.:: ประเพณีไทย1 - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
ประเพณีไทย1
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

สารบัญ

[แก้ไข] ประเพณีวิ่งควาย

ประเพณีวิ่งควาย

วิ่งควาย เป็นประเพณีเก่าแก่ดั้งเดิมของจังหวัดชลบุรีมีอยู่แห่งเดียวในเมืองไทย เมื่อใกล้เทศกาลออกพรรษาครั้งใดก็แสดงว่าช่วงเวลาแห่งการไถหว่านได้ผ่านพ้นไปแล้ว ถึงเวลาที่บรรดาชาวไร่ชาวนาจะได้มีโอกาสหยุดพักผ่อน เพื่อรอคอยเวลาที่ผลผลิตจะตกดอกออกรวงและก็เป็นเวลาที่วัวควายจะได้พักเหนื่อยเสียทีหลังจากที่ถูกใช้งานมาอย่างหนัก ในวันงาน ชาวไร่ชาวนาจะหยุดงานทั้งหมดและจะตกแต่งควายของตนอย่างสวยงามด้วยผ้าแพรพรรณ และลูกปัดสีต่างๆ และนำควายมาชุมนุมกันที่ตลาด พร้อมกันนั้นก็จะนำผลิตผลของตนบรรทุกเกวียนมาขายให้ชาวบ้านร้านตลาดไปพร้อมๆ กัน เมื่อจับจ่ายขายสินค้าซื้อหาของต้องประสงค์เสร็จแล้ว ต่างคนต่างก็ถือโอกาสมาพบปะสนทนากัน บ้างก็จูงควายเข้าเที่ยวตลาดจนกลายมาเป็นการแข่งขันวิ่งควายกันขึ้น และจากการที่ชาวไร่ชาวนาต่างก็พากันตกแต่งประดับประดาควายของตนอย่างสวยงามนี่เอง ทำให้เกิดการประกวดประชันความสวยงามของควายกันขึ้น พร้อมๆ ไปกับการแข่งขันวิ่งควาย

ปัจจุบัน ประเพณีวิ่งควายในเขตเทศบาลเมืองชลบุรี จะจัดในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 อำเภอบ้านบึงจัดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ตลาดหนองเขิน อำเภอบ้านบึง จัดในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 วัดดอนกลาง ตำบลแสนสุข อำเภอเมือง จัดวิ่งควายในวันทอดกฐินประจำปีของวัด

ในวันนี้นอกจากจะจัดให้มีการแข่งขันวิ่งควาย ประกวดความงามของควาย และประกวดสุขภาพของควายแล้วยังมีการ "สู่ขวัญควาย" หรือทำขวัญควายไปในตัวอีกด้วยแม้ปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ในประเทศจะหันมาใช้เครื่องจักรกลหรือที่เรียกว่าควายเหล็กช่วยผ่อนแรงในการทำนาแล้วก็ตาม แต่ชาวชลบุรีก็ยังคงอนุรักษ์ประเพณีท้องถิ่นอันแปลกนี้อยู่ เพราะนอกจากจะเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดแล้ว ยังเป็นเครื่องแสดงถึงความสามัคคีของชาวชลบุรีอีกด้วย

http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/5-5/no27/wing.html

[แก้ไข] ประเพณีการตักบาตรเทโว

ประเพณีการตักบาตรเทโว

การตักบาตรเทโว จะกระทำกันในวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 คือ หลังวันออกพรรษา 1 วัน

ประวัติความเป็นมา

ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้และเสด็จขึ้นไปโปรดพระพุทธมารดา โดยจำพรรษาอยู่ ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเวลา 1 พรรษา และเมื่อออกพรรษาแล้วพระองค์ได้เสด็จกลับโลกมนุษย์ ณ เมืองสังกัสสนครการที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เรียกตามศัพท์บาลีว่า เทโวโรหณะ ในครั้งนั้น บรรดาพุทธศาสนิกชนผู้มีความสรัทธาเลื่อมใสเมื่อทราบข่าว ต่างพร้อมใจกันไปรอรับเสด็จกันอย่างเนืองแน่ จนถือเป็นประเพณีสืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้

http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/5-5/no27/takbarttavo.html

[แก้ไข] พิธีแห่เทียนพรรษา

พิธีแห่เทียนพรรษา

งานแห่เทียนพรรษาเป็นประเพณีปฏิบัติของชาวพุทธ ที่ได้กระทำมาแต่ครั้งพุทธกาล เหตุที่ทำให้เกิดประเพณีเพราะสมัยก่อน มีภิกษุได้เดินไปเหยียบย่ำข้าวกล้าในนาของชาวบ้านทำให้ได้รับความเดือดร้อน ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงได้อนุญาติให้ภิกษุสามเณรอยู่จำพรรษาที่วัดเป็นเวลา 3 เดือนคือในช่วงวันแรมหนึ่งค่ำเดือนแปด ถึงวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือน 11 ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดการเก็บเกี่ยวของชาวบ้านพอดีในช่วงเข้าพรรษานี้ประชาชนจะนำเทียนไปถวายพระภิกษุเพราะเชื่อว่าจะทำให้ตนเฮลียวแลาดมีไหวพริบปฏิภาณประดุจขี้ผึ้งที่ใช้ทำเทียนที่ได้จากรังผึ้ง

ส่วนความเป็นมาของเทศกาลแห่เทียนของชาวเมืองอุบลนั้น แต่ก่อนไม่ได้แห่เทียนเหมือนในปัจจุบัน แต่จะทำการฟั่นเทียน ยาวรอบศีรษะไปถวายพระเพื่อจุดบูชาในช่วงจำพรรษา นอกจากเทียนแล้วยังมีน้ำมัน เครื่องไทยทาน และผ้าอาบน้ำฝนพอมาถึงสมัยกรมหลวงสรรพสิทธิ์ประสงค์ เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองอุบล ครั้งหนึ่งได้มีการแห่บั้งไฟและได้เกิดเรื่องมีการตีกันทำให้มีคนเสียชีวิต จึงทำให้ถูกเลิกการแห่บั้งไฟ และได้เปลี่ยนมาเป็นการแห่เทียนแทน

การแห่เทียนในยุคแรกๆชาวบ้านจะร่วมบริจาคเทียน แล้วนำเทียนมามัดติดกับลำไม้ไผ่ติดกระดาษเงินสีทองตัดลายฟันปลามาติดปิดรอยต่อ เสร็จแล้วนำต้นเทียนมัดติดกับปิ๊บน้ำมันก๊าด โดยใช้เกวียนหรือล้อเลื่อนลากจูง และมีขบวนฟ้อนรำด้วยต่อมาได้มีการหล่อดอกจากผ้าพิมพ์แล้วมีการประยุกต์ประดับฐานต้นเทียนด้วยรูปแกะสลักสัตว์ ลายไม้ฉลุทำให้ต้นเทียนดูสวยงามมากยิ่งขึ้น หลังจากนั้นประชาชนก็เห็นความสำคัญประเพณีแห่เทียนมากขึ้น จังหวัดก็ได้ส่งเสริมให้เป็นงานประจำปีในช่วงนั้นมีการประกวดต้นเทียน 2 ประเภท คือ ประเภทมัดเทียนรวมกันแล้วติดกระดาษสี กับประเภทพิมพ์ลายติดลำต้น การทำต้นเทียนก็ได้มีการพัฒนามาเรื่อยๆ จนมาถึงการแกะสลักลงบนต้นเทียนโดยตรง ซึ่งเป็นการแกะที่ต้องอาศัยฝีมือเป็นอย่างยิ่ง ต่อมาประเพณีแห่เทียนพรรษาจึงได้จดการประกวด3 ประเภท โดยเพิ่มประเภทแกะสลักลงบนต้นเทียนลงไป

งานประเพณีแห่เทียนพรรษาได้รับการส่งเสริมจากทางจังหวัดมากขึ้น จนทำให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสนับสนุนให้เป็นงานประเพณีระดับชาติ ทำให้งานแห่เทียนพรรษาเมืองอุบลเป็นที่ยอมรับของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เดินทางมาเที่ยวกันมากมาย

http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/5-5/no27/haer.html

[แก้ไข] ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ

ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ

ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ เป็นประเพณีประจำเมืองนครศรีธรรมราชอีกประเพณีหนึ่งซึ่งจะจัดขึ้นปีละ 2 ครั้งคือในวันมาฆบูชาและวันวิสาขบูชา โดยชาวนครศรีธรรมราช จะร่วมแรงร่วมใจกันบริจาคทรัพย์สินเงินทองตามกำลังศรัทธา แล้วรวบรวมเงินจำนวนนั้นไปซื้อผ้าเป็นชิ้นๆ ซึ่งมักจะเป็นสีเหลือง สีขาว หรือสีแดงแล้วนำมาเย็บต่อกันเข้าเป็นแถบยาวนับเป็นพันๆ หลา จากนั้นก็จะพากันแห่ผ้าดังกล่าวไปยัง วัดพระมหาธาตุมหาวิหาร โดยแห่ทักษิณาวรรตรอบองค์ พระธาตุ 3 รอบ แล้วจึงนำเข้าสู่วิหารพระม้าหรือพระ ทรงม้า ซึ่งเป็นพระวิหารที่มีบันไดขึ้นสู่ภายในกำแพงแก้ว ล้อมฐานพระบรมธาตุ เพื่อนำผ้านั้นไปพันโอบรอบฐาน องค์พระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของ พระพุทธเจ้าเป็นการถวายสักการะอย่างหนึ่งประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุหรือพระธาตุเมืองนครศรี ธรรมราชนับเป็นประเพณีที่รวบรวมเอาศรัทธาของพุทธศาสนิกชนมาหล่อหลอมแสดงความเป็น เป็นปึกแผ่นในศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาอย่างไม่เสื่อมคลาย

http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/5-5/no27/hairpa.html

[แก้ไข] หล่อเข้าเทียนพรรษา

หล่อเข้าเทียนพรรษา

พิธีหล่อเข้าเทียนพรรษา มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ครั้นโบราณ เพราะเมื่อสมัยก่อนยังไม่มีไฟฟ้าใช้อย่างในปัจจุบัน เวลาพระภิกษุสามเณรจะสวดมนต์ท่องตำรา ต้องอาศัยแสงสว่างจากคบ ตะเกียง และเทียนไขชาวบ้านจึงพร้อมใจกันหล่อเทียนถวาย โดยการเรี่ยไรขี้ผึ้งจากผู้มีจิตศรัทธา เมื่อมีมากพอแล้วจึงทำการหล่อที่วัดหรือสถานที่จัดงาน ทำการตกแต่งประดับประดาและแกะสลักลวดลาย มีการประกวดความสวยงามกันอย่างสนุกสนานครื้นเครง

