.:: ประเทศภูฏาน - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
ประเทศภูฏาน
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

ประเทศภูฏาน

ภาพ:Bhutan233333.jpg

         ภูฏาน (Bhutan) [พู-ตาน] หรือชื่อทางการคือ ราชอาณาจักรภูฏาน (Kingdom of Bhutan เป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ที่มีขนาดเล็ก และมีภูเขาเป็นจำนวนมาก ตั้งอยู่ในเทือกเขาหิมาลัยระหว่างประเทศอินเดียกับจีน

สารบัญ

[แก้ไข] ประวัติความเป็นมาของประเทศภูฏาน

        ชื่อในภาษาท้องถิ่นของประเทศคือ Druk Yul (อ่านว่า ดรุก ยุล) แปลว่า "ดินแดนของมังกรสายฟ้า (Land of the Thunder Dragon)" นอกจากนี้ยังเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Druk Tsendhen เนื่องจากที่ภูฏาน เสียงสายฟ้าฟาดถือเป็นเสียงของมังกร ส่วนชื่อ ภูฏาน (Bhutan) มาจากคำสมาสในภาษาสันสกฤต ภู-อุตฺตาน อันมีความหมายว่า "แผ่นดินบนที่สูง" (ในภาษาฮินดี สะกด भूटान ถอดเป็นตัวอักษรคือ ภูฏาน)

        ประเทศภูฏาน เป็นประเทศที่ประกาศว่า จะไม่สนใจ GDP (GDP - Gross Domestic Product หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) แต่จะสนใจ GDH แทน (GDH - Gross Domestic Happiness หรือ ความสุขรวมภายในประเทศ)

        ชื่อในภาษาท้องถิ่นของประเทศคือ Druk Yul (อ่านว่า ดรุก ยุล) แปลว่า "ดินแดนของมังกรสายฟ้า (Land of the Thunder Dragon)" นอกจากนี้ยังเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Druk Tsendhen เนื่องจากที่ภูฏาน เสียงสายฟ้าฟาดถือเป็นเสียงของมังกร ส่วนชื่อ ภูฏาน (Bhutan) มาจากคำสมาสในภาษาสันสกฤต ภู-อุตฺตาน อันมีความหมายว่า "แผ่นดินบนที่สูง" (ในภาษาฮินดี สะกด भूटान ถอดเป็นตัวอักษรคือ ภูฏาน)

[แก้ไข] ประวัติศาสตร์

        ในปี พ.ศ. 2173 ดรุกปา ลามะ ลี้ภัยจากทิเบตสู่ภูฏาน ต่อมาได้ตั้งตัวขึ้นเป็น ธรรมราชา ปกครองครองดินแดนด้วยระบบศาสนเทวราช มีคณะรัฐมนตรีช่วย 4 ตำแหน่ง แม้ภูฏานจะพยายามแยกตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่ต่อมาก็ถูกรุกรานจากประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะทิเบตอยู่หลายครั้งในช่วงพุทธศตวรรษที่ 22 ถึง 23 ในระยะต่อมาก็ยังถูกรุกรานโดยอังกฤษซึ่งมีอำนาจอยู่ในอินเดียก่อนที่จะได้เจรจาสงบศึกกัน ในปี พ.ศ. 2453

[แก้ไข] การเมือง

        มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุข ภายใต้การปกครองโดย สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 5 ของราชวงศ์วังชุก ทรงปกครองประเทศโดยมีคณะองคมนตรีเป็นที่ปรึกษา และสภาแห่งชาติที่เรียกว่า ซงดู (Tsongdu) ทำหน้าที่ในการออกกฎหมาย ประกอบด้วยสมาชิก 161 คน

        สมาชิก 106 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน สมาชิก 55 คน มาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์

ภาพ:Jikme.jpg
สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก


        ในสมัยศตวรรษที่ 17 นักบวช ซับดุง นาวัง นำเยล (Zhabdrung Ngawang Namgyal) ได้รวบรวมภูฏานให้เป็นปึกแผ่นและก่อตั้งเป็นประเทศขึ้น และในปี 2194 นักบวชซับดุงได้ริเริ่มการบริหารประเทศแบบสองระบบ คือ แยกเป็นฝ่ายฆราวาสและฝ่ายสงฆ์ ภูฏานใช้ระบบการปกครองดังกล่าวมาเป็นเวลากว่าสองศตวรรษ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2450 พระคณะที่ปรึกษาแห่งรัฐ ผู้ปกครองจากมณฑลต่าง ๆ ตลอดจนตัวแทนประชาชนได้มารวมตัวกันที่เมืองพูนาคา และทำการเลือกอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ อูเก็น วังชุก (Ugyen Wangchuck) ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ปกครองเมืองตองซา (Trongsa) ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์แรกของภูฏาน โดยดำรงตำแหน่งเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์แรกแห่งราชวงศ์วังชุก (Wangchuck) เนื่องจากคุณสมบัติที่โดดเด่นของพระองค์ตั้งแต่ครั้งยังทรงดำรงตำแหน่งเป็นผู้ปกครองเมืองตองซา ทรงมีลักษณะความเป็นผู้นำและเป็นผู้นำที่เคร่งศาสนาและมีความตั้งพระทัยแน่วแน่ที่จะยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ราชวงศ์วังชุกปกครองประเทศภูฏานมาจนถึงปัจจุบันสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ปัจจุบันคือ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก (Jigme Khesar Namgyal Wangchuck) ขึ้นครองราชสมบัติเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2549 เป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์วังชุก

