.:: พัทลุง (เพิ่มเติม) - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
พัทลุง (เพิ่มเติม)
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

        พัทลุงเป็นจังหวัดหนึ่งในไม่กี่จังหวัดของภาคใต้ที่ปลูกข้าว และรายได้ของจังหวัดมาจากการทำนา แต่ไม่ว่าจะอย่างไร พัทลุงก็มักจะเป็นที่รู้จักในแง่เป็นต้นกำเนิดหนังตะลุงซึ่งดัดแปลงจากการเชิดหุ่นเงาแบบชวา และอาจเป็นได้ที่คำว่าหนังตะลุงมาจากชื่อจังหวัดพัทลุง การเชิดหนังตะลุงยังมีที่นครศรีธรรมราชและตรังเช่นกัน


สารบัญ

[แก้ไข]
จังหวัดพัทลุง

        พัทลุงเป็นเมืองเก่า สร้างตั้งแต่สมัยศรีวิชัย ในสมัยรัชกาลที่ 5 มาขึ้นอยู่กับมณฑลนครศรีธรรมราช ครั้นถึงรัชกาลที่ 6 เมื่อ พ.ศ.2476 พัทลุงย้ายมาตั้งที่ตำบลคูหาสวรรค์ อันเป็นที่ตั้งปัจจุบัน ล้อมรอบด้วยเขาหินปูนทางด้านเหนือ และทะเลหลวง หรือทะเลสาบสงขลาตอนบนทางทิศตะวันออก


        พัทลุงอยู่ระหว่าง ยอดเขาอกทะลุ ด้านตะวันออกเฉียงเหนือและเขาหัวแตก ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ตำนานท้องถิ่นเล่าว่าเขาทั้ง 2 ลูกคือ “เมียน้อย” และ “เมียหลวง” ตบตีกันเพื่อแย่ง “เขาเมือง” ที่ตั้งอยู่ทางเหนือ และรอยแผลจากการวิวาทยังคงปรากฏอยู่ ทำให้เห็นโพรงที่ยอดเขาอกทะลุและรอยแยกที่ยอดเขาหัวแตก วัดถ้ำคูหาสวรรค์ตั้งอยู่บนเขาหัวแตก ภายในถ้ำด้านล่างมีพระพุทธรูปไสยาสน์ ส่วนด้านบนสามารถมองเห็นเขาอกทะลุและภูมิประเทศ


        เมืองพัทลุงมีประวัติศาสตร์ยาวนานนับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และสืบต่อมาในสมัยประวัติศาสตร์ โดยมีชุมชนเกิดขึ้นทางฝั่งตะวันตกของทะเลสาบสงขลาก่อน แล้วเกิดเป็นเมืองขึ้นทางฝั่งตะวันออกเรียกชื่อว่าเมืองสทิงพระ มีอำนาจครอบคลุมรอบลุ่มทะเลสาบสงขลาประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 ต่อมาถูกกองเรือโจรสลัดรุกราน จึงมีการย้ายศูนย์การปกครองไปอยู่บริเวณบางแก้ว ฝั่งตะวันตกของทะเลสาบสงขลา เรียกชื่อเมืองใหม่ว่า เมืองพัทลุง มีอำนาจครอบคลุมรอบลุ่มทะเลสาบสงขลาแทนที่เมืองสทิงพระเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาที่สำคัญแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีเมืองสงขลาเป็นเมืองปากน้ำ แต่เมืองพัทลุงก็มีฐานะเป็นเมืองบริวารของแคว้นนครศรีธรรมราชมาตลอด แม้ในปลายพุทธศตวรรษที่ 20 เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาทรงดึงอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง แต่เมืองพัทลุงก็ยังตกเป็นเมืองบริวารของนครศรีธรรมราช ต่อมาในสมัยระบบกินเมืองระหว่างปลายพุทธศตวรรษที่ 20 ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 25 ราชธานีได้รับผลประโยชน์เพียงน้อยนิด โดยเฉพาะในสมัยที่ตระกูล ณ พัทลุงและตระกูลจันทโรจวงศ์ปกครองเมืองราชธานีแทบจะแทรกมือเข้าไปไม่ถึง ทั้ง ๆ ที่แยกเมืองสงขลาออกจากเมืองพัทลุงไปนานแล้ว ขณะเดียวกันมหาอำนาจตะวันตกก็คุกคามเข้ามารอบด้าน เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทรงจัดตั้งรัฐบาลกลางเข้มแข็งขึ้นแล้ว ในกลางพุทธศตวรรษที่ 25 ก็ทรงเร่งรัดให้กรมหมื่นดำรงราชานุภาพเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย รีบจัดการปกครองหัวเมืองในแหลมมลายูเสียใหม่ เพื่อดึงอำนาจเข้าสู่พระราชวงศ์จักรี ทำให้เมืองพัทลุงถูกรวบรวมการปกครองเข้ามณฑลนครศรีธรรมราชในสมัย ระบบเทศาภิบาล ตั้งแต่ พ.ศ.2439 – 2476 รัฐบาลพยายามลดอำนาจและอิทธิพลของตระกูล ณ พัทลุง และตระกูลจันทโรจวงศ์ตลอดมาในสมัยระบบเทศาภิบาล แต่แล้วเมื่อมีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรครั้งแรกในสมัยระบบประชาธิปไตย เชื้อสายของตระกูล ณ พัทลุง กลับได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรคนแรกของจังหวัดพัทลุง ปัจจุบันจังหวัดนี้กลับกลายเป็นจังหวัดที่ยากจนที่สุดของภาคใต้ ประวัติศาสตร์พัทลุงแบ่งออกเป็น 2 สมัย สมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์