ก่อนถึงวันเข้าพรรษา 1 วัน จะจัดให้มีการฉลองต้นเทียน กลางคืนมีมหรสพ นิมนต์พระมาสวดเจริญพระพุทธมนต์ วึ่งพิการเหล่านี้แล้วแต่จะเห็นสมควร พอรุ่งเช้าเป็นวันเข้าพรรษาจึงทำการแห่ต้นเทียนไปถวายตามวัด

อานิสงส์ของการหล่อเทียนหรือถวายเทียนพรรษาแก่พระภิกษุ ถือกันว่าจะทำให้เป็นผู้มีปัญญาดีเจริญก้าวหน้า เหมือนดังแสงเทียนที่สว่างในยามค่ำคืน ซึ่งพระภิกษุสมัยก่อนใช้เป็นแสงสว่างในการอ่านหนังสือธรรมะและประกอบกิจของสงฆ์

http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/5-5/no27/make.html

[แก้ไข] ประเพณีตักบาตรดอกไม้

ประเพณีตักบาตรดอกไม้

ประเพณีตักบาตรดอกไม้เป็นประเพณีที่สำคัญของอำเภอพระพุทธบาท โดยในวันเข้าพรรษาซึ่ง ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 จะมีประชาชนจำนวนมากพากันไปทำบุญตัก บาตรที่วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร เสร็จจากการทำบุญตักบาตรใน ตอนเช้าแล้ว ก็จะพากันไปเก็บดอกไม้ชนิดหนึ่งเรียกว่า "ดอกเข้าพรรษา" มี 4 สี คือ สีเหลือง สีขาว สีม่วง และสีส้ม ลักษณะคล้ายต้นกระชายหรือ ต้นขมิ้น ดอกไม้ชนิดนี้ชอบขึ้นตามไหล่เขา และจะมีเฉพาะช่วงเข้าพรรษา เท่านั้น

การตักบาตรดอกไม้จะทำในตอนบ่าย ในขณะที่พระภิกษุอุ้มบาตรเดินขึ้น บันได จะรับดอกไม้จากประชาชนเพื่อนำไปนมัสการรอยพระพุทธบาท หลังจากนั้นก็จะเดินลงมา ตลอดทางจะมีชาวบ้านนำขันน้ำลอยด้วยดอก พิกุล คอยอยู่ตามขั้นบันไดเพื่อล้างเท้าให้ ด้วยความเชื่อที่ว่าจะเป็นการ ชำระบาปที่ได้กระทำมาให้หมดสิ้นไป

http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/5-5/no27/takbartdokmai.html

[แก้ไข] ประเพณีวันขึ้นปีใหม่

ประเพณีวันขึ้นปีใหม่

ประวัติความเป็นมา

เดิมประเทศไทยกำหนดให้ วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2432 โดยถือว่าวันที่ 31 มีนาคม เป็นวันสุดท้ายของปีเก่าและวันที่ 1 เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งมีการ จัดฉลองต่อเนื่องกันไปจนถึงวันตรุษสงกรานต์

ต่อมาในปี พ.ศ.2484 ได้เปลี่ยนมากำหนดให้ วันที่ 1 มกราคม ของทุกปีเป็นวันขึ้น ปีใหม่ตามแบบสากล และถือปฏิบัติสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้

ระยะเวลา

ประเพณีวันขึ้นปีใหม่ เริ่มตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม ถึงวันที่ 1 มกราคม ของทุกปี

คุณค่าและความสำคัญ

1. เพื่อเป็นการฉลองชีวิตของคนที่อยู่รอดปลอดภัยในระหว่างปีที่ผ่านมาเป็นการส่งท้าย ปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ซึ่งเป็นการเริ่มต้นชีวิตในวันใหม่ ด้วยการทำความดีและทำบุญทำทาน เพื่อความเป็น สิริมงคล และความเจริญรุ่งเรืองในการดำเนินชีวิตในปีใหม่นั้น ๆ ต่อไป 2. เพื่อเป็นการฉลองความสำเร็จแห่งกิจการงานต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินมาด้วยความเรียบร้อย และผ่านอุปสรรคต่าง ๆ มาได้อย่างปลอดภัย รวมทั้งการสร้างบุญกุศลอันเป็นทุนสำรองไว้สำหรับการ ดำเนินชีวิตและกิจการงานในปีใหม่ต่อไป 3. เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศล อันเป็นส่วนแห่งความกตัญญูกตเวทิตาต่อบรรพบุรุษของตน ตามหน้าที่ของคนไทยที่พึงสนองคุณแก่บุพการี 4. เพื่อเป็นการรักษาขนบธรรมเนียมอันดีงาม

กิจกรรมที่อนุรักษ์ฟื้นฟูและส่งเสริม

ประเพณีวันขึ้นปีใหม่ มีกิจกรรมที่ควรอนุรักษ์ฟื้นฟู และส่งเสริมให้มีการถือปฏิบัติและสืบทอดต่อไป ได้แก่ 1. การทำความสะอาดที่อยู่อาศัย อาคารสถานที่ต่าง ๆ เช่น วัด โรงเรียน สถานที่ทำงาน รวมทั้งเครื่องนุ่งห่มต่าง ๆ เพื่อต้อนรับปีใหม่ 2. การทำบุญให้ทาน ฟังเทศน์ ถือศีลและปฏิบัติธรรม 3. การปล่อยนกปล่อยปลา 4. การเยี่ยมเยียน บิดามารดา ญาติผู้ใหญ่เพื่อขอพร และรับพร 5. การมอบของขวัญและอวยพรซึ่งกันและกันเพื่อให้มีความสุขความเจริญในการดำเนินชีวิต 6. การจัดกิจกรรมอื่น ๆ ตามประเพณีนิยมของแต่ละท้องถิ่น

http://www.khonthai.com/Vitithai/custom.htm

[แก้ไข] ประเพณีแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพ

ประเพณีแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพ

เป็นงานประเพณีดั้งเดิมของชาวไทยเชื้อสายจีนในจังหวัดนครสวรรค์ เนื่องในโอกาสฉลอง วันตรุษจีนของทุกปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2457 ซึ่งตรงกับวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 1 ของจีนในงานจะมีการแห่ มังกรทอง ซึ่งชาวจีนถือว่าเป็นเทพเจ้าที่บันดาลคุณประโยชน์อย่างมากแก่มวลมนุษย์จึงแห่แหนเพื่อ แสดงความกตัญญู มีการเชิญเจ้าพ่อเจ้าแม่ตามศาลต่างๆมาแห่ร่วมขบวนด้วยริ้วขบวนอันประกอบด้วย วงดุริยางค์ ขบวนดนตรีของจีนแต้จิ๋ว ขบวนธง ขบวนเชิดสิงโตกวางตุ้ง สิงโตแคระ สิงโตไหหลำ เอ็งกอ ล่อโก๊ะ ขบวนเจ้าพ่อเจ้าแม่ ขบวนมังกรทอง ฯลฯ แห่ไปตามถนนต่าง ๆ ในตัวเมือง

http://www.khonthai.com/Vitithai/custom.htm

[แก้ไข] ประเพณีกำฟ้า

ประเพณีกำฟ้า

เป็นประเพณีพื้นบ้านอย่างหนึ่งของชาวไทยพวนในจังหวัดสิงห์บุรีซึ่งถือว่าเป็นการเคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์คือเทวดาผู้รักษาท้องฟ้า ทั้งนี้เพราะชาวบ้านมีความเชื่อสืบต่อกันมาว่า เมื่อได้มีการทำบุญประกอบพิธีกรรมตั้งบายศรีและประกาศขอพรจากทวยเทพ ผู้รักษาท้องฟ้าแล้ว เทพยดาอารักษ์ก็จะบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล

"วันกำฟ้า" ของพวกไทยพวนในหมู่บ้านต่างๆ จะถูกจัดขึ้นไม่ตรงกัน แล้วแต่ท้องที่ แต่จะถือกันว่าให้จัดขึ้นภายใน 3 เดือน คือเดือนอ้ายขึ้น 14 ค่ำ เดือนยี่ขึ้น 13 ค่ำ และเดือน 3 ขึ้น 3 ค่ำ สำหรับในจังหวัดสิงห์บุรีจะถือเอาวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ของทุกๆ ปีเป็นวันกำฟ้า

ในวันแรกของงานคือวันขึ้น 2 ค่ำ เดือน 3 หรือที่เรียกว่า "วันสุกดิบ" นี้ชาวบ้านจะช่วยกันทำ "ข้าวปุ้น"หรือ "ขนมจีน" กับทั้งน้ำยาหรือน้ำพริกอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อนำ ไปทำบุญถวายพระที่วัดส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งแต่ต่อมาจะแจกจ่ายให้ตามบ้านญาติพี่น้อง เพื่อเป็นการแสดงความเอื้ออารีต่อกัน และถือเป็นการทำกุศลอย่างหนึ่งน้อยกว่าได้มีการ เปลี่ยนจากข้าวปุ้นมาเป็นการเผา "ข้าวหลาม" แทน หรือที่เรียกกันว่า"ข้าวหลามทิพย์" แทนเพราะลงทุน และเก็บได้หลายวันบางคนจึงเรียกงานบุญกำฟ้าว่า "งานบุญข้าวหลาม" ก็มี

พิธีทางสงฆ์ในวันกำฟ้านี้ จะมีพระสงฆ์จำนวน 9 รูปมาเจริญพระพุทธมนต์เย็น จากนั้นผู้อาวุโสในหมู่บ้าน เรียกกันว่า "อาจารย์" จะแต่งชุดสีขาว ก็จะทำพิธีสวดเบิกบายศรีบูชาเทวดาพร้อมกับอัญเชิญเทวดาทั่วสารทิศมารับเครื่องสังเวยและดูพิธีกรรม มีการรำขอพรโดยหญิงสาวภายในหมู่บ้าน เสร็จจากการรำถวายแล้วก็เป็นอันเสร็จพิธี

สำหรับชาวบ้านเมื่อเสร็จจากทำบุญในตอนเช้าแล้ว ตอนบ่ายก็จะร่วมพิธีกรรมร่วมกันส่วนในตอนเย็นชาวบ้านก็จะร่วมกันเล่นกีฬาพื้นบ้าน เช่น ไม้หึ่ม มอญซ่อนผ้า ช่วงรำวิ่งวัว(ใช้คนวิ่งเป็นคู่ๆ ผู้คว้าธงแดงได้ก่อนเป็นผู้ชนะ) ตีไก่ หรือการเล่นแตะหม่าเปย (คล้ายสะบ้า) กันอย่างสนุกสนาน

