.:: พูดคุย:ดารานักร้อง (ต่างประเทศ) - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
พูดคุย:ดารานักร้อง (ต่างประเทศ)
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

สารบัญ

[แก้ไข] Mun Jung-Hyuk ( มุน จุง-ฮุค )

ชื่อ-นามสกุล Mun Jung-Hyuk ( [มุน จุง-ฮุค] ) ชื่อเล่น Eric ( อีริค ) วัน เดือน ปีเกิด 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1979 ( ปัจจุบันอายุ 27 ปี ) ส่วนสูง 180 เซ็นติเมตร น้ำหนัก 70 กิโลกรัม การศึกษา Dong Guk University ( เอก ภาพยนตร์และละคร ) สไตล์การแต่งกาย สบายๆ อาหารสุดโปรด อาหารเกาหลี ดารานักร้องในดวงใจ Song Kang-Ho, Choi Min-Shik, Puff Daddy หนุ่ม/สาวในอุดมคติ สวย ดูดี มีเสน่ห์ รักครอบครัว ผลงานภาพยนตร์ ปี 2002 Emergency Act 19 ปี 2005 Diary Of June ปี 2005 A Bittersweet Life ผลงานละคร ปี 2003 I Run ีปี 2004 Pheonix ( เพลิงรัก แรงริษยา ) ปี 2004 Good Sunday Show ปี 2005 Super Rookie ( น้องใหม่เบอร์หนึ่ง...อึดสุดยอด ) ผลงานเพลง ปี 1998 Shinhwa ปี 1999 Twinkling Of Paradise ปี 2000 Only One ปี 2001 Hey, Come on! ปี 2002 My Choice ปี 2002 Perfect Man ปี 2002 Wedding ปี 2003 Winter Story 2003 ปี 2004 How Do I Say [ Digital Single ] ปี 2004 Brand New ปี 2004 Winter Story 2004-05 ปี 2004 Hey, Dude! [ Digital Single ] ปี 2004 Summer Story 2004 ปี 2006 State Of The Art

http://star.sanook.com/close/close_11835.php

[แก้ไข] Kwon Sang-Woo ( ควอน ซัง วู )

ชื่อ-นามสกุล Kwon Sang-Woo ( ควอน ซัง วู ) วัน เดือน ปีเกิด 5 สิงหาคม ค.ศ.1976 ( ปัจจุบันอายุ 30 ปี ) ส่วนสูง 182 เซนติเมตร น้ำหนัก 70 กิโลกรัม การศึกษา Han Nam University ( เอก ศิลปะ ) สไตล์การแต่งกาย ชุดกีฬา, ยีนส์ อาหารสุดโปรด อาหารเกาหลี สถานที่เที่ยวสุด HIP California ( Gymnasium ) ดารานักร้องในดวงใจ Jung Woo-Sung, Song Kang-Ho, Sul Kyung-Gue ที่อยู่ IStar Cinema Co., Ltd. 5F. Seuk Kwang Bldg. 168-21, Samsung-Dong, Kangnam-Gu, Seoul, KOREA 135-090 อีเมล์ sangwoo@istar.co.kr ผลงานภาพยนตร์ ปี 2001 Volcano High ปั 2002 Make It Big ปี 2003 Project X ปี 2003 My Tutor Friend ปี 2004 Spirit of Jeet Keon Do ปี 2004 Love, So Divine ปี 2005 Running Wild ปี 2005 Youth Comic

http://star.sanook.com/close/close_11714.php

[แก้ไข] กัง ดอง วอน

กัง ดอง วอน

Kang Dong-Won เกิดเมื่อวันที่ 18 มกราคม ปีค.ศ.1981 ที่กรุงโซล Kang Dong-Won เริ่มต้นงานในวงการบันเทิงด้วยงานถ่ายแบบและงานโฆษณา ปี 2003 Kang Dong-Won มีผลงานละครเข้ามาถึง 2 เรื่องด้วยกัน ผลงานละครทางโทรทัศน์เรื่องแรกของเขาก็คือเรื่อง Lady of Dignity ละครแนวโรแมนติกคอมเมดี้ ฝีมือการเขียนบทคนเดียวกับละครเรื่อง Romance และเรื่อง Happy Together

ในละครเรื่อง Lady of Dignity นั้น Kang Dong-Won รับบทเป็น Min Ji-Hoom ชายหนุ่มที่เติบโตมาพร้อมกับสองพี่น้องฝาแฝด Lee Eun-Hee และ Lee Geum-Hee ( รับบทโดย Bae Doo-Na และ Kim Yoo Mi ) ซึ่ง Min Ji-Hoom นั้นคือรักแรกของทั้ง Lee Eun-Hee และ Lee Geum-Hee เขาเป็นคนที่มักจะทำตามคำสั่งของ Lee Geum-Hee เสมอๆ แต่ความรักทั้งหมดในใจของเขานั้นมีมอบให้กับ Lee Eun-Hee เพียงคนเดียวเท่านั้น ในขณะเดียวกัน Min Ji-Hoom ก็มีความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็นหมอเกี่ยวกับการรักษาโรคหัวใจ หลังจากนั้นช่วงกลางปี 2003 ละครเรื่องที่ 2 ของเขา Something About 1% ก็ออกฉายทั่วเกาหลีทางสถานีโทรทัศน์ MBC ในละครเรื่องนี้ Kang Dong-Won ได้แสดงร่วมกับนางเอกที่กำลังได้รับความนิยมจากเด็กวัยรุ่นเกาหลีในขณะนี้อย่าง Kim Jung-Hwa โดยในละครเรื่อง Something About 1% นี้ Kang Dong-Won ได้รับบทเป็นผู้จัดการโรงแรม

ปี 2004 Kang Dong-Won ประเดิมด้วยผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิต Too Beautiful to Lie โดยเขาได้ร่วมแสดงคู่กับนางเอกชื่อดังของเกาหลีอย่าง Kim Ha-Neul ( Ditto , My Tutor Friend ) ซึ่งภาพยนตร์เรื่อง Too Beautiful to Lie เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับหญิงสาวที่ชื่อ Young Ju ที่เพิ่งพ้นจากการเข้าไปอยู่ในเรือนจำ วันหนึ่งเธอได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำโดยยังมีทัณฑ์บนติดตัวเอาไว้ หลังจากนั้นเธอก็ได้ไปร่วมงานแต่งงานของพี่สาวเธอ ที่ได้จัดงานแต่งงานขึ้นบนขบวนรถไฟ และก็มีเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ทำให้เธอพบแหวนวงหนึ่ง ซึ่งแหวนวงนี้เธอได้รับรู้ภายหลังว่าเป็นแหวนที่หญิงสาวที่ชื่อว่า Hee Chul ซื้อให้กับชายหนุ่มที่เป็นคู่หมั้นของเธอ เธอจึงตัดสินใจเดินทางไปที่บ้านของชายหนุ่มคนนั้นเพื่อคืนแหวนให้กับของครอบครัวของชายหนุ่มคนดังกล่าว แต่แล้วเรื่องราวสุดวุ่นวายเกินกว่าจะควบคุมก็เกิดขึ้น เมื่อครอบครัวของชายหนุ่มคนนั้นดันคิดว่า Young Ju คือ Hee Chul คู่หมั้นของลูกชายพวกเขา

กลางปีเดียวกัน Kang Dong-Won มีผลงานภาพยนตร์เรื่อง Temptation of The Wolf ร่วมแสดงคู่กับ Jo Han-Sun โดยภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นเรื่องราวของ Han Kyung ( รับบทโดย Lee Chang-Ah ) เด็กสาวจากต่างจังหวัดที่เดินทางย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงโซล ที่นี่เองที่ทำให้เธอได้พบกับสองหนุ่ม Tae Sung ( รับบทโดย Kang Dong-Won ) และ Hae Won ( รับบทโดย Jo Han-Sun ) ผู้ซึ่งกำลังแข่งขันกันทุกวิถีทางเพื่อพิชิตหัวใจอันใสบริสุทธิ์ของ Han Kyung โดยภาพยนตร์ Temptation of The Wolf เป็นภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องที่ดัดแปลงมาจากนิยายทางอินเตอร์เน็ตของนักเขียนวัย 19 ปี ที่ใช้นามปากกาว่า Guiyeoni ซึ่งกำลังดังสุดๆ อยู่ในเกาหลีขณะนี้ ล่าสุด Kang Dong-Won กำลังมีผลงานละครเรื่อง Magic ให้กับทางสถานีโทรทัศน์ SBS โดยจะเริ่มออกฉายครั้งแรกในเดือนสิงหาคมนี้

ล่าสุด Kang Dong-Won กำลังมีผลงานภาพยนตร์เรื่องใหม่ Duelist ร่วมกับ Ha Ji-Won และ Ahn Sung-Ki โดยในภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นเรื่องราวของนักสืบสาวรับบทโดย Ha Ji-Won ี่ต้องออกตามล่าหัวขโมยตัวฉกาจที่ออกปล้นในเขตโชซัน Duelist มีกำหนดเปิดกล้องเดือนพฤศจิกายนนี้ และพร้อมออกฉายภายช่วงเดือนสิงหาคมปี 2005 นี้ นอกจากนั้น Kang Dong-Won ก็กำลังมีงานละครเรื่องใหม่ล่าสุด Palace ให้กับทางสถานีโทรทัศน์ KBS ร่วมแสดงกับ Jo In-Sung , BoA และ Moon Geun-Young

http://star.sanook.com/close/close_10990.php

[แก้ไข] เจนนิเฟอร์ ฮอว์กกิ้นส์

เจนนิเฟอร์ ฮอว์กกิ้นส์

นับตั้งแต่ที่คว้ามงกุฏนางงามจักรวาลหรือมิสยูนิเวิร์ส ประจำปีค.ศ. 2004 ต่อหน้าผู้ชมจำนวนมาก ณ เวทีประชันขาอ่อนที่กรุงคีโต ประเทศเอกวาดอร์ ท่ามกลางการเฝ้าชมการถ่ายทอดสดไปทั่วโลกของคนดูประมาณ 800 ล้านคน ชีวิตของ เจนนิเฟอร์ ฮอว์กกิ้นส์ ก็ได้เปลี่ยนแปลงไปด้วยวัย 20 ปี เจนนิเฟอร์ได้โยกย้ายมาอยู่ในนครซิดนีย์จากเมืองบ้านเกิดนิวคาสเซิ่ลในออสเตรเลียเพื่อดำเนินอาชีพนางแบบ เธอไม่เคยเดินทางออกนอกประเทศเลย ดังนั้นเจนนิเฟอร์จึงรู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่งที่ต้องเดินทางไปยังประเทศเอกวาดอร์เป็นเวลานานถึง 3 สัปดาห์ เพื่อเข้าร่วมการประชันความงามในฐานะมิสออสเตรเลียในการประกวดสาวงามมิสยูนิเวิร์ส

เจนนิเฟอร์ ฮอว์กกิ้นส์ ซึ่งมีผมสีบลอนด์ และนัยน์ตาสีน้ำตาล เป็นบุตรสาวคนเล็กจากจำนวนพี่น้องทั้งหมด 4 คน และเติบโตมาท่ามกลางการเลี้ยงดูของเกล แม่ผู้ให้กำเนิดที่เป็นแม่บ้าน กับพ่อโรเบิร์ต ซึ่งเป็นผู้จัดการบริษัทเดินรถไฟในเมืองนิวคาสเซิ่ล หลังจากที่พิชิตตำแหน่งนางงามจักรวาล ไม่ถึง 24 ชั่วโมงเธอต้องรีบจัดกระเป๋าและเดินทางไปสู่ประสบการณ์ใหม่ๆ โดยเข้าพำนักที่อพาร์ทเมนท์สุดหรูทรัมพ์ เพลซ ในนิวยอร์ก ซิตี้ และที่นี่จึงกลายเป็นบ้านแห่งที่สองของเธอในระหว่างที่เจนนิเฟอร์เดินทางไปทั่วโลกในฐานะทูตขององค์การต้านเอชไอวี-เอดส์ ภายในไม่กี่สัปดาห์ของการเป็นมิสยูนิเวิร์ส เจนนิเฟอร์ได้พบปะพูดคุยกับผู้คนมากหน้าหลายตากว่า 18,000 คน เมื่อเธอปรากฎตัวบนเวทีพร้อมกับนายโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ และริชาร์ด เกียร์ พระเอกชื่อดังของฮอลลีวู้ดและนักเคลื่อนไหว ที่การประชุมสุดยอดเอดส์โลกปีพ.ศ. 2547 ที่กรุงเทพฯ

การแสดงเป็นความใฝ่ฝันตลอดชีวิตของเจนนิเฟอร์ เธอเป็นแดนเซอร์ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ และในปี 2544 อดีตมิสยูนิเวิร์ส ได้รับเลือกให้เป็นผู้ชนะเลิศในการแข่งขันเต้นรำระดับประเทศ ไม่เพียงแค่นั้นเจนนิเฟอร์ยังเป็นสาวงามที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถ เพราะนับตั้งแต่ที่เธอคว้ามงกุฎนางงามโลกมาครอบครอง เธอได้เซ็นสัญญาเป็นพิธีกรให้กับรายการThe Great Outdoors ทางช่อง 7 ในออสเตรเลีย และเมื่อไม่นานนี้เธอก็ยังได้จรดปากกาเซ็นสัญญากับบริษัทน้ำอัดลมชื่อดังเป๊ปซี่ สำหรับการเป็นประชาสัมพันธ์คนใหม่ให้กับเครื่องดื่มน้ำดำในดินแดนออสซี่

ทั้งนี้เจนนิเฟอร์บอกว่า ปีที่เธอเป็นมิสยูนิเวิร์สชีวิตได้เปลี่ยนแปลงไป เธอโตขึ้นมาก อันเป็นผลมาจากการเดินทาง และการทำงานให้กับโครงการเอชไอวี/เอดส์ อย่างไรก็ตามแม้เจนนิเฟอร์สละมงกุฎให้แก่ผู้มาใหม่ แต่เธอก็ยังได้เป็นพิธีกรรายการทีวีชื่อดัง The Great Outdoors และที่เด็ดกว่านั้นก็คือผลโหวตในโพลผู้หญิงเซ็กซี่ที่สุดในโลกประจำปีนี้ของ FHM ฉบับออสเตรเลีย ที่บ่งบอกมาว่าเจนนิเฟอร์กำลังนำโด่งและเป็นตัวเต็งอยู่ในขณะนี้ จนนิเฟอร์ยังเปิดใจอีกว่า มีบ้างที่เธอรู้สึกอาลัยอาวรณ์ที่ต้องอำลาตำแหน่งนางงามจักรวาล แต่อีกใจหนึ่งรู้สึกโล่งอก เพราะหลังจากนั้น เธอจะมีเวลากับครอบครัวมากขึ้น และอยู่ติดบ้านมากขึ้น ซึ่งพอกันทีกับชีวิตที่ต้องผูกติดอยู่กับกระเป๋าเดินทาง

ในส่วนของการเป็นพิธีกรรายการ The Great Outdoors นั้น เจนนิเฟอร์บอกว่า สิ่งสำคัญต้องสนุกกับมันและเป็นตัวเองให้มากที่สุด พร้อมทั้งยอมรับว่าเธอชื่นชมผู้ชายออสซี่ เนื่องจากพวกเขาดูเป็นคนสนุกสนาน ง่ายๆ สบายดีๆ แถมยังน่ารักอีกด้วย แม้ว่าเธอชอบผู้ชายที่สูงๆ ก็ตาม ซึ่งหนุ่มเช็กหลายคนก็มีความสูงพอกันกับเธอ นอกจากนี้เจนนิเฟอร์ยังกล่าวต่อไปว่า เคยเจอดาราสองสามคน เช่น เมล กิ๊บสัน, นิโคล คิดแมน และริชาร์ด เกียร์ แต่พวกเขาก็ไม่ได้เข้ามาเจ๊าะแจ๊ะ คงมีแต่เพียงพวกนักอเมริกันฟุตบอลที่ตามตื้อไม่หยุด คือมีควอเตอร์แบ็คคนหนึ่งเข้ามาจีบ เขาน่ารักดี แต่เธอดูออกว่า เขาจ้องที่จะทำทัชดาวน์ท่าเดียว

สุดท้าย เจนนิเฟอร์ ฮอว์กกิ้นส์ บอกว่า เธอจะเดินทางกลับออสเตรเลียและจะแวะเวียนไปเยี่ยมแม่กับพ่อที่เมืองนิวคาสเซิ่ลบ่อยๆ แต่ยังไงก็ต้องมองหาที่ทางในนครซิดนีย์เอาไว้ด้วย และว่าหลังจากที่เธอพักผ่อนเป็นเวลา 2-3 วันที่ออสซี่แล้ว เธอก็จะกลับมาดำเนินอาชีพในอุตสาหกรรมบันเทิงต่อไป ยังไงก็ขอให้เจนนิเฟอร์คว้าตำแหน่งผู้หญิงเซ็กซี่ที่สุดในโลกประจำปีนี้ของ FHM ฉบับออสเตรเลีย หลังจากที่เธอประสบความสำเร็จพิชิตรางวัลนางงามจักรวาลประจำปี 2004 มาแล้ว

http://star.sanook.com/close/close_11000.php

[แก้ไข] เจสสิก้า บีล

เจสสิก้า บีล

ช่วงหลังนี้ภาพยนตร์บู๊แอ๊คชั่นสุดยอดเทคโนโลยีล้ำยุค มักมีดาราสาวนาม เจสสิก้า บีล ร่วมแสดงนำหลายเรื่อง ล่าสุด STEALTH ( สเตลท์ : ฝูงบินมหากาฬถล่มโลก ) ผลงานที่น่าตื่นเต้นอีกชิ้นของเธอ เตรียมเข้าโปรแกรมฉายในกลางสัปดาห์หน้า ก่อนหน้านี้เจสสิก้าเคยฝากฝีไม้ลายมือเอาไว้หลายเรื่อง อาทิ Blade : Trinity, Cellular กับเรื่อง The Texas Chainsaw Massacre ที่ล้วนแต่ภาพยนตร์คุณภาพทั้งสิ้น

นางเอกผมสีบลอนด์ นัยน์ตาชวนฝัน ลืมตาดูโลก เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ปี ค.ศ.1982 ( พ.ศ. 2525 ) ที่เอลี, มินนิโซตา สหรัฐอเมริกา บนความสูง 5 ฟุต 7 นิ้วครึ่ง ( 1.71 เมตร ) ยามว่างเธอชอบสะสมแว่นตาเก่าๆ ที่ไม่มีเลนส์ และจะมีสักกี่คนที่รู้ว่าเคยไปทดสอบบทในเรื่อง American Beauty บางครั้งเธอก็ทำตัวเป็นช่างภาพสมัครเล่น เมื่อปี 2545 เจสสิก้าได้รับการโหวตให้เป็นสาวน้อยสุดเซ็กซี่ของนิตยสาร FHM ฉบับอเมริกัน ในลำดับที่ 30 จากเดิมลำดับที่ 82 ของปีก่อน ในปีเดียวกันนั้นยังได้รับการยกย่องให้ติดลำดับที่ 99 จาก 102 ผู้หญิงเซ็กซี่ที่สุดในโลกของนิตยสาร Stuff

เจสสิก้า บีล เริ่มต้นอาชีพนักแสดงด้วยการรับบทในทีวีซีรีส์ของช่อง WB เรื่อง 7th Heaven จากนั้นก็มีผลงานเรื่อง Blade : Trinity ร่วมกับนักแสดงอย่างเวสลีย์ สไนป์ส รวมทั้งภาพยนตร์ของคาเมรอน โครว์ เรื่อง Eliza Bethtown ที่แสดงกับออร์ลันโด บลูม, เคิร์สเท่น ดันส์ท และซูซาน ซาแรนดอน เจสสิก้าเริ่มต้นได้รับความสนใจครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่อง Ulee’s Gold ที่เธอร่วมแสดงกับปีเตอร์ ฟอนด้า และได้รับคำชมอย่างล้นหลามหลังจากเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ เมื่อปี 2540 พร้อมกับได้รับเชิญให้ร่วมฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ด้วย จากนั้นเธอก็รับเล่นในภาพยนตร์โรแมนติก-คอมเมดี้เรื่อง Catch ร่วมกับเฟรดดี้ ปรินซ์ จูเนียร์ จะว่าไปแล้วเจสสิก้าเริ่มต้นงานเส้นทางมายาด้วยการแสดงละครเพลงบทเวทีเมื่ออายุ 9 ขวบ จากนั้นเธอหันไปรับงานเดินแบบและถ่ายโฆษณา

ในเวลาว่างเธอได้เข้าร่วมในองค์กรการกุศล เช่น Best Friends Animal Sanctuary และ PETA งานอดิเรกของเธอ ได้แก่ การเต้นบัลเล่ต์, เล่นฟุตบอล, วิ่ง, เล่นโยคะ และปีนเขา สำหรับ STEALTH ( สเตลท์ : ฝูงบินมหากาฬถล่มโลก ) เจสสิก้า บีล รับบทร้อยโท คาร่า เวด หนึ่งในนักขับเครื่องบินรบผู้หญิงเพียงไม่กี่คนของโลก ซึ่งเธอบอกว่า “นี่แหละที่ทำให้บทนี้น่าเล่นมาก เธอทั้งทุ่มเท แข็งแรง แล้วก็ฉลาด นอกจากนี้ยังเป็นพวกชอบให้อะดรีนาลินในตัวหลั่งด้วย เธอจะเต็มใจเสี่ยงชีวิตทุกครั้งที่ไปทำงาน ซึ่งหลังจากเล่นเรื่องนี้ฉันได้เอานิสัยบางอย่างของเธอมาใช้ด้วยเหมือนกัน มันท้าทายสำหรับฉันมากที่ได้รับบท คาร่า“

โดยเรื่องนี้มีข่าวมาว่า ร็อบ โคเฮน ผู้กำกับ STEALTH ได้ตัดต่อต้นฉบับของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการแตกแถวของเครื่องบินลำใหม่ที่ควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ สมองกล และยังมีฉากที่ เบน แกนน่อน ซึ่งรับบทเป็น จอช ลูคัส เสืออากาศหนุ่มที่ปฏิบัติการโจมตีเกาหลีเหนือด้วยเครื่องบินขับไล่สเตลท์ เพื่อช่วยเหลือร้อยโทเวด ที่ดีดตัวเองออกจากเครื่องบินจนตกสู่ดินแดนของประเทศคอมมิวนิสต์ อย่างไรก็ตาม “สเตลท์ : ฝูงบินมหากาฬถล่มโลก“ เวอร์ชั่นแก้ไขใหม่เพื่อชาวเกาหลีจะไม่มีการอ้างถึงชื่อของประเทศเกาหลีเหนือ ด้วยเหตุผลที่ว่าประเทศดังกล่าวไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหรัฐ

กระนั้น STEALTH ยังเป็นภาพยนตร์ที่น่าติดตามอย่างยิ่ง เพราะนอกจากมีเนื้อหาที่ผู้บังคับบัญชาสั่งให้ลูกทีมลงมือปฏิบัติภารกิจจริงครั้งแรกของพวกเขาร่วมกับเครื่องบินลำใหม่ที่ควบคุมด้วยปัญญาประดิษฐ์ UCAV ( Unmanned Combat Aerial Vehicle – พาหนะต่อสู้บนอากาศที่ขับเคลื่อนโดยไร้คนบังคับ ) หรือชื่อย่อคือ EDI แต่ทั้งสามต้องอึ้งเมื่อ EDI พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นนักบินชั้นยอด ระหว่างที่ทั้งหมดกำลังเดินทางกลับสู่ฐานทัพบนเรือบรรทุกเครื่องบิน คาร์ล วินสัน เครื่อง EDI ได้ถูกฟ้าผ่า สมองกลของเจ้าคอมพิวเตอร์จึงได้รับการกระทบกระเทือน และเปลี่ยนแปลงไปในแบบที่ผู้สร้างมันก็คาดการณ์ไม่ถึงจนนำไปสู่เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังถ่ายทำในบ้านเรา โดยมีการสร้างฉากประเทศพม่าขึ้นในใจกลาง กรุงเทพฯ จากนั้นขึ้นเหนือไปถ่ายทำที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่ง โคเฮน บอกว่า “ประเทศไทยมีทัศนียภาพที่สวยงาม คลาสสิก และมีเสน่ห์มาก“ ดังนั้นแฟนๆ ภาพยนตร์แอ๊คชั่นอดใจรอแค่นิดเดียว ความมันส์กำลังจะบังเกิดในไม่ช้าเพราะ “สเตลท์ : ฝูงบินมหากาฬถล่มโลก“ ลงฉายแน่ 25 สิงหาคมนี้

http://star.sanook.com/close/close_10977.php

[แก้ไข] แอน ซึสึกิ

แอน ซึสึกิ

เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็นิยมหันมาสร้างภาพยนตร์จากหนังสือการ์ตูนตั้งแต่ ไอ้แมงมุม, มนุษย์ค้างคาว เรื่อยมาจนถึง แฟนแทสติกโฟร์ ล่าสุดถึงคิวของ Initial D ที่ได้ปรากฏโฉมลงบนจอเงินแล้ว โดยทีมงานผู้สร้างมือโปรแห่งเอเชียอย่าง แอนดริว ลอว์,อลัน มาร์ค ทั้งนี้เมื่อปี 2538 ชื่อของ Initial D เปิดตัวทำให้คนรู้จักในรูปของหนังสือการ์ตูน ผู้คนกว่า 10 ล้านทั่วโลกต่างถูกดูดเข้าสู่กระแสความแรงของการ์ตูนเรื่องนี้ พิสูจน์จากยอดพิมพ์มโหฬารถึง 39 ล้านเล่ม และที่ผลิตเป็นการ์ตูนแอนิเมชั่น ซีรี่ส์ อีกกว่า 39 ตอน หรือแม้กระทั่งนำไปดัดแปลงเป็นนิยายอีก 23 เรื่อง ซึ่งทั้งหมดได้แพร่สะพัดอย่างกว้างขวางในสื่อทุกรูปแบบ

ในปี 2546 การรอคอยอย่างกระหายของเหล่าคอเกม PS2 ก็ได้หายอยากสมใจ เมื่อ Initial D ปรากฏโฉมสู่ตลาดในรูปของเกมมหาโหดสุดมันส์ เกาะติดกระแสโลกแห่งเกมอย่างรวดเร็วราวกับพายุ ดังนั้นทีมผู้สร้างจึงฉวยโอกาสนี้นำ Initial D มาสร้างเป็นภาพยนตร์ที่นำแสดงโดย เจย์ โจว์ ศิลปินขวัญใจชาวเอเชียที่ร้อนแรงที่สุดในขณะนี้ พร้อมทั้ง เฉินกวนซี และ แอน ซึสึกิ ดาราสาวสวยของเราที่ถูกนำเสนอเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับตัวเธอสำหรับคอลัมน์สุดสัปดาห์นี้

แอน ซึสึกิ ซึ่งรับบทเป็น นาซึกิ โมงิ นักเรียนชั้นมัธยมปลายในจังหวัดกุมมะนาซึกิ เป็นเพื่อนร่วมชั้นของทาคุมิตั้งแต่อยู่ชั้นอนุบาล ความน่ารักของเธอเป็นที่หลงใหลของหนุ่ม ๆ ทั้งหลาย แต่เธอกลับใฝ่ฝันถึงทาคุมิเพียงคนเดียว เมื่อทาคุมิจับได้ว่างานพิเศษของนาซึกิคือการเป็นคู่ควงให้กับเศรษฐีที่ขับเบนซ์ผู้หนึ่ง นั้นทำให้เขาตัดสินใจที่จะออกห่างจากเธอ

สำหรับประวัติส่วนตัว แอน ซึสึกิ เริ่มงานถ่ายแบบตั้งแต่อายุ 3 ขวบ จุดหักเหเข้าสู่อาชีพทางการแสดงของเธอเกิดขึ้นตอนอายุ 12 ปี เมื่อได้แสดงในภาพยนตร์ของฮอลลีวู้ดเรื่อง Snow Falling on Cedars ซึ่งมี อีธาน ฮอร์ค นำแสดง ต่อมาได้ประกบคู่กับพระเอกร้อนแรงที่สุดของญี่ปุ่น คาเนชิโร่ ทาเคชิ ในภาพยนตร์แอ๊คชั่นเรื่อง The Returner และได้รับรางวัลนักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยมจากงาน Japan Academy Awards ครั้งที่ 26 และได้รับบทในภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของผู้กำกับ ชุนจิ อิวาอิ เรื่อง Hana to Alice นอกจากนี้เธอยังมีผลงานอีกหลายเรื่อง อาทิ The Blue Light, Juvenile และเรื่อง Moon Child

นางเอกสาวที่เป็น 1 ใน 10 ดาราดังของญี่ปุ่น และอาจจะประมาณอันดับที่ 5 บอกว่า.....“เธอรู้สึกดีใจมากที่ได้มีโอกาสร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ และว่าโอกาสอย่างนี้ไม่ได้หาง่าย ๆ ตอนเริ่มแรกก็ลำบากนิดหน่อย เนื่องจากสไตล์การทำงานแตกต่างจากที่ญี่ปุ่น และก็ยังมีอุปสรรคทางภาษาอีก ทุกคนต้องใช้ภาษาอังกฤษแบบง่าย ๆ ในการสื่อสารกับเธอ แต่โชคดีที่ทุกคนเป็นมิตร ไม่มีการแบ่งชนชาติ ตั้งใจทำงานเพื่อจุดประสงค์เดียวกัน จึงทำให้เธอมีความสุขตลอดการทำงานครั้งนี้ และเธอชอบการแสดงละครเวทีมากที่สุด เพราะความรู้สึกเวลาแสดงจะไม่เหมือนเวลาถ่ายละคร เนื่องจากรู้ปฏิกิริยาของผู้ชมได้ตลอด“

สำหรับ Initial D หรือชื่อไทยว่า “ดริฟท์ติ้ง....ซิ่งสายฟ้า” เป็นเรื่องราวของนักแข่งรถบนถนนที่เร็วที่สุดแห่งภูเขาอากินะทาคุมิ เด็กขับรถส่งของ เรียวสึเกะ เจ้าแห่งความเร็ว และเคียวอิจิ นักแข่งอาชีพ ทั้งสามได้กลายเป็นคู่ประลองชิงชัยในการดริฟท์ติ้ง เป็นเวลา 5 ปีมาแล้วที่ทุก ๆ เช้า เด็กหนุ่มอายุ 18 ปี อย่างทาคุมิต้องขับรถไปส่งเต้าหู้ด้วยโตโยต้า AE86 รถเก่าตกรุ่นของพ่อ สิ่งที่เขาซึมซับมาโดยไม่รู้ตัวนั้น มิได้มีเพียงแค่เทคนิคการขับรถแบบดริฟท์ติ้งระดับสุดยอดเท่านั้น หากแต่ยังหล่อหลอมให้เขากลายเป็นนักแข่งที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย เขาไม่ใช่พวกคลั่งไคล้การแข่งรถบนภูเขา

จนกระทั่งถูกบิดาขอร้องให้ขับ AE86 แข่งขันกับทีม Night’s Kid EVO IV จากชัยชนะอันสวยสดที่มิได้คาดหวัง ได้ปลุกสายเลือดของนักแข่งในตัวเขาตื่นขึ้น ชื่อเสียงที่เกิดขึ้นนำเขาไปสู่การแข่งท้านรกอันยากจะหลีกเลี่ยงครั้งแล้วครั้งเล่า พร้อมกับความตื่นเต้นในอันตรายเสี่ยงตายที่เพิ่มขึ้นในทุก ๆ ครั้ง Initial D ดริฟท์ติ้ง ซิ่งสายฟ้า ดัดแปลงจากหนังสือการ์ตูนและแอนิเมชั่นชุดยอดนิยมที่สุดของญี่ปุ่น และนี่คือครั้งแรกของโลกแห่งจอเงินที่มีการสร้างภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากการ์ตูนในแบบแอ๊คชั่นใช้คนจริงแสดง ติดตาม Initial D ( ดริฟท์ติ้ง ซิ่งสายฟ้า ) ที่เข้าฉายบ้านเราแล้ว 4 สิงหาคม ที่ผ่านมานี้เอง

http://star.sanook.com/close/close_10922.php

[แก้ไข] คิม แร วอน

คิม แร วอน

กำลังมีผลงานละครซีรี่ส์เรื่อง Say I Love You To Me ( รักซ้อน...ซ่อนเล่ห์ ) ที่ออกอากาศเรียกเรตติ้งทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 17.30-18.30 น. ทางช่องไอทีวี สำหรับหนุ่มเจ้าเสน่ห์ คิม แร วอน วันนึ้จึงขอนำประวัติของหนุ่มฮอตคนนี้มาเขย่าดีกรีให้พุ่งพรวดขึ้นไปอีก ไปติดตามกันเลยค่ะ

คิม แร วอน เกิดเมื่อวันที่ 5 มีนาคม ค.ศ.1981 ด้วยวัยเพียง 20 ต้นๆ เขาก็กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มนักแสดงวัยรุ่นที่ได้รับการยอมรับในฝีมือการแสดงมากที่สุดคนหนึ่ง เมื่อเทียบกับนักแสดงวัยรุ่นที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ซึ่งเสน่ห์อันเหลือล้นส่วนหนึ่งของเขาอยู่ที่รอยยิ้มพิมพ์ใจสุดพิเศษ ที่เป็นเหตุให้สาวๆ ในเกาหลีวาดฝันจะได้เข้ามาอยู่ในอ้อมอกอุ่นๆ เพื่อจะได้นั่งมองรอยยิ้มแบบใกล้ๆ ทุกวัน สักครั้งในชีวิต

คิม แร วอน เริ่มต้นงานแสดงด้วยละครวัยรุ่นเรื่อง Half of You ทางสถานีโทรทัศน์ MBC ในปี 1997 รับบทเป็น จุง ซิก เพียงละครเรื่องแรกเขาก็ได้รับการจับตามองแล้วว่าจะกลายเป็นหนึ่งในนักแสดงที่ได้รับการยอมรับในเวลาต่อมา ปี 1998 คิม แร วอน มีโอกาสรับงานภาพยนตร์เป็นครั้งแรกในบทสมทบเล็กๆ เรื่อง Scent of a Man หลังจากนั้นในปี 2000 เขารับงานภายนตร์ถึง 2 เรื่องคือ ภาพยนตร์แนวสยองขวัญเรื่อง Harpy และบทบาทที่ทำให้เขาได้รับรางวัลนักแสดงชายหน้าใหม่ยอดเยี่ยมจากงานประกาศรางวัล Blue Dragon 2000 คือภาพยนตร์เรื่อง Plum Blossom ที่ร่วมแสดงกับ เบ ดู นา

ปี 2001 คิม แร วอน เริ่มต้นด้วยบทสมทบเล็กๆ ในละครเรื่อง My Home ที่นำแสดงโดย คิม แจ วอน และได้รับบทนำเป็นครั้งแรกในละครเรื่อง Life is Beautiful ทางสถานีโทรทัศน์ KBS รับบทเป็น แจ มิน และในปี 2002 เขาก็กลับมาร่วมงานกับทาง MBC อีกครั้งในเรื่อง My Love Patzzi โดยรับบทเป็น เฮียว ซอง พร้อมๆ กับที่มีภาพยนตร์แนวตลกเรื่อง 2424

ปี 2003 กลายเป็นปีทองของ คิม แร วอน เพราะไม่ว่าเขาจะจับงานชิ้นไหน ก็มักจะได้รับการตอบรับที่ดี โดยประเดิมงานต้นปีด้วยการรับเล่นมิวสิกวิดีโอวงบอยแบนด์น้องใหม่ของเกาหลีอย่าง Noel ทำให้มิวสิกวิดีโอเพลง Destiny กลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในกลุ่มของวัยรุ่นนักฟังเพลง จนต้องสร้างเอ็มวีต่อเป็นภาคสอง หลังจากนั้น คิม แร วอน ก็มีงานละครในบทสมทบจากเรื่อง Snowman จรกระทั่งกลางปีกระแส “คิม แร วอน ฟีเวอร์” ก็เริ่มระบาดอย่างหนักในกลุ่มคนดูละครเกาหลี เมื่อละครเรื่อง The Attic Cat ( รักเหมียวๆ ขอเกี่ยวหัวใจ ) มีเรตติ้งสูงกว่า 37% และกลายเป็นกระแสฮิตจนทำให้ไตล์การแต่งตัวของ เคียว มิน ซึ่งรับบทโดย คิม แร วอน กลายเป็นแฟชั่นยอดฮิตของหนุ่มๆ วัยรุ่นเกาหลีไปเลย