[แก้ไข] พัทลุงสมัยก่อนประวัติศาสตร์

        สันนิษฐานได้จากหลักฐานทางโบราณวัตถุคือ ขวานหินขัดสมัยหินใหม่ หรือชาวบ้านเรียกว่าขวานฟ้าที่พบจำนวน 50-60 ชิ้น ในเขตท้องที่อำเภอเมือง อำเภอเขาชัยสน และอำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง ปรากฏว่าท้องที่เหล่านี้ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์หรือประมาณ 4,000-2,500 ปีมาแล้ว มีชุมชนเกิดขึ้นแล้วโดยใช้ขวานหินขัดเป็นเครื่องมือสับตัด


[แก้ไข] พัทลุงสมัยประวัติศาสตร์

        อายุตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน พอจะแบ่งได้เป็น 4 สมัยคือ สมัยสร้างบ้านแปลงเมือง สมัยระบบกินเมืองสมัยระบบเทศาภิบาล และสมัยระบบประชาธิปไตย


[แก้ไข] สร้างบ้านแปลงเมือง

        ตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษ12-20 เมื่อบริเวณสันทรายขนาดใหญ่ กว้าง 5-12 กิโลเมตร ยาว 80 กิโลเมตร ทางฝั่งตะวันออกของทะเลสาบสงขลาหรือบริเวณที่ต่อมาภายหลังชาวพื้นเมืองเรียกว่า แผ่นดินบกซึ่งเป็นที่ดอนเป็นแผ่นดินเกิดใหม่ชายฝั่งทะเลหลวง ทำให้ผู้คนอพยพจากบริเวณฝั่งตะวันตกของทะเลสาบสงขลา ไปตั้งหลักแห่ลงทำมาหากินมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศบริเวณนี้มีความเหมาะสมหลายประการ กล่าวคือ เป็นสันดอนน้ำไม่ท่วม สามารถตั้งบ้านเรือน สร้างศาสนสถานได้สะดวกดี มีที่ราบลุ่มกระจายอยู่ทั่วไปกับที่ดอนเป็นบริเวณกว้างขวางพอที่จะเพาะปลูกได้อย่างพอเพียง ประกอบกับเป็นบริเวณอยู่ห่างไกลจากป่าและภูเขาใหญ่ ภูมิอากาศดี ไม่ค่อยมีไข้ป่ารบกวน อีกประการหนึ่ง สามารถติดต่อค้าขายแถบแผ่นดินบกจึงเจริญเติบโตรวดเร็ว กลายเป็นเมืองท่าสำคัญแห่งหนึ่งของแหลมมาลายูตอนเหนือไปในที่สุด ศูนย์กลางที่ตั้งเมืองอยู่บริเวณสทิงพระ เรียกชื่อเมืองว่าสทิงพระ มีอำนาจครอบคลุมชุมชนรอบทะเลสาบสงขลา ในราวพุทธศตวรรษที่ 12 เป็นชุมชนนับถือศาสนาฮินดู มีฐานะเป็นหัวเมืองขึ้นของบรรดารัฐต่าง ๆ ที่เข้มแข็งและมีนโยบายจะควบคุมเส้นทางการค้าที่ผ่านทางคาบสมุทรมลายูมาตลอดเวลา เช่น รัฐฟูนันลังกาสะกะ ศรีวิชัย