และต่อจากนี้ไปอีก 5 วัน ชาวบ้านก็จะจัดสำรับกับข้าวอาหารคาวหวานไปถวาย พระภิกษุที่วัดอีกครั้งหนึ่งเมื่อเสร็จจากการทำบุญแล้วก็จะนำเอาฟืนซึ่งกำลังลุกอยู่ในเตาไฟ ดุ้นหนึ่งไปลอยในแม่น้ำลำคลอง ที่อยู่ใกล้บ้านเพื่อเป็นการสักการะบูชาเทพยดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนท้องฟ้าเพื่อจะบันดาลให้ฝนตกลงมา และในช่วง 7 วันนี้ ผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะคอยฟังเสียงฟ้าร้องคำรามว่ามาจากทิศใด ห่างหรือถี่ขนาดไหนแล้วก็จะทำนายทายทักไปตามทิศนั้นว่าปีนี้ฝนจะตกมากหรือตกน้อย การทำนาจะได้ผลดีหรือได้ผลน้อย เป็นต้น

http://www.khonthai.com/Vitithai/custom.htm

[แก้ไข] ประเพณีทำบุญวันมาฆบูชา

ประเพณีทำบุญวันมาฆบูชา "มาฆะ" เป็นชื่อของเดือน ๓ มาฆบูชานั้น ย่อมาจากคำว่า "มาฆบุรณมี" แปลว่าการบูชา พระในวันเพ็ญ เดือน ๓ วันมาฆบูชาจึงตรงกับวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๓ แต่ถ้าปีใดมีเดือน อธิกมาส คือมีเดือน ๘ สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ เป็นวันสำคัญวันหนึ่งในวันพุทธศาสนา คือวันที่มีการประชุมสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในพุทธศาสนา ที่เรียกว่า "จาตุรงคสันนิบาต" และเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงโอวาทปฎิโมกข์ แก่พระสงฆ์สาวกเป็นครั้งแรก ณ เวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์ เพื่อให้พระสงฆ์นำไปประพฤติปฏิบัติเพื่อจะยังพระพุทธศาสนา ให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป

คำว่า "จาตุรงคสันนิบาต" แยกศัพท์ได้ดังนี้ คือ "จาตุร" แปลว่า ๔ "องค์" แปลว่า ส่วน " สันนิบาต"แปลว่า ประชุม ฉะนั้นจาตุรงคสันนิบาต จึงหมายความว่า"การประชุมด้วยองค์ ๔ "กล่าวคือมีเหตุการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นพร้อมกันในวันนี้ คือ ๑. เป็นวันที่ พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า จำนวน ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมกันที่เวฬุวันวิหารในกรุงราชคฤห์ โดยมิได้นัดหมาย ๒. พระภิกษุสงฆ์เหล่านี้ล้วนเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" คือเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบถโดยตรงจากพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น ๓. พระภิกษุสงฆ์ทุกองค์ที่ได้มาประชุมในครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นผุ้ได้บรรลุพระอรหันต์แล้วทุก ๆองค์ ๔. เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงกำลังเสวยมาฆฤกษ์ การปฎิบัติตนสำหรับพุทธศาสนาในวันนี้ก็คือ การทำบุญ ตักบาตรใน ตอนเช้า หรือไม่ก็จัดหาอาหารคาวหวานไปทำบุญฟังเทศน์ที่วัด ตอนบ่ายฟังพระ แสดงพระธรรมเทศนา ในตอนกลางคืน จะพากันนำดอกไม้ ธูปเทียน ไปที่วัดเพื่อชุมนุมกันทำพิธีเวียนเทียน รอบพระอุโบสถ พร้อมกับพระภิกษุสงฆ์โดยเจ้าอาวาสจะนำว่า นะโม ๓ จบ จากนี้นกล่าวคำ ถวายดอกไม้ ธูปเทียน ทุกคนว่าตาม จบแล้วเดิน เวียนขวา ตลอดเวลาให้ระลึกถึง พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ จนครบ ๓ รอบ แล้วนำดอกไม้ ธูปเทียนไปปักบูชาตามที่ทางวัด เตรียมไว้ เป็นอันเสร็จพิธี กิจกรรมต่างๆ ที่ควรปฏิบัติในวันมาฆบูชา ๑. ทำบุญใส่บาตร ๒. ไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรม และฟังพระธรรมเทศนา ๓. ไปเวียนเทียนที่วัด ๔. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการ http://www.khonthai.com/Vitithai/custom.htm

[แก้ไข] ประเพณีงานบุญผะเหวด

ประเพณีงานบุญผะเหวด

ประเพณีงานบุญผะเหวด (พระเวส) หรือ "งานบุญเทศน์มหาชาติ" เป็นงานบุญที่สำคัญสำหรับชาวพุทธทั่วประเทศ ทั้งใน ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) และ ภาคใต้ จะจัดขึ้นในราวเดือน11 - 12 หลังออกพรรษาของทุกปี ส่วนในภาคอีสาน งานบุญผะเหวดเป็นงานบุญที่สำคัญที่สุดในรอบปีของชาวอีสาน ซึ่งจัดขึ้นในเดือน 4 ของทุกปี(ประมาณเดือนมีนาคม - เมษายน ) ตามจารีตประเพณีที่ทำสืบทอดกันมาแต่โบราณเชื่อกันว่า หากผู้ใดได้ฟังเทศน์ผะเหวด หรือเทศน์มหาชาติจบทั้ง 13 กัณฑ์ (มีกัณฑ์ทศพร,กัณฑ์หิมพานต์,กัณฑ์ทานกัณฑ์, กัณฑ์วนประเวศน์,กัณฑ์ชูชก,กัณฑ์จุลพน, กัณฑ์มหาพน, กัณฑ์กุมาร,กัณฑ์มัทรี,กัณฑ์สักกบรรพ,กัณฑ์มหาราช, กัณฑ์ฉกษัตรย์,และนครกัณฑ์) ภายในวันเดียวและบำเพ็ญความดีผลบุญที่ผู้นั้นได้กระทำลงไป จะส่งให้บุคคลนั้นได้ไปเกิดร่วมชาติเดียวกับพระพุทธเจ้า

นอกจากจะมีการฟังเทศน์มหาเวสสันดรชาดกเพื่อสืบศาสนาแล้วชาวอีสานยังถือเป็นประเพณีแห่งความอุดมสมบูรณ์ ในวันนี้จึงจัดให้มีพิธีกรรมขอฝนด้วย และในงานบุญพระเวสนี้ นับแต่โบราณคนอีสานนิยมเล่นผีตาโขนด้วยเพราะชาวบ้านจินตนาการว่าในช่วงที่พระเวสสันดร และพระนางมัทรีเข้าเมืองคงจะมีคนป่าหรือผีป่าที่เคยปรนนิบัติและเคารพรักพระเวสสันดร ร่วมขบวนตามไปส่งด้วย

ในวันงานบุญผะเหวดนี้ชาวบ้านจะนำผ้าพระเวส (ผ้าที่วาดเป็นเรื่องราวในมหาเวสสันดรชาดก เหมือนกับภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังแต่วาดลงในผ้า) ไปขึงรอบสิม เพื่อให้ผู้ที่มาร่วมงานบุญหลวงได้ปะพรมด้วยน้ำอบน้ำหอม และมีการจัดทำข้าวปุ้นหรือขนมจีนให้ผู้มาร่วมงานบุญได้กินฟรีกันทุกคน

http://www.khonthai.com/Vitithai/custom.htm

[แก้ไข] ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง

ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง

ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง จะจัดขึ้นทุกวันเพ็ญเดือน 5 หรือในเดือนเมษายนของทุกปีในจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวกันว่าจะเป็นวันที่พระอาทิตย์จะขึ้นตรงกับ 12 ช่องประตูของปราสาท โดยชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงจะขึ้นไปทำบุญตักบาตร ปิดทอง นมัสการรอยพระพุทธบาทเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ที่ปราสาทหินพนมรุ้ง นอกจากนั้นยังมีการแห่ 12 นักษัตร การแสดงการละเล่นพื้นบ้านประกอบอีกด้วย

ปราสาทหินพนมรุ้ง เป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวะนิกายตั้งอยู่บนยอดเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว มีอายุการก่อสร้างต่อเนื่องมาหลายสมัย"พนมรุ้ง" เป็นภาษาเขมรแปลว่า"ภูเขาใหญ่"ตัวปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีปรางค์ประธานอยู่ศูนย์กลางของลานปราสาทชชั้นใน ด้านหน้า มีทับหลังและหน้าบันเป็นภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์อันสวยงาม

http://www.khonthai.com/Vitithai/custom.htm

[แก้ไข] ประเพณีปอยส่างลอง

ประเพณีปอยส่างลอง

ประเพณี "ปอยส่างลอง" หรือ "ประเพณีบวชลูกแก้ว" เป็นประเพณีประจำปีของชาวไตหรือไทยใหญ่เกือบทั้งหมดของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประเพณีนี้เป็นการนำเด็กชายที่มีอายุครบบวชเข้าบรรพชาเป็นสามเณร เพื่อกล่อมเกลาให้เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีต่อไป

คำว่า "ปอยส่างลอง" เป็นภาษาไทยใหญ่ ซึ่งสามารถแยกศัพท์ออกได้คือ "ปอย"แปลว่างานหรือพิธีการ "ส่าง" หมายถึง สามเณร ส่วน "ลอง" แปลว่า ยังไม่ได้เป็น ฉะนั้น เมื่อนำมารวมกันจะหมายถึงพิธีการเตรียมตัวเป็นสามเณรนั่นเอง

กระบวนการปอยส่างลอง จะเริ่มขึ้นเมื่อมีการชักชวนกันของชาวบ้านที่มีลูกหลานอายุครบบวช โดยจะมีการคัดเลือกเจ้าภาพใหญ่ ซึ่งจะเป็นแม่งานในการจัดงาน ซึ่งมักจะเป็นคหบดีหรือผู้กว้างขวางในสังคมโดยเจ้าภาพจะมีหน้าที่ในการร่วมกันกำหนดขั้นตอนของพิธีการ