ปลายปี 2003 คิม แร วอน กลับมาตอกย้ำความนิยมในปีนี้ของเขาอีกครั้ง กับภาพยนตร์รักโรแมนติกเรื่องล่าสุดของเกาหลี …ING โดยเขารับบทเป็น ลี ยอง แจ เด็กหนุ่มวัย 24 ปี ที่รักการถ่ายภาพเป็นชีวิตจิตใจ และฝันว่าสักวันหนึ่งเขาจะต้องมีภาพออกแสดงในงานนิทรรศการ ครั้นเมื่อเขาได้พบกับเด็กสาวหน้าตาน่ารัก มิน อา รับบทโดย อิม โซ จู รอยยิ้มของเธอก็ได้ประทับอยู่ในใจของเขา จนต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อพิชิตใจเธอ

ปี 2004 คิม แร วอน มีผลงานละครเรื่อง Say I Love You To Me ( รักซ้อน...ซ่อนเล่ห์ ) ทางสถานีโทรทัศน์ MBC โดยรับบทเป็น ติม บุน โซ ชายหนุ่มที่ใสซื่อ และอ่อนต่อโลก และในเดือนเมษายนปีเดียวกัน ภาพยนตร์แนวตลกสุดน่ารักเรื่อง My Little Bride ( จับยัยตัวจุ้นมาแต่งงาน ) ที่เขาร่วมแสดงกับ มุน กึน ยอง จากภาพยนตร์เรื่อง A Tale of Two Sisters ก็เข้าฉายที่เกาหลี My Little Bride ( จับยัยตัวจุ้นมาแต่งงาน ) เป็นเรื่องราวของ 2 ครอบครัว ที่พ่อแม่เป็นเพื่อนสนิทกันมาก และได้ให้สัญญากันไว้ว่า ถ้าครอบครัวพวกเขามีลูกเมื่อไหร่จะให้ลูกๆ แต่งงานกัน เพื่อจะได้สนิทกันยิ่งขึ้น ซึ่งบทลูกๆ นำแสดงโดย คิม แร วอน และมุน กึน ยอง ซึ่งลูกๆ ของทั้ง 2 ครอบครัว ก็ไม่ค่อยจะถูกชะตากันสักเท่าไหร่

ผลงานชิ้นล่าสุดของ คิม แร วอน คือละครเรื่อง Love Story in Harvard ที่แสดงร่วมกับ คิม แต ฮี และลี จุง จิน ซึ่งละครเรื่องนี้เดินทางไปถ่ายทำกันในสหรัฐอเมริกา ออกฉายครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา ทางสถานีโทรทัศน์ SBS หลังจาก คิม แร วอน ก็เข้ารับราชการทหาร และมีกำหนดจะปลดประจำการเร็วๆ นี้แล้ว แฟนๆ ของหนุ่ม คิม แร วอน คอยติดตามกันอย่างให้คลาดสายตาเชียวนะคะ รับรองว่มีงานดีๆ ออกมาให้ดูแน่นอน

http://star.sanook.com/close/close_10912.php

[แก้ไข] เบ ยอง จุน

เบยองจุน เกิดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ.1972 ( ปัจจุบันอายุ 33 ปี ) ในกรุงโซล ประเทศเกาหลี เขามีชีวิตวัยเด็กที่เหมือนเด็กทั่วไป แม่เป็นแม่บ้าน แถมเคร่งในศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกมาก คุณพ่อที่เป็นพนักงานบริษัทก็มักจะสอนให้เค้ารู้จักรับผิดชอบครอบครัว ในวัยเด็กของเค้าเป็นเด็กชายขี้สงสัยที่มักรื้อของเล่นมาประกอบใหม่เพื่อศึกษาถึงกลไกของมัน เขาไม่ชอบพูดคุยกับคนแปลกหน้า และเกลียดการถูกหยิกแก้มเป็นที่สุด และหากใครพูดว่าเค้าน่ารักเขาจะเกิดอาการอยากอัดคนๆ นั้นทีเดียว

เขาเคยเรียนเปียโนเล็กน้อยในระหว่างเรียนอยู่ชั้นประถม แต่พ่อของเค้าบังคับให้เรียนเทควันโดแทน โดยกล่าวว่าวิชาเปียโนนั้นเหมาะสำหรับเด็กหญิง “เป็นผู้ชายต้องแข็งแกร่ง“ และยังให้เขาเล่นกีฬาอีกหลายอย่าง แต่เบยองจุนก็ยังเป็นเด็กติดบ้านที่มักจะนอนอ่านหนังสืออยู่คนเดียว เมื่อเค้าเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่3 พ่อของเค้าก็ตัดสินใจย้ายไปอยู่ในชนบทเพื่อทำโรงเลี้ยงหมู แต่ธุรกิจกลับไปได้ไม่ดีนัก และพ่อของเค้าต้องล้มละลายเมื่อเบยองจุนเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 6 จึงทำให้ต้องย้ายบ้าน และ โรงเรียนเมื่ออยู่ชั้นมัธยมต้น เบยองจุนเป็นเด็กเรียนเก่งที่คิดว่าการทำการบ้านก็เหมือนการเอาชนะเกม ทำให้เป็นเด็กที่ไม่เคยเกเร และเป็นศิษย์รักของครูทั้งหลาย แต่ผลจากการเที่ยวเล่นของเขา ก็เริ่มส่งผลร้าย เมื่อเขาสมัครเข้าคณะเกษตรมหาวิทยาลัย Hanyangก ลับสอบไม่ติด หลังจากนั้นเขาก็ได้ไปอาศัยวัดเพื่อศึกษาวิชา แต่ก็พลาดอีกครั้งจากการสมัครเข้าเรียนในคณะนิติศาสตร์ ในขณะที่น้องสาวของเขาสอบเข้าโรงเรียนดนตรีได้ ทำให้เขารู้สึกไม่ต้องรับผิดชอบทุกคนอีกต่อไป

พร้อมกับคิดว่าการศึกษาไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับตัวเอง เขาจึงตัดสินใจไปทำงานตามที่ต่างๆ ทั้งในโรงงาน หรือกรรมกรทำถนน แต่ก็ไม่เคยมีงานไหนทำให้เขารู้สึกพอใจได้ จนกระทั่งหันมามองงานนักแสดง ซึ่งก็เป็นอีกงานหนึ่งที่ท้าทาย แต่ความจริงแล้วเขาก็ไม่เคยสนใจงานแสดงมาก่อน เพราะรู้ตัวว่าเป็นคนขี้อาย แต่ด้วยความที่ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต มีเงิน และได้รับความนับหน้าถือตา เขาจึงตัดสินใจลองมุ่งหน้าสู่การเป็นนักแสดงเบยองจุนต้องใช้เวลาถึง 2 ปีกว่าที่จะได้รับบทบาทครั้งแรกในละครที่เขาเองก็ไม่คิดว่าจะได้เพราะไม่ได้เตรียมตัวล่วงหน้า แต่เขาก็ได้รับบทนำเป็นครั้งแรก แล้วเบยองจุนก็เริ่มเปล่งแสงแห่งความเป็นดาวนับแต่วันนั้น

เบยองจุน ต้องรับบทบาท 2 แบบในเรื่องเพลงรักสายลมหนาว จากบท คังจุนซาง ในช่วงวัยรุ่นที่เฝ้าคิดถึงพ่อมาเป็น ลีมินฮุง ผู้อำนวยการเพลง ( และยังมีกิจการรีสอร์ทด้วย ) สำหรับเรื่องนี้ เบยองจุนต้องปรับทั้งการแสดงออก และภาษาท่าทางจากเด็กหนุ่มมัธยมปลาย มาเป็นหนุ่มเต็มตัวผู้มีความรับผิดชอบซึ่งความจำเสื่อมในตอนหลังความจริงแล้ว เบยองจุนลำบากใจกับการรับบทวัยหนุ่ม หรือบทคังจุนซางมากทีเดียว จนกระทั่งเคยเอ่ยปากให้ผู้กำกับหานักแสดงที่หนุ่มกว่าเขามาแสดง แต่ในที่สุดเบยองจุนก็แสดงเองโดยลดความอ้วนเพื่อให้ดูเด็กลง และศึกษาบทเพื่อแสดงท่าทางให้สมกับเป็นวัยรุ่นอย่างหนัก ด้วยความที่เป็นคนในราศีกันย์จึงทำให้เขามีนิสัยสมบูรณ์แบบนิยมในการรับบทในละครเรื่องนี้

เบยองจุนใช้เวลาในการศึกษาอ่านบทถึง 3 รอบและปรึกษากับผู้กำกับในแต่ละซีนก่อนแสดงจริงเสมอ ซึ่งในเรื่องนี้ก็เลยส่งผลให้ดาราที่ร่วมแสดงคนอื่นๆ เกิดความเครียดไปด้วยการถ่ายทำละครเรื่องนี้ถ่ายทำในสถานที่ที่หนาวเย็นมากๆ ทำให้เบยองจุนถึงกับป่วยจนถูกส่งเข้าโรงพยาบาล ทำให้การถ่ายทำต้องล่าช้าออกไป เรื่องนี้ทำให้เขาไม่สบายใจมาก และหลังการป่วยเขาก็ยิ่งตั้งใจให้งานดำเนินไปได้อย่างราบรื่น และรวดเร็วมากขึ้นเพื่อให้ทันกับกำหนดการออกฉายเดิม เขามุงานทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างไม่เคยย่อท้อ ซึ่งเหมือนเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความรักในอาชีพ และเป็นนักแสดงที่มีวินัยของเขาได้เป็นอย่างดี

ด้วยความสูงและไหล่ที่กว้าง ทำให้เบยองจุนได้รับฉายาว่า “ไม้แขวนเสื้อเดินได้“ ที่ Perfect ที่สุด เคล็ดลับหุ่นดีของเขาคือการวิ่งจอกกิ้ง และเล่นกีฬาสโนว์บอร์ด และกอล์ฟนั่นเอง และละครเรื่อง “เพลงรักในสายลมหนาว“ ได้สร้างกระแสนิยมในตัวเบยองจุนให้เพิ่มขึ้นมาก ทั้งยังทำให้การแต่งกาย ทรงผม เครื่องประดับ และการออกกำลังกายแบบเบยองจุน ได้รับความนิยมตามไปด้วย จึงทำให้ขณะนี้ค่าตัวในการเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาของเขานับรายได้รวมกันจะมีรายได้แล้วสูงกว่า 13 พันล้านวอน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าประเภทเสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะโฆษณาบัตรเครดิตของ LG ที่มีเบยองจุน และ Lee Yong Ah ร่วมแสดงก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือในตัวเขา เพราะว่าโปรเจคของโฆษณาคือ การส่งเสริมให้ชาวเกาหลีตื่นตัว ที่จะทำบัตรเครดิตโดยคำนึงถึงศักยภาพของเศรษฐกิจส่วนตัวเสียก่อนนั่นเอง

เบยองจุน เป็นคนติดดินที่ไม่เคยพกเงินมากกว่า 30 เหรียญ US พ่อของเขาเป็นนักธุรกิจที่ประสบปัญหา เมื่อเบยองจุนเรียนอยู่ในชั้นม.ปลาย ทำให้เขาเป็นคนคิดก่อนใช้เงิน และใช้เงินอย่างมีคุณค่าเสมอ แต่อย่าเข้าใจผิด เบยองจุนไม่ได้ขี้เหนียว เพราะเขามักจะเลี้ยงเพื่อนร่วมงานในมื้อดึก และนอกจากจะให้แฟนๆ จับมือ พร้อมมอบลายเซ็นให้แฟนๆ แล้ว เขายังเคยซื้อแฮมเบอร์เกอร์ และกาแฟเลี้ยงแฟนๆ ที่ตามไปถึงกองถ่ายอีกด้วย

http://star.sanook.com/close/close_10878.php

[แก้ไข] ซอง เฮ เคียว

ซอง เฮ เคียว

ใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้เอเชียนซีรี่ส์ โดยเฉพาะละครเกาหลี คงไม่พลาดซีรี่ส์สุดฮิต FULL HOUSE ( สะดุดรัก...ที่พักใจ ) กันใช่มั้ยค่ะ และตอนนี้คงกำลังติดกันงอมแงมแน่ๆ กับความน่ารักกุ๊กกิ๊กของพระ-นางในเรื่อง ชอง จี ฮุน และ ซอง เฮ เคียว ซึ่งคราวนี้เราจับนางเอกสาวสวยที่ร่วมประชันบทบาทกับหนุ่มเรนมาแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกัน ซึ่งจะว่าไปแล้ว ซอง เฮ เคียว ก็เคยมีผลงานละครผ่านหูผ่านตาเราไปแล้วหลายเรื่อง แต่สำหรับเรื่องนี้แฟนๆ จะได้เห็นความน่ารักสดใส ซึ่งเป็นอีกบทบาทหนึ่งของเธอที่เราไม่ค่อยจะได้เห็นบ่อยนัก

ซอง เฮ เคียว เกิดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2525 เริ่มก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการประกวด Model Talent Management Contest ในปี 1996 ด้วยความสามารถที่โดดเด่นและบุคลิกที่น่ารักสดใส ทำให้เธอสามารถชนะใจกรรมการไปได้แบบสบายๆ คว้ารางวัลชนะเลิศไปครองอย่างลอยลำ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้เธอได้มีโอกาสรับงานละครในเวลาต่อมา

ซอง เฮ เคียว รับงานละครไปหลายเรื่อง อาทิ ในปี 1998 เรื่อง Sweet Bride, Soon Pong Clinic ฯลฯ รวมทั้งเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณา งานถ่ายแบบ เดินแบบอีกมากมาย และมาได้รับความนิยมสูงสุดจากละครเรื่อง Autumn In My Heart ในบทบาทของ อุนโซ ปี 2000 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกระแส K Drama Fever ไปทั่วเอเชียรวมถึงบ้านเราที่ชื่อของเธอกลายเป็นที่รู้จักภายในระยะเวลาไม่นานนัก โดยความแรงของละครเรื่องนี้ทำให้ชื่อของ ซอง เฮ เคียว กลายเป็นนางเอกหน้าใหม่ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงเวลานั้น ส่งผลให้ในปีต่อมาเธอมีงานละครเข้ามาพร้อมกันถึง 2 เรื่องคือ Hotelier ออนแอร์ทางสถานีโทรทัศน์ MBC รับบทเป็น คิม ยูน ฮี ลูกสาวคนเดียวของนายทุนใหญ่ เป็นคนฉลาด รู้ใจตัวเอง เมื่อตั้งใจจะรักใครเธอก็ไม่เคยหวั่นไหว พร้อมจะเดินหน้าก้าวข้ามอุปสรรคทุกอย่างที่ดาหน้าเข้ามา และเรื่อง Guardian Angel ออกฉายทางสถานีโทรทัศน์ SBS รับบทเป็น เซี่ยะ เซี่ยะ

ในปี 2003 ซอง เฮ เคียว ได้รับความนิยมสูงสุดอีกครั้งจากละครเรื่อง All In ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ SBS ซึ่งนอกจากความดังของละครเรื่องนี้จะเป็นที่กล่าวขานถึงของแฟนๆ ละครตลอดช่วงเวลาที่ออนแอร์แล้วนั้น เธอยังตกเป็นข่าวกุ๊กกิ๊กกับพระเอกในเรื่อง ลี เบียง ฮุน ออกมาให้แฟนๆ ได้ฮือฮาอย่างไม่ขาดสายตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายปีเลยทีเดียว โดยสาว ซอง เฮ เคียว และหนุ่ม ลี เบียง ฮุน ถึงขนาดเปิดเว็บไซต์และเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณา L & C Wells ร่วมกันให้แฟนๆ ของทั้งสองได้ร่วมลุ้นกระแสการจับคู่เพิ่มขึ้นไปอีก

ปี 2004 ซอง เฮ เคียว กลับมารับงานละครอีกครั้งกับทาง SBS ในละครเรื่อง Sunlight Pours Down โดยเธอรับบทเป็น จี ยุม วู เด็กสาวที่ต้องต่อสู้กับความยากลำบากที่เกิดขึ้นในชีวิต และกลางปีเดียวกันเธอก็มีงานละครเรื่องใหม่ Full House กับทางสถานีช่องเดิม โดยเธอจับคู่กับหนุ่มฮอตแห่งปีที่มีความเซ็กซี่เป็นตัวการันตี ชอบ จี ฮุน ( Rain ) โดยเธอรับบทเป็น ฮัน จี ฮึน หญิงสาวที่ถูกเพื่อนสนิทหลอกขายบ้านสมบัติชิ้นสุดท้ายที่เธอได้รับจากพ่อแม่ ซึ่งขณะนี้ซี่รี่ส์เรื่องนี้กำลังออกอากาศเรียกเรตติ้งในบ้านเราอย่างถล่มทลาย แม้ว่าจะออนแอร์ไปไม่นาน ซึ่งก่อนหน้าที่เข้าฉายในฟิลิปปินส์ก็ได้รับคะแนนนิยมสูงมาก สามารถเอาชนะซี่รี่ส์ยอดนิยมอย่าง เพลงรักในสายลมหนาว และเรื่อง รักนี้ชั่วนิรันต์ ไปอย่างชนิดขาดลอยไม่เห็นฝุ่น แถมล่าสุดยังคว้าถึง 3 รางวัล Best Couple, The Top Excellence Awards, Populality Award ร่วมกับเรนในงานประกาศรางวัล KBS Acting Awards ในปีที่ผ่านมา

ล่าสุดปี 2005 ซอง เฮ เคียว ได้รับงานภาพยนตร์เรื่องแรก Blue Alert ภาพยนตร์ใหม่ล่าสุดของ โคว แจ ยัง ผู้กำกับฯ จาก My Sassy Girl โดยภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดฉายในช่วงปลายปีนี้ แฟนๆ คอยติดตามกันให้นะคะว่าจะเข้าฉายในบ้านหรือเปล่า ???

http://star.sanook.com/close/close_10876.php

[แก้ไข] ลินด์ซี โลฮาน

ลินด์ซี โลฮาน

นับเป็นเกียรติอย่างสูงที่ ลินด์ซี โลฮาน นางเอกสาวสวยผมสีแดงจากภาพยนตร์เรื่อง Mean Girls ถูกผู้ผลิตตุ๊กตาชื่อดังระดับโลก “บาร์บี้” นำไปเป็นต้นแบบในการสร้างตุ๊กตาตัวใหม่ที่มีความละม้ายคล้ายคลึงกับเธอ ซึ่งตุ๊กตาดังกล่าวสวมใส่ชุดกระโปรงสีน้ำตาลอ่อน กับเสื้อขนสัตว์ที่ดูสง่างามบนพรมสีแดง แล้วในที่สุดตุ๊กตา ลินด์ซี โลฮาน ที่สวยงามก็ได้ฤกษ์ออกวางจำหน่ายตามท้องตลาดแล้วเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สนนราคาขายปลีกประมาณ 30 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,200 บาท

ตุ๊กตาโลฮาน ปรากฏสู่สายตาประชาชนครั้งแรกในงานของเล่นเด็กนานาชาติอเมริกันประจำปี ซึ่งจัดขึ้นที่นครนิวยอร์ก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์นี้เอง ปัจจุบัน ลินด์ซี โลฮาน ดาราสาววัย 18 ปี ที่รับบทนางเอกในเรื่อง Freaky Friday รวมทั้งเรื่องล่าสุด Herbie : Fully Loaded ( เฮอร์บี้ รถมหาสนุก ) ผลงานอีกชิ้นของดีสนีย์ที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับรถเต่าโฟล์คสวาเกนมหาสนุก เข้าฉายบ้านเรา 28 กรกฎาคมนี้

ลินด์ซี โลฮาน ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ปี ค.ศ.1986 ( พ.ศ. 2529 ) ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เธอเป็นบุตรคนแรกของแม่ไดน่า ที่ปัจจุบันมารับหน้าที่ผู้จัดการส่วนตัวให้กับลูกสาว กับพ่อไมเคิล โลฮาน เทรดเดอร์วอลล์สตรีท นอกจากนี้ลินด์ซียังมีพี่น้องที่คลานตามก้นกันมาอีก 3 คนคือ ไมเคิล, อาเลียน่า และดาโกต้า จะว่าไปแล้ว ลินด์ซี ฉายแววศิลปินตั้งแต่วัยเยาว์ โดยเธอเริ่มอาชีพนางแบบตั้งแต่เด็กและยังเป็นเด็กผมแดงคนแรกที่เซ็นสัญญาเข้าสังกัดบริษัท ฟอร์ด โมเดลลิ่ง เมื่อตอนอายุ 3 ขวบ ลินด์ซีมีงานแสดงแล้ว ทำให้ผู้คนในแวดวงบันเทิงฮือฮาและยอมรับความสามารถของดาราตัวน้อยอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ลินด์ซีมีงานถ่ายโฆษณาสินค้าอย่างไม่ขาดสายไม่ต่ำกว่า 60 ชิ้น รวมทั้งเป็นที่รู้จักของผู้คนจากโฆษณาพิซซ่า ฮัท, เวนดี้ และ เจลล์-โอ คู่กับ บิลล์ คอสบี้

สิ่งน่าสนใจเกี่ยวกับ ลินด์ซี โลฮาน นอกจากสูงไม่มากแค่ 5 ฟุต 5 นิ้ว มีนัยน์ตาสีเขียวและเส้นผมสีน้ำตาลแดงแล้ว เธอยังชอบสีชมพูเป็นที่สุด โดยเฉพาะอาหารนางเอกของเราชอบกินอย่างมากจึงอวบอ้วนที่ดูเซ็กซี่ไปอีกแบบ ทั้งอาหารจีน, อิตาเลียน ( พิซซ่ากับพาสต้า ) ส่วนอาหารจังก์ฟู้ดได้แก่ ชิพแอนด์ดิพ, ข้าวโพดป๊อปคอร์น, ขนมปังกรอบฉาบน้ำตาลโรยเกลือ, ซีเรียล, เป๊ปซี่ กับขนมหวานที่ประกอบด้วย เค้กช็อกโกแลตใส่ครีม, ไอศกรีมเค้ก และไอศรีมทั่วไป ยามว่างเธอมักจะไปว่ายน้ำ, เล่นบาสเกตบอล, ยิมนาสติก รวมทั้งโรลเลอร์ เบลด กับร้องเพลงและเต้นรำ ขณะที่ฟุตบอลก็เป็นกีฬาสุดโปรดของเธอเช่นกัน

ถึงแม้ ลินด์ซี โลฮาน กลายเป็นดาราชั้นนำคนหนึ่งของฮอลลีวู้ด แต่เธอก็ยังมีดาราในดวงใจเหมือนคนอื่นๆ เธอบอกว่า ชื่นชอบ จูเลีย โรเบิร์ตส์ นางเอกสาวชื่อก้อง จึงไม่แปลกใจที่เธอจะชอบภาพยนตร์เรื่อง Pretty Woman ไปด้วย และยังมีอีกหลายคนที่ประทับใจในฝีมือการแสดง เช่น แจ็ค นิโคลสัน, แซนดร้า บูลล็อค, ทอม แฮงค์ส, เฟรดดี้ ปรินซ์ จูเนียร์, ซาราห์ มิเชล เกลลาร์, เจนนิเฟอร์ อนิสตัน, แบรด พิตต์ กระนั้นยังมีดาราอีกมากมายที่เธอไม่ได้เอ่ยถึง ส่วนนักร้องก็ได้แก่ เจนนิเฟอร์ โลเปซ, คริสติน่า อากีเลร่า, เดสตินี่ ไชล์ด, เฟธ ฮิลล์, วิทนีย์ ฮุสตัน, เซลีน ดิออน, บิลลี่ โจเอล และร็อด สจ๊วต นักร้องเสียงแหบเสน่ห์ นอกจากนั้น ลินด์ซี โลฮาน ยังเป็นแฟนเพลงตัวยงของดนตรีแนวอาร์แอนด์บีกับฮิพ-ฮอพอีกด้วย

และรายการทีวีที่เธอไม่ค่อยพลาดคือ ซีรีส์สุดฮิตทั้งหลายของอเมริกาตั้งแต่เรื่อง Friends, Gil more Girls, Ally McBeal, 7th Heaven, Boy Meets World , Jack and Jill, Dawson’s Creek ซึ่งเรื่องหลังนี้ เคที่ โฮล์มส์ หวานใจคนปัจจุบันของ ทอม ครูซ ร่วมแสดงนำด้วย ทั้งหมดคือเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ลินด์ซี โลฮาน นางเอกวัยรุ่นที่กำลังโด่งดังมากขึ้นทุกทีของอเมริกา เส้นทางบันเทิงของเธอยังทอดยาวอีกไกล ด้วยอายุที่ยังน้อยและมีฝีมือในด้านการแสดง คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่เธอจะผลักดันตัวเองให้เป็นดาราระดับโลก

http://star.sanook.com/close/close_10839.php

[แก้ไข] เคที่ โฮล์มส์

เคที่ โฮล์มส์

ระยะนี้ไม่สาวคนไหนตกเป็นข่าวเกรียวกราวมากเท่า “เคที่ โฮล์มส์” ดาราสาววัยรุ่นที่ว่ากันว่า เธอคือหวานใจคนล่าสุดของ “ทอม ครุยซ์” พระเอกสุดฮอต อดีตสามี นิโคล คิดแมน นางเอกระดับออสการ์ และแฟนเก่าของ เพเนโลเป้ ครูซ เพราะอะไรนะหรือถึงกล้ายืนยันว่าเป็นกิ๊กใหม่พระเอกซูปเปอร์สตาร์ จากภาพที่นักข่าวทั้งหลายกดชัตเตอร์มือเป็นระวิงในงานที่พระเอกทอมเดินทางไปรับรางวัล David di Donatello Award ในสาขาผู้มีผลงานดีเด่นตลอดการทำงาน ณ กรุงโรม เมืองหลวงอิตาลี โดยมีสาวเคที่ไปเป็นคู่ควง แค่นั้นยังไม่พอภาพมันฟ้องออกมาว่า ทั้งสองยังจับมือ โอบกอด และจูบอย่างดูดดื่มโชว์ช่างภาพอย่างไม่ยี่หระ

จนกลายเป็นประเด็นที่ทำให้มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางว่า เป็นความรักที่แท้จริงของทั้งคู่ หรือแค่รักโปรโมตกันแน่ เพราะว่าเป็นช่วงที่ผลงานของทั้งสองกำลังเตรียมเข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ทั่วโลก โดยเรื่อง Batman Begins ภาพยนตร์ล่าสุดของเคที่มีโปรแกรมเข้าฉายบ้านเราวันที่ 15 มิถุนายนนี้ ส่วนเรื่อง War of the Worlds ของสตีเว่น สปีลเบิร์ก ที่ทอม ครูยซ์ แสดงนำก็มีกำหนดเข้าฉายเช่นกันในวันที่ 29 เดือนเดียวกัน แล้วอย่างนี้จะไม่ทำให้แฟนๆ และสื่อมวลชนคาใจได้อย่างไรว่า เป็นแค่รักโปรโมตหรือไม่

ว่าแล้วนิตยสารพีเพิลก็ฉวยโอกาสนี้จัดทำโพลสำรวจความเห็นชาวอเมริกันพบว่า ร้อยละ 63 ของผู้อ่านเชื่อว่าเป็นรักโปรโมต มีเพียงร้อยละ 37 เท่านั้นที่เชื่อว่าเป็นความรักที่แท้จริง ขณะที่โพลของนิตยสารยูเอส วีคลี ระบุว่า ร้อยละ 65 ก็ยังมีความสงสัยต่อกรณีนี้เหมือนกัน แม้ประชาสัมพันธ์ส่วนตัวของดาราทั้งสองที่ออกเดทด้วยกันมาร่วมเดือน ยืนกรานว่าพวกเขารักกันจริง เคที่ โฮล์มส์ หรือแคทเธอรีน โนแอล โฮล์มส์ เกิดเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ค.ศ.1978 ( พ.ศ.2521 ) ในเมืองโทเลโด รัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีพี่สาว 3 คน พี่ชาย 1 คน เมื่อเธอเข้าสู่วัยรุ่นก็เริ่มสนใจเข้าไปเรียนในโรงเรียนเดินแบบ ช่วงเวลาที่อยู่นิวยอร์กเคที่ได้รับรางวัลมากมาย แต่เธอกลับไม่ต้องการเป็นนางแบบ เพราะรู้สึกว่ามันไม่ท้าทายแล้ว

ดังนั้นพอเธออายุได้ 17 ปี เคที่จึงเดินทางไปยังลอสแองเจลิสเพื่อทดสอบบทในงานแสดง และโชคดีได้กลายเป็นหนึ่งในนักแสดงเรื่อง The Ice Storm ประกบกับเควิน ไคลน์ และซีเกอร์นี วีเวอร์ แล้วดวงการแสดงก็ดังเป็นพลุแตกเมื่อได้รับเลือกให้แสดงทีวีซีรี่ส์เรื่อง Dawson’s Creek หลังจากนั้นตามมาด้วยภาพยนตร์หลายเรื่อง อาทิ Disturbing Behavior, Teaching Mrs.Tingle รวมทั้ง Wonder Boys ประกบไมเคิล ดักลาส และเรื่อง First Daughter กับเรื่อง Phone Booth

สำหรับในปีนี้เธอมีผลงานสุดยิ่งใหญ่ คือการเริ่มต้นตำนานมนุษย์ค้างคาว Batman Begins ประกบพระเอกร่างบึกอย่าง คริสเตียน เบล อย่างไรก็ตามการแสดงของเคที่ก็ไม่โดดเด่นอะไรมากนัก แต่จะไปโด่งดังในเรื่องของหนุ่มๆ ที่เป็นคู่ควงของเธอ แม้แต่ จอช ฮาร์ตเน็ตต์ พระเอกหนุ่มนัยน์ตาชวนฝัน ก็เคยเป็นกิ๊กเก่าของเคที่มาก่อน แต่แค่นั้นยังฮือฮาไม่พอสาวเคที่เลยทำให้โลกตะลึกกับ “รักติดจรวด” ของเธอกับพระเอก ทอม ครุยซ์ และที่สำคัญเป็นความรักที่หวานฉ่ำจนแทบไม่น่าเชื่อ

เคที่ โฮล์มส์ เปิดใจต่อ Access Hollywood รายการทีวีโชว์เมื่อไม่นานนี้ว่า เธอรักทอมทุกคืนทุกวันอย่างหมดใจ ดาราสาววัย 26 ปี กล่าวต่อไปว่า รู้สึกปลาบปลื้มต่อคำประกาศบอกรักต่อเธอของ ทอม ครุยซ์ กลางรายการ The Oprah Winfrey Show เมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งเธอนั่งอยู่ที่นี่และเห็นอย่างนั้น และว่าเธอเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลก เธอคิดถึงทอมเสมอ ทั้งนี้สาวเคที่เคยกล่าวให้สัมภาษณ์นิตยสารเซเว่นทีนว่า ความฝันของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งเกี่ยวกับการแต่งงาน ที่เธอเคยคิดว่า อยากแต่งงานกับทอม ครุยซ์ อีกอย่างเธอปลื้มเขามานานแล้วตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ตอนดูภาพยนตร์เรื่อง Risky Business จบเธอยากเข้าไปกอดทอมทันที

แม้อายุห่างกันกว่า 10 ปี แต่ความรักของพระเอก ทอม ครุยซ์ วัย 42 ปี กับสาว เคที่ โฮล์มส์ วัย 26 ปี กำลังเบ่งบานจนหลายต่อหลายคนพากันอิจฉา แต่ไม่รู้ว่าบทสรุปสุดท้ายจะจบลงอย่างมีความสุขตลอดไป หรือว่าทางใครทางมัน เพราะหนุ่มทอมก็เนื้อหอมใช่ย่อย ส่วนแม่สาวเคที่เรื่องเจ้าชู้แพรวพราว ถ้าจะเรียกเธอเป็น “คาสโนวี่” ก็คงไม่ผิดเพี้ยนนัก

http://star.sanook.com/close/close_10775.php

[แก้ไข] แองเจลีน่า โจลี่

แองเจลีน่า โจลี่

กลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ไปแล้ว กรณีมีข่าวว่า “แองเจลีน่า โจลี่” สาวนักบู๊เป็นมือที่สามทำให้ แบรด พิตต์ กับเจนนิเฟอร์ อนิสตัน ต้องเตียงหัก หลังจากโจลี่ประกบพิตต์ในภาพยนตร์แอ๊คชั่นสุดมันส์เรื่อง Mr. And Mrs. Smith ( นายและนางคู่พิฆาต ) ที่มีกำหนดเข้าฉายในบ้านเราวันที่ 9 มิถุนายนนี้ งานนี้เลยไม่รู้ว่าเป็นการโปรโมตภาพยนตร์หรือเรื่องจริงกันแน่ แต่ที่ชัวร์ๆ ทำให้หนังเรื่องนี้น่าดูขึ้นเยอะเลย

จากการสัมภาษณ์ล่าสุด โจลี่บอกว่าเธอจินตนาการถึงโลกของแบรด พิตต์ แต่ไม่เคยมีความสัมพันธ์ขั้นลึกซึ้งต่อกัน พร้อมทั้งบอกว่าเธอมีความสนิทสนมกับชายที่แต่งงานแล้ว แต่ไม่ใช่หมายความว่า ต้องมีความสัมพันธ์เยี่ยงชู้สาว ตอนนี้เธอเป็นโสด และให้ความสนใจอยู่กับการเลี้ยงดู “แมดด็อก” บุตรชายบุญธรรมวัย 4 ขวบ รวมทั้งยังไม่คิดออกเดทกับใคร แต่เชื่อว่าผู้ชายคนต่อไปที่เธอเข้าไปเกี่ยวข้องจะต้องเป็นพ่อของแมดด็อก อย่างไรก็ตามแม้โจลี่อ้างเป็นแค่เพื่อนกับพระเอกหนุ่มมาดเซอร์ แต่แทบลอยด์หลายฉบับต่างลงภาพ พิตต์, โจลี่ และแมดด็อก กำลังเดินเล่นด้วยกันอยู่บนชายหาดแห่งหนึ่งในแอฟริกา และภาพเหล่านี้ก็เป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงความรักของทั้งคู่

ที่ผ่านมาชีวิตรักของโจลี่ ประสบความล้มเหลวมาตลอด เธอผ่านการแต่งงานและหย่าร้างมาแล้ว 2 ครั้งกับจอนนี่ ลี มิลเลอร์ และบิลลี่ บ๊อบ ธอร์นตัน กระนั้นโจลี่วัย 29 ปีกลับประสบความสำเร็จในอาชีพการแสดง และการทำงานสนับสนุนสังคมอย่างต่อเนื่อง จนได้รับเกียรติให้เป็นทูตสันถวไมตรีขององค์การสหประชาชาติ

แองเจลีน่า โจลี่ ซึ่งรับบทเป็น เจน สมิธ ในภาพยนตร์ Mr. And Mrs. Smith เคยคว้ารางวัลออสการ์มาแล้ว ตลอดจนพิชิตรางวัลลูกโลกทองคำได้ถึง 3 ครั้ง เมื่อมองย้อนกลับไปที่ผลงานเก่าๆ ล้วนแต่เป็นภาพยนตร์ที่คุ้นหูคุ้นตาแทบทั้งนั้น โดยเฉพาะเมื่อปีที่แล้วโจลี่ประกบพระเอกชั้นนำของวงการหลายคนตั้งแต่ อีธาน ฮอว์ค ในเรื่อง Taking Lives กับจู๊ด ลอว์ ในเรื่อง Sky Captain and the World of Tomorrow จนถึงเรื่อง Alexander แสดงร่วมกับโคลิน ฟาร์เรลล์ ไม่เพียงแค่นั้นเธอยังให้เสียงพากย์ในภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง Shark Tale

ในปี 2546 โจลี่ยังแสดงนำในภาพยนตร์แอ๊คชั่น / ผจญภัย Lara Croft : Tomb Raider – The Cradle of Life ที่สามารถทำรายได้อย่างงดงามจนติดบ๊อกซ์ออฟฟิศ และรับบทเจ้าหน้าที่บรรเท่าทุกข์ในภาพยนตร์ดราม่าเรื่อง Beyond Borders อย่างไรก็ตามนางเอกคนสวยสุดเซ็กซี่ มีผลงานที่ได้รับการยอมรับจากแฟนๆ อีกหลายเรื่องอาทิ Original Sin แสดงคู่กับแอนโตนิโอ บันเดอราส และประกบกับนิโคลัส เคจ กับโรเบิร์ต ดูวัลล์ ในเรื่อง Gone in 60 Seconds ตลอดจนร่วมแสดงในภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้เรื่อง Life or Something Like It

