แม้กระทั่งน้ำที่บำบัดแล้วก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติจะต้องตรวจสอบทุกครั้ง น้ำเสียทางอุตสาหกรรมไม่ควรปล่อยลงสู่ทะเล จะทำให้น้ำทะเลเกิดสภาพเปลี่ยนแปลงทำให้ระบบนิเวศทางทะเลเสียไป
  • น้ำเสียที่เกิดจากน้ำระบายความร้อนของเครื่องจักรในโรงงานไม่ควรทิ้งลงในแหล่งน้ำธรรมชาติโดยทันที ควรจะมีบ่อพักอุณหภูมิให้เย็นลงก่อน หรือบางแห่งมีระบบการระบายความร้อน เพื่อนำน้ำกลับมาใช้ได้อีก
  • น้ำเสียจากสารพิษ เกิดจากยาฆ่าแมลง หรือยาฆ่าหญ้า จะมีผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตมนุษย์และสัตว์ เมื่อไหลลงไปตกค้างตามแหล่งน้ำ และมีปริมาณมากกระจายอยู่ในแหล่งน้ำและเคลื่อนต่อไปตามกระแสน้ำจนไปอยู่ในแหล่งรวมน้ำแปรสภาพเป็นสารพิษ ถ้ามนุษย์และสัตว์นำไปใช้อาจเกิดพิษเริ่มจากเล็กน้อยไปสู่ร้ายแรงขึ้นได้ถ้านำไปใช้กับพืชอาจเกิดการเสียหาย
  • น้ำเสียที่ไม่ทราบแหล่งกำเนิด (No point Source Wastewater) ได้แก่ น้ำฝน และน้ำหลากที่ไหลผ่านและชะล้างความสกปรกต่าง ๆ เช่น กองขยะมูลฝอย แหล่งเก็บสารเคมี ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และคลองระบายน้ำ (http://www.thaiwater.net)

[แก้ไข] ปัญหาการใช้น้ำที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน

        ในพื้นที่เดียวกันมีการขัดแย้งกับความต้องการใช้น้ำสะอาดในชุมชน

  • การใช้นำตามปกติจากสภาพการใช้น้ำมีความต้องการหลายลักษณะใช้เพื่อการเกษตรกรรม การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การประมง การใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคในการดำรงชีวิต ปริมาณการใช้ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของชุมชน การใช้น้ำเพื่อการอุตสาหกรรมเพื่อกระบวนการผลิต การใช้น้ำเพื่อเป็นพลังงานการผลิตกระแสไฟฟ้าจะต้องมีเขื่อนเก็บกักน้ำ การใช้นำเพื่อการคมนาคมและกิจกรรมอื่นๆ อีกมาก
  • การใช้น้ำที่ผิดปกติ ได้แก่ การนำน้ำไปสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ หรือแหล่งน้ำที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์เป็นการเฉพาะ เช่น การนำน้ำเค็มผสมน้ำจืด เพื่อให้เกิดน้ำกร่อย ปกติแล้วน้ำเค็มจะดูดซึมเข้าไปในดินได้ง่ายกว่าน้ำจืด จะทำให้พื้นที่บริเวณกักน้ำเกิดเป็นพื้นที่ดินเค็ม ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อพืช ในประเทศไทยเคยคิดจะนำน้ำเค็มมาผสมเพื่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำ แต่ได้รับการต่อต้านจากหลายฝ่าย จึงต้องเลิกความคิดนี้ไปในที่สุด
  • ปัญหาเรื่องความต้องการน้ำสะอาดในชุมชน การทำน้ำสะอาดใช้ในประเทศไทยยังมีปัญหา พื้นที่ของประเทศ ความต้องการของชุมชนต้องการน้ำสะอาดที่ใช้ดื่มได้เลย แต่บางพื้นที่มีน้ำสะอาดเพื่อใช้ในการชำระล้างร่างกายแต่ใช้ดื่มไม่ได้ ชุมชนที่มีปัญหามาก ได้แก่ ชุมชนที่เปิดให้มีการท่องเที่ยว และเป็นที่พักจะต้องเพิ่มความระมัดระวังว่าน้ำที่ใช้สามารถดื่มได้หรือไม่ ลักษณะเช่นนี้มีผลต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและสังคมนักท่องเที่ยวบางประเทศพยายามให้ข้อมูลกับประชากรของเขา ให้ทราบถึงการใช้น้ำสะอาด
  • น้ำเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคทางเดินอาหาร ถ้าน้ำไม่สะอาดเพียงพอจะเกิดผลเสียโดยตรงกับผู้บริโภค การผลิตน้ำสะอาดจึงเป็นปัจจัยหลักของทุกประเทศในโลก สหประชาชาติได้เคยออกแถลงว่าประชากร 1,200 ล้าน ดื่มน้ำไม่สะอาดประเทศไทยประสบปัญหาเช่นเดียวกัน ถ้ามีการสำรวจน่าจะพบจำนวนมากเช่นเดียวกัน ทางภาคเอกชนได้มีการผลิตน้ำสะอาดออกจำหน่ายโดยวิธีการต่างๆ ทางรัฐควรจะกำหนดว่าน้ำที่สะอาดเป็นประโยชน์ ควรจะเป็นน้ำผลิตโดยระบบใด