ส่วนเด็กที่มีอายุครบบวช จะถูกนำตัวไปอยู่วัดเพื่อเรียนรู้วัตรปฎิบัติสำหรับการเป็นสามเณรก่อนพิธีการประมาณ 20 วัน ส่วนผู้ใหญ่ก็จะวางกำหนดการวันประกอบพิธีซึ่งจะแบ่ง เป็น 3 วัน วันรับส่างลองไปฝึกวัตรปฏิบัติที่วัดกลับมาประกอบพิธีที่บ้านเจ้าภาพ วันที่สองเป็นวันแห่เครื่องไทยทานและเรียกขวัญส่างลอง (คล้ายๆ กับการทำขวัญนาค) ซึ่งจะประกอบด้วยขบวนแห่ฟ้อนรำแบบไทยใหญ่ขบวนมโหรี ขบวนแห่เครื่องไทยทาน เครื่องอัฐบริขาร เทียนเงิน เทียนทอง เป็นต้น ซึ่งส่างลองจะถูกตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับที่สวยงาม และจะขี่คอผู้ช่วยที่เรียกกันว่า "ตาแปส่างลอง" ตลอดการเดินทาง และวันที่สามเป็นวันบรรพชา ซึ่งก็ไม่แตกต่างจากการบรรพชาในส่วนอื่นๆ ของประเทศเท่าใดนัก

http://www.khonthai.com/Vitithai/custom.htm

[แก้ไข] ประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง

ประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง

ในช่วงวันออกพรรษา นอกจากจะมีการทำบุญแล้ว ชาวอีสานในบางท้องที่ตั้งแต่ครั้งโบราณกาลจะช่วยกันทำปราสาทผึ้งเพื่อนำไปถวายวัดในคุ้มของตน จนกลายมาเป็นงานบุญประเพณีแห่งปราสาทผึ้งขึ้นเพื่อรักษาประเพณีดั้งเดิม โดยการจัดตกแต่งเครื่องสักการะเป็นรูปปราสาททำด้วยขี้ผึ้งเป็นส่วนประกอบ สำคัญ มีการออกแบบลวดลายและประดับประดาอย่างวิจิตรพิสดารเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เพราะเชื่อกันว่าในครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากเทวโลกหลังจากที่เสด็จขึ้นไปเทศนาโปรดพระพุทธมารดานั้น ทวยเทพ มวลมนุษย์ต่างก็จัดเครื่องสักการบูชามารับเสด็จปราสาทผึ้งและเรือไฟก็เป็นเครื่องสักการะในวันนั้นด้วยชาวบ้านจึงได้ทำปราสาทและเรือไฟมาถวายเป็นพุทธบูชาสืบต่อกันมางานประเพณีแห่ปราสาทผึ้งมีขึ้นในหลายจังหวัดในจังหวัดในภาคอีสาน อาทิเช่น ประเพณีแห่ปราสาทผึ้งที่ อ.เชียงคาน จ.เลย จะจัดขึ้นตั้งแต่วันขึ้น 11 ค่ำ เดือน 11 เรื่อยไปจนถึงเช้าของวันแรม 1 ค่ำ เดือน 12 ซึ่งเป็นวันหลังวันออกพรรษาที่จัดให้มีการตักบาตรเทโว

เช้าวันแรก จะมีขบวนแห่ปราสาทผึ้งของคุ้มวัดต่างๆ ที่ตั้งอยู่บนรถพร้อมกับสาวงามนั่งเป็นเทพประจำขบวน จะเคลื่อนเข้าสู่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานทั้ง 5 วัน เพื่อประกวดประชความงดงามให้ประชาชนได้ชม ในงานวันที่สองจะมีการแข่งเรือยาว หรือที่เรียกว่า "การส่วงเฮือ"จะมีไปจน ถึงวันที่ 3 ของงานซึ่งเป็นการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศวันที่ 4 เป็นวันที่คณะกรรมการจัดงานจะทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ ตัดสินความงามปราสาทผึ้ง ส่วนในวันที่ 5 พุทธศาสนิกชนจะร่วมกันทำบุญตักบาตร แต่ละคุ้มวัดก็จะร่วมกันปล่อยเรือไฟที่ช่วยกันทำให้ไหลไปตามแม่น้ำโขงเพื่อเป็นการบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์

ส่วนงานประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง ที่ อ.เมือง จ.สกลนครจะมีขึ้นในช่วงเทศกาลออกพรรษา ในระหว่างวันขึ้น 12-15 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปีเป็นเวลาสามวันวันแรกจะมีขบวนแห่ปราสาทผึ้งของคุ้มวัดต่างๆ เคลื่อน ไปยังสระพังทอง เพื่อประกวดและทำการตัดสิน เมื่อทราบผลการประกวดในวันที่สองแล้วจะเคลื่อนขบวนแห่ต่อไปยังองค์พระบรมธาตุเชิงชุมเพื่อถวายสักการะเป็นพุทธบูชาแด่หลวงพ่อองค์แสนและในวันที่สามเมื่อคณะ กรรมการทำพิธีมอบรางวัลให้แก่คุ้มวัดต่างๆ แล้วทั้งขบวนแห่ ผู้เข้าร่วมพิธี พุทธศาสนิกชนก็จะร่วมกันทำพิธีเวียนเทียนรอบองค์พระธาตุเชิงชุมเพื่อเป็นการสักการะบูชา

นอกจากนี้ ในวันงานประเพณีจะมีการแข่งขันเรือยาว ฝีพายและมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมโบราณ ของอีสาน และมหรสพต่างๆ ให้ชมทุกคืน

http://www.khonthai.com/Vitithai/custom.htm

[แก้ไข] ประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุหริภุญชัย

ประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุหริภุญชัย

ประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุหริภุญชัย จะจัดขึ้นในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 (เหนือ) ซึ่งตรงกับวันเพ็ญ 15 ค่ำ เดือน 6 ทางภาคกลาง ชาวบ้านจะพากันเดินทางมาสรงน้ำเพื่อสักการะ พระธาตุหริภุญชัยซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยน้ำที่นำ มาสรงองค์พระธาตุนั้นชาวลำพูนมักขึ้นไปตักจากบ่อน้ำทิพย์บนยอดดอยขะม้อ ซึ่งชาวลำพูนเชื่อ กันว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์

วัดพระธาตุหริภุญไชยวรมหาวิหารจังหวัดลำพูน สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ 1700 ในรัชสมัย พระเจ้าอาทิตยราชส่วนสถูปสุวรรณเจดีย์ในบริเวณเดียวกันนั้นสร้างโดยพระนางปทุมวดี พระมเหสี ของพระเจ้าอาทิตยราช

http://www.khonthai.com/Vitithai/custom.htm

[แก้ไข] ประเพณีทำบุญวันวิสาขบูชา

ประเพณีทำบุญวันวิสาขบูชา วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญเกี่ยวกับสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยถือว่าเป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้และปรินิพพาน ซึ่งแม้จะต่างปีกันแต่ก็ตรงกันทั้ง 3 อย่างคือ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เป็นที่น่าอัศจรรย์ ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนิกชนทั้งหลายจึงได้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อน้อมระลึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธ เจ้าที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อสัตว์โลก คำว่า"วิสาขะ"แปลว่า"เดือน 6" วิสาขบูชา ย่อมาจากคำว่า"วิสาขบุรณมีบูชา"แปลว่า การบูชา พระในวันเพ็ญเดือน 6 แต่ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือมีเดือน 8 วันวิสาขบูชาก็เลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 7 กิจกรรมที่พุทธศาสนิกชนควรปฏิบัติในวันนี้คือการไปทำบุญตักบาตรที่วัดและฟังพระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนา พอตกค่ำก็ทำพิธีแห่เวียนเทียนรอบพระอุโบสถ ร่วมกับพระภิกษุสงฆ์โดยประทักษิณ คือการเวียนขวา 3 รอบ ขณะ ที่เดินควรสำรวมใจระลึกถึงพระคุณของพระพุทธองค์ การเวียนเทียนนี้เป็นการแสดงความเคารพบูชาตามหลักวัฒนธรรมไทยเป็นระเบียบที่ปฏิบัติกันมาแต่ โบราณกาลเวลาเวียนเทียนไม่ควรแสดงกิริยาวาจาคะนอง ไม่เคารพ อีกทั้งขณะเดินเวียนเทียนควรเว้นระยะให้ห่าง พอสมควร อย่าให้ไฟธูปเทียนไปโดยผู้ที่อยู่ใกล้ หรือให้เทียนหยดโดยผู้ที่อยู่ด้านหน้า เมื่อเวียนครบ 3 รอบแล้วก็ไป ประชุมฟังพระธรรมเทศนาในพระอุโบสถต่อไป กิจกรรมต่างๆ ที่ควรปฏิบัติในวันวิสาขบูชา ๑. ทำบุญใส่บาตร กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล ๒. ไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา ๓. ไปเวียนเทียน ร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับวันสำคัญทางพุทธศานา ๔. จัดแสดงนิทรรศการ ประวัติ หรือเรื่องราวความเป็นมาเกี่ยวกับวันวิสาขบูชา ๕. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน วัดและสถานที่ราชการ http://www.khonthai.com/Vitithai/custom.htm

[แก้ไข] ประเพณีบุญบั้งไฟ

ประเพณีบุญบั้งไฟ

บุญบั้งไฟ เป็นประเพณีประจำปีของชาวภาคอีสาน ที่สืบเนื่องมาจากพิธีการขอฝนของพญาแถน หรือเทวดา โดยจัดพิธีจุดบั้งไฟ เพื่อให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลเพาะปลูกเมื่อหลังเทศกาลสงกรานต์ราวเดือน 6 ของทุกปีหากแต่ชาวยโสธรโดยเฉพาะชาวคุ้มบ้านต่างๆ ในเขตอำเภอเมือง ร่วมแรงร่วมใจทำให้ประเพณีบุญบั้งไฟของเมืองยโสธรเป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน และเป็นประเพณี ที่สำคัญของประเทศ

ตำนานของประเพณีบุญบั้งไฟ ประกอบด้วยนิทานปรัมปรา 2 เรื่อง คือ เรื่องท้าวผาแดงและนางไอ่และนิทานเรื่องพญาแถนและพญาคันคาก (คางคก) เรื่องพญาแถนนั้น กล่าวว่า ครั้งหนึ่งพระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นคางคก อาศัยอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ครั้งนั้นพญาแถนเทพผู้เป็นใหญ่ที่สุดในท้องฟ้า ผู้ดลบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล เกิดพิโรธทำสงครามกับชาวโลกและบันดาลให้ฝนไม่ตกเลย 7 ปี 7 เดือน ชาวโลกได้รับความเดือดร้อนส่งใครไปรบก็พ่ายแพ้กลับมากลับมาหมดชาวโลกพากันหนีพญาแถนมาที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่พญาคางคกอาศัย อยู่ในที่สุดพญาคางคกได้รวมพลังสัตว์โลก ไปรบกับพญาแถน ปลวกได้ก่อจอมปลวกขึ้นไปถึงสวรรค์ มอดไม้ไปเจาะด้ามอาวุธทหารพญาแถน แมลงป่อง ตะขาบ มดไปกัดไพร่พลพญาแถนในที่สุดพญาแถนก็พ่ายแพ้ถูกจับตัวได้ ขอทำสัญญาสงบศึก โดยมีข้อตกลงว่าหากวันใดที่ชาว โลกยิงบั้งไฟขึ้นไปบนท้องฟ้าจะบันดาลให้ฝนตกลงมาเป็นฤดูฝน หากได้ยินกบเขียดร้องก็จะทราบได้ว่า ฝนตกแล้ว หากชาวโลกเล่นว่าวเมื่อใดก็จะให้ฝนหยุดตกกลายเป็นฤดูหนาว ดังนั้นสมัยต่อ ๆ มาเมื่อถึงเดือนหกเข้าฤดูทำนา ประชาชนจะจุดบั้งไฟสื่อสารให้พญาแถนทราบว่าถึงเวลาที่จะบันดาลฝนให้ชาวบ้าน และจะได้เริ่มต้นฤดูการทำนากันได้