[แก้ไข] การแบ่งเขตการปกครอง

        ประเทศภูฏานแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 4 เขตบริหาร (administrative zones - dzongdey) แต่ละเขตบริหารแบ่งย่อยลงไปอีกเป็น เขต (districts - dzongkhag) รวมทั้งหมด 20 เขต เมืองหลวงคือ เมือง ทิมพู

แผนที่แสดงเขตของประเทศภูฏานเขตบุมทัง

ภาพ:444555.jpg

1.เขตบุมทัง 2.เขตชูคา 3.เขตดากานา 4.เขตกาซา 5.เขตฮา 6.เขตลฮุนต์ชิ 7.เขตมองการ์ 8.เขตพาโร 9.เขตเปมากัตเซล 10.เขตพูนาคา 11.เขตซัมดรุปจงคาร์ 12.เขตซัมชิ 13.เขตซาร์ปัง 14.เขตทิมพู 15.เขตตาชิกัง 16.เขตตาชิยังต์ซี 17.เขตตงซา 18.เขตชิรัง 19.เขตวังดีโพดรัง 20.เขตเชมกัง

[แก้ไข] สัญลักษณ์ประจำชาติ

  • เพลงชาติ : เพลงชาติของภูฏานแต่งขึ้นอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.1966
  • สัตว์ประจำชาติ : ทาคิน เป็นสัตว์ที่หายาก เพราะมีอยู่ในดินแดนภูฏานเพียงแห่งเดียว และอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ มีลักษณะคล้ายวัวผสมแพะตัวใหญ่ มีเขา ขนตามตัวมีสีดำ มักจะอาศัยอยู่กันเป็นฝูงในป่าโปร่ง บนความสูงกว่า 4,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลขึ้นไป ชอบกินไม้ไผ่เป็นอาหาร
  • ต้นไม้ : ต้นสนไซปรัส
  • ดอกไม้ประจำชาติ : ดอกป๊อปปี้สีฟ้า

ภาพ:11111111.jpg

ธงชาติของภูฏานมีเส้นทแยงมุมแบ่งสองส่วน

  • สีเหลือง ครึ่งบนของธงชาติ หมายถึง อำนาจของพระมหากษัตริย์ เป็นสีที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางโลกและทางธรรม
  • สีส้ม ครึ่งล่างของธงชาติ หมายถึง การปฏิบัติธรรมและความเลื่อมใสและศรัทธาของชาวภูฏานที่มีต่อศาสนาพุทธ
  • มังกรที่อยู่ตรงกลางของธงชาติ หมายถึง ประเทศดรุกยุล มีความหมายว่าดินแดนแห่งมังกรสายฟ้า
  • สีขาวที่แซมบนตัวมังกร หมายถึง ความสะอาดบริสุทธิ์ของชนชาติ และรัตนะที่ติดอุ้งเท้ามังกรก็คือความอุดมสมบูรณ์ของประเทศนั่นเอเเละ ท่าที่มังกรกำลังอ้าปากคำรามนั้น แสดงออกถึงความมีอำนาจน่าเกรงขามของเหล่าพระผู้เป็นเจ้าทั้งชายและหญิงที่ปกป้องภูฏาน

[แก้ไข] ภูมิประเทศ

        ประเทศภูฏานตั้งอยู่ในแถบขุนเขาหิมาลัยระหว่างอินเดียกับจีน (ติดกับทิเบต) เป็นประเทศที่มีเทือกเขาเป็นจำนวนมาก จนได้รับการขนานนามว่า "สวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย" เดิมเคยผูกพันอยู่กับทิเบต แต่ แยกออกมาเป็นรัฐอิสระตั้งแต่ ค.ศ.1630 ภูฏาน เป็นประเทศเล็กๆ มีพื้นที่ 47,000 ตารางกิโลเมตร มีสถานที่ท่องเที่ยวเหมาะกับคนที่ชอบธรรมชาติที่งดงามและวัฒนธรรมดั้งเดิม