        ต่อมาไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเมื่อใดเมืองสทิงพระถูกกองทัพเรือ จากอาณาจักรทะเลใต้ชวา สุมาตรายกมาทำลายเมืองเสียหาย พลเมืองแตกกระจัดกระจายอพยพหนีภัยไปยังฝั่งตะวันตกของทะเลสาบสงขลากันมาก และมีพวกโจรสลัดยกมาปล้นสะดม จนในที่สุดสามารถยึดเมืองได้ ทำให้มีการย้ายศูนย์การปกครองไปอยู่ทางฝั่งตะวันตก โดยย้ายไปอยู่บริเวณบางแก้ว หรือปัจจุบันเรียกว่าโคกเมือง อยู่ในอำเภอเขาชัยสน ซึ่งเป็นชุมชนอยู่ก่อนแล้ว และชื่อเมืองพัทลุงน่าจะเกิดขึ้นในยุคนี้ คือประมาณพุทธศตวรรษที่ 18-19 มีอำนาจครอบคลุมชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาแทนเมืองสทิงพระ ชาวเมืองนับถือพุทธศาสนาเป็นส่วนมาก


        นขณะเดียวกันแคว้นตามพรลิงค์หรือนครศรีธรรมราช ซึ่งมีศูนย์อำนาจอยู่ในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน และมีกำเนิดมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 7-8 สามารถขยายอำนาจเข้ามาปกครองดินแดนทั้งแหลมมลายู โดยปกครองในรูปของเมืองสิบสองนักษัตร ทำให้เมืองพัทลุงต้องกลายเป็นเมืองบริวารของนครศรีธรรมราช


        เมืองพัทลุงมีความสัมพันธ์กับแคว้นนครศรีธรรมราชอย่างใกล้ชิด เป็นเมืองพี่เมืองน้องกัน เพราะแม้เมืองพัทลุงจะขึ้นกับแคว้นนครศรีธรรมราช แต่มีลักษณะเป็นเมืองอิสระในทางการปกครอง


[แก้ไข] สมัยระบบกินเมือง

        ตั้งแต่ปลายพุทะศตวรรษที่ 10 (พ.ศ.1998) ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 25 (พ.ศ.2439) ระบบกินเมือง หมายถึง ระบบที่เจ้าเมืองมีอำนาจเก็บภาษีเจ้าเมือง และกรมการมักเป็นญาติกัน ราชธานีมิได้มีสิทธิ์แต่งตั้งเจ้าเมืองตามทฤษฎีที่กำหนดไว้ เพราะเจ้าเมืองเหล่านี้มีอยู่แล้ว ราชธานีเป็นเพียงยอมรับอำนาจเจ้าเมือง ส่วนกรมการเมือง ราชธานีก็จะต้องแต่งตั้งตามข้อเสนอของเจ้าเมือง เพื่อป้องกันเหตุร้าย การปกครองดังกล่าวทำให้ราชธานีพยายามจะลดอำนาจเจ้าเมืองพัทลุงและเข้าไปมีอำนาจเหนือเมืองพัทลุงตลอดมา โดยในระยะต้นของสมัยระบบกินเมือง อาศัยพุทธศาสนา กล่าวคือสนับสนุนการก่อตั้งพระพุทธศาสนา ดึงกำลังคนจากอำนาจของเจ้าเมืองพัทลุง และนครศรีธรรมราชไปขึ้นกับวัด พระ และเพิ่มชื่อเสียงของพระมหากษัตริย์อยุธยาในฐานะผู้ทรงอุปถัมภ์ศาสนา