"บั้ง" แปลว่า "ไม้กระบอก" บั้งไฟเป็นดอกไม้เพลิง ทำจากกระบอกไม้ไผ่ที่อัดดินปืนเพื่อการจุดระเบิดให้พุ่งขึ้นไปในอากาศเป็นการ บวงสรวงพญาแถนโดยมีขนาดที่นิยมอยู่ 3 ขนาดคือ "บั้งไฟธรรมดา"บรรจุดินปืนไม่เกิน 12 กิโลกรัม "บั้งไฟหมื่น"บรรจุดินปืนเกิน 12 กิโลกรัม "บั้งไฟแสน"บรรจุดินปืนถึงขนาด120 กิโลกรัม ถ้าบั้งไฟขึ้นสูงก็แปลว่าฝนฟ้า ข้าวปลา อาหารจะอุดมสมบูรณ์ดีก็จะพากันเลี้ยงฉลองรื่นเริงกันในหมู่ผู้ที่ไม่ร่วมงาน ถ้าบั้งไฟแตก หรือไม่ขึ้นก็หมายความว่าฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาลเป็นต้น


ในวันแรกของเทศกาลหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "วันโฮม" จะมีการนำเอาบั้งไฟออกมาแห่แหน ตามเมืองกันก่อน จนกระทั่งวันที่ 2 ถึงจะนำบั้งไฟไปจุดกันกลางทุ่งนา โดยเฉพาะที่จุดบั้งไฟ ต้องทำเป็นพะองพาดขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่สูงประมาณ 30 เมตร แล้วจุดชนวนให้ดินปืนเกิด การระเบิด ปัจจุบันได้มีการประกวดความสวยงามและความสูงของบั้งไฟที่จุดขึ้นไปบนท้องฟ้า และหากบั้งไฟอันไหนไม่ยอมพุ่งขึ้นเพราะดินปืนด้านเจ้าของบั้งไฟก็จะถูกจับโยนลงในโคลนตม กลางทุ่งนาเป็นการทำโทษ ประเพณีการเล่นบั้งไฟที่นิยมกันมากเวลานี้คือยโสธร

http://www.khonthai.com/Vitithai/custom.htm

[แก้ไข] ประเพณีบูชาอินทขีล

ประเพณีบูชาอินทขีล

ประเพณีบูชาอินทขีล เป็นประเพณีประจำปีของชาวเชียงใหม่ ที่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาชาวบ้านผสมผสานความเชื่อถือผีดั้งเดิมและพุทธศาสนาที่เข้ามาภายหลัง เรียกกัน ตามภาษาถิ่นว่า"เข้าอินทขีล"(อินทขีล คือเสาหลักเมืองที่ประดิษฐานหน้าวัดเจดีย์หลวง) ซึ่งจะมีช่วงเวลาในการ ประกอบพิธีกรรมระหว่างปลายเดือนแปด ต่อกับต้นเดือนเก้าตามปฎิทินจันทรคติแบบล้านนา (เร็วกว่าปฏิทินจันทรคติของภาคกลาง 2 เดือน)ไปสิ้นสุดในวันขึ้น 4 ค่ำเดือน 9(เรียกว่า วันออกอินทขีล) เพื่อเป็นการสรงน้ำเสาหลักเมือง และสรงน้ำถวายพระเจ้าฝนแสนห่า องค์ประธานในพิธีและเพื่อเป็น การสร้างขวัญและกำลังใจของผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมมาแต่เดิม

ในยามบ่ายของทุกวันในช่วงเวลานั้นไปจนถึงย่ำค่ำบรรดาพ่อแก่แม่เฒ่าหนุ่มสาวและครอบครัวจะพากันเตรียมดอกไม้หลายหลากสีและเครื่องบูชา มาจัดเรียงใส่ในตะกร้าบ้าง ขันน้ำขนาดใหญ่บ้างเพื่อทำการ "ใส่ขันดอก" หรือการถวายดอกไม้บูชาอินทขีลที่บริเวณหน้าวิหารของวัดเจดีย์หลวง ซึ่งจะประดิษฐาน"พระเจ้าฝนแสนห่า" ไว้ให้ประชาชนบูชาเป็นการชั่วคราวหลังจากการแห่ไปตามถนนในเวียงเชียงใหม่ก่อนกลับวัดเจดีย์หลวง เพื่อประกอบพิธีสรงน้ำ ใส่ขันดอก (ถวายดอกไม้) มีพิธีสงฆ์ (พิธีเหล่านี้จะทำภายในวิหารอินทขีลโดยตลอด) เมื่อเสร็จพิธีก็จะมีมหรสพสมโภชเช่นเดียวกับเงานบุญอื่นๆ

http://www.khonthai.com/Vitithai/custom.htm

[แก้ไข] พิธีแรกนาขวัญ

พิธีแรกนาขวัญ

พิธีแรกนาขวัญ หรือ"พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ" เป็นพระราชประเพณีสำคัญ ที่ทำเพื่อเสริมสร้างให้เกิดขวัญและกำลังใจแก่เกษตรกรของชาติ "จรดพระนังคัล" แปลว่า จดไถหรือแรกไถ เป็นประเพณี โบราณที่พระเจ้าแผ่นดินทรงทำพิธีไถนาเองส่วนพระมเหสีเลี้ยงไหม เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ประชาชน

พระราชพิธีแรกนาขวัญ หรือที่เรียกกันว่า "พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ" พระราช พิธีสองพิธีต่อเนื่องกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคลเป็นพิธีสงฆ์ ประกอบพิธีในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตตนศาสดาราม ส่วนพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญซึ่งเป็นพิธีพราหมณ์ มาเริ่มพิธีสงฆ์ในสมัยรัชกาลที่ 4

ความหมายของพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญก็เพื่อต้องการให้พืชพันธุ์ธัญญาหารในพระราชอาณาจักรอุดมสมบูรณ์ตลอดฤดูกาลที่ทำการเพาะปลูกในสมัยสุโขทัย นั้นพระมหากษัตริย์จะเสด็จเป็นองค์ ประธานในพระราชพิธีทุกครั้ง ครั้นถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาพระมหากษัตริย์ทรงกระทำเหมือนสมัยสุโขทัย แต่จะมอบอาญาสิทธิ์ และทรงจำศีลอย่างเงียบๆ เป็นเวลา 3 วันพอถึงสมัยรัตนโกสินทร์ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีพิธีสงฆ์เพิ่มขึ้น สำหรับพระราชพิธีในปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเป็นประธานในพิธี โดยผู้ที่ทำหน้าที่พระยาแรกนาก็คือปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ส่วนเทพีคู่หาบเงิน และทองที่ทำหน้าที่หาบเมล็ดพันธุ์ข้าวให้พระยาแรกนาหว่านในแปลงนาที่ท้องสนามหลวงจะเป็นข้าราชการหญิงในกระทรวงเกษตรนั่นเอง

พิธีอย่างย่อๆ ในการแรกนา จะเริ่มด้วยกระบวนพระยาแรกนาในชุดเครื่องสูงจะทำพิธีเสี่ยงผ้านุ่ง ถ้าจับได้ผ้ากว้าง มีคำนายว่าน้ำจะมาก ถ้าจับได้ผ้าผืนกลางก็ทายว่าน้ำพอดีหากจับได้ผ้าผืนแคบทายว่าน้ำจะน้อย จากนั้นพราหมณ์จะมอบไถเทียมพระโคคู่ให้พระยาแรกนาลงมือไถ โดยเริ่มไถรี 3 รอบ ไถแปร 3 รอบ และไถดะ 3 รอบ ในระหว่างนั้น พระยาแรกนาจะหยิบเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานในหาบที่เทพีคู่หาบเงินและทองนำมาให้หว่าน แล้วไถกลบอีก 1 รอบ จากนั้นพราหมณ์จะให้พระโคเสี่ยงทายด้วยของกิน 7 อย่างมีข้าวเปลือก ข้าวโพด ถั่ว งา เหล้า น้ำและหญ้า พระโคกินอะไร ก็ทายว่าสิ่งนั้นจะสมบูรณ์

หลังจากเสร็จพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานรางวัลแก่เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรดีเด่นที่ชนะการประกวดพันธุ์ข้าวเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ หลังจากเสด็จพระราชดำเนินกลับแล้ว ก็จะเปิดโอกาสให้เกษตรกรและประชาชนที่มาร่วมพิธีเข้ามาเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวทีหว่านไว้เป็นสิริมงคลแก่ตัวเองและอาชีพของตนเองต่อไป

กิจกรรมต่างๆ ที่ควรปฏบัติในวันพืชมงคล ๑. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการ ๒. จัดนิทรรศการ แสดงประวัติความเป็นมา และความสำคัญของวัชพืชมงคลรวมทั้งพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

http://www.khonthai.com/Vitithai/custom.htm

[แก้ไข] ประเพณีสงกรานต์

ประเพณีสงกรานต์

ประวัติความเป็นมา จากประวัติที่เล่าสืบต่อกันมานั้น มีปรากฎในศิลาจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามว่า เศรษฐีคนหนึ่งไม่มีบุตร บ้านอยู่ใกล้กับนักเลงสุรา ซึ่งมีบุตร 2 คน มีผิวเนื้อเหมือนทอง วันหนึ่งนักเลงสุรานั้นเข้าไปกล่าวคำหยาบคายต่อเศรษฐี เ ศรษฐีจึงถามว่าเหตุใดจึงมาหมิ่นประมาทต่อเราผู้มีสมบัติมากนักเลงสุราจึงตอบว่า ถึงท่านมีสมบัติก็ไม่มีบุตร ตายแล้วสมบัติก็จะสูญเปล่า เรามีบุตรเห็นว่าประเสริฐกว่า ท่านเศรษฐีมีความละอายใจจึงบวงสรวงพระอาทิตย์ พระจันทร์ ตั้งอธิษฐานขอบุตรถึงสามปีก็มิได้มีบุตรอยู่มาถึงวันนักขัตฤกษ์สงกรานต์ พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ เศรษฐีจึงพาบริวารไปยังต้นไทรอันเป็นที่อยู่แห่งฝูงนกทั้งปวงริมฝั่งน้ำ จึงเอาข้าวสารล้างน้ำ 7 ครั้ง แล้วหุงขึ้นบูชาพระไทรประโคมพิณพาทย์ตั้งอธิษฐานขอบุตร พระไทรมีความกรุณาจึงเหาะไปเฝ้าพระอินทร์ พระอินทร์จึงให้ธรรมบาลเทวบุตรลงมาปฏิสนธิในครรภ์ภรรยาเศรษฐี เมื่อคลอดแล้วจึงให้ชื่อว่าธรรมบาลกุมาร ปลูกปราสาทเจ็ดชั้นให้อยู่ใต้ต้นไทรริมฝั่งน้ำนั้น กุมารเจริญขึ้น ก็รู้ภาษานกแล้วเรียนไตรเพทจบ เมื่ออายุได้เจ็ดขวบได้เป็นอาจารย์บอกมงคลการต่าง ๆ แก่มนุษย์ทั้งปวง