ภาพยนตร์ที่ทำให้โจลี่กลายเป็นดาราขวัญใจมหาชน และเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปคือเรื่อง Girl, Interrupted ซึ่งเธอรับบทเป็นผู้ป่วยโรคจิต ประกบวิโนน่า ไรเดอร์ นางเอกชื่อดังอีกคนของวงการ จนได้รับรางวัลออสการ์ รวมไปถึงรางวัลลูกโลกทองคำ ตลอดจนอีกหลายรางวัลเกียรติยศสำหรับการแสดงอย่าง บรอดคาซท์ ฟิล์ม คริติคส์ อวอร์ด และยังได้รับรางวัลดาราสบทบหญิงยอดเยี่ยมจากโช เวสต์ และสกีน แอ๊คเตอรื ไกล์ด อวอร์ด ก่อนหน้านี้โจลี่เคยแสดงคู่กับเดนเซล วอชิงตัน ในภาพยนตร์ทริลเลอร์เรื่อง The Bone Collector นอกจากนั้นยังร่วมแสดงใน Pushing Tin กับบิลลี่ บ๊อบ ธอร์นตัน และจอห์น คูแซค แต่สำหรับเรื่อง Playing by Heart ส่งผลให้เธอคว้ารางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมจาก เดอะ เนชั่นแนล บอร์ด ออฟ รีวิว

ส่วนเรื่อง Gia ภาพยนตร์ของเอชบีโอ ก้ยังทำให้ แองเจลีน่า โจลี่ ได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์ เช่นเดียวกับการพิชิตรางวัลลูกโลกทองคำ จนกระทั่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอ็มมี ในบทของสุดยอดนางแบบที่ต้องมาจบชีวิตด้วยโรคเอดส์ โจลี่ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอ็มีอีกครั้งในเรื่อง George Wallace ภาพยนตร์ย้อนยุคของทีเอ็นที จากบทภรรยาคนที่สองของ George Wallace ผู้ว่าการจอมอื้อฉาวจากอลาบามา กว่าจะมาเป็นนางเอกคนดัง โจลี่ผ่านการแสดงมาอย่างโชกโชน เธอเข้ารับการฝึกฝนด้านการแสดงที่สถาบันลีสตาร์เบิร์ก เธียเตอร์, แจน ทาร์แรนท์ ในนิวยอร์ก และซิลวานา กัลลาร์โด ในลอสแองเจลิส มิน่าละเก่งอย่างนี้ถึงได้รับรางวัลเกียรติยศมากมาย แต่ชีวิตคู่ยังจะสวนทางกับความสำเร็จของเธอหรือไม่ คงต้องตามดูต่อไป

http://star.sanook.com/close/close_10756.php

[แก้ไข] เคียวโกะ ฟูกาดะ

เคียวโกะ ฟูกาดะ

เคียวโกะ ฟูกาดะ เกิดเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1982 เป็นคนโตเกียวแต่กำเนิด เธออาศัยอยู่กับพ่อ-แม่และน้องสาว “เคียวโกะ” เข้าวงการมาโดยการชนะการประกวด “Talent scout caravan grandprix # 21” เมื่อเดือนตุลาคมปี 1996 และมีละครเรื่องแรก Five ในปี 1997 และละคร นักข่าวสาวเหล็ก ( News no onna ) ที่ได้ร่วมงานกับ “ทักกี้-ฮิเดอากิ ทาคิซาว่า” เป็นเรื่องแรกด้วย ส่วนละครที่ทำให้แฟนๆ บ้านเรารู้จักนั้นก็คือละครเรื่อง อยู่เพื่อรัก ( Precious time ) ที่เธอได้เล่นคู่กับพระเอกหนุ่มรูปหล่อมากความสามารถอย่าง “ทาเคชิ คาเนชิโร่”

ด้วยความสามารถบวกกับความน่ารักนี่เองก็ทำให้เธอมีงานเข้ามามากมาย และถือได้ว่าเป็นนางเอกอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ ส่วนผลงานละครที่ออนแอร์ในบ้านเรานั้นก็มีเรื่อง พลังรัก ( To heart ), เพราะเราเข้าใจกัน ( Imagine ), สาวสู้คู่สาวเฮ้ว ( Fighting girl ), รหัสรักรสสตอเบอร์รี่ ( Strawberry on the shortcake ) และละครเรื่องนี่เองที่ทำให้เธอได้กลับมาร่วมงานกับหนุ่ม “ทักกี้” อีกครั้ง นอกจากนี้ก็มีละครเชื่อมความสัมพันธ์ เกาหลี-ญี่ปุ่น ข้ามฟ้ามาเชื่อมรัก ( Friend ) ที่เคียวโกะได้รับเลือกให้เล่นเรื่องนี้คู่กับพระเอกชื่อดังของเกาหลี “วอน บิน” ด้วย

ถึงเธอจะงานยุ่งแค่ไหนถ้ามีเวลาว่างแล้วละก็เธอก็จะชอบคุยโทรศัพท์กับเพื่อน, เขียนจดหมาย, อ่านหนังสือ, ร้องคาราโอเกะ และยังชอบสะสมทุกอย่างที่เป็นสีชมพู และถ้าถามถึงเสน่ห์ของเธอนั้นใครก็จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอยู่ที่ตา และรอยยิ้มที่สดใสของเธอ ใช่ว่า “เคียวโกะ” จะมีแค่งานละครเท่านั้น เธอก็งานเพลงซึ่งตอนนี้ก็มี 7 ซิงเกิ้ลกับ 4 อัลบั้มด้วยกัน นอกจากนี้เธอก็เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับเครื่องสำอางชื่อดัง “Fasio” ส่วนงานด้านภาพยนตร์เธอก็มีผลงานอยู่ 3 เรื่องด้วยกันคือ Shinjuku Shonen Tenteidan ในปี 1998 และเรื่อง Dolls ที่ฉายในบ้านเรา และเรื่องล่าสุดในปี 2004 Shimotsuma monogatari และเรื่องนี้เองที่ทำให้เธอได้รับรางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมจาก “Mainichi 59th Movie Awards” มาครองได้สำเร็จหลังจากที่เธออยู่ในวงการบันเทิงมานานถึง 9 ปี

ส่วนด้านความรักนั้น เคียวโกะ ฟูกาดะ ก็มีข่าวกับนักแสดงหนุ่มใหญ่หลายต่อหลายคน มีทั้งพระเอก ดาราตลก และยังเคยมีข่าวกับผู้กำกับอีกด้วย ซึ่งสังเกตได้ว่าผู้ชายที่ “เคียวโกะ” เป็นข่าวด้วยนั้นมักจะเป็นนักแสดงรุ่นใหญ่แทบทั้งนั้น และคนล่าสุดที่เธอตกเป็นข่าวด้วยนั้นคือหนุ่ม “ฮิโรกิ ทามากิ” ที่แสดงร่วมกันในละครเรื่อง จู่ๆ หนูก็เป็นสายลับ ( Remote ) ที่ฉายทาง ITV เมื่อเร็วๆ นี้ แต่ “เคียวโกะ” ก็ได้ออกมาปฏิเสธว่าเป็นแค่เพื่อนร่วมงานกันเท่านั้น และล่าสุด “เคียวโกะ” ก็มีละครทาง TV Asahi เรื่อง Fugoh keiji ซึ่งเรื่องนี้ “เคียวโกะ” ก็ได้รับบทเป็นตำรวจสาวไฮโซ และเร็วๆ นี้แฟนบ้านเราก็จะได้ดูละครของเธออีกเรื่อง Minamikun no koibito ทางช่อง 7 สีอีกด้วย

http://star.sanook.com/close/close_10728.php

[แก้ไข] เฮย์เดน คริสเทนเซ่น

เฮย์เดน คริสเทนเซ่น

นับจากวันนี้ไปเหลืออีกไม่กี่วัน ภาพยนตร์สงครามอวกาศสุดยิ่งใหญ่ของลูคัสฟิล์ม จะเข้าฉายในบ้านเราให้แฟนๆ ได้ชมกันอย่างจุใจในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้ หลังจากรอคอยกันมานานโดย สตาร์วอร์ส เอพพิโสด 3 ตอน ซิธชำระแค้น ถือเป็นอีกตอนที่มีความสนุกน่าติดตามอย่างยิ่ง ซึ่งหนุ่มหล่อ เฮย์เดน คริสเทนเซ่น พระเอกของเราในคอลัมน์นี้ ยังคงรับบทเป็น อนาคิน สกายวอล์กเกอร์ เหมือนเดิม และหลายคนคงอยากทำความรู้จักหนุ่มหน้ามนคนนี้ว่าเป็นใครมาจากไหน ถึงได้มาสวมบทเป็น อนาคิน สกายวอล์กเกอร์

เฮย์เดน คริสเทนเซ่น ดาราหนุ่มชาวแคนาดา ซึ่งไม่เป็นที่รู้จักในสหรัฐอเมริกา จนกระทั่งวันหนึ่งมีการประกาศจับหนุ่มคริสเทนเซ่นเซ็นสัญญารับบท อนาคิน สกายวอล์กเกอร์ ใน 2 ภาคต่อของสตาร์วอร์ส คริสเทนเซ่นโลดแล่นสู่วงการบันเทิงตั้งแต่อายุ 13 ปี โดยมีผลงานทางโทรทัศน์หลายเรื่องตั้งแต่ปี 2537 เรื่องที่ทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักของผู้คนก่อนร่วมแสดงในสตาร์วอร์สคือ Higher Ground ของเครือข่าวฟอกซ์ แฟมิลี่ จากนั้นในวันที่ 12 พฤษภาคม ปี 2543 คริสเทนเซ่นได้รับการประกาศชื่ออย่างเป็นทางการจากทีมงานลูคัสฟิล์ม ให้รับบท อนาคิน สกายวอล์กเกอร์ ใน 2 ภาคต่อไปผ่านทางเว็บไซต์สตาร์วอร์ส

ตามประวัติส่วนตัวของคริสเทนเซ่น เกิดเมื่อวันที่ 19 เมษายน ปีค.ศ.1981 ( พ.ศ.2524 ) ในเมืองแวนคูเวอร์, บริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา ปัจจุบันอายุ 24 ปี มีนัยน์ตาสีฟ้า ผมสีบลอนด์ผสมน้ำตาล ความสูง 6 ฟุต 1 นิ้ว น้ำหนักระหว่าง 139-159 ปอนด์ แต่ไปเติบโตที่โทรอนโต, ออนตาริโอ แคนาดา มีแม่เป็นชาวอิตาลีผสมสวีเดน กับพ่อชาวเดนมาร์กผสมอังกฤษ ขณะนี้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่โทรอนโต และบางครั้งก็มาอยู่ที่ลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา กับน้องชาย

คริสเทนเซ่น เป็นบุตรคนที่ 3 จากพี่น้องทั้งหมด 4 คน เมื่อตอนอายุ 8 ขวบ ฉายแววของการเป็นนักแสดงออกมาจากการที่เขาได้ถ่ายโฆษณาสินค้าชิ้นหนึ่งคู่กับพี่สาว จากนั้นมีงานถ่ายโฆษณาสินค้าอีกหลายชิ้นตามมา พร้อมทั้งมีโอกาสได้โชว์ฝีมือการแสดง คริสเทนเซ่นเข้าเรียนที่ยูเนียนวิลล์ไฮ รวมทั้งได้เล่นกีฬาหลายชนิด อาทิ ฮอกกี้กับเทนนิส จนอายุ 13 ปีได้เข้าสู่การแสดงละครทีวีอย่างเต็มตัว ซึ่งนอกจากเรื่องที่สร้างชื่อให้โด่งดังอย่าง Higher Ground แล้วเขายังปรากฏในภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่อง Trapped in a Purle Haze และอีกหลายเรื่องเช่น Freefall, The Virgin Suicides, No Greater Love, Harrison Bergeron, In the Mouth of Madness, Love and Betrayal : The Mia Farrow Story, Street Law, Life as a House และเรื่อง Macht der Leidenschaft

ก่อนที่จะมีผลงานในลำดับต่อมาคือ สตาร์วอร์ส เอพพิโสด 2 ตอน กองทัพโคลนจู่โจม, สตาร์วอร์ส เอพพิโสด 3 ตอน ซิธชำระแค้น คริสเทนเซ่นเข้าเรียนระดับไฮสคูลที่โรงเรียนยูเนียน วิลล์ ในอนตาริโอ จนจบการศึกษาในปี 2542 และเข้าสู่สตูดิโอนักแสดงที่นิวยอร์ก ยามว่างหนุ่มคริสเทนเซ่นชอบเล่นเปียโนในแนวเพลงแจซซ์และบลู สำหรับอาหารจานโปรดของเขาคือ พาสต้ากุ้งกับบล็อคโคลี และพิซซ่า รวมทั้งชอบสีฟ้า และขับรถบีเอ็มดับเบิลยูกับจากัวร์

สำหรับรางวัลเกียรติยศในระหว่างการเป็นนักแสดงอาชีพคือ The oneto watch กับรางวัล Breakthrough Performer of the Year ของ Movieline รวมทั้งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง Life As A House และเคยได้รับเกียรติให้ร่วมในพิธีเปิดโชเวสต์ ปี 2005 ที่ลาสเวกัส ตลอดจนเป็นตัวแทนของแคนาดาในงานอีซีโอ-ชาลเลนจ์ พร้อมกับน้องชายและพี่สาวของเขา

จริงๆ แล้ว เฮย์เดน คริสเทนเซ่น บอกว่า เขาปรารถนาบท โยดา ปรมาจารย์อัศวินเจไดในสตาร์วอร์ส มากกว่าการสวมบท อนาคิน สกายวอล์กเกอร์ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม คริสเทนเซ่น ก็กลายเป็นขวัญใจของแฟนๆ ภาพยนตร์สงครามอวกาศไปแล้ว แม้ว่าเขาจะต้องกลายมาเป็นผู้ร้ายในตอนหลังก็ตาม

http://star.sanook.com/close/close_10708.php

[แก้ไข] ออร์แลนโด้ บลูม

ออร์แลนโด้ บลูม

จัดเป็นดาราขวัญใจสาวๆ คนหนึ่ง สำหรับ “ออร์แลนโด้ บลูม“ พระเอกของภาพยนตร์เรื่อง KINGDOM OF HEAVEN ( มหาศึกกู้แผ่นดิน ) ที่เพิ่งเข้าฉายบ้านเราเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา เรื่องนี้บลูมรับบทเป็นอัศวินผู้เผชิญหน้ากับกองทัพนับแสน ซึ่งเขาจะปราบกองทัพเหล่านี้ได้หรือไม่ แฟนๆ ของพระเอกหนุ่มรูปหล่อคงต้องตามชมที่โรงภาพยนตร์ แต่ทางคอลัมน์ฯ จะนำเสนอประวัติความเป็นมาของบลูมและผลงานต่างๆ ที่เชื่อว่าเคยผ่านสายตาผู้ชมมาแล้วบ้างไม่มากก็น้อย

“ออร์แลนโด้ บลูม“ หรือชื่อเต็ม “ออร์แลนโด้ โจนาธาน บลันชาร์ด บลูม“ เกิดเมื่อวันที่ 13 มกราคม ปี ค.ศ. 1977 ( พ.ศ.2520 ) ที่เมืองแคนเทอร์บิวรี ประเทศอังกฤษ บนความสูง 5 ฟุต 11 นิ้ว ( 1.80 เมตร ) บลูมแสดงภาพยนตร์จอเงินครั้งแรกรับเป็นบทเลโกลาสใน The Lord of the Rings : The Fellowship of the Ring ของปีเตอร์ แจ็คสัน จากนั้นยังรับบทบาทเดิมในภาค 2-3 ตอน The Two Towers กับตอนสุดท้าย The Return of the King

นอกจากนี้ บลูมยังเคยร่วมงานกับผู้กำกับริดลีย์ สก็อตต์ ในเรื่อง Black Hawk Down รวมทั้งภาพยนตร์เรื่อง Pirates of the Caribbean : The Curse of the Black Pearl ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และยังเป็นการประชันฝีมือครั้งแรกระหว่างบลูม กับจอห์นนี เด๊ปป์ พระเอกเจ้าบทบาท ล่าสุดบลูมกำลังถ่ายทำภาพยนตร์ภาคต่อของเรื่องนี้ที่ใช้ชื่อตอนว่า Dead Man’s Chest

ไม่เพียงแค่นั้น บลูมยังรับบทเป็นเจ้าชายปารีส ประกบแบรด พิตต์ ในมหากาพย์เรื่อง Troy ของวูลฟ์กัง ปีเตอร์เซ่น และแสดงคู่กับเคอร์สเท่น ดันส์ท นางเอกไอ้แมงมุมใน Elizabethtown แม้บลูมเกิดที่แคนเทอร์บิวรี แต่พออายุได้ 16 ปี ได้ย้ายไปอยู่ในกรุงลอนดอน ที่นี่เขาได้เข้าเรียนการแสดง National Youth Theatre เป็นเวลา 2 ปี จากนั้นเข้ารับการฝึกฝนวิชาการแสดงที่ British American Drama Academy

ต่อมาบลูมเข้าเรียนด้านดนตรีและการแสดงที่ Guildhall School of Music and Drama ระหว่างนั้นเขามีผลงานหลายเรื่องรวมทั้ง Little Me, A Month in the City, Peer Gynt, Mephisto, Twelfth Night ภายหลังบลูมจบการศึกษาจาก Guildhall เขาได้ปรากฏในทีวีซีรีส์ของโทรทัศน์บีบีซีเรื่อง Midsomer Murders

จนถึงปี 2541 เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงที่สุดในชีวิตของบลูม และเกือบทำให้เขาหมดอนาคตบนเส้นทางบันเทิงอยู่แค่นั้น เมื่อเกิดพลัดตกจากระเบียงที่สูงเท่าตึก 3 ชั้น ทำให้หลังหัก แม้หวั่นเกรงว่าเขาอาจกลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต ในที่สุด บลูมฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และหวนคืนสู่การแสดง พร้อมกับถูกปีเตอร์ แจ็คสัน ผู้กำกับชื่อดังชักชวนให้รับบทนำในภาพยนตร์ใหม่ของเขา หลังจากเรียนจบ Guildhall “ออร์แลนโด้ บลูม“ เริ่มทำงานให้กับภาพยนตร์ไตรภาค Lord of the Rings ครั้งแรก โดยใช้เวลาถ่ายทำในประเทศนิวซีแลนด์ถึง 18 เดือน ในบทเลโกลาส ส่งผลให้ชื่อของบลูมฮิตติดปากแฟนๆ ตั้งแต่นั้นมา

มีเรื่องเล่าว่า จากการที่บลูมฝึกฝนการยิงธนูอย่างหนักสำหรับ Lord of the Rings จนมีความชำนาญ ทำให้ครูฝึกดำเนินการทดสอบด้วยการโยนจานขึ้นสู่อากาศ ปรากฏว่าพระเอกหนุ่มสามารถจัดการกับมันได้สำเร็จ ในปี 2547 นับเป็นปีทองของบลูมก็ได้ เพราะเขาได้รับเลือกให้ติดใน 50 หนุ่มหล่อที่สุดของนิตยสารพีเพิล จากนั้นเว็บไซต์ของ Ananova.com เลือกบลูมเป็นดาราชายเซ็กซี่ที่สุดในอังกฤษ เช่นเดียวกับนิตยสารพีเพิลยังเลือกเขาให้เป็นหนุ่มโสดที่ร้อนแรงที่สุดแห่งปี

“ออร์แลนโด้ บลูม“ เป็นนักมังสวิรัติตัวยง แต่สุดท้ายเขาก็ได้กลับไปทานเนื้อตามเดิม เมื่อต้องมาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Lord of the Rings ทุกวันนี้บลูมกลายเป็นหนึ่งในดารานักแสดงชายที่งานรัดตัวมากที่สุดคนหนึ่งในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไปแล้ว

http://star.sanook.com/close/close_10690.php

[แก้ไข] นิโคล คิดแมน

นิโคล คิดแมน

นาน ๆ ครั้งที่จะได้เห็น “นิโคล คิดแมน“ นางเอกสาวสวยผมบลอนด์ อดีตหวานใจพระเอกทอม ครูซ แสดงในบทลุ้นระทึกในภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเธอ The Interpreter หรือชื่อไทยว่า “พลิกแผนสังหาร” แนวทริลเลอร์การเมืองในศตวรรษที่ 21 พล็อตเรื่องอันน่าตื่นเต้นภายในองค์การสหประชาชาติ ที่กำลังฉายตามโรงภาพยนตร์บ้านเราในขณะนี้ โดยคิดแมนรับบทซิลเวีย บรูม ล่ามสาวที่เจอเหตุการณ์ร้อนแรง เพราะเธอเกิดไปได้ยินแผนการร้ายที่มีเป้าหมายคือผู้นำประเทศชาวแอฟริกัน โดยเสียงที่พูดคุยถึงแผนการร้ายนั้นเป็นภาษาที่พบได้ยาก ซึ่งนอกเหนือจากซิลเวียแล้ว มีคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถเข้าใจได้ หลังจากนั้นชีวิตของเธอกลับพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อซิลเวียกลายเป็นเป้าหมายการตามล่าของกลุ่มมือสังหาร นั่นจึงเป็นที่มาของพลิกแผนสังหาร

“นิโคล คิดแมน“ เกิดเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ปี ค.ศ. 1967 ( พ.ศ. 2510) ในฮอนโนลูลู ฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา สูง 5 ฟุต 10 นิ้วครึ่ง ( 1.79 เมตร ) สัดส่วน 34 บี-23-36 การศึกษาแค่ระดับมัธยม เนื่องจากเธอหยุดเรียนกลางคัน หลังจากกระโจนเข้าสู่วงการบันเทิง สำหรับชีวิตรักของคิดแมนสวนทางกับความสำเร็จที่เธอได้รับในวงการมายา คิดแมนใช้ชีวิตสามีภรรยากับทอม ครูซ ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม ปี 2533 จนกระทั่งหย่าร้างจากกันเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ปี 2544 มีบุตรบุญธรรมด้วยกัน 2 คนคือ คอนเนอร์กับอิสซาเบลล่า คิดแมนจัดว่าเป็นผู้หญิงที่สูงชะลูดคนหนึ่ง โดยเธอสูงเกือบ 5 ฟุต 11 นิ้ว ซึ่งสูงกว่าทอม ครูซ ประมาณ 3 นิ้ว และนาน ๆ ครั้งคิดแมนถึงจะสวมรองเท้าส้นสูง เมื่อยามที่เธอต้องปรากฏกายต่อสาธารณชนโดยไร้เงาสามี อย่างไรก็ตาม หลังจากแยกทางกับทอม ครูซ ก็ไม่ค่อยได้เห็นคิดแมนใส่ส้นสูงเช่นกัน แต่มักมีข่าวคาวว่าเธอควงคนโน้นคนนี้อยู่เรื่อย และขณะนี้ตกเป็นข่าวควงคู่กับสตีฟ บิง มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน อดีตสามีของอลิซาเบธ เฮอร์ลีย์ นางเอกสาวอีกคนของวงการ

คิดแมน เริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่คนดูชาวอเมริกันจากบทบาทการแสดงที่ได้รับคำชมในภาพยนตร์ทริลเลอร์ปี 2532 เรื่อง Dead Calm นับแต่นั้นเป็นต้นมาเธอกลายเป็นหนึ่งในนักแสดงหญิงที่เป็นที่ต้องการตัวที่สุด จากการรับบทเป็น เวอร์จิเนีย วูล์ฟ ในภาพยนตร์เรื่อง The Hours ผลงานของสตีเฟ่น ดัลดรี้ ที่ดัดแปลงมาจากนิยายของไมเคิล คันนิงแฮม ทำให้คิดแมนคว้ารางวัลออสการ์ดารานำหญิงยอดเยี่ยม เธอยังได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ, รางวัลบัฟต้าและรางวัลหมีเงินจากงานเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลจากสมาคมนักแสดง

ในปี 2547 คิดแมนแสดงนำในภาพยนตร์อินดี้ของลาร์ส วอนเทรียร์ เรื่อง Dogville โดยเธอร่วมแสดงกับโคลอี้ เซวิกนี่, เจเรมี่ เดวีส และพอล เบ็ตตานีย์ เธอยังแสดงนำในภาพยนตร์ทริลเลอร์แนวจิตวิทยาเรื่อง Birth ด้วยบทบาทจากเรื่องนี้ทำให้คิดแมนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ ซึ่งเป็นการได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงเป็นครั้งที่ 7 ในเดือนธันวาคม ปี 2546 คิดแมน ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ และรางวัลจาก Broadcast Film Critics จากบทนำในภาพยนตร์เรื่อง Cold Mountain ที่สร้างจากหนังสือนิยายขายดีของชาร์ลส์ เฟรเซียร์

ความสามารถทางด้านการแสดงของคิดแมน ทำให้เธอได้รับคำชมจากการรับบทสุดท้าทายในปี 2545 เธอได้แสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Moulin Rouge และบทบาทเดียวกันนี้ ยังทำให้เธอคว้ารางวัลจากสมาคมนักวิจารณ์ภาพ ยนตร์ลอนดอน และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ในขณะที่ The Other ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบัฟต้า

ในปี 2538 “นิโคล คิดแมน“ รับบทเป็นซูซาน สโตน ในภาพยนตร์ตลกเสียดสีของผู้กำกับกัส แวน แซนต์ เรื่อง To Die For ซึ่งเป็นบทที่ทำให้เธอคว้ารางวัลลูกโลกทองคำสาขาดารานำหญิง รวมไปถึงรางวัลจาก Boston Film Critics, National Broadcast Film Critics และ London Film Critics ส่วนผลงานเรื่องอื่น ๆ ของคิดแมน อาทิ The Human Stain, Birthday Girl, Eyes Wide Shut, Practical Magic, The Peacemaker รวมทั้ง Far and Away กับเรื่อง Batman Forever

สำหรับ The Interpreter เป็นภาพยนตร์ที่น่าสนใจ เพราะนอกจากได้นักแสดงฝีมือดีอย่างคิดแมน และฌอน เพนน์ แล้ว ยังมีการถ่ายทำกันที่โลเกชั่นในแมนฮัตตันและแอฟริกาใต้ อีกทั้งเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปถ่ายทำภายในสำนักงานใหญ่ขององค์การสหประชาชาติ ( ซึ่งเป็นสำนักงานระดับชาติอย่างเป็นทางการ ) ในมหานครนิวยอร์ก

http://star.sanook.com/close/close_10660.php

[แก้ไข] เพเนโลเป้ ครูซ

เพเนโลเป้ ครูซ

เข้าฉายในบ้านเราเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา สำหรับภาพยนตร์แอ๊คชั่นผจญภัยสุดตื่นเต้นด้วยทุนสร้างสูงกว่า 7,200 ล้านบาทเรื่อง ซาฮาร่า : พิชิตขุมทรัพย์หมื่นฟาเรนไฮต์ ที่แท็กทีมระเบิดความมันส์กับการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ที่เต็มไปด้วยฉากระเบิดเรือกลางแม่น้ำไนเจอร์, ฉากระเบิดเครื่องบินไล่ล่ากลางทะเลทราย และฉากกระโดดจากหลังอูฐไล่ขึ้นขบวนรถไฟเพื่อพิสูจน์ตำนานเร้นลับของเหรียญในใจกลางทะเลทรายที่อันตรายที่สุดของแอฟริกา และออกค้นหา “เรือแห่งความตาย” เพื่อพิชิตขุมทรัพย์มหาศาลบนจุดหมายปลายทางแห่งความตายที่ต้องใช้ไหวพริบเอาตัวรอด ซึ่งเรื่องนี้ ”เพเนโลเป้ ครูซ” สาวสวยเซ็กซี่มากความสามารถรับบทดารานำเป็น ดร.เอวา โรฮาส์ “เธอไม่ใช่หญิงสาวผู้ทุกข์ระทม” ครูซบอก “เธอเป็นผู้หญิงสุดกระตือรือร้น อันที่จริงเธอเป็นคนที่ช่วยพระเอกของเรื่องเอาไว้มากกว่าหนึ่งครั้ง”

”เพเนโลเป้ ครูซ” อดีตหวานใจ ทอม ครูซ เป็นดาราสาวจากยุโรปคนหนึ่งที่มีผลงานหลายเรื่อง ครูซ เกิดเมื่อวันที่ 28 เมษายน ปีค.ศ. 1974 ( พ.ศ. 2517 ) ในกรุงมาดริด ประเทศสเปน และเคยเรียนบัลเล่ต์ที่ National Conservatory ที่สเปนจนอายุ 15 ปี ครูซเริ่มประเดิมแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกในปี 2534 ในภาพยนตร์เรื่อง Jamon Jamon โดยร่วมแสดงกับ ฮาเวียร์ บาร์เดม ติดตามมาด้วยภาพยนตร์เรื่อง Belle Epoque ความร่วมมือของเธอกับผู้กำกับ เปโดร อัลโมโดวาร์ ทำให้ครูซได้ก้าวขึ้นมาทำงานระดับโลกด้วยผลงานภาพยนตร์อย่างเรื่อง Live Flesh และเรื่อง All About My Mother

หลังจากความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่อง All About My Mother ครูซกลายเป็นนักแสดงที่เป็นที่ต้องการตัวไปทั่ว บิลลี่ บ๊อบ ธอร์นตัน เลือกให้เธอมาประกบกับแม็ตต์ เดม่อน ในภาพยนตร์เรื่อง All the Pretty Horses เธอยังได้ร่วมแสดงกับจอห์นนี่ เด็ปป์ ในภาพยนตร์เรื่อง Blow และได้ร่วมงานกับนิโคลัส เคจ กับคริสเตียน เบล ในภาพยนตร์ของจอห์น แม็ดเด้นเรื่อง Captain Corelli’s Mandolin

นอกจากนี้ ครูซ ยังร่วมแสดงนำกับทอม ครูซ, คาเมรอน ดิแอซ และเจสัน ลี ในภาพยนตร์เรื่อง Vanilla Sky ที่กำกับโดยคาเมรอน โครว์ ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของครูซ ได้แก่ Masked & Anonymous, Gothika, Head in the Clouds ส่วนผลงานใหม่ของเธอได้แก่ Don’t Move ที่ทำให้เธอคว้ารางวัลอะคาเดมีของอิตาลี และเรื่อง Bandidas ที่เธอร่วมแสดงกับ ซัลมา ฮาเย็ค และภาพยนตร์เรื่องใหม่อีกเรื่องหนี่งของผู้กำกับเปโดร อัลโมโดวาร์

ชีวิตของ ”เพเนโลเป้ ครูซ” นับว่าน่าสนใจพอสมควร ทั่วโลกรู้จักเธอในฉายา “เสน่ห์แห่งสเปน” เมื่อตอนอายุ 15 ปี เธอได้เข้าคัดตัวเป็นนักแสดง และสามารถเอาชนะเด็กสาวคนอื่นๆ ถึง 300 คน ทำให้เธอได้แสดงในรายการทีวีและมิวสิกวิดีโอมากมาย ซึ่งเป็นการกรุยทางให้เธอได้แสดงภาพยนตร์หลายเรื่อง รวมถึงภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลออสการ์อย่าง Belle Epoque และเรื่อง Abre los ojos ภาพยนตร์ทริลเลอร์/ดราม่า/ลึกลับ และไซไฟ ที่ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และคำวิจารณ์จนถูกฮอลลีวู้ดนำไปสร้างใหม่ในชื่อ Vanilla Sky

ในปี 2542 ครูซแจ้งเกิดในระดับนานาชาติจากเรื่อง All About My Mother ภาพยนตร์ที่ทำให้เธอเป็นดาราสุดฮอตที่เป็นที่ต้องการตัวของทั้ง 2 ฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกในยุโรป เธอได้แสดงนำใน Woman on Top ส่วนในอเมริกา ครูซร่วมแสดงกับดารานักแสดงชั้นนำหลายคน อาทิ แม็ตต์ เดม่อน, จอห์นนี่ เด็ปป์, นิโคลัส เคจ, ทอม ครูซ, ฮัลลี่ แบร์รี และภาพยนตร์เรื่อง ซาฮาร่า : พิชิตขุมทรัพย์หมื่นฟาเรนไฮต์ เป็นผลงานล่าสุดของสาวสวยสุดแกร่งแดนกระทิงดุผู้นี้

http://star.sanook.com/close/close_10645.php

[แก้ไข] แซนด้า บูลล็อค

แซนด้า บูลล็อค

เป็นนางเอกฮอลลีวู้ดคนหนึ่งที่แฟน ๆ ทั่วโลกรู้จักกันดี ภายหลังโด่งดังจากเรื่อง Speed ( เร็วกว่านรก ) ประกบคีนู รีฟส์ พระเอกมาดเนี้ยบ เมื่อปี 2537 ล่าสุด “แซนด้า บูลล็อค“ หวนกลับมาจับคู่กับคีนู รีฟส์ พระเอกคู่ขวัญอีกครั้งใน I 1 Mare แต่จะดังเท่ากับเรื่อง ก่อนหน้านี้หรือไม่ อีกไม่นานเกินรอคงได้รับคำตอบ

“แซนด้า บูลล็อค“ หรือแซนด้า แอน เน็ต บูลล็อค นิคเนม แซนดี้ ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ปี 2507 ที่อาร์ลิงตัน, เวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐ บนความสูง 5 ฟุต 7 นิ้วครึ่ง ( 1.71 เมตร ) เป็นบุตรสาวของ เฮลก้า บูลล็อค นักร้องโอเปร่าสายเลือด เยอรมนี บูลล็อคเติบโตบนเส้นทางศิลปินเหมือนผู้ให้กำเนิด เธอมักร่วมแสดงในกลุ่มนักร้องประสานเสียงตั้งแต่เด็ก ด้วยความสามารถทางด้านร้องเพลง ทำให้บูลล็อคมีโอกาสร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง The Thing Called Love

ครอบครัวของเธอได้ย้ายกลับมายังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อตอนเป็นวัยรุ่น ต่อมานางเอกสาวสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยอี.แคโรไลน่า ในนอร์ทแคโรไลน่า ซึ่งที่นี่เธอได้เรียนวิชาการแสดง หลังจากนั้นไม่นานบูลล็อคได้ย้ายไปอยู่ที่นิวยอร์ก เพื่อการแสดงบนเวที ส่งผลให้เธอมีงานแสดงทางโทรทัศน์ และภาพยนตร์จอเงินในเวลาต่อมาทั้งเรื่อง Demolition Man กับเรื่อง Wrestling Ernest Hemingway แต่ไม่ประสบความสำเร็จจนกระทั่งมาถึงเรื่อง Speed ทำให้บูลล็อคกลายเป็นดาราหญิงระดับแนวหน้าของฮอลลีวู้ดในทันที

หลายคนยังไม่รู้ว่า บูลล็อค เคยได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 50 สาวงามของนิตยสารพีเพิลเมื่อปี 2542 รวมทั้งติด 1 ใน 100 ดารานักแสดงตลอดกาลโดยอยู่อันดับที่ 58 ของนิตยสารเอ็มไพร์เมื่อปี 2540 สมัยเรียนมัธยมเธอเป็นเชียร์ลีดเดอร์ของโรงเรียนอีกด้วย และปี 2548 บูลล็อคได้รับรางวัล Hollywood Walk of Fame เมื่อ 24 มีนาคมที่ผ่านมา นอกจากนี้เธอยังเป็นคนใจบุญจากการบริจาคเงินถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐผ่านทางกาชาดอเมริกา หลังเกิดเหตุผู้ก่อการร้ายโจมตีในสหรัฐเมื่อ 11 กันยายน ปี 2544 ล่าสุดเธอบริจาคเงินอีก 1 ล้านดอลลาร์ ผ่านทางกาชาด ภายหลังเหตุคลื่นยักษ์สึนามิถล่มเอเชียเมื่อปีที่แล้ว

แม้วัยล่วงเลยมาถึง 40 ปี แต่บูลล็อคได้รับการโหวตให้เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงหญิงที่เซ็กซี่ที่สุดในวัยใกล้เคียงกันจากการทำโพลของสถานีโทรทัศน์ FX ในสหราชอาณาจักร บูลล็อค นอกจากเป็นนักแสดงที่เปี่ยมด้วยความสามารถแล้ว เธอยังเป็นผู้ผลิตอีกด้วย โดยแสดงคู่กับฮิวจ์ แกรนท์ ในภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้เรื่อง Two Weeks Notice ซึ่งเรื่องนี้ทำเงินได้มากถึง 200 ล้านดอลลาร์ และยังแสดงภาพยนตร์อิสระเรื่อง Crash ที่มีกำหนดออกฉายเดือนเมษายนนี้ ผลงานที่ผ่านมาเมื่อไม่นานนี้ของเธอได้แก่ บทแสดงนำในภาพยนตร์ตลกยอดฮิตเรื่อง Miss Congeniality ซึ่งเธอร่วมผลิตด้วย