[แก้ไข] ปัญหาการจัดการน้ำ

        ที่ยังไม่สนองความต้องการของผู้ใช้ ไม่มีเอกภาพ ขาดผู้รับผิดชอบและการบริหารจัดการ

  • ประเทศไทยรู้จักการพัฒนาแหล่งน้ำโดยการสร้างเหมืองฝ่ายขึ้นมาใช้แล้วกว่า 700 ปี โดยเริ่มจากภาคเหนือ สมัยล้านนาเมื่อปี พ.ศ. 1839 โดยใช้วัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่นใช้กันในลักษณะฝ่ายน้ำล้น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือรู้จักการสร้างคูน้ำ คันดินล้อมรอบเมือง โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดหาและควบคุมน้ำใช้ในด้านการเกษตรกรรม สมัยสุโขทัยใช้ที่ราบเชิงเขาบริเวณใกล้แม่น้ำยมสร้างเป็นที่เก็บกับน้ำ มีการสร้างอ่างเก็บน้ำสูงกว่า เมืองสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช สมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยพระเจ้าอู่ทอง (พระรามาธิบดีที่ 1) มีการพัฒนาน้ำรอบเกาะ โดยเชื่อมโยงจากแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรี มีการขุดคลองเพื่อระบายน้ำและใช้ในการคมนาคม ตลอดจนเพื่ออุปโภคบริโภค สมัยรัตนโกสินทร์ได้มามีการพัฒนาลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
  • การพัฒนาแหล่งน้ำจะต้องมีการดำเนินการให้สอดคล้องกับแผนพัฒนา-เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จึงเป็นการพัฒนาแบบอเนกประสงค์ โดยถือการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรกรรมเป็นหลักและดำเนินการเพื่อกิจกรรมอื่นๆ อีกด้วย ได้แก่ การผลิตพลังงานไฟฟ้า การอุตสาหกรรม การอุปโภคบริโภคการบรรเทาอุทกภัยการคมนาคม และการผลักดันน้ำเค็ม เป็นต้น
  • มีส่วนราชการที่ได้ดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำถึง 38 หน่วยงาน ใน 9 กระทรวง มีคณะกรรมการระดับชาติที่เกี่ยวข้อง 7 คณะ ทำให้การบริหารจัดการไม่เป็นไปอย่างมีเอกภาพ มีความซ้ำซ้อน รวมทั้งองค์กรส่วนท้องถิ่น และประชาชนมิได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ บางครั้งมีการปฏิบัติงานภายในส่วนราชการไม่สอดคล้องกัน มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลตลอดมา เท่าที่ได้ศึกษาการจัดการทรัพยากรน้ำเป็นไปอย่างไม่เป็นเอกภาค
  • ด้านกฎหมาย ปรากฏว่ายังมีกฎหมายใช้บังคับมีข้อแตกต่างกัน ซึ่งจะมีผลไปถึงวิธีการปฏิบัติด้วยจึงควรจะปรับปรุงจัดทำกฎหมายและกำหนดกฎระเบียบแนวทางปฏิบัติ หน้าที่ความรับผิดชอบให้ชัดเจน

[แก้ไข] สรุป

        จากสถานการณ์น้ำในประเทศไทย รวมทั้งปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับทรัพยากรน้ำดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ในการกำหนดยุทธศาสตร์ ลงมาถึงแผนงาน งาน และโครงการ ในการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำนั้น จำเป็นจะต้องพิจารณาทั้งในระดับมหภาค คือการทำความตกลงและการจัดสรรผลประโยชน์เกี่ยวกับน้ำ กับประเทศเพื่อนบ้านที่เกี่ยวข้อง เช่น การทำความตกลงในการบริหารและการใช้น้ำในแม่น้ำโขงซึ่งเป็นแม่น้ำนานาชาติ และขณะนี้จีนได้พัฒนาการก่อสร้างเขื่อนและการประมงในแม่น้ำโขงเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ส่วนในประเทศการวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งทางด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการท่องเที่ยว จะต้องมีความสอดคล้องและประสานกันอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนในท้องถิ่นอย่างจริงจัง



ขอขอบคุณข้อมูลจาก

- คุณ อนุชาติ บุนนาค จากเว็บไซต์ Bloggang.com

ภาพประกอบจาก

- GotoKnow

 
 
 
   Hosted by kapook.com