ในขณะนั้นโลกทั้งหลายนับถือท้าวมหาพรหม และกบิลพรหมองค์หนึ่งว่า เป็นผู้แสดงมงคลแก่มนุษย์ทั้งปวง เมื่อกบิลพรหมทราบจึงลงมาถามปัญหาธรรมบาลกุมาร 3 ข้อ สัญญาไว้ว่าถ้าแก้ปัญหาได้จะตัดศีรษะบูชา ถ้าแก้ไม่ได้จะตัดศีรษะธรรมบาลกุมารเสีย ปัญหานั้นว่า ข้อ 1 เช้าราศีอยู่แห่งใด ข้อ 2 เที่ยวราศีอยู่แห่งใด ข้อ 3 ค่ำราศีอยู่แห่งใด

ธรรมบาลกุมารขอผลัด 7 วันเพื่อตอบปัญหา ครั้นล่วงไปได้หกวันธรรมบาลกุมารก็ยังคิดไม่ได้จึงนึกว่าพรุ่งนี้จะตายด้วยอาญาท้าวกบิลพรหมไม่ต้องการ จำจะหนีไปซุกซ่อนตายเสียดีกว่า จึงลงจากปราสาทไปนอนอยู่ใต้ต้นตาล 2 ต้น มีนกอินทรี 2 ตัว ผัวเมียทำรังอยู่บนต้นตาลนั้น ครั้นเวลาค่ำนางนกอินทรีจึงถามสามีว่า พรุ่งนี้จะได้อาหารแห่งใด สามีบอกว่าจะกินศพธรรมบาลกุมารซึ่งท้าวกบิลพรหมจะฆ่าเสีย เพราะทายปัญหาไม่ออกนางนกถามว่าปัญหานั้นอย่างไรสามีจึงบอกเล่าปัญหาให้เมียฟังนางนกถามว่าจะแก้อย่างไรสามีบอกว่าเช้าราศีอยู่ที่หน้ามนุษย์ จึงเอาน้ำล้างหน้าเวลาเที่ยงราศีอยู่ที่อก มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาเครื่องหอมประพรมที่อก เวลาค่ำราศีอยู่ที่เท้ามนุษย์ทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างเท้า

ธรรมบาลกุมารได้ยินดังนั้นก็กลับไปปราสาท วันรุ่งขึ้นท้าวกบิลพรหมถามปัญหาธรรมบาลกุมารก็แก้ตามที่ได้ยินมา ท้าวกบิลพรหมจึงตรัสเรียกเทพธิดาทั้ง 7 อันเป็นบริจาริกาพระอินทร์มาพร้อมกันแล้วบอกว่าเราจะตัดศีรษะบูชาธรรมบาลกุมาร ศีรษะของเราถ้าตั้งไว้บนแผ่นดิน ไฟจะไหม้ทั่วโลก ถ้าทิ้งขึ้นบนอากาศ ฝนก็จะแล้ง ถ้าทิ้งในมหาสมุทรน้ำก็จะแห้ง จึงให้ธิดาทั้ง 7 นั้นเอาพานมารับศีรษะ แล้วก็ตัดศีรษะส่งให้ธิดาองค์ใหญ่นางจึงเอาพานมารับพระเศียรบิดาไว้ แล้วแห่ทำประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุ 60 นาที แล้วก็เชิญประดิษฐานไว้ในมณฑปถ้ำคันธุรีเขาไกรลาศ บูชาด้วยเครื่องทิพย์ต่าง ๆ พระเวสสุกรรมก็นฤมิตรแล้วด้วยแก้วเจ็ดประการ ชื่อภควดีให้เป็นที่ประชุมเทวดา เทวดาทั้งปวงก็นำเอาเถาฉมูลาดลงมาล้างในสระอโนดาตเจ็ดครั้งแล้ว แจกกันสังเวยทุก ๆองค์ ครั้นถึงครบกำหนด 365 วันโลกสมมุติว่าปีหนึ่งเป็นสงกรานต์ นางเทพธิดาเจ็ดองค์จึงผลัดเวรกันมาเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหมออกแห่ประทักษิณเขาพระสุเมรุทุกปี ธิดาทั้ง 7 ของท้าวกบิลพรหม ซึ่งเราสมมุติเรียกว่านางสงกรานต์นั้น มีชื่อต่าง ๆ ดังนี้ คือ

ถ้าปีใดวันสงกรานต์ ตรงกับวันอาทิตย์ นางสงกรานต์มีชื่อว่า ทุงษ ถ้าปีใดวันสงกรานต์ ตรงกับวันจันทร์ นางสงกรานต์มีชื่อว่า โคราด ถ้าปีใดวันสงกรานต์ ตรงกับวันอังคาร นางสงกรานต์มีชื่อว่า รากษส ถ้าปีใดวันสงกรานต์ ตรงกับวันพุธ นางสงกรานต์มีชื่อว่า มัณฑา ถ้าปีใดวันสงกรานต์ ตรงกับวันพฤหัสบดี นางสงกรานต์มีชื่อว่า กิริณี ถ้าปีใดวันสงกรานต์ ตรงกับวันศุกร์ นางสงกรานต์มีชื่อว่า กิมิทา ถ้าปีใดวันสงกรานต์ ตรงกับวันเสาร์ นางสงกรานต์มีชื่อว่า มโหทร

       -   13  เมษายน         วันมหาสงกรานต์
       -   14  เมษายน         วันเถลิงศก
       -   15  เมษายน         วันเนา

ระยะเวลา ประเพณีสงกรานต์ของไทยนั้น โดยปกติจะถือเอาช่วงวันที่ 13-14 เมษายน ของทุกปี เป็นช่วงระยะเวลา ของเทศกาลสงกรานต์ อย่างไรก็ตาม กำหนดช่วงเวลาสงกรานต์ในแต่ละท้องถิ่นอาจแตกต่างกันไปบ้างขึ้น อยู่กับประเพณีที่ถือปฏิบัติกันมา

คุณค่าและความสำคัญ ประเพณีสงกรานต์ถือเป็นประเพณีการเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ที่ยึดถือปฏิบัติมาแต่โบราณช่วงวันสงกรานต์ จึงเป็นวันแห่งความเอื้ออาทร ความรัก ความผูกพัน ที่มีต่อกันทั้งในครอบครัว ชุมชน สังคม และ ศาสนาดังนี้

คุณค่าต่อต่อครอบครัวทำให้สมาชิกของครอบครัวได้มีโอกาสมาอยู่ร่วมกันเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตาเช่นช่วยกันทำความสะอาดบ้าน จัดบ้านใหม่ ช่วยกันทำขนมไว้ทำบุญและเลี้ยงลูกหลาน ขนมไทยสงกรานต์ กะละแม ลอกช่องน้ำกะทิ ฯลฯ จัดหาผ้าใหม่มอบให้คนรักนับถือ รดน้ำขอพรผู้ใหญ่ รวมทั้งแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้

คุณค่าต่อชุมชนทำให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีในชุมชน เช่น ส่งขนม/ของกินให้แก่กันและกันร่วมกันทำบุญให้ทาน พบปะสังสรรค์ สนุกสนานรื่นเริงร่วมกัน

คุณค่าต่อสังคม ทำให้มีความเอื่ออาทรต่อบุคคลในสังคมและร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยการช่วยกันทำความสะอาดบ้านเรือน วัดวาอาราม ที่สาธารณะ และอาคารสถานที่ต่าง ๆ

คุณค่าต่อศาสนา ช่วยกันทำนุบำรุงพระศาสนา โดยการทำบุญตักบาตร เลื้ยงพระ การปฏิบัติธรรมฟังเทศน์ การสรงน้ำพระ

กิจกรรมที่ควรอนุรักษ์ฟื้นฟูและส่งเสริมใฟ้มีการปฏิบัติ ดังนี้

การเตรียมงาน - การเตรียมเครื่องนุ่งห่ม เป็นการเตรียมเครื่องนุ่งห่มให้สะอาด เรียบร้อย หรือจะใช้ชุดใหม่ก็ได้ รวมทั้งการเตรียมผ้าสำหรับใช้ ในการไหว้บิดา มารดา หรือ ญาติผู้ใหญ่คนรักนับถือ - การทำความสะอาดบ้านเรือน ที่อยู่อาศัยบริเวณต่าง ๆ ในชุมชนที่อยู่ เช่น วัดวาอารามที่จะใช้เป็นสถานที่ สำหรับทำบุญหรือที่สาธารณะอื่น ๆ