ส่วนผลงานอื่น ๆ มีเรื่อง While You were Sleeping ที่ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ และเรื่อง The Net ทั้งสองเรื่องถือว่า ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ก็ยังมี Speed 2 : Cruise Control, A Time to Kill, In Love and War บูลล็อคยังให้เสียงตัวละครมีเรียม ในเรื่อง Prince of Egypt บูลล็อครับหน้าที่เขียนบทและกำกับครั้งแรกในภาพ ยนตร์เรื่องสั้น Making Sandwiches ซึ่งเธอได้ร่วมแสดงกับแม็ทธิว แม็คคอนนาเฮ ที่ออกฉายครั้งแรก ณ เทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์เมื่อปี 2540 

แซนด้า บูลล็อค ได้รับรางวัลต่าง ๆ หลายรางวัล และยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลอยู่หลายครั้งด้วยกัน ซึ่งมีทั้งรางวัล Blockbuster Entertainment 2 รางวัล และรางวัล MTV Movie 2 รางวัล จากบทบาทของเธอในเรื่อง Speed พร้อมกับคว้ารางวัลอีกมากมาย กระทั่งปี 2539 บูลล็อคได้รับการคัดเลือกให้เป็น ดาราหญิงยอดเยี่ยมแห่งปีของ NATO/Sho West อย่างไรก็ตาม ช่วงระหว่างอดใจรอเรื่อง I 1 Mare ที่เป็นการประชันกันอีกครั้งของบูลล็อค กับ คีนู รีฟส์ ก็มีภาคต่อของเรื่อง Miss Congeniality กำลังเข้าฉายที่บ้านเราอยู่ในขณะนี้ โดย Miss Congeniality 2 ( มิส คอนจีเนียลิตี้ 2 : พยัคฆ์สาวเดิ้นจริงยิงกระจาย“ บูลล็อครับบทนำอีกเช่นเคย เป็นมือปราบสาวสวย แต่ติงต๊องที่หากใครขืนเคลิบเคลิ้มในความเดิ้นของเธอรับรองได้ว่าต้องเดี้ยงแน่นอน

http://star.sanook.com/close/close_10631.php

[แก้ไข] นาโอมิ วัตต์ส

นาโอมิ วัตต์ส

กลับมาเขย่าขวัญสั่นประสาทอีกครั้งสำหรับ “เดอะริง“ แต่คราวนี้เป็นภาคต่อที่ยังคงความน่าสะพรึงกลัวเอาไว้เหมือนเช่นเดิม โดยในเรื่องนี้ “นาโอมิ วัตต์ส“ รับบทเป็นนักข่าวสืบคดีนาม เรเชล เคลเลอร์ ผู้พยายามไขปริศนาที่อยู่เบื้องหลังวิดีโอเทปที่แสนน่ากลัว เพื่อช่วยชีวิตตัวเองและชีวิตของลูกชายตัวน้อยของเธอ ในขณะที่เรเชลเจาะลึกลงไปเรื่อยๆ เธอได้พบเรื่องราวอันน่าเศร้าของ ซามาร่า มอร์แกน เด็กหญิงตัวน้อยที่ถูกแม่บุญธรรมของเธอทอดทิ้งให้ตายอยู่ในบ่อน้ำ เรเชลยังพบอีกว่าวิญญาณซามาร่ายังไม่ได้ไปไหน เธออยู่ด้วยความเคียดแค้นและก่อเหตุฆาตกรรมและความวุ่นวาย เรเชลค้นพบความลับที่จะหนีให้พ้นความตายจากเงื้อมมือของซามาร่า ซึ่งก็คือการก๊อบปี้เทปม้วนนั้นและส่งต่อให้คนอื่น เพราะมีชีวิตลูกชายตัวเองเป็นเดิมพัน เรเชลจึงต้องกระทำสิ่งอันน่ากลัว

“นาโอมิ วัตต์ส“ นับเป็นนักแสดงหญิงที่มากด้วยฝีมือคนหนึ่งของวงการบันเทิง เธอลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 28 กันยายน ปี ค.ศ.1968 ( พ.ศ. 2511 ) ที่เมืองชอร์แฮม ประเทศอังกฤษ แต่กลับไปเติบโตที่ประเทศออสเตรเลีย ทำให้วัตต์สกลายเป็นเพื่อนสนิทของ นิโคล คิดแมน ดาราสาวชื่อดังชาวออสซี่ เมื่อทั้งคู่เจอกันครั้งแรกในงานถ่ายโฆษณาชุดบิกินี พร้อมกับร่วมแชร์ค่ารถแท็กซี่กลับบ้าน วัตต์สซึ่งมีส่วนสูงแค่ 165 เซนติเมตร เป็นบุตรสาวของ ปีเตอร์ วัตต์ส ซาวนด์เอ็นจิเนียร์ให้กับวง Pink Floyd ที่สำคัญเธอยังเป็นนักมังสวิรัติตัวยงเลยทีเดียว รวมทั้งเคยได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 50 สาวงามที่สุดที่จัดขึ้นโดยนิตยสารพีเพิล เมื่อปี 2545 และตกลงรับบทในภาพยนตร์เรื่อง 21 Grams โดยที่ไม่ต้องดูสคริปต์เลย

จากเรื่องนี้ทำให้วัตต์ส นางเอกสาวคนสวยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาดารานำหญิงยอดเยี่ยมจากบทบาทในภาพยนตร์ดราม่าของ อเลยานโดร กอนซาเลซ อินาร์ริตู ทั้งนี้ใน 21 Grams เธอประกบ ฌอน เพนน์ กับ เบนิซิโอ เดล โทโร่ การแสดงที่กระชากหัวใจของวัตต์สในบทแม่ที่เป็นแม่ม่าย ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลจากสมาคม นักแสดง, รางวัลบัฟต้า และรางวัล คริติคส์ ชอยส์ อวอร์ด นอกจากนี้วัตต์สยังได้รับรางวัลดารานำหญิงจากสมาคมนักวิจารณ์ต่างๆ เช่น Los Angeles Film Critics Association ไม่เพียงแค่นั้นวัตต์สยังคว้ารางวัล Audience Award สาขาดารานำหญิงยอดเยี่ยมที่งานเทศกาลภาพยนตร์เมืองเวนิส ในปี 2546 และยังได้รับเกียรติจากงานเทศกาล ภาพยนตร์ปาล์มสปริงส์จากภาพยนตร์เรื่อง 21 Grams ด้วย

เมื่อไม่นานนี้วัตต์สแสดงนำในภาพยนตร์อินดี้ถึง 3 เรื่อง ได้แก่ภาพยนตร์ของเดวิด โอ รัสเซลล์ เรื่อง I ( Heart ) Huckabee’s ที่เธอประกบบทกับ จู๊ด ลอว์ และดัสติน ฮอฟฟ์แมน และเรื่อง We Don’t Live Here Anymore ที่เธอร่วมแสดงกับลอร่า เดิร์น, ปีเตอร์ เคราส์ และมาร์ก รัฟฟาโล่ กับเรื่อง The Assassination of Richard Nixon ที่ร่วมแสดงกับ ฌอน เพนน์ และดอน เชียเดิล

“นาโอมิ วัตต์ส“ จะมีผลงานใหม่เป็นภาพยนตร์ทริลเลอร์ผสมดราม่าของมาร์ค ฟอร์ส เตอร์ เรื่อง Stay ที่ร่วมแสดงกับแม็คเกรเกอร์ ปัจจุบันเธออยู่ที่ประเทศนิวซีแลนด์เพื่อถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง King Kong ภายใต้การกำกับของ ปีเตอร์ แจ็คสัน วัตต์สเริ่มได้รับคำชมไปทั่วโลกจากบทบาทการแสดงในภาพยนตร์ดราม่าสร้างกระแสของเดวิด ลินช์ เรื่อง Mullholland Drive ที่เปิดตัวฉายรอบปฐมทัศน์ที่งานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2544 และเป็นบทที่ทำให้เธอคว้ารางวัลดารานำหญิงยอดเยี่ยมจากสมาคมนักวิจารณ์หลายแห่ง นอกจากนั้น วัตต์สยังได้รับตำแหน่งดาราหญิงแห่งอนาคต ( Female Star of Tomorrow ) ที่งานโชเวสต์ คอนเวนชั่นประจำปี 2545 ด้วย

สำหรับเรื่องล่าสุดของวัตต์สคือ The Ring Two หรือชื่อภาษาไทยว่า “เดอะริง คำสาปมรณะ 2” มีโปรแกรมเข้าฉายในบ้านเราเมื่อวันที่ 17 มีนาคม ที่ผ่านมานี้เอง โดยหัวใจปริศนาของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ ตัวซามาร่าที่มีการกล่าวถึงว่าเป็นเทพธิดาผู้เคียดแค้น หรือปิศาจแห่งหมู่มวลเด็กที่โดนทอดทิ้งในหลายแง่มุม พฤติกรรมที่ทั้งโหดและทำลายล้างของเธอสามารถเข้าใจได้ง่ายจากมุมมองของเด็กที่ถูกเข้าใจผิด ถึงแม้เธอจะดูชั่วร้ายแต่เธอก็คือคนที่มีชีวิตแสนเศร้า

ภาพยนตร์เรื่อง “เดอะริง“ มีเค้าโครงมาจากภาพยนตร์ Ringu เมื่อปี 2541 ของผู้กำกับชาวญี่ปุ่น ฮิเดโอะ นากาตะ ได้ทำให้ภาพยนตร์แนวเจฮอร์เรอร์ หรือภาพยนตร์สยองขวัญฉบับญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสไตล์สยองขวัญที่ อิงอยู่กับเนื้อเรื่องและตัวละครมากกว่าจะเน้นไปที่สเปเชียล เอฟเฟกต์ และภาพชวนแหวะ จนกลายเป็นภาพยนตร์หัวแถวของวงการภาพยนตร์เอเชีย ดังนั้นจะว่าไปแล้ว ซามาร่า ตัวร้ายในเรื่องนี้ก็คือต้นตำรับความสยองแบบเจฮอร์เรอร์ที่กลับมาอาละวาดอีกครั้ง ในฉบับฮอลลีวู้ด

http://star.sanook.com/close/close_10604.php

[แก้ไข] ฮิลารี สแวงก์

ฮิลารี สแวงก์

ประสบความสำเร็จอย่างงดงามบนเวทีออสการ์ประจำปี 2548 สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Million Dollar Baby ที่คว้ารางวัลใหญ่ถึง 4 สาขาด้วยกันคือ ดาราสมทบชายยอดเยี่ยมจาก “มอร์แกน ฟรีแมน“ ดารานำแสดงยอดเยี่ยมหญิงจาก “ฮิลารี สแวงก์“ ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก “คลิ้นต์ อีสต์วู้ด“ และภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นับเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่อีกครั้งของผู้กำกับและนักแสดงรุ่นเก๋าอย่าง “คลิ้นต์ อีสต์วู้ด“

และถือว่าเป็นโอกาสสำคัญอีกครั้งของ “ฮิลารี สแวงก์“ นักแสดงหญิงที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดโดยคว้าออสการ์มาครองได้เป็นตัวที่ 2 โดยก่อนนี้เธอเคยได้จากเรื่อง Boys Don't Cry เมื่อปี 2543 มาแล้ว ซึ่งนับว่าเธอประสบความสำเร็จในอาชีพการแสดงตั้งแต่อายุยังน้อย

“ฮิลารี สแวงก์“ ที่กลายเป็นจุดเด่นตั้งแต่หน้างาน เมื่อแต่งตัวฉีกแนวแฟชั่นที่ใครๆ ก็ใส่ชุดเปิดไหล่ แต่เธอกลับใส่ชุดปิดคอของ Guy Laroche ซึ่งเปิดแผ่นหลังเปลือยเปล่า กล่าวขอบคุณทั้งน้ำตาหลังรับรางวัลว่า “ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่า สิ่งที่ฉันทำๆ มาจะคู่ควรกับรางวัลนี้หรือเปล่า ฉันมันก็แค่เด็กผู้หญิงที่เร่ร่อนตามหาฝัน ฉันต้องขอขอบคุณ คลิ้นต์ อีสต์วู้ด ที่พาฉันเดินทางมาด้วยกัน ขอบคุณที่เชื่อมั่นในตัวฉัน คุณคือสุดที่รักและเลือดเนื้อของฉัน เหมือนกับฉายาในภาพยนตร์ที่ตั้งให้ และคราวนี้ฉันคงจะไม่ลืมขอบคุณแชด ลอว์ สามีที่รักด้วย เพราะฉันไม่อยากทำพลาดแบบครั้งที่แล้วที่ลืมขอบคุณเขา สุดท้ายก็ต้องยกความดีความชอบให้กับเทรนเนอร์ที่ช่วยฝึกสอนมวยจนฉันทำได้ขนาดนี้”

ดาราสาวสวยเกิดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ปีค.ศ. 1974 ( พ.ศ. 2517 ) ปัจจุบันอายุ 31 ปี ที่เมืองลินคอล์น รัฐเนแบรสกา ประเทศสหรัฐอเมริกา เธอชื่นชอบการแสดงตั้งแต่ยังเป็นเด็ก โดยเคยเล่นเป็นเมาคลีเมื่ออายุ 9 ขวบ หลังจากนั้นก็เล่นละครของโรงเรียนเรื่อยมา นอกจากนั้นเธอยังเป็นนักกีฬาว่ายน้ำระดับรัฐด้วย และเมื่ออายุ 16 ปี สแวงก์ มุ่งหน้าสู่ฮอลลีวู้ดพร้อมความทะเยอทะยานเพื่อเป็นนักแสดงตามความใฝ่ฝัน หลังจากตระเวนร่วมคัดเลือกตัวนักแสดงหลายที่ เธอจึงได้รับบทๆ หนึ่งในละครเบาสมองทางโทรทัศน์เรื่อง Harry and the Hendersons และทำให้เธอได้รับบทอื่นทางโทรทัศน์อีก เช่นใน Growing Pains เป็นต้น

ช่วงนั้นเองเธอได้ประเดิมงานภาพยนตร์เป็นครั้งแรกใน Buffy the Vampire Slayer ที่ต่อมากลายเป็นทีวีซีรีส์สุดฮิตอีกเรื่อง บุคลิกหน้าตาของเธอ ที่ดูเป็นคนธรรมดาที่ดูดี ทำให้เธอมีโอกาสได้งานแสดงหลากหลาย เธอเข้าร่วมคัดตัวเพื่อแสดงเรื่อง The Next Karate Kid ที่มีคู่แข่งนับพัน แต่เธอก็สามารถฝ่าด่านต่างๆ จนได้รับบทนำ ซึ่งเป็นตัวละครเอกผู้หญิงของภาพยนตร์ในตระกูลนี้

การแสดงแต่บทเล็กๆ ในภาพยนตร์เพียงอย่างเดียวแม้จะเป็นบทที่โดดเด่นแต่ยังไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงชีพได้ สแวงก์จึงรับงานแสดงทางโทรทัศน์ควบคู่ไปด้วย ทั้งใน Camp Wilder, Leaving L.A. หรือแม้แต่ใน Beverly Hills 90210 ที่เธอแสดงเป็นแฟนของสตีฟ นอกจากนี้ เธอยังแสดงภาพยนตร์ที่สร้างเป็นวิดีโอโดยตรงอีกด้วย

จนกระทั่งปี 2542 ทุกสิ่งก็เปลี่ยนแปลงไป สแวงก์รับบทเป็น แบรนดอน/ทีน่า หญิงสาวผู้ใช้ชีวิตในคราบของผู้ชาย และต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย ในภาพยนตร์เรื่อง Boys Don't Cry ภาพยนตร์เรื่องนี้อิงเค้าโครงจากเรื่องจริง และบทบาทการแสดงของสแวงก์เป็นที่ฮือฮาอย่างมากในปีนั้น จนเธอได้รับรางวัลผู้แสดงนำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ แต่ถึงจะอย่างไรสแวงก์ที่ไม่ใช่หน้าใหม่วงการแสดง เธอรับมือกับชื่อเสียงที่ถาโถมเข้ามาได้อย่างสง่างาม และได้แสดงให้เห็นว่า เธอจริงจังกับงานแสดง และคง จะวนเวียนปรากฏตัวบนจอใหญ่ไปอีกนาน และที่สำคัญแม้เธอจะมีชื่อเสียงแล้ว เธอยังรักษาความมีอัธยาศัยดี, น่ารัก, เรียบง่าย และติดดินอยู่เหมือนเคย ซึ่งเป็นความไม่ธรรมดาอย่างหนึ่งของเธอ

สำหรับในภาพยนตร์เรื่อง Million Dollar Baby “ฮิลารี สแวงก์“ รับบทเป็น “แม็กกี้ ฟิทซ์ เจอรัลด์” บริกรสาวผู้ฝันอยากจะเป็นนักมวยสาว เพื่อทำให้ชีวิตของเธอหลุดพ้นจากความยากจนและความสิ้นหวัง ซึ่งเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่ได้รับการชื่นชมจากบรรดานักวิจารณ์มากที่สุด ซึ่งตรงนี้คงต้องปรบมือดังๆ ให้กับคนเก่งอย่างเธอที่เข้าชิงออสการ์ 2 ครั้งได้มาทั้ง 2 ครั้งยอดเยี่ยมจริงๆ


http://star.sanook.com/close/close_10570.php

[แก้ไข] มึน กึน-ยอง

มึน กึน-ยอง

ตอนนี้กระแสภาพยนตร์เกาหลีกำลังฮิตติดชาร์ตในบ้านเราเรียบร้อยโรงเรียนโสมไปแล้ว หลายต่อหลายเรื่องมาสร้างเรตติ้งกระฉูดทั้งจอแก้วและจอเงิน ไม่เพียงแค่นั้นดาราดังแดนโสมระดับ “วอน บิน“ พระเอกหนุ่มหล่อขวัญใจสาวน้อยสาวใหญ่ ยังยอมสละเวลาบินมาโชว์ตัวในเมืองไทยเมื่อไม่นานนี้ แสดงให้เห็นว่าภาพยนตร์เกาหลีได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากแฟนชาวไทยมากกว่าภาพยนตร์จากประเทศในแถบเอเชียด้วยกัน หรือแม้แต่บางครั้งอาจมากกว่าภาพยนตร์ฝรั่งของฮอลลีวู้ดด้วยซ้ำ

ส่วนดาราหญิงเกาหลีก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน ความน่ารักและความสวยสดใส ทำให้หนุ่มไทยละเมอเพ้อหากันเป็นแถวๆ จึงไม่แปลกที่ผลงานภาพยนตร์จากเกาหลีเข้ายึดหัวหาดตามโรงภาพยนตร์ในบ้านเราอย่างคึกคัก ล่าสุดมีนางเอกดาวรุ่งอันดับหนึ่งจากเกาหลี กำลังจะเข้ามานั่งในหัวใจของแฟนชาวไทยเพิ่มอีกคน หลังจากติดอกติดใจกับความ น่ารักน่าหยิกของยัยตัวร้ายจากแดนกิมจิมาพักใหญ่

ตอนนี้ก็ถึงคราวยัยตัวจุ้นอย่าง “มุน กึน-ยอง“ จะออกอาละวาดความ น่ารักให้แฟนภาพยนตร์หลงรักกันอีกครั้งในเรื่องดัง “My Little Bride ( จับยัยตัวจุ้นมาแต่งงาน )” ภาพยนตร์ยอดฮิตที่กวาดรายได้อย่างถล่มทลายในเกาหลีมาแล้ว และที่ไม่ธรรมดา เพราะเธอแสดงคู่กับพระเอกชื่อดังขวัญใจสาวน้อยสาวใหญ่ทั่วแดนกิมจิ รวมถึงเมืองไทยด้วยอย่าง “คิม แร-วอน“

“มุน กึน-ยอง“ ฝากฝีไม้ลายมือจนโด่งดังสุดขีดในละครสุดฮิตเรื่อง “รักนี้ชั่วนิรันดร์“ ทางช่องไอทีวี จากบทอึนโซ ( ตอนเด็ก ) ด้วยการแสดงที่ดูเป็นธรรมชาติบวกกับบทที่ส่งให้เธอได้แสดงความสามารถทางด้านการแสดงออกมาได้อย่างเต็มที่ จนในที่สุดบทของอึนโซนี้เองที่ทำให้ มุน กึน-ยอง ได้รับรางวัลนักแสดงเด็กยอดเยี่ยมประจำปีนั้นไปครอง

“มุน กึน-ยอง“ เกิดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ปี ค.ศ. 1987 ( พ.ศ. 2530) ที่เกาหลีใต้ เธอชอบอ่านหนังสือการ์ตูนและชอบการฟังเพลงเป็นชีวิตจิตใจ นอกจากนั้นยังชอบเล่นเปียโน และรักการว่ายน้ำ ด้วยความที่หน้าตา น่ารักทำให้เธอได้มีโอกาสก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงตั้งแต่เด็กๆ มุน กึน-ยอง เริ่มต้นด้วยการแสดงละครโทรทัศน์เรื่อง Potato ของทางสถานีโทรทัศน์ KBS ในปี 2542 แต่ปีที่ทำให้ชื่อของเธอเริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วไปก็คือในปี 2543 กับละครโทรทัศน์สุดฮิตของปีนั้นที่โด่งดังมาถึงเมืองไทยอย่าง “รักนี้ชั่วนิรันดร์ ( Autumn In My Heart )“

นอกจากนี้เธอยังเป็นวีเจให้กับรายการ Eumak Camp ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ MBC อีกด้วย หลังจากรับงานละครมาเรื่อยในปี 2544 เธอมีโอกาสได้แสดงภาพยนตร์เป็นครั้งแรกในแนวสารคดีเรื่อง On the Way ต่อจากนั้นในปี 2546 เธอมีโอกาสฝากฝีมือในบทนำของภาพยนตร์เป็นครั้งแรกจากเรื่อง A Tale of Two Sisters ที่คอภาพยนตร์ชาวไทยรู้จักกันดีในชื่อ “ตู้ซ่อนผี“

ตอนนี้ มุน กึน-ยอง กลับมากับผลงานเรื่องใหม่เรื่อง “จับยัยตัวจุ้นมาแต่งงาน“ ที่เธอได้ร่วมงานกับพระเอกสุดฮอตอย่าง “คิม แร-วอน“ เป็นครั้งแรก เรื่องราวสุดแสนจะวุ่นวายของยัยตัวจุ้นกับหนุ่มเจ้าสำราญ ที่ชอบหว่านเสน่ห์ไปทั่ว เรื่องมีอยู่ว่า โบยุน ( มุน กึน-ยอง ) เป็นนักเรียนหญิงมัธยมปลายสดใส น่ารัก ซึ่งกำลังหลงใหลหนุ่มหล่อนักกีฬาเบสบอลของโรงเรียนรุ่นเดียวกัน

ส่วน ซังมิน ( คิม แร-วอน ) เป็นหนุ่มมหาวิทยาลัยนิสัยเพลย์บอย ชอบเหล่สาวทั้งคู่เปรียบเสมือนพี่ชายกับน้องสาว เนื่องจากครอบครัวของทั้งคู่มีความผูกพันกันตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ ต่อมาทั้งสองถูกปู่จับแต่งงานเพื่อยืนยันในคำสัญญาที่ผู้เฒ่าได้ให้ไว้กับเพื่อนรัก และเป็นการผูกสัมพันธ์ของทั้งสองตระกูลเอาไว้ แต่ปัญหามันมีอยู่ว่า ทั้งสองนั้นไม่ค่อยถูกชะตากันเท่าที่ควร แต่ท่านผู้เฒ่าเมื่อไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกลมัดทั้งคู่ไว้ด้วยกันให้ได้ และเรื่องราววุ่นๆ ของความรักก็เริ่มต้นขึ้น

และจากภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ “มุน กึน-ยอง“ ซึ่งเป็นนางเอกดาวรุ่งอันดับหนึ่งจากเกาหลี คว้ารางวัลดารานำยอดนิยมจากงาน บลู ดรากอน ครั้งที่ 25 สำหรับภาพยนตร์เรื่อง My Little Bride ( จับยัยตัวจุ้นมาแต่งงาน )“ ภาพยนตร์กุ๊กกิ๊กน่ารักชวนหัวเราะที่สร้างรอยยิ้ม มีกำหนดเข้าฉายในบ้านเราในวันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ ต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ หรือวันแห่งความรัก ใครอยากทำให้ความรักเบ่งบานกว่าเดิมก็ไม่ควรพลาดภาพยนตร์โรแมนติกเรื่องนี้


http://star.sanook.com/close/close_10511.php

[แก้ไข] เอ็มมี่ รอสซั่ม

เอ็มมี่ รอสซั่ม

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2548 ที่ผ่านมา มีภาพยนตร์แนวระทึกขวัญเรื่อง The Phantom of the Opera หรือชื่อไทยว่า “แฟนทั่ม หน้ากากปีศาจ” เข้าฉายในบ้านเรา โดยในเรื่องนี้ “เอ็มมี่ รอสซั่ม” นางเอกของเราร่วมแสดงด้วย แม้เธอจะเป็นดาราตัวเล็กๆ คนหนึ่ง แต่ด้วยฝีไม้ลายมือในการแสดงที่เกินตัว ทำให้เธอถูกจับตามองในฐานะดาวรุ่งของฮอลลีวู้ด

“เอ็มมี่ รอสซั่ม” มีชื่อเดิมว่า “เอ็มมานูเอล เกรย์ รอสซั่ม” หลายคนมักเรียกเธอว่า เอ็ม หรือเอ็มมี่ เกรย์ เธอเกิดเมื่อวันที่ 12 กันยายน 1986 ( พ.ศ.2529 ) ในนครนิวยอร์ก ปัจจุบันรอสซั่มอยู่อาศัยทั้งที่นิวยอร์กและลอสแองเจลิสในแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐ บนความสูง 5 ฟุต 7 นิ้ว นัยน์ตาสีน้ำตาล ผมน้ำตาลแกมแดง อีกทั้งเธอยังเป็นลูกโทน และมีแมวตัวโปรดชื่อคริสซี่

หลายเรื่องที่ยังไม่มีใครรู้คือ รอสซั่มโปรดปรานภาพยนตร์เรื่อง Secrets & Lies และชอบดาราอย่าง ฟิลิป เชย์มูร์ และจูเลีย โรเบิร์ตส์ รวมทั้งชอบรายการทีวีโชว์ วิลล์ แอนด์ เกรซ กับอัลลี แม็คบีล ส่วนสีเขียวกับสีฟ้าเป็นสีที่เธอชื่นชอบ เช่นเดียวกับสตรอเบอรี่และแตงโม พร้อมชอบดื่มไอซ์ที ยามว่างรอสซั่มเล่นสเกตน้ำแข็ง, ว่ายน้ำ, อ่านหนังสือ, เต้นบัลเล่ต์ ตลอดจนเล่นอินเทอร์เน็ต และเมื่อต้องออกไปนอกบ้านเธอมักขับรถยี่ห้อเลกซัส และว่าหากเธอไม่ยึดอาชีพการแสดงภาพยนตร์ ก็จะหันไปเอาดีในการเป็นนักคณิตศาสตร์หรือมนุษย์อวกาศ

รอสซั่ม ซึ่งเป็นทั้งนักแสดงและนักร้อง ถือเป็นหนึ่งในศิลปินดาวรุ่งพุ่งแรงคนหึ่งของวงการ การที่เธอทำงานด้านละครเวทีร่วมกับตำนานอย่าง พลาชิโด โดมิงโก และลูเซียโน ปาวาร็อตติ ทำให้รอสซั่มมีโอกาสขึ้นจอเงินประกบดาราชายชั้นนำอย่าง ณอน เพนน์ และทิม ร็อบบิ้นส์ ซึ่งด้วยวัยเพียง 18 ปี เธอกลายเป็นดาราสาววัยรุ่นคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จ

ก่อนหน้านี้สาวเมืองนิวยอร์กทำงานที่เมโทรโปลิแทน โอเปร่า และคาร์เนกี ฮอลล์ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนหันไปเอาดีทางการแสดงภาพยนตร์โทรทัศน์ครั้งแรกในเรื่องสุดฮิต Soap As the World Tums ต่อมารอสซั่มไ ด้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Young Artist Award ทางช่อง Disney Channel จากเรื่อง Genius นอกจากนี้เธอยังร่วมแสดงในภาพยนตร์ทีวีดราม่าเรื่อง The Audrey Hepburn Story ที่มีส่วนทำให้รอสซั่มมีผลงานตามมาอีกหลายเรื่อง

และจากเรื่อง Songcatcher ภาพยนตร์ดราม่าทางจอเงินครั้งแรกของเธอเมื่อปี 2543 ผลักดันให้รอสซั่มได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลดาราหน้าใหม่ยอดเยี่ยมของ Independent Spirit Award ทั้งนี้ Songcatcher ยังคว้ารางวัล Best Ensemble Performance ( ภาพยนตร์เพลงยอดเยี่ยม ) ในเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์

ขณะที่รอสซั่มสร้างชื่อเสียงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากบทบาทการแสดงในเรื่อง An American Rhapsody, Happy Now และเรื่อง Passionada ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า รอสซั่มได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากแฟนภาพยนตร์ทั้งหลาย ขณะเดียวกันการรับบทเป็นนักแต่งเพลงในภาพยนตร์โรแมนติก-คอมเมดี้ ปี 2546 เรื่อง Nola ได้รับการพิสูจน์โดยปราศจากข้อกังขาว่า เธอสามารถทำให้ภาพยนตร์และการแสดงประสบความสำเร็จในฮอลลีวู้ด

นอกจากนี้ รอสซั่ม ยังรับบทเป็นบุตรสาวของเจ้าของธุรกิจเล็กๆ ในเรื่อง Mystic River ที่กำกับโดย คลินต์ อีสต์วูต หลังจากนั้นเธฮร่วมแสดงในเรื่องที่ต้องเอาชีวิตให้รอดจากความผันแปรของสภาพดินฟ้าอากาศอย่างรุนแรงใน The Day After Tomorrow ( วิกฤติวันสิ้นโลก ) ที่เคยเข้าฉายในบ้านเราเมื่อปีที่แล้ว

จนกระทั่งภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ “เอ็มมี่ รอสซั่ม” เรื่อง The Phantom of the Opera ( แฟนทั่ม หน้ากากปีศาจ ) ที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นตัวเก็งคว้ารางวัลลูกโลกทองคำประจำปีนี้ แต่ถึงแม้จะพลาดรางวัลดังกล่าว กระนั้นแฟนทั่ม หน้ากากปีศาจ ยังมีให้ลุ้นต่อในการประกาศรางวัลออสการ์ที่จะมีขึ้นปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ มาช่วงกันเชียร์ดีกว่าว่ารอสซั่มและผลงานเรื่องนี้ของเธอจะคว้ารางวัลอันทรงเกียรติมาครองได้หรือไม่

http://star.sanook.com/close/close_10490.php

[แก้ไข] นาตาลี พอร์ตแมน

นาตาลี พอร์ตแมน

สัปดาห์นี้ภาพยนตร์เรื่อง Closer ( ขอหยุดไฟรักไว้ที่เธอ ) จะเข้าฉายที่บ้านเรา โดยภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวมีดาราชั้นนำร่วมแสดงอย่างคับคั่งทั้ง จูเลีย โรเบิร์ตส์, จู๊ด ลอว์, ไคลฟ์ โอเว่น และ นาตาลี พอร์ตแมน นางเอกคนสวยที่จะแนะนำให้แฟนๆ ได้รู้จักมากขึ้น ก่อนที่จะไปชมผลงานชิ้นล่าสุดของเธอ

“นาตาลี พอร์ตแมน” ซึ่งมีชื่ในตอนแรกเกิดว่า “นาตาลี เฮอร์ชแลค” เกิดเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ.1981 ( พ.ศ.2524 ) ที่นครเยรูซาเลม ประเทศอิสราเอล และเป็นบุตรเพียงคนเดียวของคุณพ่อที่เป็นนายแพทย์และแม่ที่เป็นอาร์ตติส พอร์ตแมนเดินทางออกจากอิสราเอลสู่กรุงวอชิงตันประเทศสหรัฐตั้งแต่วัยเยาว์ หลังจากนั้นไม่นาน ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในนิวยอร์ก จนกระทั่งเรียนจบระดับไฮสคูล ก่อนไปโดนใจแมวมองรายหนึ่งเมื่อตอนอายุ 11 ขวบ ทำให้เธอกลายเป็นนางแบบชั่วขณะหนึ่ง สุดท้ายตัดสินใจเข้าสู่วงการแสดง

พอร์ตแมน ได้ฉายให้เห็นถึงแววความเป็นดาราดังมาตั้งแต่รับบทในภาพยนตร์เรื่องแรก นั่นก็คือภาพยนตร์ของลุค เบสซงเรื่อง The Professional โดยเธอรับบทเป็นเด็กวัย 10 ขวบ ที่คอยติดตามมือสังหารที่รับบทโดยณอง เรโน บทบาทสร้างชื่อบทนี้ทำให้พอร์ตแมนได้รับเลือกให้แสดงบทอื่นๆ ในเวลาต่อมา เช่น ในภาพยนตร์ของไมเคิล มานน์เรื่อง Heat และเรื่อง Beautiful Girls ภาพยนตร์ของวูดี้ อัลเลนเรื่อง Everyone Says I Love You และภาพยนตร์ของทิม เบอร์ตันเรื่อง Mars Attacks

ชื่อของพอร์ตแมนกลายเป็นชื่อที่ทุกบ้านรู้จักกันดี หลังจากที่เธอไปรับบทนำเป็นควีนอมิดาล่าในภาพยนตร์ของจอร์จ ลูคัสเรื่อง Star Wars : Episode 1 – The Phantom Menace ซึ่งกลายเป็นภาพยนตร์ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลในอันดับ 3 ต่อมาพอร์ตแมนยังแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Star Wars : Episode 2 – Attack of the Clones และอีกไม่ช้าภาพยนตร์เรื่อง Star Wars : Episode 3 ก็จะเปิดตัวฉายแล้ว พอร์ตแมนเริ่มประเดิมแสดงละครบรอดเวย์เรื่องแรก โดยรับบทนำในละครเวทีเรื่อง The Diary of Anne Frank ซึ่งเป็นละครที่ได้รับคำชมอย่างท่วมท้น ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอได้แก่ Where the Heart Is, Anywhere But Here และเรื่อง Cold Mountain แม้เธอจะทำงานในวงการบันเทิง แต่พอร์ตแมนยังศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สาขานักจิตวิทยา ที่เธอบอกว่า จะเป็นอาชีพในอนาคต หลังจากวางมือให้กับวงการมายาไปแล้ว

นอกจากจะต้องรับบทเป็นผู้หญิงที่มีหลากหลายด้านในตัวแล้ว สำหรับ Closer พอร์ตแมนยังต้องเรียนเต้นรำ โดยเธอต้องไปทำงานในคลับโชว์ระบำโป๊แห่งหนึ่งในลอนดอน “สนุกมากเลย ฉันรู้สึกนับถือพวกนักเต้นพวกนั้นขึ้นมาจริงๆ เพราะมันเป็นการเต้นที่ต้องอาศัยทักษะเยอะมาก และยังต้องใช้การเคลื่อนไหวของร่างกายสูง เป็นการผสมผสานระหว่างการเต้นรำและกายกรรมก็ว่าได้” แม้จะมีองค์ประกอบที่พูดถึงเรื่องที่ไม่ถูกทำนองคลองธรรม แต่สำหรับพอร์ตแมน Closer คือเรื่องราวที่เปี่ยมไปด้วยความถูกต้อง มันเป็นการทดสอบถึงวิถีที่ผู้คนมีความสัมพันธ์ต่อกัน และต่อเรื่องที่ว่าบางครั้งพวกเขาเหมือนหลงทางไปได้อย่างไร นางเอกสาวหน้าหวานกล่าว

ส่วนผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้คือ ไมก์ นิโคลล์ กล่าวถึง Closer ว่า เป็นเรื่องราวของคนแปลกหน้า 4 คนที่บังเอิญมาพบกัน สนใจกันในทันทีทันใด และทรยศกัน โดยมีการวางเรื่องให้เกิดขึ้นที่กรุงลอนดอน นิโคลล์ยังกล่าวถึงพอร์ตแมนว่า “เธอเป็นนักแสดงที่เก่ง และเป็นจุดเริ่มต้นของการคัดเลือกตัวนักแสดงของผม” ขณะที่ “นาตาลี พอร์ตแมน” ที่รับบทเป็น อลิซ ยอมรับว่า “ความขัดแย้งภายในตัวละครของเธอเอง อลิซรู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อเธอมาถึงลอนดอน ดังนั้นเธอจึงสร้างโลกของเธอขึ้นมาเอง สร้างตัวเธอขึ้นมาใหม่ แต่เธอยังมีด้านที่เหมือนเด็กแฝงอยู่ เธอมีความตรงไปตรงมา และซื่อสัตย์กับความรู้สึกของเธอ ซึ่งทำให้เธอแตกต่างจากตัวละครอื่น”