[แก้ไข] ภูมิอากาศ

        เนื่องจากภูฏานเป็นประเทศขนาดเล็ก ลักษณะภูมิอากาศจึงไม่แตกต่างกันมากนัก โดยมากเป็นภูมิอากาศแบบกึ่งร้อนมีฝนชุก ยกเว้นตอนเหนือซึ่งเป็นภูเขาสูง ทำให้มีอากศแบบหนาวเทือกเขา

อากาศ กลางวัน 25 - 15 องศาเซลเซียส กลางคืน 10 - 5 องศาเซลเซียส มี 4 ฤดู คือ

ฤดูใบไม้ผลิ จะอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม ช่วงนี้อากาศจะอบอุ่นและอาจมีฝนประปราย ฤดูร้อน จะอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน - สิงหาคม ช่วงนี้จะมีพายุฝน ตามเทือกเขาจะเขียวชอุ่ม ฤดูใบไม้ร่วง จะอยู่ในช่วงเดือนกันยายน - พฤศจิกายน ช่วงนี้อากาศจะเย็น ท้องฟ้าแจ่มใส เหมาะแก่การเดินเขา ฤดูหนาว จะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม - กุมภาพันธ์ อากาศจัดเย็นจัดตอนกลางคืนและรุ่งเช้า และจะมีหมอกหนา บางครั้งโดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคม อาจมีหิมะตกบ้าง

[แก้ไข] ประชากร

        จำนวนประชากร 752,700 คน (เมื่อปี พ.ศ. 2547) เป็นชาย 380,090 คน และหญิง 372,610 คน

อัตราการเพิ่มของประชากรร้อยละ 2.14 (เมื่อปี พ.ศ. 2546)

เชื้อชาติ ประกอบด้วย 3 เชื้อชาติ ได้แก่ ชาร์คอป (Sharchops) ชนพื้นเมืองดั้งเดิม ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคตะวันออก งาลอบ (Ngalops) ชนเชื้อสายธิเบต ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคตะวันตก โลซาม (Lhotshams) ชนเชื้อสายเนปาล ส่วนใหญ่อยู่ทางใต้ กลุ่มประชากรของภูฏาน แบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ คือ กลุ่มดรุกปา ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเชื้อสายธิเบต กลุ่มซังลา ที่ถือว่ามีจำนวนมากที่สุด เนื่องจากจะแยกออกตามภาษาท้องถิ่นที่ใช้ที่มีประมาณ 11 ภาษา กลุ่มนี้จะอาศัยทางทิศตะวันออกของประเทศ กลุ่ม เนปาลี คือส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ แต่ปัจจุบันนี้ทางรัฐบาลของประเทศภูฏาน ได้พยายามผลักดันให้ประชากรเหล่านี้กลับไปยังถิ่นฐานเดิมคือประเทศเนปาล กลุ่มชนอื่น ๆ อีก 13% คือชาวธิเบต ชาวสิกขิม และชาวอินเดีย

[แก้ไข] ศาสนา

        ประชาชนชาวภูฏานนับถือ ศาสนาพุทธนิกายมหายาน (ตันตรยาน หรือบ้างก็เรียกว่า วัชรยาน) 75% ศาสนาฮินดู 24% ศาสนาอิสลาม 0.7% และ ศาสนาคริสต์ 0.3% มีจำนวนพระสงฆ์ราว 6,000 องค์ ซึ่งรัฐถวายความอุปการะจัดหาสิ่งของจำเป็นพื้นฐานหรือปัจจัย 4 แต่ท่านก็สามารถที่จะหารายได้พิเศษจากการทำพิธีทางศาสนา ทั้งภายในวัดหรือไปตามกิจนิมนต์ที่บ้าน ท่านมีความเคร่งครัดไม่สูบบุหรี่ และไม่ดื่มสุรา หากทว่าฉันมื้อเย็นได้ ซึ่งต่างจากพระในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีสงฆ์อีกราว 3,000 องค์ ที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีของรัฐ แต่มีเอกชนเป็นอุปัฏฐาก

[แก้ไข] วัฒนธรรม

        การแต่งกายประจำชาติ พระมหากษัตริย์จะผ้าผืนใหญ่พันองค์ ซึ่งผ้าพันกายนี้เป็นธรรมเนียมของบุรุษภูฏาน เพื่อแสดงถึงตำแหน่งฐานะ เช่นว่า ผ้าสีขาวมีขอบจะเป็นของสามัญชน ผู้พิพากษาจะพันด้วยผ้าสีเขียว สำหรับองค์พระมหากษัตริย์ทรงใช้สีส้มเหลือง เช่นเดียวกันกับพระสังฆราชาแห่งรัฐ ภาษาประจำชาติ คือภาษาฌงฆะ ซึ่งแต่เดิมเป็นภาษาท้องถิ่นแถบตะวันตกของภูฏาน ต่อมาได้กลายเป็นภาษาประจำชาติ เครื่องแต่งกายประจำชาติ ผู้ชายเรียกว่า โฆ (Kho) ส่วนของผู้หญิงเรียกว่า ฆีระ (Khira)