การจัดงาน - การทำบุญตักบาตรตอนเช้า หรือนำอาหารไปเลี้ยงพระที่วัด เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บุพการีที่ล่วงลับไปแล้ว - การก่อเจดีย์ทราย โดยขนทรายเข้าวัด แล้วร่วมกันก่อเจดีย์ ทรายเป็นรูปเจดีย์หริอรูปสัตว์ต่าง ๆปักธงหลากสี ธูปเทียน และดอกไม้เป็นเครื่องบูชาพระ - การทำทาน โดยการปล่อยนก ปล่อยให้นกไปสู่อิสระ ไปป่า ปล่อยปลาปล่อยแม่ปลาหรือปลาใหญ่รวมทั้งการฟังเทศน์ ถือศีลปฏิบัติธรรม - การสรงน้ำพระพุทธรูปในบ้านและที่วัด โดยใช้น้ำสะอาดหรือน้ำผสมน้ำอบไทยลอยด้วยดอกไม้สด เช่น ดอกมะลิ - สรงน้ำพระภิกษุสามเณรด้วยน้ำสะอาด แล้วถวายผ้าสบงหรือผ้าไตร - การรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ โดยใช้น้ำสะอาด หรือน้ำผสมน้ำอบไทยลอยด้วยดอกไม้สด เช่น ดอกมะลิ หรือตามประเพณีนิยมของท้องถิ่นนั้น ๆ - การเล่นรดน้ำ เชื่อมความสัมพันธ์กับญาติมิตรสหาย โดยใช้น้ำสะอาดและเล่นอย่างสุภาพ เหมาะสมกับกาลเทศะไม่ก่อความเดือดร้อนรำคาญ หรือละเมิดสิทธเสรีภาพผู้อื่น - การละเล่นรื่นเริงอื่น ๆ ตามประเพณีนิยมของท้องถิ่นนั้น ๆ


http://www.khonthai.com/Vitithai/custom.htm

[แก้ไข] ประเพณีการบวช

ประเพณีการบวช

ตามประเพณีไทยนั้น ชายไทยเมื่อถึงเกณฑ์จะบวชพระหรือที่เรียกว่าอายุครบบวชคือ 20 ปีบริบูรณ์ ผู้หลักผู้ใหญ่ก็จะจัดการให้บุตรหลานของตนทำการบวชเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนาหลังจากเตรียมเครื่องบวช เช่น ไตร จีวร สำหรับนาคพระอุปัชฌาย์และคู่สวด พร้อมเครื่องอัฐบริขารสำหรับพระเช่นบาตร ร่ม อาสนะ หมอน มุ้ง นอกจากเครื่องใช้ในการบวชต่าง ๆ แล้วผู้จัดการบวชก็จะไปหาพระอุปัชฌาย์ และเมื่อท่านรับจะบวชให้และกำหนดวันแล้ว(มักนิยมจัดเพียง 2 วัน คือ พิธีทำขวัญนาควันหนึ่ง เรียกว่าวัสุกดิบ วันรุ่งขึ้นก็แห่นาคไปบวช) ก็จะเตรียมพิมพ์บัตรเชิญแจกญาติมิตร จากนั้นให้ผู้ที่จะบวชนำดอกไม้ ธูปเทียนแพใส่พาน ไปบอกกล่าวญาติที่นับถือที่เรียกกันว่า "การลาบวช" ช่วงเวลาที่นิยมบวชกันคือ ก่อนเข้าพรรษาการบวชใช้เวลาบวชประมาณ 3 เดือน โดยก่อนหน้านั้นฝ่ายผู้บวชจะไปหาเจ้าอาวาสหรือ พระผู้เป็นอุปัฌาย์จะสอนให้ท่องบทสวดขานนาคก่อน

เมื่อถึงวันงาน เจ้าภาพจะจัดงานสมโภช หรือที่เรียกว่า "ทำขวัญนาคำ"ก่อนบวช 1 วัน (แต่สมัยนี้มักทำขวัญนาคในช่วงเช้า แล้วทำพิธีบวชใน ตอนบ่ายเลยก็มี) ในการทำขวัญนาคนั้น "เจ้านาค" ซึ่งโกนหัว โกนคิ้วโกนหนวด โกนเครา ตัดเล็บเรียบร้อยแล้วจึงนุ่งห่มด้วยเครื่องแต่งกายที่ งดงาม นุ่งจีบ ด้วยผ้ายกทอง ใส่เสื้อครุยปักทอง สไบเฉียงทางไหล่ซ้ายสไบเฉียงทางไหล่ซ้าย คาดเข็มขัดฯลฯ จากนั้นไปนั่งหน้าบายศรี หมอ ทำขวัญนาคก็จะอ่านคำทำขวัญนาคขึ้นตามทำนอง ตั้งแต่บทไหว้ บทชุมนุมเทวดาบทนะโม บทไหว้ครู และบทคุณมารดา และบทเชิญขวัญนาค ครั้นได้ฤกษ์ดีก็จะนำนาคเข้าขบวนแห่ไปที่วัด ถ้าเจ้าภาพมีฐานะดีก็จะจัดขบวนแห่อย่างใหญ่โต มีเถิดเทิง กลองยาวและการละเล่นเล็กๆ น้อยๆร่วมขบวนแห่ ส่วนนาคจะเดินไป หรือจะขี่คอคนหรือนั่งบนช้าง

http://www.khonthai.com/Vitithai/custom.htm

[แก้ไข] ประเพณีการแข่งเรือ

ประเพณีการแข่งเรือ

ชีวิตของคนไทยนั้นผูกพันกับสายน้ำมานานเพราะน้ำเป็นส่วนสำคัญของชีวิตในการใช้สอย ดื่มกิน และสัญจรไปมา จนกระทั่งการทำเกษตรกรรมซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนไทยสังเกตุได้จากการตั้งราชธานีทุกแห่งจะอยู่ม่ไกลจากแม่น้ำสายใหญ่ จึงทำให้เกิดประเพณีต่างๆ ที่เกี่ยวกับสายน้ำขึ้น เช่น ประเพณีการแข่งเรือ ซึ่งมักจัดขึ้นพร้อม ๆกันทั่วทั้งประเทศ ใ นราว ๆเดือนกันยายนไปจนถึงต้นเดือนตุลาคม ประเพณีแข่งเรือล้านนา จะถูกจัดขึ้น ณ ลำน้ำน่านทุกปี ในระยะหลังเทศกาลออกพรรษาประมาณปลายเดือนตุลาคมหรือต้นเดือนพฤศจิกายนนอกจากเพื่อความ สนุกสนานรื่นเริง และเพื่อเชื่อมความสามัคคีแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีการแข่งเรือแบบล้านนาในงานจะมีการแข่งขันเรือหลายประเภท คือเรือใหญ่ เรือกลาง และเรือ สวยงาม โดยเรือที่เข้าแข่งขันทุกลำต้องแต่งหัวเรือเป็นรูปพญานาค เพื่อคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของเรือแข่งจังหวัดน่าน นอกจากนั้นจะมีการตีฆ้องล่องน่าน- ตีตานแข่งเรือ ซึ่งเป็นประเพณีดั้งเดิมของจังหวัดน่านด้วย แข่งเรือพิจิตร สนามแข่งเรือคือแม่น้ำยมเมืองพิจิตร เป็นงานแข่งเรือที่ยิ่งใหญ่เพราะจะรวมเรือดีมีฝีมือ จากภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง เข้ามาร่วมงานอย่างคับคั่ง แต่เรือที่ใช้แข่งไม่ประดับตกแต่งสวยงามเหมือนประเพณีแข่งเรือของจังหวัดน่าน ส่วนทางภาคอีสาน มีการแข่งเรือประเพณีพิมายในลำน้ำจักราช งานแข่งเรือประเพณีจังหวัดบุรีรัมย์ในลำน้ำมูล และประเพณีแข่งเรือไทย - ลาว ทำการแข่งในลำน้ำโขง มีลักษณะเฉพาะและมีระยะทางไกล ฝีพายที่พายเรือต้องมีพลกำลังและมีความเชี่ยวชาญในการพายเรืออย่างมาก ทางภาคใต้ ประเพณีการแข่งเรือที่ใหญ่ที่สุด คือ ประเพณีการแข่งเรือกอและของชาวจังหวัดนราธิวาส เรือกอและเป็นเรือที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือ หัวแหลม ท้ายแหลม หรือ หัวแหลมท้ายตัด เป็นเรื่อที่ใช้ในการทำประมงพื้นบ้านชายฝั่งได้เป็นอย่างดี นิยมใช้กันในหมู่ชาวประมงมุสลิม เมื่อถึงๆดูน้ำหลากก็จะนำเรือกอและมาแข่งขันกันโดยใช้ระบบชิงธง คือให้คู่แข่งขันพายเรือเข้าหาเส้นชัยที่มีธงปักว้ ใครชิงธงมาได้ก่อนก็จะเป็นผู้ชนะ


http://www.khonthai.com/Vitithai/custom.htm

[แก้ไข] ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ

ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ

ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ จัดขึ้นด้วยความเชื่อที่ว่าจะทำให้บ้านเมืองอุดมสมบูรณ์และร่มเย็นเป็นสุขซึ่งช่วงเวลาที่จัดงานนี้จะตรงกับเทศกาลสารทไทย แรม 15 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี จะมีการจัดขบวนแห่"พระพุทธมหาธรรมราชา" ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของชาวเพชรบูรณ์ทั้ง ทางบกและทางน้ำเพื่อนำไปบริเวณลำน้ำหน้าโบสถ์ชนะมารโดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือ เจ้าเมืองเท่านั้น เป็นผู้อุ้มพระพุทธมหาธรรมราชาดำนำทั้ง 4 ทิศ โดยอุ้มพระหันพระพักตร์ไปทางเหนือ 3 หน ลงใต้ 3 หน ถือว่าทำครบ ข้าว น้ำ จะอุดมสมบูรณ์ไม่แล้งต่อจากนั้นจึงนำองค์พระพุทธมหาธรรมราชาไปประดิษฐาน หน้าศาลากลางจังหวัด เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้สรงน้ำ

พระพุทธรูปสำคัญ หรือ "พระพุทธมหาธรรมราชา" ที่นำมาอุ้มดำน้ำนั้นปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดไตรภูมิเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปลพบุรี ทรงชฎาเทริด (หรือมีกะบังหน้า) พระพักตร์กว้างเนื้อสำริดหน้าตักกว้าง13 นิ้ว สูง 18 นิ้ว มีกำไลแขนและประคดเป็นลวดลายไม่มีฐาน มีตำนานเล่าว่า ย้อนหลังไปประมาณ 400 ปีก่อน พระพุทธรูปองค์นี้จมอยู่ในลำน้ำป่าสัก พวกทอดแหหาปลาไปพบองค์พระลอยขึ้นมาปรากฎอยู่เหนือน้ำ ต่างมั่นใจว่าต้องเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แน่นอน จึงอัญเชิญขึ้นมาและนำไปประดิษฐานที่วัดไตรภูมิ ต่อมาเกิดหายไปแต่ก็ไปพบ อยู่ในลำน้ำป่าสักตรงที่เดิมจึงได้อัญเชิญขึ้นมาบนบกอีกครั้งหนึ่งและจัดให้มีการนำมาสรงน้ำและทำพิธีดำน้ำทุกปี ถ้าปีไหนละเว้น เชื่อกันว่าจะทำให้บ้านเมืองเกิดความ แห้งแล้งข้าวยากหมากแพง

http://www.khonthai.com/Vitithai/custom.htm

[แก้ไข] ประเพณีงานบุญสลากภัต

ประเพณีงานบุญสลากภัต

ประเพณีสลากภัต เป็นประเพณีทำบุญที่คนในปัจจุบันไม่ค่อยรู้จักกันดีนัก เพราะมิใช่ประเพณีใหญ่โตแบบตรุษหรือสารท มักจะทำตามบ้านที่นิยมเลื่อมใส หรือมีสิ่งของพอที่จะรวบรวมมาถวายพระหรือเข้าสลากภัตได้ก็จะจัดพิธีนี้ขึ้น ในทางภาคเหนือจะเรียกพิธีนี้ว่า "ทานก๋วยสลาก" คำว่า "ก๋วย" แปลว่า"ตะกร้า" หรือ "ชะลอม"