จะว่าไปแล้วภาพยนตร์เรื่อง Closer ( ขอหยุดไฟรักไว้ที่เธอ ) นำเสนอข้อเท็จจริงที่ว่าในความรัก พวกเราจดจำจุดเริ่มต้นและจุดจบ และมักจะตัดส่วนกลางออกไป ดังนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้ จึงมีคำถามที่น่าสนใจเช่น “เราจดจำสิ่งต่างๆ ได้จริงๆ หรือ และจริงๆ แล้ว ชีวิตมองดูดเราอย่างไร” และล่าสุดเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ ( 17 ม.ค. ) “นาตาลี พอร์ตแมน“ ยังคว้ารางวัลดาราสบทบฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง Closer ของงานประกาศผลรางวัลลูกโลกทองคำ ครั้งที่ 62

http://star.sanook.com/close/close_10463.php

[แก้ไข] จูลีแอนน์ มัวร์

จูลีแอนน์ มัวร์

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีคนบอกคุณว่า ทุกช่วงเวลาที่คุณเคยประสบพบเจอมา และทุกความทรงจำที่คุณแสนรักใคร...เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น? นี่คือบางส่วนของภาพยนตร์ทริลเลอร์แนวจิตวิทยาเรื่อง The Forgotten ( ความทรงจำที่สาบสูญ ) สุดยอดภาพยนตร์ที่ไม่ควรพลาด รับบทนำโดย “จูลีแอนน์ มัวร์” ที่แสดงเป็น เทลลี่ พาเร็ตต้า และเข้าฉายในบ้านเราเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเรื่องนี้ จูลีแอนน์ ที่แสดงเป็น เทลลี่ พาเร็ตต้า ต้องเผชิญกับความลึกลับอันน่าสะพรึง เป็นฝันร้ายกาจที่สุดของทุกคน เมื่อต้องตื่นขึ้นมาในวันหนึ่งพบว่า ทุกอย่างที่เธอคิดว่าเป็นจริง กลับไม่เคยเกิดขึ้นเลย

ทั้งนี้ เทลลี่ ต้องทุกข์ทรมานกับความทรงจำที่มีต่อการตายของแซม ลูกชายวัย 8 ขวบของเธอจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก ขณะเดียวกัน เทลลี่ พยายามลืมความโศกเศร้าและพยายามแก้ไขความห่างเหินของเธอกับสามี ส่วนจิตแพทย์กลับบอกเธอว่า กำลังเจอภาพหลอน ทำให้เทลลี่พยายามหาหลักฐานการเคยมีตัวตนจริงของแซม ไม่ว่าเป็นภาพถ่าย วิดีโอ สมุดภาพ แต่ทุกอย่างกลับสูญหายไปหมด

“จูลีแอนน์ มัวร์” ดาราที่มากด้วยฝีมือที่รับบทนี้ มีชื่อจริงว่า “จูลีแอนน์ สมิท” เกิดเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 1960 ( พ.ศ.2503 ) ในฟาเย็ทวิลล์ มลรัฐนอร์ท แคโรไลนา เป็นบุตรสาวของพ่อผู้ซึ่งเป็นผู้พิพากษาศาลทหาร และแม่นักสังคมสงเคราะห์สก็ตติช ชีวิตช่วงวัยเด็กของเธอนักว่าชีพจรลงเท้าพอสมควร เพราะต้องติดตามพ่อแม่โยกย้ายไปอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลกหลายสิบแห่ง ในที่สุดลงหลักปักฐานแน่นอนในเมืองบอสตัน รัฐแมสซาซูเซตต์ เพราะเธอต้องเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยบอสตัน และจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีศิลปศาสตร์ จากสาขาภาควิชาการแสดง หลังจากจบการศึกษาในปี 2526 จูลีแอนน์ ได้ย้ายไปอยู่ที่นิวยอร์กและทำงานในด้านการละคร รวมทั้งมีส่วนร่วมในการแสดงละครบรอดเวย์หลายเรื่อง เช่น Serious Money, Ice Cream With Hot Fudge, Hamlet ณ โรงละคร The Guthrie Theatre

แม้จะเป็นแค่นักแสดงฝึกหัด แต่จูลีแอนน์ได้กลายเป็นดาราที่ดึงดูดใจแฟนๆ ไปแล้วในช่วงกลางทศวรรษที่ 1980 ทั้งจากละครทีวีน้ำเน่าและมินิซีรี่ส์ นอกจากนั้นยังร่วมแสดงละครทีวีที่ฉายตอนกลางวันอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเข้าสู่จอเงินพร้อมกับมีชื่อเสียงโด่งดัง และในที่สุด จูลีแอนน์ คือคนที่ 9 ในประวัติศาสตร์ของโมชั่นพิคเจอร์ อคาเดมี ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขานักแสดงสองรางวัลในปีเดียวกัน

ในปี 2545 เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาดารานำหญิงยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Far From Heaven ซึ่งในเรื่องนี้ จูลีแอนน์ ยังได้รับรางวัลดารานำหญิงจากเทศกาลภาพยนตร์เวนิส และในสาขาดาราสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง The Hours ไม่เพียงแค่นั้น จูลีแอนน์ ยังได้ร่วมแสดงนำกับเพียร์ซ บรอสแนน ในเรื่อง The Laws of Attraction ส่วนผลงานอันโดดเด่นเรื่องอื่นๆ ได้แก่ The End of the Affair ที่เธอร่วมแสดงกับราล์ฟ ไฟนน์ส และเรื่อง Boogie Nights

นอกจากนี้ จูลีแอนน์ ยังร่วมแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง A Map of the World ที่เธอประกบบทกับซีกอร์นีย์ วีเวอร์ รวมไปถึงเรื่อง Magnolia, The Lost World : Jurassic Park ที่กำกับโดยสตีเว่น สปีลเบิร์ก สำหรับชีวิตคู่ของ จูลีแอนน์ เคยผ่านการมีครอบครัวมาแล้วถึง 3 ครั้ง เริ่มจากซันดาร์ ชาคราวาร์ตี ที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันระหว่างปี 2526-2528 ต่อมาจอห์น กูด รูบิน จากปีที่ 2529-2538 และบาร์ท ฟรูนด์ลิช จากปี 2546 จนถึงปัจจุบัน กับสามีคนนี้มีลูกด้วยกัน 2 คน จูลีแอนน์ เป็นดาราหญิงที่มีค่าตัวเขยิบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คนหนึ่ง โดยภาพยนตร์เรื่อง Assassins ปี 2538 เธอได้ค่าจ้าง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่พอถึงปี 2544 ค่าเหนื่อยของเธอพุ่งขึ้นเป็น 3 ล้านดอลลาร์ จากผลงานเรื่อง Hannibal

ส่วนผลงานเรื่องล่าสุด The Forgotten ( ความทรงจำที่สาบสูญ ) ของเธอ “จูลีแอนน์ มัวร์“ กล่าวว่า “ฉันบอกได้เสมอว่าฉันรู้สึกอย่างไรโดยดูจากความเร็วที่ฉันใช้ในการอ่านบทภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ ฉันตะลุยอ่านเรื่องนี้ พลางคิดไปตลอดทางว่า มันช่างเป็นเรื่องในแนวทริลเลอร์จิตวิทยาที่น่าตื่นเต้นและสุดคลาสสิก ฉันชอบภาพยนตร์ที่เดินเรื่องเร็ว ให้ความบันเทิง น่ากลัว และสนุก นอกจากนี้มันยังเป็นเรื่องที่มีองค์ประกอบเกี่ยวกับมนุษย์ที่น่าประทับใจ ประเด็นหลักก็คือ จริงๆ แล้วเรารู้สึกอย่างไรกับลูกๆ ของเรา ครอบครัวของเรา คนที่เรารัก นั่นคือสิ่งที่ทำให้มันเป็นเรื่องที่น่าติดตาม คงบอกได้แค่ว่า เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว อย่าพลาดชมภาพยนตร์เรื่องนี้เสียล่ะ”

http://star.sanook.com/close/close_10452.php

[แก้ไข] ไปเปอร์ เปราโบ

ไปเปอร์ เปราโบ

ก่อนที่ จะไปพบและทำความรู้จักกับดาราสาววัยรุ่นหน้าหวานผมสีบลอนด์ ขอสวัสดีปีใหม่กับท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เจ้าของสโลแกนอมตะ “อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์“ และขออวยพรให้ปี 2548 ซึ่งเป็นปีระกา ทุกท่านมีความสุขความเจริญสุขภาพพลานามัยแข็งแรง ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างต่อเนื่องเทอญ

ทีนี้ก็กลับมาที่หน้าคอลัมน์สารพันต่างแดนพบกับดาราสาวคนแรกประจำปีนี้ของคอลัมน์ฯ คือ “ไปเปอร์ เปราโบ“ ที่เคยโด่งดังจากภาพยนตร์สุดฮิตเรื่อง Coyote Ugly จนกลายเป็นดาราที่มีผู้คนรู้จักมากมาย ตามประวัติส่วนตัวของเธอนั้น ไปเปอร์มีชื่อเต็มว่า “ไปเปอร์ ลิซ่า เปราโบ“ ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ปีค.ศ. 1977 ( พ.ศ. 2520 ) ที่ ทอมส์ ริเวอร์ ในมลรัฐนิวเจอร์ซีย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นบุตรสาวของอาจารย์สอนวิชาภาษาอังกฤษ

แต่ปัจจุบัน ไปเปอร์ได้ย้ายนิวาสถานไปอยู่ในนิวยอร์ก ซิตี้ เธอยังมีเส้นผมกับนัยน์ตาสีน้ำตาล ส่วนเรื่องของความรัก ไปเปอร์ยังไม่ได้แต่งงาน ครองตัวเป็นโสด แต่มีแฟนแล้ว และที่หลายคนยังไม่รู้คือ เธอมีบรรพบุรุษเป็นชาวโปรตุเกสและนอร์เวย์ นอกจากนี้ไปเปอร์ยังมีน้องชาย 2 คนชื่ออดัมส์กับโนอาห์ โดยอดัมส์เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยโอไฮโอ ( ที่ไปเปอร์เคยเรียนมาก่อน )

ชีวิตในวัยเด็ก ไปเปอร์เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนทอมส์ ริเวอร์ ไฮสคูล นอร์ท และมีเรื่องเล่ากันว่า บางคนที่รู้จักเธอในโรงเรียนไฮสคูล พรรณนาเกี่ยวกับไปเปอร์ว่าเป็นขวัญใจของหนุ่มหลาย ๆ คนเลยทีเดียว หลังจากจบการศึกษาระดับไฮสคูล ไปเปอร์ได้เข้าเรียนการแสดงที่มหาวิทยาลัยโอไฮโอ และจบการศึกษาในปี 2541 ด้วยปริญญาด้านการแสดง

จากนั้นด้วยความที่มีใจฝักใฝ่ทางการแสดง ทำให้ไปเปอร์เข้าเรียนด้านภาพยนตร์ที่ลามามา เธียเตอร์ในนิวยอร์ก รวมทั้งมีส่วนร่วมในการแสดงเรื่องสั้น 2 เรื่องที่ใช้งบประมาณต่ำในปี 2541-42 โดยเรื่องแรกคือ Single Spaced ในปีถัดมามีบทบาทในเรื่อง Knuckleface Jones

อย่างไรก็ตาม ไปเปอร์มีโอกาสได้แสดงภาพยนตร์เรื่องยาวครั้งแรกโดยรับบทนำใน Whiteboyz ที่เธอรับบทเป็นแฟนสาวของกลุ่มแก๊งอันธพาล ซึ่งจากบทบาทดังกล่าวได้อ่อนด้อยลงไปเมื่อเทียบกับภาพยนตร์เรื่อง Coyote Ugly ที่เธอร่วมแสดงมีพล็อตเรื่องคล้ายกับชีวิตจริงของเธอ ที่โยกย้ายจากนิวเจอร์ซีย์ไปยังนิวยอร์ก และทำงานในบาร์

เมื่อไม่นานนี้ ไปเปอร์ได้ปรากฏในเรื่อง Rocky & Bullwinkle กับภาพยนตร์เรื่องถัดมาของเธอ Lost & Delirious ซึ่งขณะนี้กำลังถ่ายทำในแคนาดา ส่วนเรื่องล่าสุดของเธอที่มีโปรแกรมเข้าฉายแล้ววันนี้คือ George and the Dragon ที่เป็นผลงานของไปเปอร์ในช่วงเทศกาลส่งความสุขช่วงปีใหม่

แม้ที่ผ่านๆ มา การแสดงภาพยนตร์ของ “ไปเปอร์ เปราโบ“ จะปรากฏผ่านสายตาแฟนๆ น้อยไปหน่อย แต่เชื่อได้เลยว่า ฝีไม้ลายมือที่เธอเคยฝากผลงานอันลือลั่นเอาไว้ในเรื่อง Coyote Ugly คงทำให้หลายคนคงจำได้ และคุ้นหน้าคุ้นตาเธอมากขึ้น ซึ่งสักวันหนึ่งบางทีชื่อของไปเปอร์อาจกลายเป็นดาราในดวงใจของคุณที่เพิ่มขึ้นอีกคนก็เป็นได้

http://star.sanook.com/close/close_10438.php

[แก้ไข] ทอม แฮงค์ส

ทอม แฮงค์ส

ในคืนหิมะตกก่อนวันคริสต์มาส เด็กชายตัวน้อยนอนลืมตาอยู่ในห้องของเขา ทั้งตื่นเต้นและเตรียมพร้อม ลมหายใจแผ่วเบา แทบไม่กระดิกตัวและเฝ้าคอย เขากำลังเงี่ยหูฟังเสียงที่เขาหวั่นใจว่า จะไม่มีวันได้ยินเสียงกระดิ่งของรถเลื่อนซานต้า เวลาในขณะนั้นคือ 5 นาทีก่อนเที่ยงคืน

ทั้งใดนั้นเด็กชายก็ต้องสะดุ้งตกใจด้วยเสียงกึกก้องกัมปนาทเมื่อเขาเช็ดถูฝ้าออกจากกระจกหน้าต่างก็ได้เห็นสิ่งที่ทำให้ต้องประหลาดใจอย่างมาก รถไฟสีดำเป็นมันวับที่ส่งเสียงดังสนั่นในขณะที่จอดลงตรงหน้าบ้านของเขาพอดี เด็กชายรีบวิ่งออกไปนอกบ้าน ทั้งตัวสวมเพียงชุดนอนและรองเท้าแตะ เขาพบกับนายตรวจตั๋วรถไฟซึ่งดูเหมือนว่ากำลังคอยเขาอยู่เพียงคนเดียว “เอ้าจะไปด้วยกันหรือเปล่า?” นายตรวจถาม “ไปไหนฮะ”, “อ้าว..ก็ขั้วโลกเหนือนะซิ นี่รถด่วนโพลาร์ เอ็กซ์เพรสนะ”

นี่คือตัวอย่างของภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชั่นเรื่อง “เดอะ โพลาร์ เอ็กซ์เพรส ( The Polar Express )” ของผู้กำกับการแสดง โ รเบิร์ต เซเมคคิส ที่กลับมาร่วมงานกับ “ทอม แฮงค์ส” พระเอกหนุ่มใหญ่ที่มากด้วยฝีมืออีกครั้ง

การที่ “ทอม แฮงค์ส” มีส่วนร่วมในภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ถือว่าสร้างสีสันให้กับ “เดอะ โพลาร์ เอ็กซ์เพรส” อย่างมาก เพราะแฮงค์สเป็นดารานักแสดงคนหนึ่งที่ได้รับการชื่นชม และยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งของโลก อีกทั้งในเรื่อง “เดอะ โพลาร์ เอ็กซ์เพรส” ยังเป็นครั้งแรกในชีวิตของเขาที่ต้องแสดงถึง 5 บทในเรื่องเดียวกันคือ ฮีโร่บอย, พ่อของบอย, นายตรวจ, โฮโบ, ซานต้า รวมทั้งมีความโดดเด่นในการเป็นนักแสดงคนแรกในรอบ 50 ปี ที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขาดารานำฝ่ายชายยอดเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง

โดยในปี 2536 แฮงค์สได้รับรางวัลออสการ์จากบท ทนายความซึ่งป่วยด้วยโรงเอดส์ในเรื่อง Philadelphia และในปีถัดมาก็ได้รางวัลเหมือนเดิมอีกครั้งในเรื่อง Forrest Gump พร้อมคว้ารางวัลอีกมากมายรวมไปถึงลูกโลกทองคำ นอกเหนือจากรางวัลทรงเกียรติมากมายที่เขาได้รับแล้ว แฮงค์สยังได้รับการขนานนามว่าเป็น Man of the Year โดย Harvard’s Hasty Pudding Theatricals จากบทนักบินอวกาศ จิม เลิฟเวล ในเรื่อง Apollo 13

แฮงค์สเกิดและเติบโตที่โอคแลนด์, รัฐแคลิฟอร์เนีย เริ่มสนใจการแสดงระหว่างเรียนชั้นมัธยม ช่วงที่เรียนในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สเตท ในซาคราเมนโต เขาได้แสดงเรื่อง The Cherry Orchard และได้พบกับผู้กำกับฯ วินเซนต์ ดาวลิ่ง ที่เชิญชวนแฮงค์สให้ฝึกงานด้วย ทำให้ในเวลาต่อมาเขาได้แสดงอาชีพครั้งแรกเรื่อง The Taming of the Shrew และหลังจากย้ายมายังลอสแองเจลิส แฮงค์สได้แจ้งเกิดเมื่อถูกเลือกให้รับบทนำในซีรี่ส์คอมเมดี้ของ ABC เรื่อง Bosom Buddies ตามมาด้วยเรื่อง Splash ภาพยนตร์สุดฮิตติดอันดับบ็อกซ์ ออฟฟิศ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเขาจนกลายเป็นนักแสดงที่มีงานยุ่ง และได้รับการถามหามากที่สุดคนหนึ่งของฮอลลีวู้ด

นอกจากนี้เขาได้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำจากเรื่อง Sleepless in Seattle ไม่เพียงแค่นั้น แฮงค์สได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ของสตีเว่น สปีลเบิร์ก เมื่อปี 2541 ในเรื่อง Saving Private Ryan ซึ่งเขาได้รับบททนายทหารที่ฝ่าแนวศัตรูเพื่อเข้าไปช่วยเหลือพลทหารผู้หนึ่งระห่างการบุกโจมตีของพันธมิตร และจากเรื่องนี้เขาได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ เขายังได้แสดงในภาพยนตร์ปี 2542 เรื่อง The Green Mile จนเข้าปี 2543 แฮงค์สได้แสดงในภาพยนตร์ของ โรเบิร์ต เซเมคคิส เรื่อง Cast Away ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์อีกครั้ง จากบทบาทผู้รอดชีวิตจากเครื่องบินตกบนเกาะร้าง

ปี 2545 แฮงค์สได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ดราม่าแสนกดดันของ แซม เมนเดส เรื่อง The Road to Perdition ร่วมกับพอล นิวแมน และจู๊ด ลอว์ และมีผลงานตามมาในเรื่องราวผจญภัยเรื่อง Catch Me If You Can ร่วมกับ ลีโอนาโด ดิคาปริโอ ในเรื่องราวจากชีวิตจริงของนักตุ๋นระดับโลกนาม แฟรงค์ อบาคเนล จูเนียร์ และแฮงค์สได้แสดงในภาพยนตร์ดาร์กคอมเมดี้ของพี่น้องโคเอนเรื่อง The Ladykillers รับบทเป็นศาสตราจารย์ชาวใต้ที่มีบุคลิกแปลกพิกล ผู้ซึ่งรวบรวมบรรดาหัวขโมยไร้ประสิทธิภาพ เพื่อทำการขโมยเรือล่องแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ และภาพยนตร์ของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่อง The Terminal ร่วมกับแคธรีน ซีต้า-โจนส์ เรื่องราวของผู้อพยพจากยุโรปตะวันออก ที่ติดอยู่ในสนามบิน JFK เพราะพาสปอร์ตของเขาไม่สามารถใช้ได้เนื่องจากเกิดปัญหาทางการเมืองในบ้านเกิดของเขา

ส่วน The Polar Express ผลงานล่าสุดของ “ทอม แฮงค์ส” มีโปรแกรมเข้าฉายในบ้านเราเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากสร้างความมหัศจรรย์ในอเมริกาด้วยการโกยรายได้ไปแล้วในขณะนี้ถึง 123 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4,797 ล้านบาท และแว่วข่าวมาว่า ช่วงคริสมาสจนถึงปีใหม่ “เดอะ โพลาร์ เอ็กซ์เพรส” น่าจะทำรายได้ติดจรวดเหมือนชื่อรถด่วนสายนี้เลยทีเดียว

http://star.sanook.com/close/close_10424.php

[แก้ไข] เรเน่ เซลวีเกอร์

เรเน่ เซลวีเกอร์

การกลับมาอีกครั้งของ “บริดเจ็ท โจนส์ ไดอารี ( Bridget Jones 's Diary )“ หลังจากเคยสร้างความประทับใจให้กับแฟน ๆ ทั่วโลกมาแล้วในภาคแรก ล่าสุดภาค 2 ของเรื่องที่ชื่อว่า “บันทึกรักเล่มสองของบริดเจ็ท โจนส์ ( Bridget Jones : The Edge of Reason )“ จากผลงานการสร้างของสตูดิโอเวิร์กกิ้ง ไทเทิล

ในภาคต่อของ บริดเจ็ท โจนส์ ที่รับบทโดย “เรเน่ เซลวีเกอร์“ เป็นสาวโสดวัย 30 ปี ชาวลอนดอน ที่ชอบสงสัยตัวเอง ชอบวิเคราะห์ตัวเอง เป็นพวกบ้างาน และชอบคำนวณปริมาณแคลอรี ก็ได้สุขสมหวังในชีวิตรัก เป็นเวลานาน 6 สัปดาห์ที่แสนสุขสม บริดเจ็ทกลายเป็นแฟนสาวของมาร์ก ดาร์ซี่ ทนายความหนุ่มผู้ไร้ที่ติ แม้ว่าดาร์ซี่จะทุ่มเทให้กับเธออย่างเห็นได้ชัด แต่ถึงกระนั้นบริดเจ็ทพบว่า เธอยังตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิตความรัก และการหาวิธีเหมาะที่จะถอดชุดชั้นใน รวมทั้งเรื่องราวต่าง ๆ ที่แสนเฮฮา ทำให้ภาค 2 ของ บริดเจ็ท โจนส์ น่าติดตามอย่างยิ่ง และที่สำคัญเซลวีเกอร์จะต้องเพิ่มน้ำหนัก และกลับไปพูดสำเนียงอังกฤษแทนที่สำเนียงอเมริกัน

สำหรับ “เรเน่ เซลวีเกอร์“ ผู้รับบทบริดเจ็ท โจนส์ จัดเป็นดาราระดับแนวหน้าของฮอลลีวู้ด เธอสามารถคว้ารางวัลออสการ์ ในปีที่แล้วมาครองได้ในสาขาดาราสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากการรับบทเป็น “รูบี้“ ในภาพยนตร์เอพิค สงครามกลางเมืองของแอนโธนี มิงเกลล่า เรื่อง Cold Mountain ในปี 2546 บทบาทการแสดงอันโดดเด่นของเซลวีเกอร์ในบท ร็อกซี่ ฮาร์ต ในภาพยนตร์สุดฮิตเรื่อง Chicago ทำให้เธอได้รับคำชมไปทั่ว และยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาดารานำหญิงด้วย นอกจากนี้เธอยังคว้ารางวัลจากสมาคมนักแสดงสาขาดารานำหญิงยอดเยี่ยม ประจำปี 46 รวมไปถึงรางวัลลูกโลกทองคำสาขาดารานำหญิงจากภาพยนตร์เพลงหรือภาพยนตร์ตลก เซลวีเกอร์ ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบัฟต้าสาขาดารานำหญิงด้วย

เมื่อเร็วๆ นี้ เซลวีเกอร์ ให้เสียงพากย์ในภาพยนตร์การ์ตูนตลกของดรีมเวิร์กเรื่อง Shark Tale โดยเธอได้ร่วมงานกับทีมดาราชื่อดังอย่าง แจ็ค แบล็ค, เจมส์ แกนโดฟินี่, แองเจลิน่า โจลี, มาร์ติน สกอร์เซซี่ และวิลล์ สมิธ กับผลงานภาพยนตร์เรื่องใหม่ของเธอยังรวมถึงเรื่อง Cinderella Man ที่เธอแสดงประกบกับ รัสเซลล์ โครว์ ภายใต้การกำกับของผู้กำกับภาพยนตร์รางวัลออสการ์รอน ฮาวเวิร์ด

ส่วนบท บริดเจ็ท โจนส์ ของ เซลวีเกอร์ ได้เริ่มต้นขึ้นด้วยภาพยนตร์สุดฮิตประจำปี 2544 เรื่อง Bridget Jones's Diary ที่ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ดารานำหญิงยอดเยี่ยม, รางวัลบัฟต้า, รางวัลลูกโลกทองคำ และรางวัลจากสมาคมนักแสดง ทั้งนี้เซลวีเกอร์ได้ชื่อว่าเป็นนักแสดงหญิงที่ไต่เต้าสู่ตำแหน่งดารานำหญิงได้อย่างรวดเร็วและบทบาทการแสดงของเธอมักจะได้รับคำชมเสมอ หลังจากร่วมงานในภาพยนตร์ทีวีเรื่อง A Taste for Killing และซีรีส์ของโชว์ไทม์อย่าง Shake, Rattle and Rock เซลวีเกอร์ได้ผันตัวเองมาประเดิมงานแสดงภาพยนตร์จอเงินครั้งแรกในเรื่อง Dazed and Confused ก่อนจะติดตามมาด้วยภาพยนตร์ของ เบน สติลเลอร์ เรื่อง Reality Bites Love and a .45 ( ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Independent Spirit Award เป็นครั้งแรก )

ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอ ได้แก่ ภาพยนตร์ตลกของทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์เรื่อง Me, Myself and Irene ซึ่งกำกับโดยพี่น้อง ฟาร์เรลลี และเซลวีเกอร์ ร่วมแสดงกับ จิม แคร์รี ต่อมา The Bachelor ภาพยนตร์ตลกโรแมนติกที่เธอนำแสดงร่วมกับ คริส โอดอนเนลล์ และภาพยนตร์ตลกเสียดสีของผู้กำกับนีล ลาบุตเรื่อง Nurse Betty ที่เธอร่วมแสดงกับคริส ร็อค และ มอร์แกน ฟรีแมน และเป็นบทบาทที่ทำให้ เซลวีเกอร์ ได้รับรางวัลลูก โลกทองคำ สาขาดารานำหญิงยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์ ตลก หรือภาพยนตร์เพลงประจำปี 2543 เซลวีเกอร์ ยังแสดงนำในภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมของยูนิเวอร์ แซลเรื่อง One True Thing ที่เธอร่วมแสดงกับ วิลเลี่ยม ฮาร์ต กับเมอริล สตรีพ นอกจากนั้น เซลวีเกอร์ ยังประกบ โรบิน ไรต์เพนน์ และมิเชลล์ ไฟเฟอร์ ในภาพยนตร์เรื่อง White Oleander

ไม่เพียงแค่นั้น “เรเน่ เซลวีเกอร์“ ยังได้รับคำชมอย่างท่วมท้นจากการแสดงประกบบทกับ ทอม ครูซ ในภาพยนตร์ของ คาเมรอน โครว์ เรื่อง Jerry Maguire ที่ทำให้เธอคว้ารางวัลนักแสดงดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปี 2539 จาก The National Board of Review พร้อมกับได้รับรางวัล Blockbuster Award สาขาดาราสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์ตลก และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลจากสมาคมนักแสดง

อย่างไรก็ตามภาพยนตร์ภาคต่อของ บริด เจ็ท โจนส์ มีบางส่วนถ่ายทำในประเทศไทยคือ รีสอร์ตริมทะเลในจังหวัดภูเก็ต, หมู่บ้านชาวมุสลิมอายุ 200 ปี ที่เกาะปันหยี, วัดโบราณที่จังหวัดนครปฐม และตลาดสดที่กรุงเทพฯ ที่มีทั้งผลไม้และเสื้อผ้า ดังนั้น บริดเจ็ท โจนส์ ภาค 2 ไม่เพียง แค่การสร้างชื่อให้กับดาราที่ร่วมแสดงแต่ยังช่วยโปรโมตเมืองไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นอีกด้วย

http://star.sanook.com/close/close_10394.php

[แก้ไข] วอน บิน

วอน บิน

เคยทำให้สาวๆ หลั่งน้ำตาท่วมเมืองกันถ้วนหน้ามาแล้วเมื่อปี 2543 จากบทบาท “เทซก“ ในละครเรื่อง “รักนี้...ชั่วนิรันดร์ ( Autumn in My Heart )“ สำหรับดาราหนุ่มหล่อกิ๊ก สุดฮอตจากแดนโสมนาม “วอน บิน“ เพราะตั้งแต่นั้นมาไม่มีสาวไทยคนไหนที่ไม่รู้จักเขา

หนุ่ม “วอน บิน“ ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2520 นับถือศาสนาคริสต์ มีชื่อเล่นภาษาอังกฤษว่า “แอนโทนี“ รวมทั้งมีพี่ชาย 2 คน และพี่สาวอีก 3 คน บนความสูง 178 เซนติเมตร หนัก 63 กิโลกรัม ตอนเป็นเด็กชอบเล่นกีฬามาก โดยเฉพาะ บาสเกตบอล, ฟุตบอล, เทควันโด วอน บิน เคยใฝ่ฝันอยากเป็นนักกีฬาทีมชาติ แต่ความหล่อดันไปเตะตาแมวมองเข้าซะก่อน ส่วนความสามารถพิเศษ คือ การประลองความเร็วในการเล่นสกีหิมะ และแข่งรถ สีโปรดของเขาคือสีดำ พร้อมกับคติพจน์ประจำใจที่สาวๆ ได้ยินแล้วต้องกรี๊ดสลบคือ ไม่ทำให้ผู้หญิงร้องไห้ ส่วนสเปกสาวที่ชอบ วอน บิน บอกว่า ต้องเป็นคนเงียบๆ เรียบร้อยเท่านั้น

“วอน บิน“ เริ่มเข้าวงการในช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 2538 ในช่วงปี 2538 ถึงปี 2543 เขาผ่านงานโฆษณาและถ่ายแบบมาแล้วมากมาย ตลอดจนผลงานละครทีวีหลายต่อหลายเรื่องได้แก่ Our Story, Ready, Go, Maniac, Alight at the Small Station, Kocgi และบทที่ส่งให้เขาโด่งดังเป็นพลุแตกทั่วเอเชีย คือละครเรื่อง Autumn in My Heart ( รักนี้...ชั่วนิรันดร์) นั่นเอง เรื่องนี้เขารับบทเป็น “เทซก“ ลูกชายเจ้าของโรงแรมผู้ร่ำรวยที่ยอมเปลี่ยนแปลงนิสัยของตัวเองทุกอย่าง เพื่อคนที่เขารัก จากบทบาทในละครเรื่องนี้ ทำให้เขาได้รับรางวัลด้านการแสดงถึง 2 รางวัลในปีเดียวกัน ได้แก่ นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากงาน KBS Award และนักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยมจากงาน Baek-Sang Award

ต่อมา วอนบิน ได้แสดงภาพยนตร์แนวแอ๊คชั่นคอมเมดี้เป็นครั้งแรกคือเรื่อง Guns & Talks โดยรับบทเป็น 1 ใน 4 มือปืนจอมเปิ่นชื่อ ฮา ยอน น้องคนสุดท้องที่ใสซื่อ บริสุทธิ์ ผู้เป็นเสมือนกองหนุน และเฝ้าดูพวกพี่ๆ ทำงานอย่างชื่นชม ในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว วอนบิน สลัดมาดของเทซกออกอย่างสิ้นเชิง โดยมารับบทหนุ่มที่ดูอ่อนโยนใสๆ ซื่อๆ จนคนดูอดยิ้มไม่ได้เลยทีเดียว

ปี 2545 วอนบิน กลับมารับงานละครอีกครั้งในละครที่สุดแสนโรแมนติกเรื่อง Friends ที่ร่วมทุนสร้างระหว่างเกาหลีและญี่ปุ่น คู่กับดาราสาวยอดนิยมอย่าง “เคียวโกะ ฟูคาดะ“ และจากละครเรื่อง Friends นี้เองที่ทำให้ วอนบิน เป็นที่นิยมไปทั่วทั้งเกาะญี่ปุ่น จนทำให้เขาได้รับรางวัล Bulgari Brilliant Dreams Award ซึ่งมอบให้สำหรับดารานักร้องวัยรุ่นที่สะท้อนความฝันให้คนในสังคมได้รับรู้


หลังจากหายหน้าหายตาจากแฟนชาวไทยไปนาน ในที่สุด “วอน บิน“ กำลังมีผลงานภาพยนตร์ชิ้นใหม่เรื่อง “เท กึก กิ : เลือดเนื้อเพื่อฝัน วันสิ้นสงคราม“ มหากาพย์ภาพยนตร์ ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึง 50 ปี สงครามเกาหลี ด้วยทุนสร้างสูงสุดของเกาหลีกว่า 12.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างสถิติเป็นภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดตลอดกาลของเกาหลีใต้ โดยขึ้นอันดับหนึ่งบอกซ์ออฟฟิศ นานถึง 6 สัปดาห์ ผลงานการกำกับของ “กัง เจ-กิว“ ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “สตีเว่น สปีลเบิร์ก“ แห่งแดนโสม เนื่องจากผลงานของเขามักทำเงินมหาศาลในบ้านเกิดอย่างงานสองชิ้นแรกคือ The Gingo Bed และ Shiri

สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ “วอน บิน“ บอกว่า.....ผมถือว่า เป็นโอกาสทองในชีวิตเลย ก็ว่าได้ ที่ถูกคัดเลือกให้แสดงภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ขนาดนี้ และร่วมงานกับผู้กำกับที่มีความสามารถ นอกจากนั้นยังได้แสดงกับแจง ดอง-กัน ดาราที่ผมชอบอีกด้วย.....