        ส่วนทางอยุธยาพยายามดึงหัวเมืองดังกล่าวให้ใกล้ชิดกับอยุธยามากขึ้น โดยใช้นโยบายให้คนไทยไปปกครอง และสนับสนุนอุปถัมภ์ตระกูลของคนไทยที่มีผลประโยชน์ในการปกครองหัวเมืองแหลมมาลายู บางครั้งใช้ความสัมพันธ์ทางเครือญาติ แต่ดูเหมือนนโยบายนี้จะไม่ได้ผลมากนักในเมืองพัทลุง เพราะในปลายพุทธศตวรรษที 23 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 24 เจ้าเมืองที่เป็นเชื้อสายตระกูล ณ พัทลุง ยังคงเป็นเจ้าเมืองพัทลุงที่นับถือศาสนาอิสลามสืบมาจนเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่า ใน พ.ศ.2310 ต่อมาราชธานีเกิดการจลาจล ขาดกษัตริย์ปกครอง เมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชทรงปราบปรามเจ้านคร (หนู) ได้สำเร็จแล้วก็โปรดเกล้าให้เจ้านราสุริวงศ์พระญาติปกครองเมืองนครศรีธรรมราช ทำให้เมืองพัทลุงกลับมาขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราชอีกครั้ง หลังจากนั้นอีกสามปีตำแหน่งเจ้าเมืองพัทลุงก็ตกเป็นของตระกูล ณ พัทลุงอีก (ขุนหรือคางเหล็ก) โดยตระกูล ณ พัทลุงได้เปลี่ยนท่าทีใหม่คือ เปลี่ยนศาสนามานับถือศาสนาพุทธ คงจะเนื่องมาจากพระยาพัทลุง (คางเหล็ก) ทราบว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามากจนกระทั่งไม่พอใจในศาสนาอื่น ๆ ที่มีหลักธรรมบางประการขัดแย้งกับพุทธศาสนาเข้ามามีอิทธิพลชักชวนให้คนไทยเกิดความเลื่อมใสในศาสนานั้น แต่พระยาพัทลุง (คางเหล็ก) ก็ยังคงนับถือศาสนาอิสลาม เห็นได้จากการไม่นำเนื้อหมูเข้าบ้าน เพิ่งมีการนับถือพุทธศาสนากันจริง ๆ ในชั้นหลานของพระยาพัทลุง (คางเหล็ก) แต่จากการเปลี่ยนศาสนาของพระยาพัทลุง (คางเหล็ก) ดูเหมือนจะไม่ได้ผลทางการเมืองมากนัก เพราะตระกูล ณ พัทลุง ยังไม่ได้รับความไว้วางใจจากราชธานี ต่อมาจนถึงตระกูลจันทโรจวงศ์กับตระกูล ณ พัทลุง ได้สร้างความสัมพันธ์โดยใช้การแต่งงาน ทำให้อำนาจของกลุ่มปกครองเมืองพัทลุงกระชับยิ่งขึ้น มีการแบ่งผลประโยชน์กันอย่างจริงจัง จนราชธานีแทบแทรกมือเข้าไปไม่ถึง สภาพดังกล่าวเป็นปัญหาทางราชธานีหนักใจมาก ทั้งยังมีปัญหากับเมืองข้างเคียงคือ กับเมืองสงขลาและนครศรีธรรมราชด้วย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงเร่งรัดให้กรมหมื่นดำรงราชานุภาพเสนาบดี กระทรวงมหาดไทยรีบจัดการปกครองหัวเมืองในแหลมมลายูเสียใหม่เพื่อดึงอำนาจเข้าสู่พระราชวงศ์จักรีทำให้เมืองพัทลุงถูกรวมการปกครองเข้ากับมณฑลนครศรีธรรมราชใน พ.ศ.2439 ให้ตั้งศูนย์การปกครองที่เมืองสงขลาโดยทรงมอบหมายให้พระยาสุขุมนัยวินิต (ปั้น สุขุม) เป็นข้าหลวงเทศาภิบาล


[แก้ไข] สมัยระบบเทศาภิบาล

        ตั้งแต่ พ.ศ.2439 – 2476 ช่วงนี้เมืองพัทลุงรวมอยู่ในการปกครองของมณฑลนครศรีธรรมราช สังกัดกระทรวงมหาดไทย รัฐบาลพยายามทำลายอำนาจและอิทธิพลของตระกูลจันทโรจวงศ์ และตระกูล ณ พัทลุง เพื่อดึงอำนาจเข้าสู่พระราชวงศ์จักรี


        การดึงอำนาจการปกครองหัวเมืองเข้าสู่พระราชจักรีวงศ์ ในกลางรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีหลักการปกครองอยู่ว่า อำนาจจะต้องเข้ามารวมอยู่ที่จุดเดียวกันหมด และจะไม่ยอมให้เจ้าเมืองต่าง ๆ มีอำนาจอย่างที่เคยมีมากในสมัยระบบกินเมือง ระบบการปกครองแบบใหม่นี้เรียกว่า ระบบเทศาภิบาล