"สลากภัต" หมายถึงอาหารที่ทายกถวายพระตามสลาก นับเข้าเป็นเครื่องสังฆทาน ในสมัยพุทธกาล พระพุทธองค์ทรงอนุญาตไว้ในคำสอนนิสสัยว่าเป็นอดิเรกลาภส่วนหนึ่งถวายได้ไม่จำกัดกาล สุดแต่ศรัทธาสำหรับในปัจจุบันนิยมทำในฤดูที่มีผลไม้อุดมสมบูรณ์ ในระหว่างเดือน 6 จนถึงเดือน 8 เมื่อวัดใดจะจัดให้มีการถวายสลากภัต มัคทายกผู้เป็นหัวหน้าก็จะกำหนดวัดและหาเจ้าภาพด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ทำใบปิดไปปิดไว้หรือไปประกาศป่าวร้องหาเจ้าภาพร่วมผู้ใดต้องการเป็นเจ้าภาพก็แจ้งชื่อไว้ ครั้นถึงวันกำหนดผู้เป็นเจ้าภาพก็จะมีการเตรียมสำรับกับข้าว และเครื่องไทยทานตามกำลังของตน เช่น หมาก เมี่ยง บุหรี่ ไม้ขีดไฟ หอม กระเทียม สบู่ แปรงสีฟัน ข้าวสารน้ำตาล และน้ำอ้อย เป็นต้น ต่างก็จะนำมารวมกันไว้ในบริเวณวัด

จากนั้นทายกผู้เป็นหัวหน้า ก็จะนำเบอร์มาติดที่สำรับกับข้าวของเจ้าภาพแต่ละรายแล้ว เขียนเบอร์หมายเลขให้พระจับพระจับได้เบอร์อะไรของเจ้าภาพคนใดก็ไปฉันสำรับกับข้าวที่เจ้าภาพนำมา ส่วนใหญ่ของที่เตรียมไว้จะพอดีระหว่างเจ้าภาพและพระที่นิมนต์มา ข้อสำคัญในการทำบุญสลากภัตก็คือ เป็นการถวายทานแบบไม่เจาะจงตัวผู้รับเมื่อพระองค์ใดจับได้เบอร์ของเจ้าภาพ เจ้าภาพไม่ควรแสดงความยินดียินร้ายในผู้รับ ก่อนที่จะมีการเส้นสลาก(จับสลาก)ก็จะมีการฟังเทศน์อย่างน้อย1กัณฑ์ต่อจากนั้นก็จะมีการยกของประเคนตามสลาก เมื่อพระฉันเสร็จแล้วก็จะอนุโมทนาและให้พรเจ้าภาพก็กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติผู้ที่ล่วงลับไปแล้วเป็นอันเสร็จพิธี

http://www.khonthai.com/Vitithai/custom.htm

[แก้ไข] ประเพณีบุญเดือนสิบ

ประเพณีบุญเดือนสิบ

ประเพณีบุญเดือนสิบ เกิดขึ้นจากความเชื่อในขนบธรรมเนียมประเพณีนิยมสืบทอดแนวคิดจากอินเดียที่ว่า บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วยังต้องใช้เวรกรรมอยู่ในยมโลกและจะกลับมาเยี่ยมญาติหรือครอบครัวของตนในช่วงแรม 1 ค่ำ เดือน 10 ถึง แรม 15ค่ำ ซึ่งทำให้เกิดมีการทำบุญทำทานอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว

ประเพณีบุญเดือนสิบนี้ไม่ได้มีขึ้นเฉพาะในจังหวัดนครศรีธรรมราชจังหวัดในทางภาคใต้เท่านั้น แต่ยังมีทำกันในจังหวัดทางภาคเหนือ และภาคอีสานอีกด้วย และจะมีชื่อเรียกต่างกัน ในภาคอีสานจะเรียกว่า "งานบุญข้าวสาก"และ"งานบุญตานก๋วยสลาก"

ในวันงานจะถือเป็นเสมือนวันรวมญาติที่จะทยอยกันมาร่วมกันทำบุญ "รับตายาย" ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำเดือน 10 ไปจนถึงวันแรม 15 ค่ำ ซึ่งถือเป็นวันสุดท้ายแล้วที่บรรพบุรุษของครอบครัวตนจะต้องกลับยมโลกจะร่วมกันทำบุญครั้งสุดท้ายที่เรียกว่า "ส่งตายาย"ซึ่งถือเป็นวันสำคัญที่สุด

สำหรับสำรับอาหารที่จัดไปทำบุญมักจะเป็นชุดทองเหลืองหรือถาดโดยจะจัดของที่ใส่ไว้เป็นชั้นหรือเป็นชุดโดยชั้นล่างสุดจะใส่ข้าวสาร อาหารแห้ง หอม กระเทียม ชั้นถัดไปเป็นผลไม้และของใช้ประจำวันส่วนชั้นบนสุดใส่ขนมที่เป็นเอกลักษณ์ของงานบุญเดือน 10 ซึ่งขาดไม่ได้มีอยู่ 5 ชนิด คือ ขนมลา ขนมพอง ขนมบ้า ขนมดีซำ และขนมกง ซึ่งขนมทั้ง 5 ชนิดนี้จะมีความหมายแตกต่างกัน คือ

ขนมลา เปรียบเสมือนเสื้อผ้าเพื่อให้ผู้ตายสวมใส่ในนรกภูมิขนมพอง เปรียบเสมือนแพให้ผู้ตายใช้เป็นพาหนะข้ามห้วยแห่งทุกข์และบาปหรือเวรกรรมต่างๆ ขนมบ้า เปรียบเสมือน การละเล่นที่ให้ผู้ตายเล่น เช่น สะบ้า ขนมดีซำ เปรียบเสมือนเบี้ยหรือเงินที่ให้ผู้ตายใช้ในระหว่างใช้เวรกรรมในนรกภูมิ ขนมกง เปรียบเสมือนเครื่องทรงหรือเครื่องประดับเพื่อให้ดูภูมิฐานและสวยงาม

ส่วนอาหารคาวหวานอย่างอื่นที่จะมีเพิ่มเติมลงไปนั้นก็แล้วแต่จะพิจารณาว่าญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้วของตนจะชอบอาหารหรือขนมใดนอกจากอาหารแล้ว ยังนิยมใส่เครื่องใช้ ไม้สอย อาทิ ด้าย เข็ม และเงินเหรียญ (ธนบัตรก็ได้) ลงไปในสำรับด้วยสำรับอาหารที่จัดไว้ส่วนใหญ่จะจัดเป็น 2 ชุด ชุดหนึ่งเตรียมไว้เพื่อบำเพ็ญกุศลแก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วซึ่งจะนำไปบำเพ็ญที่ศาลาวัดและอีกชุดหนึ่งจะจัดเตรียมไว้สำหรับผู้เสียชีวิตที่ไม่มีญาติ หรือไม่มีใครทำบุญไปให้โดยจะตั้งก่อนทางเข้าวัดซึ่งจะเรียกว่า "ตั้งเปรต"หลังจากการบำเพ็ญกุศลเรียบร้อยแล้ว ผู้ที่เข้าร่วมพิธีก็จะเข้าแย่งอาหารที่เหลือจากการบำเพ็ญกุศลโดยมีความเชื่อว่าของที่เหลือจากการเซ่นไหว้เปรตนี้ เป็นอาหารศักดิ์สิทธิ์ กินแล้วจะได้กุศลแรงและจะเป็นศิริมงคลแก่ตนและครอบครัวพิธีนี้ชาวนครศรีธรรมราชจะเรียกว่า"ชิงเปรต"หรือการแย่งอาหารจากเปรต นอกจากการทำบุญที่วัดแล้ว ทางราชการยังจัดให้มีการทำพิธี แห่เป็นทางการ รวมทั้งมีการละเล่นต่างๆควบคู่กันไปด้วย เช่น การแสดงมโนราห์ หนังตะลุง และการแสดงพื้นบ้านอื่นๆ

http://www.khonthai.com/Vitithai/custom.htm

[แก้ไข] ประเพณีไหลเรือไฟ

ประเพณีไหลเรือไฟ

ประเพณีไหลเรือไฟ หรือ "ไหลเฮือไฟ" ในภาษาอีสานเป็นประเพณีลอยกระทงตามแบบอีสานจะจัดในเทศกาลออกพรรษาของชาวจังหวัดทางภาคตะวันออก เฉียงเหนือโดยเฉพาะจังหวัดที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงจะจัดขึ้นในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11เพื่อบูชาพระพุทธเจ้าในวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากเทวโลก หลังจากที่พระพุทธองค์ ได้เสด็จขึ้นไปจำพรรษาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อแสดงพระธรรมโปรดพระพุทธมารดาและ เป็นความเชื่อว่าถ้าจัดพิธีนี้ขึ้นก็จะเป็นการแสดงความคารวะต่อพระยานาคที่สถิตอยู่ตามแม่น้ำใหญ่ให้คุ้มครองรักษาผู้สัญจรไปมาทางน้ำไม่ให้มีภัยอันตรายเกิดขึ้น โดยพิธีนี้จะจัดขึ้นในแม่น้ำใหญ่ๆ เช่น แม่น้ำมูลแม่น้ำชีในจังหวัดเลยและในแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงคานเป็นต้น

"เรือไฟ" หรือ "เฮือไฟ" คือเรือที่ทำด้วยท่อนกล้วยและไม้ไผ่ตัวเรือยาวประมาณ 20 - 30เมตร แล้วใช้ไม้ไผ่ซีกจัดทำโครง เป็นรูปเรือประดับด้วยไต้ หรือตะเกียงน้ำมันวางเรียงห่างกัน ประมาณ 1-2 คืบ

ภายในเรือบรรจุไปด้วยดอกไม้ ธูปเทียน และขนม ข้าวต้ม ฝ้าย ไหมและเครื่องไทยธรรมต่างๆ อีกมากมายที่พุทธศาสนิกชนที่มีศรัทธาซื้อมาร่วมทำบุญ ครั้นพอตกค่ำบรรดาเจ้าของเรือจะจุดไต้หรือตะเกียงให้สว่าง แล้วนำเรือของตนออกไปกลางแม่น้ำแล้วปล่อยให้เรือไหลไปตามแม่น้ำคล้ายกับการลอยกระทง และมีเรือของหนุ่มๆ สาวๆ ที่พากันตีกลองร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนานในเวลานั้นท้องน้ำก็จะสว่างไสวไปด้วยไฟระยิบระยับสร้างความตื่นตาตื่นใจ ให้แก่ผู้ชมตามริมสองฝั่งแม่น้ำเป็นอย่างมาก

http://www.khonthai.com/Vitithai/custom.htm

 
 
 
   Hosted by kapook.com