“เท กึก กิ : เลือดเนื้อเพื่อฝัน วันสิ้นสงคราม“ เป็นการปะทะกันครั้งแรกของ 2 ดาราซูเปอร์สตาร์ แห่งเกาหลีคือ “วอน บิน“ และ “แจง ดอง-กัน“ ถ่ายทอดให้เห็นถึงเรื่องราวอันลึกซึ้ง กินใจ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องในสมรภูมิรบ แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่หลังจากนั้น วอน บิน จะเข้าไปรับใช้ชาติ ต้องไปเป็นทหารถึง 2 ปีเต็ม และจะไม่มีผลงานออกมาให้เห็นเลย เพราะฉะนั้นแฟนคลับ วอน บิน ต้องไม่พลาดภาพยนตร์เรื่องนี้

http://star.sanook.com/close/close_10383.php

[แก้ไข] รีส วิทเธอร์สปูน

รีส วิทเธอร์สปูน

ถ้าถามผู้ชายหลายคนว่า พวกเขาชอบดาราฮอลลีวู้ดคนไหนมากที่สุด ชื่อของ “รีส วิทเธอร์สปูน” คงจะติดอันดับต้นๆ และในตอนนี้เธอคือนักแสดงหญิงที่ประสบความสำเร็จของอเมริกา ทั้งด้านการงานและชีวิตรัก

ผลงานโดดเด่นล่าสุดที่แฟนๆ ยังคงจำเธอได้ดีกับบทสาวผมบลอนด์ ชอบสีชมพูที่มุ่งมั่นจะคว้าหัวใจของอดีตแฟนหนุ่มกลับมาให้ได้ เมื่อเรียนจบกฎหมายจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในภาพยนตร์ตลกเบาสมองเรื่อง Legally Blonde ถึงแม้คราวนี้ “รีส วิทเธอร์สปูน” จะไม่ได้มาในชุดสีชมพูแป้นแล้น แต่รับรองว่าการแสดงในภาพยนตร์ของเธอแจ่มไม่แพ้กัน โดยพลิกบทบาทครั้งสำคัญในภาพยนตร์เรื่อง “วานิตี้ แฟร์ : สร้างฝัน...วันเกียรติยศ”

รีส วิทเธอร์สปูน สาวรัฐเทนเนสซี เกิดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2519 พ่อของเธอเป็นแพทย์ ส่วนแม่เป็นนางพยาบาล เธอเริ่มส่อแววว่าสนใจศิลปะการแสดงตั้งแต่เด็ก ทั้งพ่อและแม่ของเธอก็ให้การสนับสนุนด้วยดี พออายุได้เพียง 11 ขวบ เธอสามารถชนะการคัดเลือกดาราหน้าใหม่ และได้รับงานแสดงอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา วิทเธอร์สปูน เรียนไฮสคูลที่โรงเรียนฮาร์เพิร์ธ ฮอลล์ ซึ่งเป็นโรงเรียนผู้หญิงล้วน พอเรียนจบเธอได้แสดงภาพยนตร์อีก 2 เรื่องที่ออกฉายในปี 2536 คือ Jack the Bear ที่เธอรับบทเป็นเด็กสาวหัวกบฏวัย 12 ขวบ แถมยังกระทบไหล่ดาราชื่อดังอย่าง แดนนี่ เดอ วีโต้ และ แกรี่ ซินิส

นอกจากนี้ วิทเธอร์สปูน เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในสาขาวรรณกรรมภาษาอังกฤษ ซึ่งในช่วงนี้เธอรามือจากงานแสดงไปบ้างเพื่อทุ่มเวลาให้กับการเรียน หลังจากนั้น 2 ปีเธอกลับมาสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมอีกครั้งในบทสาวสวยที่ถูกแฟนหนุ่ม ( รับบทโดย มาร์ค วอลห์เบิร์ก ) คุกคามสวัสดิภาพ ในภาพยนตร์ไซโคทริลเลอร์เรื่อง Fear และชื่อเสียงของเธอยิ่งโด่งดังขึ้นไปอีกในภาพยนตร์อินดี้เรื่องดัง Freeway ที่เธอรับบทคล้ายๆ กับเรื่อง Fear แต่คราวนี้แสดงคู่กับ คีเฟอร์ ซุทเธอร์แลนด์

ในปี 2542 วิทเธอร์สปูน มีผลงานเรื่อง Cruel Intentions และได้พบรักกับนักแสดงหนุ่มจากเรื่องเดียวกันคือ “ไรอัน ฟิลลิปป์” ปัจจุบันทั้งคู่มีลูก 2 คนคือ อาวา อลิซาเบธ และดีดอน แม้จะมีข่าวว่าชีวิตรักของทั้งคู่ระหองระแหง แต่ในงานเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง “วานิตี้ แฟร์ : สร้างฝัน...วันเกียรติยศ” รีส วิทเธอร์สปูน กับไรอัน ฟิลลิปป์ ก็ควงคู่กันมาในงานนี้ และได้พูดถึงคู่ชีวิตของเธอว่า “ฉันโชคดีที่สุดที่ได้พบคนที่มาใช้ชีวิตร่วมกับฉัน และเขาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดด้วย”

ตอนนี้ วิทเธอร์สปูน หนึ่งในนักแสดงหญิงที่โด่งดังที่สุดของวงการภาพยนตร์ จากผลงานการแสดงอันเปี่ยมพลังและความมีชีวิตชีวา ทำให้เธอเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมและนักวิจารณ์ภาพยนตร์ เธอได้โคจรมาร่วมงานกับผู้กำกับภาพยนตร์ที่ได้รับคำชื่นชมมากที่สุดของโลก “มีร่า แนร์” ในภาพยนตร์ฉบับใหม่ที่ดัดแปลงสร้างจากนวนิยายคลาสสิกของ “วิลเลียม เมคพีซ แธ็คเคอเร่ย์” ในเรื่อง “วานิตี้ แฟร์ : สร้างฝัน...วันเกียรติยศ”

โดยในเรื่องนี้เธอรับบท “เบ็คกี้ ชาร์ป” สาวสวยผู้ร่าเริง เร่าร้อน เปี่ยมชีวิตชีวา และความปราดเปรื่อง วิทเธอร์สปูนให้ความเห็นว่า “ฉันอยากลองแสดงในบทที่แตกต่างออกไป มันแตกต่างจากบทที่ฉันเคยได้รับ ในความคิดของฉัน เบ็คกี้ ชาร์ป คือนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีรุ่นแรกๆ เธอเป็นตัวละครที่มีบุคลิกทันสมัย แม้ว่าเธอจะไม่เติบโตขึ้นมากับพ่อแม่ และไม่รู้จะระเหเร่ร่อนไปไหนบนโลกใบนี้ แต่กระนั้นเธอก็ยังสามารถนำพาตัวเองไปสู่ความสำเร็จ และในทุกๆ ความสำเร็จนั้นล้วนเกิดขึ้นจากคุณสมบัติที่เธอมีอยู่ในตัวเอง โดยสิ้นเชิง ซึ่งถือเป็นแนวคิดที่ทันสมัยมากสำหรับยุคนั้น”

อย่างไรก็ตามแฟนๆ ที่ติดตามผลงานของเธอมาอย่างเหนียวแน่น เตรียมพบกับการพลิกบทบาทครั้งสำคัญของ “รีส วิทเธอร์สปูน” ในภาพยนตร์เรื่อง “วานิตี้ แฟร์ : สร้างฝัน...วันเกียรติยศ” ที่มีโปรแกรมเข้าฉายในบ้านเราในวันที่ 9 ธันวาคมนี้

http://star.sanook.com/close/close_10367.php

[แก้ไข] โคลิน ฟาร์เรลล์

โคลิน ฟาร์เรลล์

นับเป็นเรื่องที่ดีที่ประเทศไทยได้รับเกียรติจากกองถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Alexander หรือชื่อไทยว่า “อเล็กซานเดอร์ มหาราชชาตินักรบ” ของผู้กำกับชื่อดัง “โอลิเวอร์ สโตน” ให้เป็นหนึ่งในโลเกชั่นหรือสถานที่ถ่ายทำของเรื่องนี้ โดยเนรมิตจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดสระบุรี เป็นอินเดียโบราณ พร้อมกับว่าจ้างดาราไทยแสดงเป็นกษัตริย์อินเดียและเจ้าชาย เพื่อเข้าฉากปะทะระหว่างกองทัพช้างกับม้าศึกของอเล็กซานเดอร์ ที่รับบทโดย “โคลิน ฟาร์เรลล์” พระเอกหนุ่ม นอกจากนี้ยังมีดาราชั้นนำอีกหลายคนของฮอลลีวู้ดที่ร่วมแสดงด้วยเช่น วัล คิมเมอร์, แองเจลิน่า โจลี่, แอนโธนี่ ฮ็อปกิ้นส์

สำหรับพระเอกของเรื่อง “โคลิน ฟาร์เรลล์” ถือเป็นนักแสดงชายดาวรุ่งคนหนึ่งของฮอลลีวู้ด มีชื่อจริงว่า โคลิน เจมส์ ฟาร์เรลล์ เกิดเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2519 ที่แคสเซิลน็อค กรุงดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ ปัจจุบันอายุ 27 ปี ส่วนสูง 178 เซนติเมตร มีภรรยาแล้วชื่อ อเมเลีย วอร์เนอร์ แต่แยกทางกันเมื่อปลายปี 2544 ฟาร์เรลล์เคยได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในห้าสิบหนุ่มหล่อของนิตยสารพีเพิลเมื่อปี 2546 ในปีเดียวกันนั้น เขายังได้รับการยกย่องให้เป็นผู้ชายที่สุดแสนเซ็กซี่ที่สุดในโลก เป็นอันดับที่ 6 ของนิตยสารคอมปานี และรับค่าตัวสูงถึง 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการรับบทนำใน S.W.A.T. ของปี 2546 รวมทั้งคว้ารางวัลนำแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยมแห่งปี ของอังกฤษจากเรื่อง Tigerland ของสมาคมวิจารณ์ภาพยนตร์ลอนดอน ตลอดจนรางวัล เอ็มทีวี มูฟวี่ ในฐานะนักแสดงที่ประสบความสำเร็จจากเรื่อง Phone Booth

ตอนเด็ก ฟาร์เรลล์ ใฝ่ฝันเป็นนักฟุตบอลเยี่ยงพ่อและลุงของเขาคือ อามอนน์ ฟาร์เรลล์ กับทอมมี่ ฟาร์เรลล์ ซึ่งทั้งคู่เล่นให้กับแชมร็อค โรเวอร์ ไอริชฟุตบอลคลับ ในทศวรรษที่ 60 แต่ในไม่ช้าความสนใจของเขาก็เปลี่ยนเป็นการแสดง ฟาร์เรลล์ เข้าโรงเรียน Gaiety School of Drama ในกรุงดับลิน ก่อนที่จะเรียนจบ ฟาร์เรลล์ แสดงบทนำในมินิซีรีส์ของไดร์เดร เพอร์เซล เรื่อง Falling For a Dancer ต่อมาเขาแสดงนำในซีรีส์ของบีบีซีเรื่อง Ballykissangel และในเรื่องแรกของผู้กำกับฯ ทิม โรท ในเรื่อง The War Zone นอกจากนั้น เขายังรับบทเล็กๆ ในภาพยนตร์แก๊งค์สเตอร์ดับลินของทัดเดส โอซัลลิแวน เรื่อง Ordinary Decent Criminal คู่กับเควิน สเปซี่

ก่อนที่เขาจะเดินทางไปมาราคีซและแสดงใน Alexander ฟาร์เรลล์ แสดงใน A Home at the End of the World ซึ่งนำเค้าโครงเรื่องมาจากนิยายของไมเคิล คันนิ่งแฮม ( The Hours ) ภาพยนตร์อเมริกันเรื่องแรกคือ Tigerland และเรื่องต่อมาของฟาร์เรลล์ก็คือ American OutLaws ในบทเจสซี่ เจมส์ ส่วนภาพยนตร์อื่นๆ ประกอบด้วยภาพยนตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 Hart’s War คู่กับบรูซ วิลลิส รวมทั้งแสดงคู่กับทอม ครูซ ในเรื่อง Minority Report ของสตีเฟ่น สปีลเบิร์ก ตลอดจนคู่กับเบน อัฟเฟล็ค ในเรื่อง Daredevil และประกบอัล ปาลิโน ในเรื่อง The Recruit และซามูเอล แอล แจ๊คสัน ในเรื่อง S.W.A.T.

นอกจากนี้ ฟาร์เรลล์ ยังกลับมาร่วมงานกับโจเอล ชูมัคเกอร์ ในเรื่อง Phone Booth และหลังจากจบบทบาทของเขาใน Alexander ฟาร์เรลล์เดินทางไปยังแอฟริกาใต้เพื่อสวมบทนำใน Ask the Dust กับสวมบทร้อยเอกจอห์น สมิธ ในเรื่อง The New World ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเผชิญหน้าครั้งแรกระหว่างวัฒนธรรมชาวยุโรปกับอินเดียนแดง เกี่ยวกับมุมมองในเรื่อง Alexander ที่ใช้ทุนสร้างกว่า 7 พันล้านบาทนั้น ฟาร์เรลล์ กล่าวว่า “Alexander เป็นผู้นำอัจฉริยะมาก มีการวางแผนและกลยุทธ์ที่ไม่เหมือนใคร เข้มแข็ง มีอุดมการณ์ เขาเป็นผู้นำที่ไม่ใช่แค่นำอย่างเดียว แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพ คือยอมตายเพื่อทหารทุกคน ยอมอยู่แถวหน้า พร้อมตายในสนามรบ เป็นนายทหารที่สุดของที่สุดในประวัติศาสตร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ ต้องถ่ายทำให้เสร็จภายใน 87 วัน ผมเลยต้องฟิตร่างกายอย่างเต็มที่ก่อนเข้าฉาก โดยการเข้าค่ายฝึก 3 สัปดาห์ และเตรียมตัวโดยการอ่านหนังสือหลายเรื่อง รวมทั้งการเข้าค่ายฝึกแบบทหาร ฝึกขี่ม้า ซึ่งม้าประจำผมจะมีอยู่ 7 ตัว ( 4 ตัวที่ประเทศโมร็อกโก และ 3 ตัวในเมืองไทย ) ผมรู้สึกอยากแสดงเองโดยไม่ใช้สแตนอิน เพราะถ้าใช้ก็เหมือนเป็นง่อย และอยากสนุกด้วย”

สุดท้ายพระเอก ฟาร์เรลล์ หยอดคำหวานว่า.....ผมชอบเมืองไทย เพราะเป็นประเทศที่สวยงาม ผู้คนน่ารัก อัธยาศัยดี คนไทยอบอุ่น ดีใจที่ไดเห็นวัฒนธรรมใหม่ๆ เหมือนที่พระเจ้า Alexander เองก็ต้องเดินทางไปเห็นวัฒนธรรมต่างๆ แต่ไม่ค่อยมีเวลาเที่ยวเลย มีกำหนดถ่ายทำตลอด แต่อยากไปเที่ยวทะเลหรือต่างจังหวัด ส่วนภาษาไทยนั้นพูดเป็นแต่ “สวัสดีครับ” กับ “ขอบคุณครับ” และอยากบอกชาวไทยว่า “จงภูมิใจในความเป็นไทย”.....นี่คือมุมมองของพระเอก โคลิน ฟาร์เรลล์ ที่มีต่อเมืองไทย อย่างไรก็ตามไม่ควรพลาดภาพยนตร์มหากาพย์สุดอลังการ “อเล็กซานเดอร์ มหาราชชาตินักรบ” ที่มีโปรแกรมเข้าฉายในบ้านเราในวันที่ 24 พฤศจิกายนนี้


http://star.sanook.com/close/close_10348.php

[แก้ไข] คิม บาซิงเจอร์

คิม บาซิงเจอร์

ในการให้สัมภาษณ์นิตยสารบันเทิงของเยอรมนี “Cinema” เมื่อกลางเดือนตุลาคม “คิม บาซิงเจอร์” ดาราดังแห่งฮอลลีวู้ดวัย 50 ปีเศษ เผยความในใจว่า เธอมีความสุขกับชีวิตสาวโสด แต่ก็พร้อมที่จะแต่งงานอีกครั้ง หากเธอพบผู้ชายที่ถูกใจ บาซิงเจอร์ ซึ่งโด่งดังจากภาพยนตร์เรื่อง “9 ? Weeks” กับเรื่อง “L.A.Confidential” ยังบอกอีกว่า เธอไม่มีวันที่จะกลับไปคืนดีกับ “อเล็ค บัลด์วิน” อดีตสามีอีกแล้ว หลังจากยุติชีวิตการแต่งงานนาน 8 ปีเมื่อปี 2544 พร้อมย้ำด้วยว่า ตอนนี้เธอมีความสุขโดยไม่ต้องมีผู้ชายเคียงข้าง อย่างไรก็ตาม บาซิงเจอร์ กับบัลด์วิน อดีตสามีวัย 46 ปี ได้ต่อสู้กันทางกฎหมายเมื่อต้นปีนี้ เพื่อสิทธิในการดูแล “ไอร์แลนด์” บุตรสาวคนเดียวของทั้งคู่ ในที่สุด บัลด์วิน เป็นผู้ชนะคดีนี้ที่ศาลในนครลอสแองเจลิส

คิม บาซิงเจอร์ เกิดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2496 ที่เอเธนส์ ในรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยสัดส่วน 35-24-35 เป็นบุตรคนที่ 3 จากพี่น้องทั้งหมด 5 คน บาซิงเจอร์ ถือได้ว่ามาจากครอบครัวศิลปินอย่างแท้จริง เพราะพ่อของเธอเป็นนักดนตรีในวงแจซซ์ ส่วนแม่เป็นนักเต้นบัลเลต์ในน้ำ ขณะที่คิมเป็นคนช่างคิด ตอนเป็นเด็กเธอขี้อายอย่างมาก เพื่อช่วยให้เธอมีความกล้ามากขึ้น แม่จึงจับคิมมาเรียนเต้นบัลเลต์ตั้งแต่วัยเยาว์

จนกระทั่งคิมโตเป็นสาวรุ่นอายุได้ 16 ปี คิมผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยขี้อายได้เข้าประกวดสาวงาม Miss Athens Junior แม้ไม่ประสบความสำเร็จ ฃแต่เป็นก้าวย่างไปสู่การคว้ามงกุฎนางงามในรายการ Miss Georgia Junior จากนั้นเธอได้เดินทางไปนิวยอร์ก เพื่อร่วมแข่งขันในระดับชาติรายการ Miss National Junior

คิมซึ่งโตเป็นสาวงามบนความสูง 5 ฟุต 7 นิ้วครึ่ง ( 171 เซนติเมตร ) ได้รับการเสนอสัญญากับสำนักงานฟอร์ด โมเดลลิ่ง จนอายุล่วงสู่วัย 20 ปี คิมได้กลายเป็นนางแบบขั้นนำทำรายได้ถึง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน กระทั่งเข้าสู่ช่วงต้นทศวรรษที่ 1970 ( พ.ศ.2513 ) เธอปรากฏตามนิตยสารหลายสิบฉบับ และงานโฆษณาอีกหลายร้อยชิ้น

ในที่สุด คิม ได้เข้าเรียนวิชาการแสดงที่ Neighborhood Playhouse และได้แสดงละครเวทีที่ Greenwich Village Clubs พร้อมกับเป็นนักร้องภายใต้ชื่อ “เชลซี” ต่อมาคิมได้ย้ายไปอยู่ในลอสแองเจลิสเมื่อปี 2519 เพื่อกรุยทางเข้าสู่ฮอลลีวู้ด ซึ่งไม่ทำให้เธอผิดหวัง เพราะได้แสดงในภาพยนตร์ทีวีซีรีย์สุดฮิตเรื่อง Charlie’s Angels ( นางฟ้าชาลี )

ปี 2523 คิมเข้าพิธีวิวาห์กับ “รอน ซินเดอร์บริตตัน” ( หย่าร้างกันในปี 2532 ) ส่วนผลงานในวงการบันเทิง เธอร่วมแสดงใน Never Say Never Again และรับบทสาวงามแห่งเมือง Texan ในเรื่อง Nadine กับบทวิคกี้ วัล ช่างภาพหนังสือพิมพ์ในเรื่อง Batman จนกลายเป็นดาราที่มีผู้คนรู้จักมากขึ้น ด้วยความที่มีรายได้มากมายเหลือเฟือ คิมได้ตั้งกลุ่มลงทุนขึ้นมาเพื่อทำธุรกิจในเมืองบราเซลตันที่จอร์เจีย ด้วยเงินทุน 20 ล้านดอลลาร์ ( ต่อมาได้ขายกิจการนี้ไป )

ปี 2536 คิมพบรักกับพระเอกหนุ่ม “อเล็ค บัลด์วิน” และได้แต่งงานเป็นที่สอง อีกสองปีต่อมา ทั้งคู่ให้กำเนิดบุตรสาวชื่อ “ไอร์แลนด์” ช่วงนี้คิมต้องงดการแสดงเพื่อเลี้ยงลูก และด้วยความที่เธอรักสัตว์และเป็นมังสวิรัติตัวยง ทำให้คิมอุทิศเวลาให้กับกลุ่มพิทักษ์สัตว์ ( PETA ) พร้อมกับเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับองค์กรนี้ด้วย

ถึงปี 2540 คิมประสบความสำเร็จอย่างงดงามในอาชีพการแสดง ด้วยการคว้ารางวัลออสการ์ สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง L.A.Confidential และด้วยค่าตัวที่ได้รับถึง 5 ล้านดอลลาร์ จากเรื่อง I Dreamed of Africa ส่งผลให้คิมกลายเป็นดาราชั้นนำแนวหน้าของฮอลลีวู้ดในทันที

นอกจากนี้ คิมเคยได้รับเลือกจากนิตยสาร Empire ให้ติด 1 ใน 100 สตาร์สุดเซ็กซี่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์เมื่อปี 2538 ชีวิตส่วนตัวเธอเป็นนักมังสวิรัติ แต่ขณะเดียวกันคิมก็เป็นโรคกลัวอยู่ในที่โล่ง และที่ชุมชน ส่วนผลงานที่โดดเด่นอื่นๆ ยังมีเรื่อง Bless the Child กับเรื่อง 8 Mile รวมทั้งเรื่องล่าสุด Cellular ( สัญญาณเป็น สัญญาณตาย ) ภาพยนตร์แอ๊คชั่น-ทริลเลอร์ ที่เพิ่งเข้าฉายในบ้านเราเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมานี้เอง

สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นการรวมตัวกันของทีมผู้สร้างไอดี 4 และก๊อตซิลล่า ซึ่งคิมรับบทเป็น “เจสซิกา มาร์ติน” ครูสอนวิทยาศาสตร์ ที่มีชีวิตอยู่อย่างสงบ วันหนึ่งสถานการณ์กลับพลิกผัน เมื่อเธอถูกลักพาตัวไปยังสถานที่ที่เธอไม่รู้จัก ด้วยสัญชาตญาณของการเอาตัวรอด ทำให้เธอพยายามประกอบโทรศัพท์ที่ถูกทำลาย เพื่อขอความช่วยเหลือจาก “ไรอัน” ชายหนุ่มที่รับโทรศัพท์และพบว่าตัวเขาเองคือความหวังเดียวที่เธอมี และเหตุการณ์จะเป็นเช่นไร ลุ้นระทึกมากแค่ไหน คงต้องติดตามในโรงภาพยนตร์เอาเองนะจ๊ะ

http://star.sanook.com/close/close_10323.php

[แก้ไข] ซาราห์ มิเชลล์ เกลลาร์

ซาราห์ มิเชลล์ เกลลาร์

แฟนภาพยนตร์เขย่าขวัญหลายคนคงยังจำกันได้ถึงบทจูบอันร้อนแรงของ ดาราสาวหน้าหวานนาม “ซาราห์ มิเชลล์ เกลลาร์” ในภาพยนตร์เรื่อง Cruel Intentions ที่แสดงร่วมกับ ไรอัน ฟิลลิป จากภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ซาราห์ได้รับรางวัล เอ็มทีวี อวอร์ด ถึง 2 สาขาด้วยกันคือ สาขานักแสดงนำยอดเยี่ยม และฉากจูบยอดเยี่ยม แต่ในตอนนี้ ซาราห์ มิเชลล์ เกลลาร์ ได้กลับมาพร้อมกับผลงานล่าสุด คือภาพยนตร์เรื่อง The Grudge หรือชื่อไทยว่า “โคตรผีดุ” ซึ่งจะดุหรือสยองขวัญน่าสะพรึงกลัวแค่ไหนคงต้องติดตามในโรงภาพยนตร์ ช่วงต้อนรับวันฮาโลวีน โดยเฉพาะแฟนๆ ที่ชื่นชอบเรื่องผีทั้งหลายไม่ควรพลาด

ซาราห์ มิเชลล์ เกลลาร์ สาวอเมริกันร่างกะทัดรัด เกิดเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2520 เป็นลูกคนเดียว เธออยู่กับแม่เรื่อยมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เกลลาร์เป็นเด็กเรียนดี ทำให้เธอเรียนจบเร็วกว่าเด็กธรรมดา 2 ปี ด้วยเกรดเฉลี่ย 4.00 ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยมจริงๆ สำหรับเด็กตัวแค่นี้ เกลลาร์ เริ่มต้นในอาชีพการแสดงในปี 2524 เมื่อเธออายุ 4 ขวบ โดยมีโมเดลลิ่งมาเจอเธอขณะทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง อาทิตย์ต่อมาเธอได้ไปแคสบทของภาพยนตร์เรื่อง An Invasion of Privacy จากนั้นก็มีผลงานโฆษณาทางทีวีเรื่อยมา เกลลาร์ถือว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มดาราเด็กที่มีความสามารถในการแสดงสูง อีกผลงานหนึ่งที่ทำให้ชาวอเมริกันคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดีคือ ภาพยนตร์ชุดทางโทรทัศน์ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงเรื่อง Buffy the Vampire Slayer

ส่วนผลงานภาพยนตร์ที่ทำให้เธอเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ก็คือภาพยนตร์เขย่าขวัญเรื่อง I Know What You Did Last Summer และภาพยนตร์ซีรีส์ยอดนิยมเรื่อง Scream 2 ซึ่งเธอก็ได้รับรางวัล บล็อกบัสเตอร์ อวอร์ด ประจำปี 2541 สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม และยังร่วมแสดงเรื่อง Harvard Man ของเจมส์ โทแบ็ค ที่เปิดฉายรอบปฐมทัศน์ในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์อีกด้วย นอกจากนี้ เกลลาร์ ยังเข้าร่วมกิจกรรมนอกวงการบันเทิง ในฐานะอาสาสมัครขององค์กรการกุศลหลายแห่ง และให้การช่วยเหลือผู้ประสบเหตุอัคคีภัย โดยการไปแจกถุงยังชีพที่รัฐแคลิฟอร์เนียอีกด้วย เมื่อเร็วๆ นี้ เกลลาร์ เพิ่งเสร็จสิ้นการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง The Grudge ( โคตรผีดุ ) ที่ประเทศญี่ปุ่น พร้อมกับเผยว่า เธอรับบทเป็น คาเรน นักเรียนแลกเปลี่ยน สาขาสังคมสงเคราะห์ ที่มาพบเจอเรื่องระทึกขวัญที่บ้านแห่งหนึ่งที่ต้องคำสาป และเธอต้องหาทางแก้ไขมันให้ได้

และอีกอย่างคือ เธอต้องไปถ่ายทำภาพยนตร์ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมันน่าตื่นตาตื่นใจและท้าทายมากที่ได้มาเล่นภาพยนตร์แนวลึกลับ และต้องร่วมงานกับผู้กำกับ “ทาคาชิ ชิมิสุ” ทั้งที่เขาไม่เคยทำภาพยนตร์อเมริกันมาก่อน แถมยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้อีกด้วย แต่การที่ แซม ไรมี ไว้ใจทาคาชิ ทำให้เธอเชื่อว่า แซมมีความเชื่อมั่นในพรสวรรค์ของเขาอย่างมากๆ เลยทีเดียว พอรู้อย่างนั้นเลยทำให้เธออยากแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ และในฐานะนักแสดง มันทำให้เธอคิดอยากลองทำงานในสถานการณ์แบบนั้นบ้าง เธอเป็นคนชอบความรู้สึกหวาดกลัว สำหรับเธอแล้วภาพยนตร์ จู-ออน ฉบับญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างชั้นเยี่ยมของความรู้สึกนั้น

ความแรงของ “โคตรผีดุ” ภาพยนตร์สยองขวัญทุนต่ำที่ได้ เกลลาร์ รับบทดารานำ ทำเซอร์ไพร้ส์ถึงขั้นช็อกบอกซ์ออฟฟิศ เมื่อทำรายได้ในช่วงสุดสัปดาห์ระหว่างวันที่ 22-24 ตุลาคม ครองแชมป์ภาพยนตร์ทำเงินช่วงฮาโลวีน การเปิดตัวสัปดาห์แรกสูงถึง 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,600 ล้านบาท สูงกว่าที่โคลัมเบียผู้จัดจำหน่ายคาดหมายไว้ 2 เท่า

รอรี บรูเออร์ ประธานฝ่ายจัดจำหน่ายของโซนี บริษัทแม่ของโคลัมเบีย กล่าวถึงภาพยนตร์รีเมคว่า “ถ้าทำได้ 20 ล้านดอลลาร์ เราก็ดีใจเหลือหลายแล้ว” และยังกล่าวต่อว่า “เป็นเรื่องธรรมดาที่ช่วงใกล้ฮาโลวีนภาพยนตร์สยองขวัญต้องทำเงินสูง แต่ตัวเลข 40 ล้านนี้ต้องบอกว่า ไม่ธรรมดา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรามีแซม ไรมี ผู้เชี่ยวชาญในภาพยนตร์ประเภทนี้ ( ไรมี เคยกำกับ Evil Dead หรือ “คืนโหด ผีนรก” มาก่อน ) อีกทั้งเรามีการตลาดที่ยอดเยี่ยม และเรามี ซาราห์ มิเชลล์ เกลลาร์ ที่ทุ่มเทให้กับเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งแค่นี้ก็พอการันตีได้ว่า ภาพยนตร์เรื่อง The Gruged ( โคตรผีดุ ) น่าจะเฮี้ยนสมราคาจริงๆ”

http://star.sanook.com/close/close_10308.php

[แก้ไข] กวินเนธ พัลโทรว์

กวินเนธ พัลโทรว์

ถึงแม้เดิมทีเธอจะเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วไปในฐานะอดีตแฟนตัวจริงเสียงจริงของ แบรด พิตต์ พระเอกหนุ่มหล่อขวัญใจสาวๆ ทั่วโลก แต่สุดท้าย กวินเนธ พัลโทรว์ ได้สร้างความโด่งดังด้วยตัวเองอย่างรวดเร็วในฐานะดาราชั้นนำคนหนึ่งของวงการบันเทิงฮอลลีวู้ด จนมีคนนำเธอไปเปรียบเปรยกับ เกรซ เคลลี ดารารุ่นใหญ่ชื่อดัง ขณะที่ พัลโทรว์ ดาราสาวสวยผมสีบลอนด์ นัยน์ตาสีฟ้า ได้รับการชื่นชมจากการเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง Shakespeare in Love ซึ่งทำให้เธอคว้ารางวัล ออสการ์ สาขาดารานำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม เมื่อปี 2542

กวินเนธ พัลโทรว์ เป็นนักแสดงโดยสายเลือด เรพาะเป็นบุตรสาวของดาราหญิงนาม บลิธ แดนเนอร์ กับบรู๊ซ พัลโทรว์ ผู้กำกับ/ผู้ผลิต โดยพัลโทรว์เกิดในนครลอสแองเจลิส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2515 ตอนที่เธออายุ 11 ขวบ ครอบครัวได้โยกย้ายนิวาสถานไปอยู่ในแมสซาซูเซตส์ เนื่องจากพ่อของเธอต้องทำงานด้านการผลิตภาพยนตร์ที่นี่ ทำให้พัลโทรว์ได้รับการฝึกฝนด้านการแสดงภายใต้การดูแลของผู้ให้กำเนิด

ระหว่างนั้น พัลโทรว์ ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนในแมนฮัตตัน จนเธอเติบโตเป็นสาว พัลโทรว์จึงเข้าเรียนด้านมานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ก่อนตัดสินใจพักการเรียนเพื่อเอาดีด้านงานแสดงอย่างเต็มตัว และภาพยนตร์เรื่องแรกที่พัลโทรว์แสดงคือ Shout เมื่อปี 2534 ในปีเดียวกันนั้น เธอยังรับบทเวนดี้สาวใน Hook ของสตีเว่น สปีลเบิร์ก ผู้กำกับมือทอง สองปีต่อมาพัลโทรว์ได้สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมครั้งแรกในบทจิตรกรสาวเรื่อง Flesh and Bone

แม้เธออายุยังน้อย แต่พัลโทรว์ได้บทที่ควรจดจำใน Mrs.Parker and the Vicious Circle ( 2537 ) และ Jefferson in Paris ( 2538 ) ก่อนมามีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นกับบทของภรรยา แบรด พิตต์ ใน Seven ทว่าโชคไม่ดีที่เธอได้รับความสนใจจากแฟนๆ ในฐานะแฟนสาวของแบรด พิตต์ มากกว่าการทำงานในภาพยนตร์ ที่ส่งให้ภาพของเธอปรากฏสู่สายตาแฟนๆ ในหลายพื้นที่ทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม พัลโทรว์ ยังมีผลงานเข้ามาต่อเนื่องทั้ง Emma ตลอดจน The Pallbearer กับ Hard Eight จนกระทั่งปี 2541 เธอได้แยกทางกับแบรด พิตต์ แต่สิ่งที่ไม่ได้บั่นทอนกำลังใจหรือทำให้เธอลดความโด่งดังลงเลย ตรงกันข้ามแฟนๆ กลับรู้จักพัลโทรว์มากขึ้นในฐานะดาราคนหนึ่งไปแล้ว ปีนั้นเธอมีผลงานไม่ต่ำกว่า 5 เรื่อง แม้ว่า Hush กับ A Perfect Murder ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่ Great Expectation ได้รับคำชมกับการตอบสนองพอสมควร

นอกจากนั้นยังมี Sliding Doors แนวคอมเมดี้ กับเรื่อง Shakespeare in Love โดยเฉพาะเรื่องหลังนี้ สามารถคว้ารางวัลออสการ์ได้ถึง 7 ตัว 

ซึ่งในจำนวนนั้นรวมทั้งคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี และรางวัลดารานำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยมก็ตกเป็นของพัลโทรว์

ปีถัดมา พัลโทรว์ ร่วมแสดงใน The Talented Mr.Ripley กับดาราดังอย่าง แม็ตต์ ดามอน, จู๊ด ลอว์, เคท บลันเซ็ตต์ ด้วยผลงานในเรื่องดังกล่าวมีส่วนผลักดันให้เธอกลายเป็นดาราระดับแนวหน้า อีกทั้งจากความเป็นนักแสดงอารมณ์ดีทำให้เธอได้รับบทเป็นสาวตุ้ยนุ้ยผู้มีน้ำหนักถึง 300 ปอนด์ ในภาพยนตร์ตลกเรื่อง Shallow Hall ในปี 2544 ต่อจากนั้น พัลโทรว์ ก็มีภาพยนตร์ที่ร่วมแสดงอีกหลายเรื่อง อาทิ The Anniversary Party, Passession, The Royal Tenenbaums ตลอดจนเรื่อง View From the Top ที่พัลโทรว์รับบทแอร์โฮสเตส แต่ไม่ประสบความสำเร็จในแง่คนดู จึงไม่อาจเข้าสู่ Box Office ได้

ฃความล้มเหลวของ View From the Top ไม่ได้สร้างความหนักใจให้กับพัลโทรว์ เพราะเธอยังมีผลงานจากเรื่อง Sylvia ที่อิงจากชีวิตจริงของ Sylvia Plath ตำนานด้านวรรณกรรม และได้รับคำชมจากหลายฝ่าย ส่วนชีวิตรักของเธอ หลังจากที่พัลโทรว์แยกทางกับแบรด พิตต์ ก็ไม่ค่อยควงหนุ่มหน้าไหนอย่างจริงจังเสียที จนกระทั่งเกือบสิ้นปี 2546 พัลโทรว์ตกเป็นข่าวดังเมื่อเข้าพิธีวิวาห์กับ คริส มาร์ติน นักร้องหนุ่มจากวง Coldplay ซึ่งการมีครอบครัวของเธอ ทำให้พัลโทรว์ได้รับของขวัญชิ้นโต จากการให้กำเนิดทารกน้อยคนแรกเพศหญิงนาม แอปเปิ้ล มาร์ติน

ชีวิตครอบครัวไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการทำงานในวงการภาพยนตร์ เพราะเธอได้ประกบกับพระเอก จู๊ด ลอว์ อีกครั้ง ซึ่งก็ยังมีสาวสวยเซ็กซี่อีกคนคือ แองเจลิน่า โจลี่ ร่วมแสดงด้วยในภาพยนตร์แอ๊คชั่น-ไซไฟเรื่อง Sky Captain and the World of Tomorrow ( สกายแคปตัน ผ่าโลกอนาคต ) มีกำหนดเข้าฉายในบ้านเราวันที่ 28 ต.ค.นี้ และก่อนสิ้นปีนี้ แฟนๆ ภาพยนตร์อาจได้ชมฝีมือการแสดงของเธออีกเรื่องใน Proof จากฝีมือการกำกับของ กาย แมคเดน ซึ่งอาจเป็นการส่งท้ายการแสดงสำหรับปีนี้ของพัลโทรว์ หลังจากไปทำหน้าที่แม่บ้านให้กับสามีนักร้องคริส มาร์ติน มานานหลายเพลาแล้ว

http://star.sanook.com/close/close_10299.php

[แก้ไข] เซียน่า กิลเลอรีย์

เซียน่า กิลเลอรีย์

ผ่านงานแสดงมาอย่างโชกโชนสำหรับ เซียน่า กิลเลอรีย์ ทั้งหนังเรื่องดังอย่าง Love Actually และ The 3 Kings ภาพยนตร์ที่เคยฉายในบ้านเรามาแล้ว ล่าสุด กิลเลอรีย์ กำลังมีผลงานใหม่ที่เป็นภาคต่อมาในเรื่อง Resident Evil : Apocalypse หรือชื่อไทยว่า “ผีชีวะ 2 ผ่าวิกฤติไวรัสสยองโลก” ที่เข้าฉายในบ้านเราขณะนี้