        การวางสายการปกครองเป็นลำดับชั้นดังกล่าว นับเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมเก่าในหัวเมืองไปเป็นอีกรูปหนึ่ง ราษฎรซึ่งไม่เคยมีสิทธิ์มีเสียง เคยเป็นเพียงบ่าวไพร่ก็ได้มีโอกาสเลือกผู้ใหญ่บ้าน กำนันขึ้นเป็นหัวหน้า ซึ่งเท่ากับได้มีโอกาสเสนอความต้องการของตนเองให้นายอำเภอและผู้ว่าราชการเมืองทราบ รัฐบาลเริ่มเก็บภาษีเอง และเมื่อนายอำเภอ ผู้ว่าราชการเมือง และกรมการเมือง มีฐานะเป็นข้าราชการ ก็ต้องถูกย้ายไปตามที่ต่าง ๆ ตามคำสั่งของรัฐบาล ไม่ผูกพันอยู่เพียงแห่งเดียวตามระบบเดิม


        อนึ่งการปกครองในระบบเทศาภิบาล รัฐบาลยังต้องการให้ราษฎรมีความผูกพันกับรัฐบาล และมีความรู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของรัฐชาติ รัฐบาลใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือ โดยมอบหมายให้วัดเป็นสถานที่ศึกษา เพราะจัดเป็นองค์กรที่สามารถจัดการเรียนการสอนได้ทั่วพระราชอาณาจักรโดยไม่ต้องเปลืองเงินทองของรัฐในการก่อสร้าง และเป็นแหล่งจูงใจให้ราษฎรเข้ามาเรียนหนังสือได้


[แก้ไข] สมัยระบบประชาธิปไตย

         (ตั้งแต่ พ.ศ.2476 –ปัจจุบัน) เมื่อมีการปฎิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศมาเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ในพ.ศ.2475 แล้วรัฐบาลใหม่ประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2476 ทำให้ระบบเทศาภิบาลถูกยกเลิกไป ส่วนภูมิภาคมีอำนาจมากขึ้น จังหวัดพัทลุงมีฐานะเป็นจังหวัดหนึ่งในอาณาจักรไทย


        จนกระทั่ง พ.ศ.2515 ได้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ตามนัยประกาศของคณะปฎวัติฉบับที่ 218 ลงวันที่ 29 กันยายน 2515 โดยจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคเป็นจังหวัดและอำเภอ จังหวัดนั้นได้รวมท้องที่หลาย ๆ อำเภอ ขึ้นเป็นจังหวัด มีฐานะเป็นนิติบุคคล การตั้ง ยุบและเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดให้ตราเป็นพระราชบัญญัติ และให้มีคณะกรรมการจังหวัดเป็นที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัดในการบริหารราชการแผ่นดินในจังหวัด ซึ่งกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฉบับดังกล่าวนี้ ได้บังคับใช้จนถึงปัจจุบันนี้


[แก้ไข] สัญลักษณ์ประจำจังหวัด

        รูปภูเขาอกทะลุ


[แก้ไข] คำขวัญประจำจังหวัด

        เมืองหนังมโนราห์ อู่นาข้าว พราวน้ำตก แหล่งนกน้ำ ทะเลสาบงาม เขาอกทะลุ น้ำพุร้อน


[แก้ไข] อาณาเขตติดต่อ

        ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช และอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา

        ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา

        ทิศตะวันออก ติดต่อกับทะเลสาบสงขลา

        ทิศตะวันตก ติดต่อกับเทือกเขานครศรีธรรมราชหรือเขาบรรทัด


[แก้ไข] การปกครอง

        พัทลุงแบ่งการปกครองออกเป็น 8 อำเภอกับ 2 กิ่งอำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองพัทลุง อำเภอควนขนุน อำเภอเขาชัยสน อำเภอปากพะยูน อำเภอกงหรา อำเภอตะโหมด อำเภอป่าบอน อำเภอศรีบรรพต กิ่งอำเภอบางแก้ว และกิ่งอำเภอป่าพะยอม