[แก้ไข] วิถีชีวิตเเละการกินอยู่

        ชาวภูฏาน 80 เปอร์เซ็นต์ ทำการเกษตรหรือเลี้ยงสัตว์ ความงดงามแห่งทิวทัศน์ชนบทนั้น ทำให้นักท่องเที่ยวแทบไม่เชื่อสายตา บ้านเรือนที่ตกแต่งประดับประดากรอบหน้าต่างอย่างสดใส หลังคามุงด้วยไม้ ทุ่งหญ้าเขียวขจีแต่งแต้มด้วยไม้ดอก ป่าต้นโอ๊ค รั้วไม้ไผ่สาน สะพานมีหลังคาคลุม ผู้ชายก้มๆ เงยๆ ทำงานกลางทุ่ง ส่วนผู้หญิงทอผ้าอยู่กลางแจ้งโดยเอาทารกใส่ไว้กับถุงผ้าข้างอานม้า

ชาวภูฏานจะบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก มีอาหารประจำชาติเรียกว่า เฮมาดัทสิ ที่มีวัตถุบส่วนใหญ่ทำมาจากพริก เนื้อที่ชาวภูฏานโปรดปรานก็คือ เนื้อจามรี (คล้ายเนื้อวัว) และหมู ส่วนไก่นั้นรองลงมา ในฤดูร้อนนั้นจะเห็นมันหมูแล่เป็นชิ้นยาวๆ ห้อยแขวนตากแห้งไว้กับขอบหน้าต่างแทบทุกบ้าน ถือเป็นอาหารอันโอชะของชาวภูฏาน

ด้านเครื่องดื่ม น้ำชาเป็นที่นิยมกันทั่วไป แต่ประชากรแถบภาคกลางกับตะวันออกจะต้มกลั่น “อารา” สุรา 20 ดีกรี ไว้ดื่มกันอย่างกว้างขวาง ส่วนนมสดยังไม่แพร่หลายมากนัก มักจะเอาไปทำเป็นเนยมากกว่า ผู้นิยมดื่มเบียร์พื้นเมืองก็จะมีเบียร์ตราหมีแพนด้าแดง เรียกว่ามีแอลกอฮอล์ทุกชนิดแหละครับ ทั้งวิสกี้ ยิน รัม ไวน์

[แก้ไข] ธรรมเนียมการต้อนรับเเขก

        แต่ที่อาจแตกต่างกันบ้าง ก็คือธรรมเนียมการรับเชิญไปกินอาหารที่บ้าน โดยเริ่มแรกแขกจะได้รับเครื่องดื่มมาต้อนรับ อาจเป็นน้ำชาหรือสุรา ซึ่งโดยมารยาทเราจะต้องดื่มหรือจิบให้เห็น การดื่มเรียกน้ำย่อยนี้ อาจกินเวลายาวนานกว่าชั่วโมงหากเป็นแขกที่ไม่ค่อยคุ้นเคย เจ้าภาพจะไม่อยู่รับรองพูดคุย แต่จะหลบเข้าไปข้างในจนกว่าจะได้เวลาอาหารมาเสิร์ฟ เมื่อนำอาหารออกมาแล้วเจ้าภาพจะไม่ร่วมกินด้วย และการคุยกันในระหว่างแขกรับประทานก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็น ยิ่งกว่านั้นหลังจากรับประทานเสร็จ แขกจะร่ำลากลับทันที ซึ่งต่างจากประเพณีชนตะวันตกที่จะต้องมีการสนทนาปราศรัยกันอีกนาน แต่แขกของภูฏานจะลุกกลับทันทีที่กลืนคำสุดท้ายเสร็จ บางครั้งแขกผู้อาวุโสที่สุดจะเป็นผู้ให้สัญญาณกลับ ซึ่งธรรมเนียมนี้แขกต่างชาติมักไม่รู้และรีๆรอๆพูดคุยต่อ ก่อให้เกิดความอิหลักอิเหลื่อแก่ เจ้าภาพ

ภาพ:Drukair.jpg

[แก้ไข] การเดินทางสู่ภูฏาน

        สายการบินที่เข้าประเทศภูฎานได้ คือสายการบินแห่งชาติของภูฎานเองมีชื่อว่า Druk Air จากกรุงเทพฯ หากไปสายการบินอื่น ต้องไปต่อที่อินเดีย โดยที่กัลลกัตตาจะมี 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ส่วนกรุงนิวเดลีและกาฐมาณฑุ มีแห่งละ 2 เที่ยวบิน


ข้อมูลจาก

-เว็บไซต์หนังสือพิมพ์มติชน

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วิกิพีเดีย

ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

 
 
 
   Hosted by kapook.com