ความเป็นมาก่อนเข้าสู่อาชีพนักแสดงของกิลเลอรีย์น่าสนใจพอสมควร เธอเป็นบุตรสาวของ ไอแซค กิลเลอรีย์ มือกีตาร์ที่เกิดในคิวบา ซึ่งเคยร่วมงานกับนักดนตรีชั้นนำมาแล้วหลายคน อาทิ โดโนแวน, โจแอน บาซ, เอลกี บรู๊คส์, มิค แจ็คเกอร์ โดยกิลเลอรีย์กำเนิดเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 1975 ( พ.ศ.2518 ) ที่ฟูแลม ในมหานครลอนดอน ประเทศอังกฤษ บนความสูง 5 ฟุต 6 นิ้ว ( 168 เซนติเมตร ) พร้อมกับน้ำหนัก 110 ปอนด์ ผมสีบลอนด์ สัดส่วน 34-24-34 สวมใสเสื้อผ้าขนาดเบอร์ 4 ( สหรัฐ ) และเคยมีสามีมาแล้ว แต่ได้หย่าร้างกับ นิค มอแรน นักแสดงชาวอังกฤษเมื่อปี 2543 หลังจากทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกันเป็นเวลานานถึง 4 ปี ปัจจุบันกิลเลอรีย์ รับค่าตัวจากการแสดงภาพยนตร์ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ประมาณ 40 ล้านบาท ) ต่อเรื่อง

ช่วงวัยเด็ก กิลเลอรีย์ได้รับการอบรมไม่ให้ถือแบบอย่างขนบธรรมเนียมใดๆ แต่ได้รับการส่งเสริมในด้านการสร้างสรรค์และศิลปะ แต่จากนั้นไม่นานความทะเยอทะยานที่จะเป็นดารานักแสดงได้ผุดขึ้นในสมองของเธอ ซึ่งในปี 2536 กิลเลอรีย์มีอายุ 16 ปี ได้รับโอกาสแสดงภาพยนตร์ทางทีวีครั้งแรกที่อังกฤษในมินิซีรีย์เรื่อง Riders ด้วยความสามารถทางการแสดงที่ปรากฏออกมา ส่งผลให้เธอได้ฝากผลงานชิ้นใหม่ในทีวีซีรีย์เช่นกันเรื่อง The Buccaneers เมื่อปี 2538

ภายหลังร่วมแสดงในเรื่องนี้ กระตุ้นให้กิลเลอรีย์หมั่นฝึกปรือการแสดงมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งอายุได้ 21 ปี เธอพร้อมกับเพื่อนคนหนึ่งเข้าสู่สังกัดของ สำนักงานโมเดลลิ่ง Select และเข้าฝึกฝนวิชาการแสดงที่ New World School of Dramatic Arts กับ Paris Conservatoire ช่วงเวลานั้น กิลเลอรีย์หวนคืนสู่จอเงินในปี 2543 ด้วยภาพยนตร์เขย่าขวัญเรื่อง Sorted

กิลเลอรีย์ เริ่มพัฒนาฝีมือการแสดงได้อย่างโดดเด่น จนสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมด้วยเรื่อง Kiss Kiss กับ Late Night Shopping รวมทั้ง The Rules of Engagement โดยเฉพาะเรื่อง A Girl Like You ส่งให้กิลเลอรีย์ดังเป็นพลุแตก เมื่อเรื่องนี้ถูกนำมาออกอากาศในอังกฤษเมื่อปี 2544 ดังนั้นอีกไม่นานชื่อของเธอจึงไปปรากฏที่ฮอลลีวู้ด

โดยกิลเลอรีย์รับบทนำในภาพยนตร์ผจญภัยแนววิทยาศาสตร์เรื่อง The Time Machine แต่ไม่ประสบความสำเร็จในบ๊อกซ์ ออฟฟิศ ถึงกระนั้นด้วยความสวยและเป็นนักแสดงสาวที่มีฝีมือ ทำให้เธอร่วมแสดงใน Helen of Troy ทางโทรทัศน์ ที่ไม่ดังเปรี้ยงปร้างมากนัก และถึงแม้กิลเลอรีย์ยังคงตัดสินใจจงรักภักดีต่อวงการโทรทัศน์ในอังกฤษ จากผลงานเรื่อง Beauty ในปี 2547

แต่เธอก็ยังปรากฏสู่สายตาแฟนๆ ในภาพยนตร์หลายเรื่องของอเมริกา เช่น Love Actually กับเรื่อง Resident Evil : Apocalypse นอกจากนั้นในปีเดียวกัน กิลเลอรีย์กำลังถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Victims กับเรื่อง Poolhall Prophets ที่มีโปรแกรมเข้าฉายในปีหน้า

สำหรับ “ผีชีวะ 2 ผ่าวิกฤตไวรัสสยองโลก” ได้รับความสนใจจากแฟนๆ ไม่น้อย หลังจากเปิดตัวครั้งแรกที่อเมริกาในเดือนกรกฎาคม ปรากฏว่าในสัปดาห์แรกที่เข้าสู่บ๊อกซ์ ออฟฟิศ สามารถกวาดรายได้ถึง 23.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกันมีผู้สนใจเข้าไปคลิกชมตัวอย่างภาพยนตร์ดังกล่าวกว่า 300,000 คนในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ทำให้เซิร์ฟเวอร์ของเว็บไซต์ โซนี่ พิคเจอร์ ล่มชั่วคราว

ด้วยเหตุนี้เป็นการบ่งบอกถึงการรอคอยชมภาค 2 ของภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างใจจดใจจ่อของแฟนๆ อีกทั้งในเรื่องนี้ กิลเลอรีย์ รับบท จิล วาเลนไทน์ มือปราบซอมบี้ทั้งสาวสวยและเซ็กซี่ ประกบ มีล่า โจโววิช นางเอกของเรื่องที่รับบท อลิซ มาตั้งแต่ภาคแรก ซึ่งภาคใหม่นี้ยังถูกเหล่าซอมบี้ตามล่าอย่างหนัก และการที่ได้กิลเลอรีย์มารับบทคู่หูมือปราบของโจโววิช ทำให้ภาค 2 นี้สนุกมายิ่งขึ้น เพราะมีสาวสวยจอมพิฆาตไวรัสสยองโลก จะทำให้ขนพองสยองเกล้ามากแค่ไหน คงต้องติดตามเอาเองจากโรงภาพยนตร์ใกล้บ้านที่เรื่องนี้เข้าฉายในบ้านเราตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2547 ที่ผ่านมา

http://star.sanook.com/close/close_10279.php

[แก้ไข] จู จิน-โม

จู จิน-โม

หนุ่มหล่อ สุดเท่ห์ จู จิน-โม ที่กำลังโด่งดัง และกลายเป็นขวัญใจของสาวไทยหลายๆ คนอยู่ในขณะนี้ กับละครซีรี่ส์สุดฮิต Punch ! วันนี้เราพาทุกคนมาทำความรู้จับกับชายหนุ่มคนนี้ให้มากขึ้น และทุกคนจะหลงรักผู้ชายคนนี้ทั้งตัวตนจริงๆ และความสามารถด้านการแสดงของเขา…..

ชื่อจริงของ จู จิน-โม คือ ปาร์ค จิน-แต เกิดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2516 ซึ่งตอนนี้เขาก็มีอายุ 31 ปีแล้ว แต่ใครหลายๆ คนก็ยังคงคิดว่าเขาอายุประมาณ 24-25 ปีอยู่เสมอ และเขายังเป็นคนที่ดูแลรักษาสุขภาพเอามากๆ เขาเป็นคนที่ให้ความสำคัญต่อการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และกีฬาโปรดที่เขามักจะเล่นอยู่เป็นประจำคือ ว่ายน้ำ, เทควันโด และกีฬาที่เขาโปรดปรานมากที่สุดก็คือ เพาะกาย

จู จิน-โม เริ่มต้นในวงการบันเทิงด้วยผลงานการแสดง โดยรับบทเป็นนักแสดงสมทบในภาพยนตร์เรื่อง “Farewell My Darling” ในปี 1996 และตามาด้วยภาพยนตร์เรื่อง “Park Vs. Park” ในปี 1997 ก่อนที่ปี 1999 จู จิน-โม นั้นเปนจุดพลิกพลัน เพราะในปีเดียวกันเขาได้รับบทเด่น โดยการได้เป็นนักแสดงนำในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ถึง 2 เรื่อง โดยภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาก็คือ “Dance Dance” ซึ่งในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวเขาได้รับบทเป็นครูสอนเต้นรำ และภาพยนตร์เรื่องที่ 2 ในปีนั้นก็คือเรื่อง “Happy End” ซึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้เขาได้รับบทเป็นชู้รักของผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว และในปีนั้นเขาก็ได้มีโอกาสรับงานละครเป็นครั้งแรกในเรื่อง “Temptation” งเขาได้รับบทเป็นคู่รักของชายหนุ่มวัยทำงานที่แอบไปมีความสำพันธ์ลับๆ กับชายหนุ่มที่แต่งงานแล้ว และหลังจากที่ละครเรื่องดังกล่าวออกฉายนั้น จู จิน-โม ถูกมองในแง่ลบเป็นอย่างมาก เพราะด้วยบทบาทที่แสดงได้อย่างถึงบทตามที่ผู้กำกับต้องการ

จู จิน-โม เป็นคนที่ชอบในการรับงานที่ท้าทายความสามารถของตัวเขาเอง เพราะเมื่อปี 2000 เขาเริ่มต้นด้วยภาพยนตร์เรื่อง “Real Fiction” ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ใช้เวลาในการทำงานค่อนข้างสั้นมากคือ 3 ชั่วโมงครึ่ง โดยที่ไม่มีการเทคเพื่อ่ถายทำใหม่แต่อย่างใด โดยเขารับบทเป็นศิลปินหนุ่มที่มีแต่เรื่องที่ผิดหวัง จนกระทั่งกลายมาเป็นความกดดันทำให้เขากลายเป็นฆาตกรโหดที่ฆ่าคนได้อย่างไร้ความปราณี และในส่วนอขงผลงานละครนั้น จู จิน-โม ก็มีละครเรื่อง “Angry Face” ที่ได้รับคำชมจากแฟนๆ ละครอย่างท่วมท้นเลยทีเดียว ในปี 2001 จู จิน-โม ได้แสดงภาพยนตร์ถึง 2 ด้วยกัน โดยในเรื่องแรกคือ “Musa” ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์แห่งปีที่ร่วมทุนสร้างระหว่างประเทศเกาหลี และประเทศจีน ซึ่งเขาแสดงประกบกับดาราสาวสวย มากความสามารถ จากประเทศจีน จางซึยี่ และภาพยนตร์อีกเรื่องก็คือ “Wanee and Junah” ที่เล่าเรื่องราวความรักของนักเขียนบทภาพยนตร์หนุ่มกับสาวนักเขียนการ์ตูนผู้มีอดีตฝังใจกับรักแรก

จนมาปลายปี 2003 จู จิน-โม กลับมาเริ่มรับงานอีกครั้งด้วยละครเรื่อง “Punch !” โดยที่เขารับบทเป็นนักมวยหนุ่มที่ชีวิตต้องพลิกผันหลังจากการชกในนัดสำคัญ ที่ทำให้คู่ชกของเขาต้องเสียชีวิต จนหลายปีผ่านไปเขาต้องมารับหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนวิธีการชกมวยให้กับน้องสาวแท้ๆ ของคู่ชกที่เขาทำให้เสียชีวิต และในปี 2004 เขาก็มีผลงานภาพยนตร์ถึง 3 เรื่องด้วยกัน เรื่องแรกคือภาพยนตร์แนวคอมเมดี้เรื่อง “Liar” ตามมาด้วยภาพยนตร์แนวสงครามฟอร์มยักษ์เรื่อง “The Trigger” และล่าสุดกับภาพยนตร์เรื่อง “Bighouse Dotcom” นอกจากนั้น จู จิน-โม ก็กำลังจะมีผลงานละครร่วมทุนสร้างเรื่องใหม่ ในละครเรื่อง “Sky Dance”

http://star.sanook.com/close/close_10247.php

[แก้ไข] อายะ อูอิโตะ

อายะ อูอิโตะ

ในปี 2540 ประเทศญี่ปุ่นถูกปฏิวัติสู่ยุคใหม่ของการ์ตูนแอ๊คชั่น เมื่อการ์ตูนสุดฮิตของ โคยาม่า ยู ซามูไรสาวสวยพิฆาตเลือดกระฉูดเรื่อง อาซูมิ ( Azumi ) ทำยอดขายไปทั้งสิ้นกว่า 8 ล้านเล่มในญี่ปุ่น และอีก 6 ปีต่อมา การ์ตูนเรื่องนี้ก็ถูกนำมาสร้างใหม่ในฉบับภาพยนตร์ ภายใต้ฝีมือการกำกับของ ริวเฮ คิตามูระ จาก Versus

โดยในอาซูมิฉบับภาพยนตร์ ( เข้าฉายในบ้านเราเมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา ) โคยาม่า ยู รับหน้าที่หนึ่งในทีมผู้เขียนบทร่วมกับ ริวเฮ คิตามูระ และผลที่ได้คืองาน Clult-Action เหนือจริงที่นำไปสู่รางวัล Audience Award ของริวเฮ คิตามูระ จากวเทีเทศกาลภาพยนตร์ฟิลาเดลเฟีย และการเข้าชิงรางวัลนักแสดงนำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม รางวัลตุ๊กตาทองจากประเทศญี่ปุ่นของ อายะ อูอิโตะ

ทั้งนี้ อายะ อูอิโตะ ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 14 กันยายน 1985 ( พ.ศ.2528 ) ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น บนความสูง 162 เซนติเมตร พร้อมกับมีเลือดกรุ๊ปโอ งานอดิเรกชอบอ่านหนังสือกับเคนโด้ นอกจากงานภาพยนตร์แล้วเธอยังมีผลงานละครเรื่อง Matthew’s Best Hit TV และผลงานเพลงอาทิ Kizuna, Hello และ Kansya

ส่วนบทอาซูมิที่แสดงนำ โดยอูอิโตะฉบับจอเงินของคิตามูระนั้นคือสาวสวยที่ถูกลิขิตมาเพื่อเป็นนักฆ่า ในเรื่องนี้เธอมีแต่ฆ่า ฆ่าสถานเดียว และฆ่าศัตรูกว่า 200 ศพ แถมท้ายด้วยฉากไคลแมกซ์ที่คนดูจะได้เห็นมุมกล้องที่กวัดแกว่งไปมาถึง 360 องศานั้น นับว่าเป็นการเปิดมุมมองใหม่ให้กับสไตล์ภาพยนตร์ Cult ของประเทศญี่ปุ่น

และจากผลงานที่เข้าตาของคิตามูระได้ทำให้พวกเขาถูกบริษัทมิราแม็กซ์จับเซ็นสัญญาเป็นผู้กำกับในสังกัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงนักแสดงนำของเรื่องอย่าง อายะ อูอิโตะ ที่กำลังถูกแมวมองจาก Fox ยักษ์ใหญ่ภาพยนตร์เมเจอร์จากอเมริกายื่นบทนำภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องหนึ่งในปี 2548 ให้แก่เธอ

ริวเฮ คิตามูระ ผู้กำกับอาซูมินั้นได้ชื่อว่าเป็นแถวหน้าของภาพยนตร์ Cult-Acition ยุคใหม่ของญี่ปุ่น อดีตของเขานั้นขมขื่น เมื่อต้องสร้างตัวเองมาจากการกำกับภาพยนตร์ V-cinema ปีละกว่า 80 เรื่อง กว่าจะได้มากำกับภาพยนตร์จอเงินทุนสร้าง 50,000 ดอลลาร์สหรัฐอย่าง Versus และ 3 ปีต่อจากความสำเร็จในครั้งนั้นแทบไม่น่าเชื่อว่าเขาจะกลายเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ทุนสร้างสูงระดับท็อปไฟว์อย่างอาซูมิในปี 2546

คิตามูระนั้นคิดแล้วคิดอีกว่าจะออดิชั่นใครมารับบทอาซูมิดี ด้วยความที่ว่า อาซูมิฉบับภาพยนตร์นั้นดัดแปลงมาจากการ์ตูนยอดขายกว่า 8 ล้านฉบับของ โคยาม่า ยู เจ้าของผลงานดังๆ อย่าง เรียวม่า เมื่อคิดไม่ออกคิตามูระจึงหันไปปรึกษา โคยาม่า ผลที่ได้ก็คือ โคยาม่า ยู กลายเป็นที่ปรึกษาบทภาพยนตร์ให้กับเรื่องนี้ แต่คิตามูระก็ยังคิดไม่ออกอยู่ดีว่าจะให้ใครรับบท อาซูมิ จนเขาได้ข่าวว่า ผู้กำกับในดวงใจ เควนติน ทาแรนติโน กำลังสร้าง Kill Bill และเขาก็รู้ว่าใครถูกเลือกเป็นนางเอกของเควนติน

หัวค่ำนั้น คิตามูระเดินใจลอยเข้าไปในร้านขายซามูไร แล้วเขาก็ได้เห็น อายะ อูอิโตะ โฆษณาอะไรสักอย่างทางโทรทัศน์ ทำให้ ริวเฮ คิตามูระ ตัดสินในทันทีว่าใบหน้าของเธอนั้นเหมาะกับซามูไรเป็นที่สุด สุดท้าย อายะ อูอิโตะ ตกลงใจรับบทนี้ ทำไมน่ะหรือ ก็เพราะว่ากีฬาโปรดของเธอคือ เคนโด้ เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกใจที่เห็นอาซูมิฉบับอายะ อูอิโตะ สะบัดดาบอย่างคล่องแคล่วก่อนจะฆ่าศัตรูกว่า 200 คนในเวลาเพียงชั่วอึดใจ

ใครๆ ก็รู้ว่า ริวเฮ คิตามูระ ไม่ชอบทฤษฎี โดยเฉพาะทฤษฎีภาพยนตร์ เขาเคยฉีกกฎเส้น 180 องศาของทฤษฎีภาพยนตร์ด้วยการให้ตัวละครกระโดดข้ามกล้องไปมาใน Versus แต่ในอาซูมิเขาฉีกกฎนั้นอีกครั้งด้วยการถ่ายฉากต่อสู้สุดมันระหว่าง อาซูมิ กับ บิโจมารุ โมกามิ ด้วยมุมกล้อง 360 องศาซะเลย

“ผมถ่ายทำนาน 4 เดือน หมดเลือดไปถึง 500 แกลลอน จริงๆ แล้วผมก็ไม่รู้หรอกว่าอาซูมิฆ่าคนไปทั้งหมดกี่คนในภาพยนตร์ แต่ที่ผมรู้ก็คือ อายะ อูอิโตะ แสดงสมจริงถึงขนาดไม่ยอมวางดาบ ทำให้พวกเราสิ้นเปลืองเลือดเทียมในการถ่ายทำมากจริงๆ แต่ถึงกระนั้นเราก็ไม่รู้จะจัดการกับเธอยังไงเหมือนกัน” คิตามูระ กล่าวตลกตบท้าย

http://star.sanook.com/close/close_10218.php

[แก้ไข] ไดแอน ครูเกอร์

ไดแอน ครูเกอร์

หลังจากได้รับบทเด่นในเรื่อง Troy ที่แสดงคู่กับ ออลันโด บลูม สาวสวยนัยน์ตาคมอย่าง ไดแอน ครูเกอร์ กลับมาโลดแล่นบนแผ่นฟิล์มอีกครั้งกับภาพยนตร์เรื่อง Wicker Park ( ถลำรัก แรงเสน่หา ) กับพระเอกเสน่ห์แรงแห่งฮอลลีวู้ด จอช ฮาร์เน็ท โดยบทบาทของภาพยนตร์ที่ได้รับของทั้ง 2 เรื่อง มีความเหมือนในตรงที่ว่า หญิงสาวที่ทำให้ผู้ชายรักได้สุดหัวใจ และยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อเธอ

ไดแอน ครูเกอร์ เกิดในเยอรมนี เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 1976 ( พ.ศ. 2519 ) มีน้องชาย 1 คน เธอคลั่นไคล้อยากเป็นนักบัลเล่ต์ตั้งแต่ยังเด็ก ดังนั้นครูเกอร์จึงเริ่มเรียนรอยัลบัลเล่ต์ ในลอนดอนประเทศอังกฤษเมื่ออายุยังน้อย และได้เริ่มแสดงตามงานต่างๆ ของโรงเรียน แม้ว่าบางครั้งเธอจะได้รับบาดเจ็บ แต่ด้วยใจรักเธอจึงเต้นบัลเล่ต์เรื่อยมา แต่ในที่สุด ครูเกอร์ต้องล้มเลิกความตั้งใจที่จะยึดอาชีพการเต้นบัลเล่ต์ เนื่องจากอุบัติเหตุที่หัวเข่า เธอจึงเก็บกระเป๋ากลับสู่บ้านเกิด และเบนเข็มสู่การเป็นนางแบบอย่างเต็มตัว ด้วยสัดส่วน 33.5/23/34.5 บนความสูง 173 เซนติเมตร เมื่อตอนอายุ 15 ปี การเข้าสู่วงการนางแบบส่งผลให้เธอสามารถเข้ารอบสุดท้ายการประกวดสุดยอดนางแบบแห่งปีของอิลิท โมเดลในปี 2533

หลังจากนั้นอีกไม่นาน ครูเกอร์กลายเป็นหนึ่งในบรรดานางแบบชั้นนำของปารีส โดยเดินแบบให้กับห้องเสื้อชื่อดังต่างๆ นอกจากนั้นยังได้ขึ้นปกนิตยสารชั้นนำหลายฉบับอาทิ Vogue และ Elle อีกด้วย ต่อจากนั้น ไดแอน ครูเกอร์ ตัดสินใจผันตัวเองเข้าสู่อาชีพนักแสดง โดยเริ่มจากการเข้าฝึกการแสดงที่ Ecole Florent และได้รับรางวัล Classe Libre ในการเป็นนักแสดงยอดเยี่ยมแห่งปี ส่วนผลงานด้านภาพยนตร์ ไดแอน ครูเกอร์ ได้แสดงภาพยนตร์เรื่องแรกคู่กับ เดนนิส ฮอปเปอร์ และคริสโตเฟอร์ แลมเบิร์ต ในภาพยนตร์อิสระเรื่อง The Piano Player ออกฉายเมื่อปีที่แล้ว เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Caesar เมื่อปีที่แล้ว จากการรับบทในภาพยนตร์ฝรั่งเศสที่ได้รับรางวัลเรื่อง Mon Idol และได้แสดงในภาพยนตร์ฝรั่งเศสเรื่องอื่นๆ เช่นเรื่อง Michel Vaillant เมื่อปีที่แล้วในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2546 กับ Chopard Trophy of the Revelation สาขานักแสดงใหม่ยอดเยี่ยม

เมื่อเร็วๆ นี้ ครูเกอร์เพิ่งเสร็จจากการแสดงภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดครั้งแรกของเธอที่เล่นคู่กับ จอช ฮาร์เน็ท และโรสเบิร์น ในภาพยนตร์โรแมนติกระทึกขวัญเรื่อง Wicker Park หนังรักที่เต็มไปด้วยชั้นเชิง ด้วยการเล่าเรื่องแบบมีเหลี่ยมมีมุม ซึ่งกำลังจะออกฉายในบ้านเรา โดยจอช ฮาร์เน็ท ได้พูดถึงนักแสดงสาวชาวเยอรมันคนนี้ว่า "เธอเยี่ยมและน่ารักมากๆ เป็นนักแสดงที่ดี มีความรับผิดชอบ ผมว่า เธอเหมาะกับบทที่ได้รับมาก"

ด้าน ครูเกอร์ พูดถึงการรับบทดังกล่าวว่า "ฉันเพิ่มเสร็จจากการถ่ายหนังที่ฝรั่งเศส ซึ่งลุค เบสสัน เป็นผู้อำนวยการสร้าง และทอม โรเซนเบิร์ก ( ทีมงาน Wicker Park ) ก็ ได้มาหาลุค ที่ปารีส พวกเขากำลังคุยกันถึงงานอื่นๆ ที่เขากำลังทำอยู่ แล้วทอมก็พูดขึ้นมาประมาณว่า เอ้อ...เรายังหาผู้หญิงมารับบทนี้ไม่ได้เลย ลุค ก็เลยบอกว่า ถ้างั้นคุณน่าจะได้เจอ ซึ่งไดแอน ครูเกอร์ มาถูกที่ถูกเวลามากเลย ฉันว่า"

หลังจากนั้น เธอได้บินไปที่มอนทรีออล เพื่อเทสต์หน้ากล้อง ก็เลยได้รับบทลิซ่า ทอมกล่าวว่า "ไดแอน ครูเกอร์ เป็นผู้หญิงที่สวยและมีความสามารถอย่างเหลือเชื่อ เธอเหมาะกับบทนี้อย่างที่สุด เธอปิดล้อมทุกๆ อย่างที่ตัวละครของจอช พยายามที่จะค้นหาให้เจออีกครั้ง เธอดูสง่างาม และก็ขึ้นกล้องด้วย"

อย่างไรก็ตาม ครูเกอร์ กล่าวปิดท้ายว่า "ฉันคิดว่า มันมีเส้นบางๆ กั้นระหว่าง ความรักแท้กับความหลังฝังใจ หลังจากที่เธอได้ดูภาพยนตร์ต้นฉบับของ Wicker Park และฉันคิดว่า เป็นภาพยนตร์ที่สวยงาม มันเป็นเรื่องของความบังเอิญ ความรักแท้ และพรหมลิขิต ทำให้ฉันคิดว่าในเวลาที่คนเราว้าวุ่นใจ ความปรารถนาจะมาก่อนเรื่องของความสัมพันธ์ ฉันคิดว่ามันเป็นสาระที่สวยงามมาก และสุดท้ายคุณไม่สามารถอธิบายความรักได้หรอก"

http://star.sanook.com/close/close_10201.php

[แก้ไข] เฉินกวนซี

เฉินกวนซี

- ชื่อ นามสกุล เฉินกวนซี ( Edison Chen ) - ชื่อภาษาญี่ปุ่น Totemo Tsukarette - ชื่อเล่น Eddie, Illkid - วันเกิด 7 ตุลาคม 2523 - อายุ 24 ปี - ส่วนสูง 175 เซนติเมตร - น้ำหนัก 65 กิโลกรัม - สถานที่เกิด Vancouver, Canada - ครอบครัว พ่อ-แม่, พี่สาว 2 คน ( Tricia, Olivia ) - การศึกษา R.C. Palmer Secondary ( Richmond, Canada ) - งานอดิเรก เต้นรำ, เล่นอินเตอร์เน็ต, กิน - แนวดนตรีที่ชื่นชอบ Hip Hop, R & B - อาหารที่ชื่นชอบ อาหารญี่ปุ่น - นักร้องที่ชื่นชอบ Sammi Cheng, Leslie Cheung, Janet Jackson, R. Kelly - ผู้หญิงที่สวยที่สุด คุณแม่, Jennifer Lopez, Alicia Keys, จางซือยี่ - ภาพยนตร์ที่ชื่นชอบ Rush Hour, Star Wars, Gladiator - ที่อยู่ 15/F, Crocodile House1, 50 Connaught Road, Central, Hong Kong, China - ผลงานเพลง ปี 2004 Please Steal This Album - ผลงานละครซีรี่ส์

ปี 2002 Feel 100% II Vol.1
ปี 2003 Heart of Fencing

- ผลงานภาพยนตร์ • ปี 2000 Dead or Alive • ปี 2001 Gen-Y Cop 2, Final Romance • ปี 2001 Dummy Mummy Without a Baby • ปี 2002 Dance of a Dream, Princess D • ปี 2002 Hi, Dharma ! • ปี 2003 Nine Girls and a Ghost • ปี 2003 Infernal Affairs • ปี 2003 Twins Effect • ปี 2003 The Medallion • ปี 2003 Infernal Affairs 2 • ปี 2003 The Spy Dad • ปี 2004 Sex and the Beauties • ปี 2004 Moving Targets • ปี 2004 Jiang Hu • ปี 2004 Twins Effect 2

http://star.sanook.com/close/close_10140.php

[แก้ไข] เรียวโกะ ฮิโรสุเอะ

เรียวโกะ ฮิโรสุเอะ

- ชื่อ นามสกุล Ryoko Hirosue ( เรียวโกะ ฮิโรสุเอะ ) - วันเกิด 18 กรกฎาคม 2523 - อายุ 24 ปี - สถานที่เกิด Kohchi-City Kohchi Prefecture, Japan - ส่วนสูง 160 เซนติเมตร - น้ำหนัก 40 กิโลกรัม - ครอบครัว พ่อ-แม่, น้องสาวชื่อ เอมิ - งานอดิเรก ฟังเพลง, ร้องคาราโอเกะ, เล่นออร์แกนไฟฟ้า - กีฬาที่ชื่นชอบ ว่ายน้ำ, บาสเกตบอล - สีโปรด สีขาว - สัตว์ที่ชอบ สุนัข, ปลาโลมา - อาหารจานโปรด ซูชิ, ขนมปังหวาน, ไอศกรีม - ศิลปินที่ชื่นชอบ อัตซึโกะ อาซาโนะ, Mr.Children, Dream Come True - Homepage www.ryoko-hirosue.org - ที่อยู่ที่ติดต่อได้ R H Friendle, 6-12-3, Minamiaoyama Minato-Ku, Tokyo 107-0062, Japan

- ผลงานเพลง ปี 1997 อัลบั้ม ARIGATO, ปี 1998 อัลบั้ม Ryoko Hirosue Winter Gift’98, ปี 1999 อัลบั้ม Private ปี 1999 อัลบั้ม Ryoko Hirosue Winter First Live-RH Debut Tour 1999, ปี 1999 อัลบั้ม Best Album : RH Singles & …ปี 1999 อัลบั้ม RH remix : Remix Mini Album

- ผลงานภาพยนตร์ Renai Shashin College of Our Life Wasabi - ผลงานละครซีรี่ส์ ปี 1995 Heart Ni S, Sashow Taeko Saigo No Jiken, ปี 1996 Maho No Kimochi, ปี 1996 Long Vacation ( วุ่นนักรักซะเลย ) ปี 1996 Shota No Sushi, ปี 1996 Konna Watashi Ni Dare Ga Shita, ปี 1997 Boku Ga Boku De Aru Tame Ni ปี 1997 Beach Boys ( ร้อนนักต้องพักร้อน ), ปี 1998 Seija No Koushin, ปี 1998 Sekai De Ichiban Papa Ga Suki ปี 1998 Seikimatsu No Uta, ปี 1999 Lipstick, ปี 2000 Summer Snow, Oyaji ปี 2001 Dekichatta Kekkon ( แต่งงานกันเถอะ…นะ ), ปี 2002 Shindo Makoto, Otousan, ปี 2003 Moto Kare

http://star.sanook.com/close/close_10126.php

[แก้ไข] จวน จี-ฮุน

จวน จี-ฮุน - ชื่อ นามสกุล Wang Ji-Hyun - ชื่อที่ใช้ในวงการบันเทิง Jeon Ji-Hyun - วันเกิด 30 ตุลาคม 1981 - อายุ 23 ปี - ครอบครัว พ่อ, แม่ และพี่ชาย - สถานที่เกิด กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ - ศาสนา คริสต์ - ส่วนสูง 172 เซนติเมตร - น้ำหนัก 48 กิโลกรัม - สัดส่วน 33 - 25 - 34 - บุคลิกส่วนตัว กระตือรือร้น - การศึกษา มหาวิทยาลัย Don-Guk - งานอดิเรก ดูหนัง, ฟังเพลง - ผลงานชิ้นแรก Echol Model - น้ำหอมที่ชอบ Tommy Girl - นักร้องที่ชื่นชอบ Eco , Han Ester - นักแสดงที่ชื่นชอบ Kim Hee-Sun - สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับเธอ จวน จี-ฮุน เคยเป็นนักร้องเพลง pop มาก่อนที่จะมารับงานแสดง

- ผลงานทางโทรทัศน์ ปี 1998 The Season of Puberty ปี 1998 Fascinate My Heart ปี 1999 Happy Together

- ผลงานทางภาพยนตร์ ปี 1999 White Valentine ปี 2000 Il Mare ปี 2001 My Sassy Girl ปี 2003 The Uninvited ปี 2004 Windstruck

Jeon Ji-Hyun เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการเป็นนางแบบและนักร้องเพลงป๊อบ ในช่วงนั้นเธอรับเล่นโฆษณาหลายต่อหลายชิ้น จนในที่สุดโอกาสแรกที่เธอจะได้พิสูจน์ฝีมือทางด้านการแสดงก็เริ่มต้นขึ้น กับบทรับเชิญเล็กๆ ในละครเรื่อง The Season of Pubert ซึ่งออกอากาศที่เกาหลีใต้ครั้งแรกเมื่อปี 1997 โอกาสในการโชว์ความสามารถทางด้านการแสดงของเธอกลับไม่หยุดอยู่แค่นั้น ในปี 1998 เธอได้รับบทรับเชิญเล็กๆ อีกครั้งในละครเรื่อง Fascinate My Heart แต่ดูเหมือนว่าละครทั้งสองเรื่องที่ผ่านมานั้น ยังไม่สามารถทำให้เธอเป็นที่จดจำมากเท่าใดนัก

ในปี 1999 Jeon Ji-Hyun มีโอกาสได้รับบทนำครั้งแรกจากละครเรื่อง Happy Together ซึ่งเธอได้มีโอกาสแสดงร่วมกับนักแสดงชื่อดังของเกาหลีอย่าง Lee Byung-Hun และ Song Seung-Hun ในปีนี้เองที่ทำให้เธอเริ่มเข้าสู่วงการภาพยนตร์ในบทของสาวน้อยใสๆ จากเรื่อง White Valentine ของผู้กำกับ Yang Yun-Ho แม้ว่าในปีนี้ภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอจะเปิดตัวได้ไม่สวยนัก แต่ละครเรื่อง Happy Together กลับได้รับคำชมไปไม่น้อยเลยทีเดียว

จนกระทั่งในปี 2000 เธอได้มีโอกาสเล่นโฆษณาเครื่องเสียงยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งโฆษณาชิ้นนี้เองทำให้เธอเป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างมากในบรรดาวัยรุ่นเกาหลีตอนปลาย และเริ่มทำให้ใครหลายคนหันมาสนใจในตัวเธอกันมากขึ้น ความแรงของเธอในปีนี้กลับไม่หยุดอยู่แค่นั้น ในช่วงปลายปีเดียวกันผลงานภาพยนตร์เรื่องที่สองของเธอ Il Mare ที่เธอได้มีโอกาสร่วมแสดงกับ Lee Jeong-Jae ในผลงานการกำกับของ Lee Hyeon-Seung นั้น ทำให้เธอเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากขึ้น ในฐานะนักแสดงรุ่นใหม่ฝีมือดีอีกคนหนึ่งของวงการภาพยนตร์เกาหลี

ปี 2001 นี้เองคือปีที่ทำให้ Jeon Ji-Hyun กลายเป็นนางเอกอันดับหนึ่งของเกาหลี จากผลงานภาพยนตร์เรื่อง My Sassy Girl ของผู้กำกับ Kwak Jae-Yong ที่เธอได้มีโอกาสแสดงร่วมกับพระเอกน่าทะเล้น Cha Tae-Hyun ความดังของหนังเรื่องนี้นอกจากจะทำให้หนังกลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดอันดับ 2 ของปีแล้ว ยังทำให้ Jeon Ji-Hyun ได้มีโอกาสรับรางวัลทางด้านการแสดงในฐานะนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมแห่งปีจากงาน Grand Bell ( Daejung ) Award ครั้งที่ 39 อีกด้วย

แม้ว่าในปีต่อมาเธอจะไม่มีผลงานทางด้านละครและภาพยนตร์ใหม่ๆออกมา แต่กระแสความคลั่งไคล้ของแฟนคลับเธอกลับไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย ดังจะเห็นได้จากผลงานโฆษณาและ Music Video ที่ทำให้เธอเป็นที่กล่าวขวัญถึงอยู่ตลอดทั้งปี 2002 นั่นเอง และในช่วงปลายปี 2002 เธอก็ได้เริ่มถ่ายทำหนังใหม่ของเธอที่มีชื่อว่า The Uninvited ซึ่ งจะเป็นอีกครั้งที่เธอจะได้ประชันบาททางการแสดงกับ Park Shin-Yang จากที่เคยร่วมงานกันมาแล้วครั้งหนึ่งใน White Valentine นั่นเอง The Uninvited เป็นผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของผู้กำกับหญิงฝีมือดีอีกคนของเกาหลีอย่าง Lee Su-Yeon โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เข้าฉายที่ประเทศเกาหลีเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2003 และได้มีโอกาสเข้าฉายในประเทศไทย ในเดือนมกราคมปี 2004 ที่ผ่านมา ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้มีผลตอบรับกลับมาไม่ดีนัก เมื่อเทียบกับภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่ผ่านมาของเธอ

สำหรับผลงานของเธอในตอนนี้นั้นมีออกมามากมาย ทั้งโฆษณาและถุ่ายแบบแฟชั่นเสื้อผ้าต่างๆ รวมไปถึงผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเธอ Windstruck ที่เป็นการโคจรมาพบกันอีกครั้งระหว่าง Jeon Ji-Hyun กับผู้กำกับ Kwak Jae-Yong ที่เคยฝากผลงานกันไว้แล้วในเรื่อง My Sassy Girl และมาคราวนี้ยังได้พระเอกรูปหล่อ Jang-Hyuk มาร่วมแสดงด้วย โดยภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นแนวโรแมนติกคอมเมดี้ ซึ่งใครที่รอคอยเธอในรูปแบบของยัยตัวร้าย ก็อาจจะได้เห็นกันอีกครั้งในภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ จะเข้าฉายในปี 2004 นี้แน่นอน


http://star.sanook.com/close/close_10086.php

[แก้ไข] โทบี้ แมกไกวร์

โทบี้ แมกไกวร์

- ชื่อ นามสกุล Tobias Vincent Maguire - ชื่อเล่น Tobie - วันเกิด 27 มิถุนายน 1975 - พี่น้อง มีพี่ชาย 4 คน : Vincent, Thimoty, Japaul, Weston - ส่วนสูง 172 เซนติเมตร - น้ำหนัก 64 กิโลกรัม - บ้านเกิด Santa Monica, Californie, USA. - ที่อยู่ c/o Creative Artists Agence, 9830 Wilshire Boulevard, Beverly Hills, California 90212-1825, USA.