[แก้ไข] งานประเพณี

        งานประเพณีแข่งโพนลากพระ (ชักพระ) นิยมทำกันทั่วไปในภาคใต้ในช่วงเดือน 11 (แรม 1 ค่ำ เดือน 11) การลากพระมีอยู่ 2 ลักษณะ ตามความเหมาะสมของภูมิประเทศ คือ ลากพระทางบก และลากพระทางน้ำ


         การละเล่นซัดต้ม ประเพณีซัดต้มมีที่มาอันเกี่ยวข้องกับประเพณีลากพระกล่าวคือ ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากจำพรรษา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ลงมายังโลกมนุษย์ซึ่งตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 จะมีพุทธศาสนิกชนรอเข้าเฝ้าเพื่อถวายภัตตาหารแด่พระพุทธองค์


         งานวันอนุรักษ์มรดกไทยและงานมหกรรมชิงแชมป์หนังตะลุง เป็นงานที่จัดขึ้นในช่วงต้นเดือนเมษายนของทุกปี กิจกรรมภายในงานจะเป็นการจัดนิทรรศการการละเล่นพื้นบ้านปักษ์ใต้และการประกวดหนังตะลุง ซึ่งได้รับความสนใจจากศิลปินพื้นบ้านเข้าร่วมการประกวดมากมาย งานดังกล่าวนี้จะจัดขึ้น ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลาง จังหวัดพัทลุง


[แก้ไข] สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

        พัทลุงงดงามด้วยนาข้าวเขียวชอุ่ม บ้านลำปำเป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ ห่างจากตัวเมือง 6 กม. มีคลองเล็กคลองน้อยไหลไปสู่ทะเลหลวง ส่วนที่ชายหาดแสนสุข นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเรือเพื่อไปเที่ยวชมความงามของเกาะสี่และเกาะห้าได้ ก่อนถึงบ้านลำปำ 2 กม. จะพบวัดวัง ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ที่สุดของพัทลุง เชื่อว่าสร้างตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย ภายในพระอุโบสถมีจิตรกรรมฝาผนังสีฝุ่น เป็นภาพพุทธประวัติและเทพชุมนุมสันนิษฐานว่าเป็นฝีมือช่างเขียนชุดเดียวกับที่เขียนพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม


        ไม่ไกลจากวัดวัง จะพบวังเจ้าเมืองพัทลุง (วังเก่า-วังใหม่) วังเก่าสร้างสมัยพระยาพัทลุง (น้อย จันทโรจวงศ์) ส่วนวังใหม่สร้างในปี พ.ศ.2432 โดยบุตรชายเจ้าเมือง (เนตร จันทโรจวงศ์) ปัจจุบันทายาทของตระกูลมอบให้เป็นสมบัติของชาติขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน


         พระพุทธนิโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ หรือที่เรียกกันว่า “พระสี่มุมเมือง” เป็นพระพุทธรูปประจำภาคใต้ และพระคู่บ้านคู่เมืองของพัทลุง ประดิษฐานอยู่ภายในศาลาจัตุรมุข บริเวณด้านหน้าระหว่างศาลากลางกับศาลจังหวัด เป็นพระพุทธรูปหล่อสำริดปางสมาธิ


         วัดถ้ำคูหาสวรรค์ วัดนี้สร้างในสมัยอยุธยา ต่อมาได้รับการยกฐานะเป็นพระอารามหลวงแห่งแรกในจังหวัดพัทลุง ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์องค์ใหญ่ และพระพุทธรูปปางอื่น ๆ ประดิษฐานอยู่ตามผนังถ้ำ และบริเวณหน้าถ้ำมีจารึกพระปรมาภิไธยย่อของพระมหากษัตริย์และเชื้อพระวงศ์หลายพระองค์ปรากฏอยู่


         ภูเขาอกทะลุ ได้ชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด เป็นภูเขาที่มีลักษณะพิเศษ คือ มีช่องเห็นทะลุยอดภูเขาตรงบริเวณเกือบถึงส่วนปลายของยอดเขา ซึ่งเป็นที่มาของชื่อภูเขานี้ ความสูงของภูเขาประมาณ 250 ม. และมีทางขึ้นไปบนยอดเขาเพื่อชมทิวทัศน์ของรอบเมือง


         หาดแสนสุขลำปำ เป็นหาดทรายที่มีทิวสนร่มรื่นริมฝั่งทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีศาลากลางน้ำชื่อ “ศาลาลำปำที่รัก” สำหรับชมทิวทัศน์บริเวณทะเลสาบ และจากตัวชายหาดก็จะมีสะพานที่เชื่อมไปยังเกาะลอย ซึ่งเป็นเกาะที่เกิดจากการทับถมของตะกอนปากน้ำลำปำ


         อุทยานนกน้ำทะเลน้อย เป็นแหล่งนกน้ำที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ พัทลุง นครศรีธรรมราช และสงขลา นกสวยงามนับพันที่บินอพยพหนีหนาวจากไซบีเรียไปยังสุมาตราและออสเตรเลียจะมาแวะพักและหากินที่นี่ วิธีดีที่สุดในการสำรวจดุเหล่านกน้ำ ในพื้นที่ซึ่งกินอาณาเขตถึง 450 ตร.กม.คือเช่าเรือหางยาวเที่ยวชม โดยรอบประมาณ 2 ชั่วโมง แม้สภาพดูเหมือนเป็นหนองน้ำ แต่จริง ๆ แล้วทะเลน้อยเป็นทะเลสาบน้ำจืด บางจุดลึกถึง 1.5 ม. ในช่วงที่ลมใต้พัดแรง และน้ำทะเลกับน้ำในทะเลสาบสงขลาหนุนขึ้น น้ำในทะเลน้อยจะกลายเป็นน้ำกร่อยยามเย็นเป็นเวลาที่เหมาะสำหรับการดูนกที่สุด โดยเฉพาะช่วงเดือนตุลาคม – มีนาคม และเดือนมกราคม – เมษายน เพราะเป็นช่วงที่นกอพยพ และอาจมีนกหลายหมื่นตัวจาก 187 พันธุ์ทีเดียว อย่างไรก็ตามเมื่อเข้าเดือนพฤษภาคม ประชากรนกจะค่อย ๆ ลดจำนวนลง เหลือเพียงนกประจำถิ่น เช่น นกพริก นกเป็ดน้ำ นกอีโก้ง นกกระสานวล และนกกาบบัว ทั้งนี้บริเวณกลางทะเลสาบ ทางอุทยานฯ ได้จัดเตรียมลานชมนกไว้ให้ เป็นจุดที่เหมาะที่สุดสำหรับการดูนก

        พืชหลักที่ขึ้นอยู่ทั่วไปคือ ต้นกระจูด บัวต่าง ๆ และต้นกก ซึ่งนกอีโก้งจะใช้สำหรับสร้าง “ฐาน” รังรอบทะเลน้อยฝั่งตะวันตกเป็นครอบครัวชาวบ้านราว 2,000 หลังคาเรือน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงและถักเสื่อกระจูด


         ถ้ำมัจฉาปลาวน อยู่ใกล้กับที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อย และดูสวยงามดั่งหลึบม่าน มีแอ่งน้ำที่มีฝูงปลาว่ายวนไปมา กว้างประมาณ 400 ตร.กม. แอ่งน้ำนี้เกิดจากต้นน้ำซึ่งไหลผ่านทะลุเขาในวัง หน้าถ้ำเป็นผาหินสีนิล และร่มรื่นไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด


[แก้ไข] สินค้าพื้นเมืองและของที่ระลึก

        สินค้าพื้นเมืองของจังหวัดพัทลุงส่วนใหญ่จะเป็นหัตถกรรมพื้นบ้าน เช่น เครื่องจักสานต่าง ๆ ที่ขึ้นชื่อมากก็คือ ผลิตภัณฑ์เสื่อกระจูด ซึ่งมีมากบริเวณอุทยานนกน้ำทะเลน้อย ผลิตภัณฑ์หนังตะลุง กิ่งอำเภอบางแก้ว ผลิตภัณฑ์จากกะลามะพร้าวตำบลไชยบุรี ขนมของฝากจากอำเภอต่าง ๆ เป็นต้น


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

  • ดารุณีย์. (2541). “76 จังหวัดในเมืองไทย”. นนทบุรี : สำนักพิมพ์ธารบัวแก้ว
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย. “คู่มือ ไทยเที่ยวไทย”. กรุงเทพฯ : ศรีบุญอุตสาหกรรม การพิมพ์ (1988) จำกัด.
  • รีดเดอร์ส ไดเจสท์ (ประเทศไทย) จำกัด. 2005. “เที่ยวเมืองไทย”. กรุงเทพฯ.

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี. 2542. กรุงเทพฯ.

 
 
 
   Hosted by kapook.com