- ผลงานภาพยนตร์ ปี 1989 ภาพยนตร์เรื่อง The Wizard แสดงเป็น Lucas ปี 1993 ภาพยนตร์เรื่อง This Boy's Life แสดงเป็น Chuck Bolger ปี 1994 ภาพยนตร์เรื่อง Revenge of the Red Baron แสดงเป็น Jimmy Spencer ปี 1994 ภาพยนตร์เรื่อง Healer แสดงเป็น Teenager ปี 1994 ภาพยนตร์เรื่อง S.F.W. แสดงเป็น Al ปี 1995 ภาพยนตร์เรื่อง Empire Records แสดงเป็น Andre ปี 1996 ภาพยนตร์เรื่อง Joyride แสดงเป็น J.T. ปี 1997 ภาพยนตร์เรื่อง The Ice Storm แสดงเป็น Paul Hood ปี 1997 ภาพยนตร์เรื่อง Deconstructing Harry แสดงเป็น Harvey Stern ปี 1998 ภาพยนตร์เรื่อง Don's Plum แสดงเป็น Ian ปี 1998 ภาพยนตร์เรื่อง Fear and Loathing in Las Vegas ปี 1998 ภาพยนตร์เรื่อง Pleasantville แสดงเป็น David / Bud Parker ปี 1999 ภาพยนตรเรื่อง Ride with the Devil แสดงเป็น Jake Roedel ปี 1999 ภาพยนตรเรื่อง The Cider House Rules แสดงเป็น Homer Wells ปี 2000 ภาพยนตร์เรื่อง Wonder Boys แสดงเป็น James Leer ปี 2001 ภาพยนตร์เรื่อง Cants & Dogs ( Tobey is doing Lou's Voice, the Beagle ) ปี 2002 ภาพยนตร์เรื่อง Spider-Man แสดงเป็น Spider-Man / Peter Parker ปี 2003 ภาพยนตร์เรื่อง Seabiscuit แสดงเป็น Red Pollard ปี 2004 ภาพยนตร์เรื่อง Spider-Man 2 แสดงเป็น Spider-Man / Peter Parker

- ผลงานละครซีรี่ส์ ปี 1988 Valentine's Day ปี 1990 Tales from the Whoop : Hot Rod Brown Class Clown ปี 1991 Dead Letter ปี 1991 Sex, Lies and Teenagers ปี 1992 Great Scott ปี 1993 The Prodigal Son ปี 1994 Spoils of War ปี 1994 A Child's Cry for Help ปี 1995 Duke of Groove ปี 1995 Rock & Fun ปี 1996 Seduced by Madness : The Diane Borchardt Story ปี 1996 Tracey Takes On...

- รางวัลที่ได้รับ ปี 1993 รางวัล Young Artist Award สาขา Best Young Actor in a New Television Series For "Great Scott" ปี 1999 รางวัล Saturn Award สาขา Best Performance by a Younger Actor / Actress for "Pleasantville" 2000 รางวัล Screen Actor Guild Award สาขา Outstanding Performance by a Cast in a Theatrical Motion Picture for "The Cider House Rules" ปี 2000 รางวัล Toronto Film Critics สาขา Best Supporting Male Performance for Wonder Boy

http://star.sanook.com/close/close_10026.php


ปี 2002 รางวัล Teen Choice Awards สาขา Film - Choice Actor, Action Adventure for Spider-Man

ปี 2002 รางวัล Teen Choice Awards สาขา Film - Choice Lip Lock Shared with Kirsten Dunst

ปี 2002 รางวัล Internet Movie Awards สาขา Best actor for Spider-Man

ปี 2003 รางวัล MTV Movie Awards สาขา Best Kiss for Spider-Man shared with Kirsten Dunst

[แก้ไข] ทาเคชิ คาเนชิโร่

ทาเคชิ คาเนชิโร่

- ชื่อ นามสกุล Takeshi Kaneshiro ( ทาเคชิ คาเนชิโร่ ) - ชื่อภาษาจีน จินเฉิงอู่ - ชื่อเล่น Aniki - วันเกิด 11 ตุลาคม 2516 - อายุ 31 ปี - บ้านเกิด ไทเป ประเทศไต้หวัน - ส่วนสูง 180 ้้เซ็นติเมตร - น้ำหนัก 70 กิโลกรัม - ครอบครัว พ่อเป็นชาวญี่ปุ่น แม่เป็นชาวไตหวัน, มีพี่ชาย 2 คน - ศาสนา พุทธ - ภาษาที่ใช้ ภาษาญี่ปุ่น, ภาษาจีน-กวางตุ้ง, ภาษาจีน-แมนดาลิน, ภาษาอังกฤษ - การศึกษา New York Film Academy, NYC. - งานอดิเรก เล่นกีตาร์, ท่องเที่ยว, อ่านการ์ตูน, เล่นวิดีโอเกมส์ - กีฬาที่ชื่นชอบ บาสเกตบอล, ว่ายน้ำ, โบว์ลิ่ง, กอล์ฟ - เสื้อผ้าที่ชื่นชอบ ยี่ห้อ Prada - ผู้หญิงในสเปก ชอบผู้หญิงที่มีความคิดเป็นผู้ใหญ่ - ที่อยู่ ตอนนี้พักอยู่ที่ญี่ปุ่น แต่บางครั้งก็กลับไปไต้หวัน เพราะครอบครัวอยู่ที่ไต้หวัน

-ผลงานภาพยนตร์ ปี 1993 Executioners ( Hong Kong ) ปี 1994 The Wrath of Silence ( Hong Kong ), No Sir ( Taiwan ), Chungking Express ( Hong Kong ), Mermaid Got Married ( Hong Kong ), Don't Give A Damn ( Hong Kong ), China Dragon ( Taiwan ) ปี 1995 School Days ( Taiwan ), Trouble Maker ( Taiwan ), Fallen Angels ( Hong Kong ), Young Policeman in Love ( Taiwan ) ปี 1996 Forever Friends ( Taiwan ), Dr. Wai ( Hong Kong ), Feeling of Love ( Taiwan ), Lost and Found ( Hong Kong ), Misty ( Japan ) ปี 1997 Jail in Burning Island ( Hong Kong ), The Odd One Dies ( Hong Kong ), Hero ( Hong Kong ), First Love ( Hong Kong ), Downtown Torpedoes ( Hong Kong ) ปี 1998 Anna Magdalena ( Hong Kong ), Too Tired To Die ( USA ), Sleepess Town ( Japan ) ปี 1999 Tarzan ( USA ), Tempting Heart ( Hong Kong ) ปี 2000 Space Travelers ( Japan ), Lavender ( Hong Kong ) ปี 2002 Returner ( Japan ) ปี 2004 Turn Left Turn Right ( Hong Kong ), Shi Mian Mai Fu ( Taiwan )

- ผลงานละครซีรี่ส์ Fuji Colour of Armour ( Hong Kong ) ปี 1992 Grass Hero ( Taiwan ) ปี 1995 Holy Night ( Japan ) ปี 1998 God : Give Me More Time ( Japan ) ปี 2000 Love 2000 ( Japan ) ปี 2002 Smap X Smap ( Japan ), Golden Bowl ( Japan )

- ผลงานเพลง ปี 1992 Heart Breaking Night ( Taiwan ) ปี 1993 Just You and Me ( Taiwan ), Be My Girl ( Taiwan ) ปี 1994 Tender Superman ( Hong Kong ), Missed Date ( Hong Kong ), Ideal Lover ( Hong Kong ) ปี 1995 To My Beloved ( Hong Kong ), Admire Secretly ( Hong Kong ) ปี 1996 Always Willing ( Hong Kong ) ปี 1998 Compilation ( Hong Kong ) ปี 2001 Takeshi Kaneshiro ( Japan )

http://star.sanook.com/close/close_09990.php

[แก้ไข] รูเพิร์ต กรินท์

รูเพิร์ต กรินท์

- ชื่อ นามสกุล Rupert Michael Grint - ชื่อเล่น Pert - วันเกิด 24 สิงหาคม 1988 ( 2531 ) - อายุ 15 ปี - เกิดที่เมือง เฮิร์ดฟอร์ดแชร์ ประเทศอังกฤษ - พี่น้อง น้องชาย 1 คน ( เจมส์ ) น้องสาว 3 คน ( จอร์จิน่า, ซามานธ่า, ชาร์ลอตต์ ) - ส่วนสูง 176 เซนติเมตร - กีฬาที่ชื่นชอบ ฟุตบอล, ว่ายน้ำ, ขี่จักรยาน, พูล - งานอดิเรก วาดรูป, นอนหลับ, เล่นวิดีโอเกมส์ - แนวเพลงที่ชื่นชอบ ทุกแนว โดยเฉพาะแร็พ - เครื่องดนตรี กีตาร์ - ดาราที่ชื่นชอบ จิม แคร์รี่ - ภาพยนตร์ที่ชื่นชอบ Shrek, Ace Ventura, The Grinch, Dumb and Dumber - วิชาที่ชอบ ศิลปะ, ชีววิทยา, ฟิสิกส์, เคมี - Harry Potter เล่มโปรด แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ นักโทษแห่งอัซคาบัน - ที่อยู่ Peter Fraser & Dunlop Drury House 34 - 43 Russell St. London, WC2B 5HA, UK

รูเพิร์ตเป็นแฟนตัวยงของหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ และเมื่อเขาอ่านหนังสือ "ผมรู้สึกว่าผมกับรอนมีความเกี่ยวพันกัน" เขามีผมสีแดง มีครอบครัวใหญ่ และกลัวแมงมุม ( แม้แต่แมงมุมยาง ) เมื่อเขาทราบว่าจะมีการคัดตัวนักแสดงทางโทรทัศน์เขาก็รีบสมัครทันที ในวิดีโอแนะนำตัวของเขานั้นแตกต่างจากคนอื่น เขาแต่งบทพูดเล็กๆ น้อยๆ ของรอนจากหนังสือ และแต่งเพลงแร็พเพื่อบอกว่าทำไมเขาถึงอยากแสดงเป็นรอน ในแฮร์รี่ พอตเตอร์

ก่อนที่แฮร์รี่ พอตเตอร์ จะสร้างเป็นภาพยนตร์ รูเพิร์ตอ่านหนังสือทุกเล่มแล้ว เล่มที่ 4 น่าตื่นตาใจมาก แต่เขาก็ชอบทุกเล่ม เขายังได้แนะนำว่า "คุณจะต้องอ่านให้ครบทุกเล่มจึงจะเข้าถึงมันได้อย่างแท้จริง และในสามภาคแรกผมชอบสแครบเบอร์มากที่สุด ที่มันเป็นแอนิเมจัส แล้วก็ดีใจที่รอนได้นกฮูกซะที" และรูเพิร์ตยังอยากแสดงเป็นมัลฟอยด้วย "เขาเกเรตลอดเวลา และนั่นก็น่าสนุกดี คงจะดีเหมือนกันถ้าผู้ชมรู้สึกเป็นศัตรูกับผม"

- ผลงานภาพยนตร์ ปี 2001 ภาพยนตร์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ ศิลาอาถรรพ์ ปี 2002 ภาพยนตร์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ ห้องแห่งความลับ ปี 2003 ภาพยนตร์ Thunderspants ปี 2004 ภาพยนตร์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ นักโทษแห่งอัซคาบัน ปี 2005 ภาพยนตร์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ ถ้วยอัคนี

- รางวัลที่ได้รับ ปี 2002 รางวัล Empire Awards ( เปิดตัวยอดเยี่ยม ) จากภาพยนตร์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ ศิลาอาถรรพ์ ปี 2002 รางวัล Golden Satellite Awards ( ประสบความสำเร็จยอดเยี่ยม และความสามารถโดดเด่น ) จากภาพยนตร์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ ศิลาอาถรรพ์ ปี 2002 รางวัล Young Artist Awards ( คณะภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ) จากภาพยนตร์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ ศิลาอาถรรพ์ ปี 2002 รางวัล Most Promising Young Newcomer ( นักแสดงรุ่นเยาว์ยอดเยี่ยม ) จากภาพยนตร์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ ศิลาอาถรรพ์


http://star.sanook.com/close/close_09978.php

[แก้ไข] มาซามิ นางาซาวะ

มาซามิ นางาซาวะ

นักแสดงสาว "มาซามิ นางาซาวะ" ซึ่งตอนนี้ก็เป็นนางเอกที่มาแรงอีกคนหนึ่งของญี่ปุ่น เพราะด้วยความน่ารักสดใสของเธอนี่เอง ที่ทำให้เธอนั้นมีงานละครเข้ามาไม่ขาดสาย นอกจากนี้เธอก็ยังได้ประกบคู่กับนักแสดงหนุ่มๆ ที่ทำเอาสาวๆ ทั้งญี่ปุ่นและสาวไทยอิจฉากัน ไม่ว่าจะเป็นหนุ่ม "ซาโตชิ ซึมาบุกิ" จากภาพยนตร์เรียกน้ำตาอย่าง "Nada Sou Sou"

หรือหนุ่มหล่อผิวเข้มอย่าง "โมโคมิจิ ฮายามิ" จากภาพยนตร์เรื่อง "ราล์ฟ" และล่าสุดเธอก็กำลังมีละครที่แสดงคู่กับ "ยามะพี-โทโมฮิสะ ยามาชิตะ" ในละครเรื่อง "Propose Daisakusen" หลังจากที่เคยร่วมงานกันมาแล้วใน "Dragon Sakura" ที่เคยออนแอร์ในบ้านเรานั่นเอง

บทบาท "โยชิดะ เรย์" ที่มาซามิจังได้รับเป็นยังไงบ้าง ? เธอเป็นผู้หญิงที่อ่อนไหว แต่ก็เข้มแข็งกว่าที่คิด แต่กับ "เคน" เท่านั้นที่เรย์ยอมอ่อนด้วย ความรักนี่แหละที่เป็นจุดอ่อนของเธอ เรย์กับเคนทั้งคู่ถือได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทกัน เวลาทำอะไรก็จะเห็นทั้งคู่อยู่ด้วยกันตลอด ทุกคนก็จะมองว่าเป็นคู่ที่เหมาะสมกันมาก แต่ว่าเคนก็ต้องพยายามเปลี่ยนความรู้สึกที่มีต่อเรย์ เรย์เองก็ต้องพยายามเปลี่ยนตัวเองเหมือนกัน หลังจากที่พวกเขามีกลุ่มเพื่อนสนิท 5 คน ก็ทำให้ความสัมพันธ์กลายเป็นแบบเพื่อนมากขึ้นด้วย เรย์เป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่ายแล้วก็ใจดีอีกด้วย

เคยร่วมงานกับ "ยามะพี" มาตั้งแต่ "Dragon Sakura" รู้สึกประทับใจอะไรในตัวเขาบ้าง ? เขาเป็นคนที่พึ่งพาอาศัยได้ให้คำปรึกษาในเรื่องต่างๆ ฐานะรุ่นพี่ การได้ร่วมงานกับเขาอีกครั้งก็รู้สึกว่าเขาโตขึ้นมาก ดูเป็นผู้ใหญ่ นรู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นมานิดเดียวถ้าเทียบกันแล้ว ก่อนหน้านี้วิธีการพูดเขาก็ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น มาคราวนี้เจอกันก็ทักทายกันและทำความสนิทสนมกันมากขึ้น มีโอกาสได้คุยกันก็รู้ว่า "ยามาชิตะคุง" ในตอนนั้นกับตอน "Dragon Sakura" เขาเปลี่ยนไปมากดูเป็นรุ่นพี่ที่พึ่งพาอาศัยได้ เป็นเหมือนทั้งรุ่นพี่ที่โรงเรียนแล้วก็รุ่นพี่ในการทำงาน เวลาที่ทำงานด้วยกันก็เลยรู้สึกสบายใจ

บรรยากาศในกองถ่ายเป็นยังไงบ้าง แล้วแสดงฉากไหนที่สนุกที่สุด ? บรรยากาศในกองถ่ายเหรอ? สนุกมากเลย ทุกคนตั้งใจทำงานกันมาก เพราะอยากให้ทุกคนได้ดูละครนี้ด้วยความสนุก เหมือนตอนที่เราทำงานพอได้ทำงานร่วมกันบ่อยๆ ก็เลยทำให้พวกเราสนิทกันมากขึ้นด้วย ดังนั้นเวลาเข้าฉากด้วยกันก็พลอยทำให้สนุกไปด้วย โดยเฉพาะฉากที่อยู่ด้วยกัน 5 คนจะเยอะมากเกือบทุกฉากเลยก็ว่าได้ ตอนนี้แค่มองหน้าก็รู้แล้วว่าจะพูดอะไร


http://star.sanook.com/newstar/newstar_13012.php

[แก้ไข] หลิวอี้เฟย

หลิวอี้เฟย

อ่อนเยาว์...งดงาม...เพอร์เฟกต์...นางฟ้าบนโลกมนุษย์ ล้วนเป็นคำที่บรรดาแฟนๆ ใช้อธิบายรูปลักษณ์ของสาวงามคนนี้ "หลิวอี้เฟย" อายุแค่เพียง 15 ปี ก็ก้าวเข้ามาเป็นนักแสดงแถวหน้าของเมืองจีน นับตั้งแต่เรื่อง "บ้านตระกูลจิน, แปดเทพอสูรมังกรฟ้า, เซียนกระบี่พิชิตมาร" จนกระทั่ง "มังกรหยก ตอน ตำนานศึกเทพอินทรี" ทำให้สาวน้อย "หลิวอี้เฟย" กลายมาเป็น "พี่นางฟ้า" ( คำเรียกจากเรื่อง "แปดเทพอสูรมังกรฟ้า" ) ที่กำลังฮอตที่สุดในวงการบันเทิงขณะนี้

"ความรักในหอแดง" ภาคใหม่กำลังจะเริ่มถ่ายทำและ "หลิวอี้เฟย" ก็เป็นหนึ่งในนักแสดงที่ผู้จัดหมายตา เธอเข้ามาวงการบันเทิงที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายตั้งแต่ 15 ขวบ แต่ความเป็นมาก่อนที่จะเข้ามาเดินเฉิดฉายอยู่บนสายมายาแห่งนี้ได้ เธอต้องเจอะเจออุปสรรคนานา และหากเอ่ยถึงบทบาทในเรื่อง "บ้านตระกูลจิน" ก็เพียงแต่ส่งให้ได้เห็น "หลิวอี้เฟย" โดดเด่นมากยิ่งขึ้น แต่จากบทตัวละครเอกของนิยายเรื่อง "แปดเทพอสูรมังกรฟ้า" และ "มังกรหยก ตอน ศึกตำนานเทพอินทรี" ของกิมย้ง ก็ทำให้เธอได้กลายมาเป็นดาราระดับราชินีของวงการ

ซึ่งถ้าพูดถึงละครจากนิยายของกิมย้งก็คงจะแยกออกจากชื่อของผู้กำกับฯ "จางจี้จง" ไม่ออก โดย "หลิวอี้เฟย" เล่าเรื่องบุพเพสันนิวาสระหว่างเธอกับบทของ "พี่นางฟ้า ( หวังอวี่เยี่ยน )" ให้ฟังคร่าวว่า....."หวังอวี่เยี่ยน ในเรื่อง "แปดเทพอสูรมังกรฟ้า" เป็นบทที่สำคัญมาก ผู้กำกับฯ "จางจี้จง" จึงหวังจะหานักแสดงที่มีบุคลิกลักษณะมีสง่าราศี น่ารัก และอ่อนโยน เมื่อครั้งมาเทสต์หน้ากล้องก็ผ่านพ้นไปด้วยดี พอเทสต์เสร็จแค่สิบกว่านาทีเขาก็บอกผลการเทสต์กับฉันเลยค่ะ"

ความสำเร็จของบท "หวังอวี่เยี่ยน" ในเรื่อง "แปดเทพอสูรมังกรฟ้า" สร้างความมั่นใจให้กับ "หลิวอี้เฟย" ก่อนที่เรื่อง "มังกรหยก ตอน ศึกตำนานเทพอินทรี" จะเปิดกล้อง โดยทาง "กิมย้ง" เจ้าของบทประพันธ์ออกมาเผยว่า อยากให้ "หลิวอี้เฟย" มารับทสาวที่ไม่ยุ่งกับโลกภายนอกอย่าง "เซียวเหล่งนึ่ง" และด้วยการร่วมงานกันมากขึ้น "หลิวอี้เฟย" บอกว่า ความคิดที่ไม่ปิดบังตัวเอง และคติที่ว่า การเป็นคนต้องซื่อตรง จริงใจ นิสัยตรงๆ เหล่านี้ของ "จางจี้จง" มีอิทธิพลต่อตัวเธอเป็นอย่างมาก

มีกระแสวิจารณ์ออกมาว่า บทบาทดีๆ ที่เธอได้รับดูเหมือนจะแค่อาศัยรูปร่างภายนอก ไม่ใช่ความสามารถ ดังนั้นจึงมีคนวิจารณ์ความสามารถด้านการแสดงของเธออยู่บ่อยครั้ง แต่ทว่าสำหรับการถ่ายทำละครกำลังภายในหลายเรื่องที่ว่ามา ก็จริงอย่างว่าที่ทั้งผู้อำนวยการสร้างและผู้จัดต่างก็มาสะดุดในความงดงามสดใสของเธอ บทบาทที่เย็นชา นิสัยราบเรียบ ไร้เดียงสา ล้วนเหมาะกับบุคลิกส่วนตัวของเธอ

"หลิวอี้เฟย" เพิ่งเรียนจบจากวิทยาลัยภาพยนตร์ ก็มีแผนที่จะไปเรียนต่อที่อเมริกา เธอบอกว่า....."หวังว่าจะสามารถไปเรียนรู้อะไรเพิ่มเติม และให้ทุกคนได้เห็นการพัฒนาของฉันค่ะ" พูดถึงบทบาท "หลิวไต้อวี้" ที่เธอจะได้รับในเรื่อง "ความรักในหอแดง" เธอบอกว่า....."ฉันชอบบทนี้มากค่ะ แล้วก็รู้สึกสงสารตัวละครที่มีแต่ความทุกข์ตัวนี้ด้วย แต่สำหรับตัวฉันฉันหวังตัวเองจะสามารถมีชีวิตที่ธรรมดาๆ ไม่ซับซ้อนค่ะ"

ตอนนี้ "หลิวอี้เฟย" อายุ 19 ปี ทั้งทำงานและเรียนหนังสือในเวลาเดียวกัน เวลาพักผ่อนแทบจะไม่มี แล้วประสาอะไรกับเรื่องความรัก แต่ว่าเมื่อต้องเผชิญกับข่าวลือมากมาย เธอก็บอกเพียงว่า....."ฉันเป็นแค่คนบันเทิงคนหนึ่ง ลืมง่าย นอนหลับ พอตื่นขึ้นมาก็ลืมแล้วค่ะ" แสดงละครจนโด่งดังขนาดนี้ ถ้าจะให้ครบสูตรก็ต้องพวงด้วยการเป็นนักร้อง "หลิวอี้เฟย" เองก็ไม่พลาดโอกาสนี้ เธองดรับงานและหายหน้าไปนานเพื่อซุ่มฝึกซ้อมที่ญี่ปุ่น

และในที่สุดก็กลับมาพร้อมกับอัลบั้มงานเพลงชุดแรกในชีวิต "หลิวอี้เฟย" วางแผงไปเมื่อปลายปี 2006 ทั้งน้ำเสียงและลีลาเรียกได้ว่าไม่ทำให้ใครผิดหวัง สาวน้อยน่ารักไร้เดียงสามารถเปลี่ยนมาเป็นสาวสดใสปนเซ็กซี่ที่รู้จักเล่นหูเล่นตา พร้อมกับเสียงหวานใส แน่ล่ะทำเอาแฟนๆ หลายคนหลงรักเธอเข้าอีกระลอก เรียกได้ว่าเธอไม่แพ้นักร้องสาวคนไหนเลยจริงๆ

แถมล่าสุดมีข่าวว่าภาพยนตร์ฮอลีวู้ดเรื่อง "The Mummy 3 ตอน คำสาปมังกร" นอกจากจะได้ 2 นักแสดงจอมบู๊ชื่อดังจากเอเชีย "หลีเหลียนเจี๋ย" มารับบทหัวหน้าองครักษ์จิ๋นซีฮ่องเต้ที่ฟื้นคืนชีพ และสาว "หยางจื่อฉุง" แสดงเป็นแม่มดสาว ผู้กำกับฯ "ร็อบ โคเฮน" ยังสนใจทาบทาม "หลิวอี้เฟย" มารับบท "สาวน้อยเฝ้าสุสาน" ด้วยคุณสมบัติที่ร็อบต้องการก็คือ เป็นดาราสาวที่มีโทนหน้าเอเชีย อายุยังน้อย หน้าตาสวย และพูดภาษาอังกฤษคล่อง ซึ่งตรงกับ "หลิวอี้เฟย" เพราะเธอเคยใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกามาก่อน

และเมื่อสอบถามไปทาง "คุณหวง" ผู้จัดการส่วนตัวของ "หลิวอี้เฟย" ก็ได้รับการยืนยันว่า "หลิวอี้เฟย" ได้ไปเทสต์หน้ากล้องมาแล้ว ซึ่งดูท่าทางฝ่ายผู้สร้างก็พอใจไม่น้อย อย่างไรก็ตามตอนนี้ทั้งสองฝ่ายยังอยู่ในระหว่างเจรจากันอยู่ ยังไม่ได้ตกลงเซ็นสัญญา เพราะทั้ง "หลีเหลียนเจี๋ย" และ "หลิวอี้เฟย" ตอนนี้กำลังง่วนกับการถ่ายภาพยนตร์เรื่อง "กงฟูจือหวัง" ซึ่งน่าจะปิดกล้องประมาณปลายเดือน ส.ค. หรือต้น ก.ย. ดังนั้นอาจจะมาไม่ทันเปิดกล้อง "The Mummy 3" ก็ได้

http://star.sanook.com/newstar/newstar_12891.php

[แก้ไข] เจิ้งหยวนชาง

เจิ้งหยวนชาง

หนุ่มผมยาว รูปร่างสูงโปร่ง นามว่า “เจิ้งหยวนชาง” คนนี้มีผลงานผ่านตาแฟนละครชาวไทยไปในเรื่อง “The Rose” ซึ่งเป็นละครแจ้งเกิดของเขา พร้อมทั้งยังได้ร่วมงานกับนักร้องดัง “Ella” แห่งวง S.H.E แต่โชคร้ายที่ได้เวลาออกอากาศเป็นละครยามบ่าย ก็เลยอาจจะกลายเป็นหนุ่มที่ไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตาคนไทยไปนิดส์

“เจิ้งหยวนชาง” เป็นพระเอกหนุ่มสุดฮอตของไต้หวันที่หาตัวจับยากคนหนึ่ง ละครที่ดัดแปลงมาจากการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง “It Started With A Kiss” ที่เขาประกบคู่กับ “หลินอีเฉิน” ซึ่งแพร่ภาพไปในปี 2005 ทำเรตติ้งแซงหน้าละครทุกเรื่องตลอดระยะเวลาการออนแอร์ นอกจากจะสร้างดาราหน้าใหม่อย่าง “วางตงเฉิง” แห่งวง “เฟยหลุนไห่” ไปแล้ว พระนางก็ดังระเบิดระเบ้อ ด้วยเนื้อเรื่องของสาวจอมเปิ่นที่ไปหลงรักหนุ่มหล่ออัจฉริยะไอคิว 200 เรื่องราวมันก็เลยวุ่นวายน่าดู

หลังจาก F4 สร้างกระแสซีรี่ส์ไต้หวันฟีเวอร์ที่ญี่ปุ่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จากนั้นญี่ปุ่นเขาก็เริ่มฮิตละครไต้หวันทั้งที่ดัดแปลงมาจากการ์ตูนญี่ปุ่นเอง ( แปล้ก...แปลกนะ ) ก็เลยทำให้มีซีรี่ส์ไต้หวันไปแพร่ภาพที่ญี่ปุ่นเป็นว่าเล่น พักก่อนละครดังสร้างชื่อให้ “เจิ้งหยวนชาง” ทั้งเรื่อง “The Rose” และเรื่อง “It Started With A Kiss” ก็ไปแพร่ภาพที่ญี่ปุ่นประเทศต้นฉบับการ์ตูน แถมยังครองแชมป์ช่องละครจีนด้วย

พ่อหนุ่ม “เจิ้งหยวนชาง” ก็เลยได้โอกาสไปโปรโมตละครและพบปะแฟนๆ ชาวอาทิตย์อุทัย พอเอ่ยถึงแฟนๆ เจ้าตัวบอกว่าสิ่งที่ทำให้เขาประทับใจไม่ลืมก็คือ ในบรรดาแฟนๆ ญี่ปุ่นที่มารวมตัวกันนั้นมีคุณยายอายุ 70 ที่ใช้เครื่องช่วยเดินมาร่วมให้กำลังใจเขาด้วย ทีแรกเขาคิดว่าเนื่องจากบทบาทที่เขาเคยรับเป็นพวกรักร่วมเพศ ดังนั้นอาจจะมีแฟนที่เป็นพวกรักร่วมเพศมาด้วย แต่ทว่าแฟนๆ ที่มาทั้งหมดกลับเป็นแฟนๆ ผู้หญิง แล้วยังคอยส่งเสียงชมเขาว่า “น่ารัก” อยู่ตลอดเวลา ทำเอาเขาอายจนหน้าแดงไปเลย

นอกจากมีแฟนละครตามเป็นพรวนแล้วก็ยังได้ไปเจอกับ “กัวผิ่นชาว” ที่ไปโปรโมตละครที่ญี่ปุ่นพร้อมกันด้วย ( กัวผิ่นชาว เขาก็ดังในญี่ปุ่นใช่ย่อยนะ ) เรื่องชื่อเสียงในญี่ปุ่นนี้แม้แต่ “เหยียนเฉิงชวี่” เองก็ยังเคยเอ่ยปากชม “เจิ้งหยวนชาง” ซึ่งเรื่องนี้เจ้าตัวเขาบอกว่าได้รับการยกย่องแบบนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าดีใจ แต่เขาก็ไม่เคยคิดว่าจะมาแทนที่ F4 แต่กลับเอาตัวเองเป็นศัตรูและจะต้องพยายามแซงหน้าตัวเองให้ได้ต่างหาก

แสดงละครมาก็หลายเรื่องเห็นได้ชัดว่าบทบาทของ “เจิ้งหยวนชาง” ส่วนมากจะเป็นอะไรที่ “ไม่ธรรมดา” ก็ในเรื่อง “The Rose” เขารับบทเป็นชายหนุ่มที่คล้ายๆ จะสับสนทางเพศ ไปมีใจให้พี่ชายและน้องสาวของตัวเอง และในเรื่อง “It Started With A Kiss” เขาก็รับบทเป็นหนุ่มหล่ออัจฉริยะเก่งรอบทิศ เมื่อมาเปรียบเทียบกับตัวเองกับบทบาทในเรื่อง “It Started With A Kiss” เจิ้งหยวนชางบอกว่า “ผมว่า EQ ของผมมากกว่าเขานะ แต่ว่า IQ ผมคงไม่สูงขนาดเขาหรอก แต่ว่าพวกเรามีส่วนที่คล้ายกันก็ตรงที่เวลาที่เราอยู่ต่อหน้าคนที่เราชอบก็จะแกล้งทำเป็นเฉยชา”

หลังจากสร้างชื่อจากละครในไต้หวันทำให้ “เจิ้งหยวนชาง” เนื้อหอมไปไกลถึงเมืองจีน จนมีโอกาสได้ไปแสดงละครที่เมืองจีน ล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาละครเรื่อง “Hot Summer” ที่เขาแสดงก็ตัดต่อแล้วเสร็จ โดยเขารับบทเป็นนักเรียนมัธยมปลายที่หันมาทำงานเป็นนายแบบ ทำให้บทบาทส่วนใหญ่ของเขาจะอยู่กับฉากถ่ายแบบและเดินแบบ แต่ว่า “เจิ้งหยวนชาง” ก็เกิดมาจากการเป็นนายแบบ ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่เป็นปัญหาสำหรับเขาแต่อย่างใด แถมยังได้รำลึกถึงชีวิตนายแบบที่ห่างเหินมานานอีกด้วย

แต่เขาก็รู้สึกว่าการแสดงเป็นนักเรียนมัธยมปลายกลับมีความยากลำบากยิ่งกว่า เพราะเขาห่างจากวันนั้นมานาน 6-7 ปีแล้ว ดังนั้นเพื่อให้แสดงได้สมบทบาทเขาก็เลยต้องมานั่งข้างถนนสังเกตชีวิตเด็กนักเรียนมัธยมปลาย แถมบางทีก็ยังเข้าไปสังเกตการณ์ถึงในโรงเรียนแน่ะ ความจริงแล้วการว่ายน้ำเป็นความถนัดของ “เจิ้งหยวนชาง” แต่เขากลับกลัวการถ่ายทำฉากที่ต้องมีน้ำ โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวที่ต้องทนเปียกเป็นเรื่องที่แสนสาหัสจริงๆ และในเรื่อง “It Started With A Kiss” ในฉากแต่งงาน เขาต้องสวมชุดเจ้าสาวแบบเกาะอก แถมต้องถ่ายทำท่ามกลางสายฝน

พอชุดเจ้าสาวเปียกน้ำก็หนักและถ่วง เขาเลยต้องใช้เทปกาวติดเสื้อไว้กับหน้าอก ( ก็มันไม่มีอกให้เกาะ ) แต่พอเลิกกองถอดชุดออก แถบกาวดันลอกเอาหนังเขาออกไปด้วย ในอนาคต “เจิ้งหยวนชาง” ยังคงยึดงานละครโทรทัศน์เป็นหลัก ตอนนี้ภาคต่อของ “It Started With A Kiss” ก็กำลังถ่ายทำ ส่วนเรื่องงานภาพยนตร์ตอนนี้ยังไม่เอ่ยถึง เจ้าตัวเขาขอเรียนการออกเสียงเพิ่มเติมก่อน แต่ว่าเรื่องผลงานเพลงยังไม่มีอะไรแน่นอน แล้วเขาเองก็ไม่เร่งรีบอะไร หวังแต่เพียงให้ตัวเองเตรียมตัวให้พร้อมก็พอแล้ว


http://star.sanook.com/newstar/newstar_12762.php

[แก้ไข] ลีโบยอง

ลีโบยอง

สำหรับ “ลีโบยอง” ถือเป็นดาราสาวมากความสามารถอีกคนที่กำลังมาแรงในเกาหลี และความฮอตฮิตจากซีรี่ส์ย้อนยุค “ซอดองโย...สายใยรักสองแผ่นดิน” นี่เองที่ทำให้ชีวิตของเธอเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก มีทั้งงานละคร ภาพยนตร์ และโฆษณา เรียงหน้ากันเข้ามาหา โดยหลังจากเข้าวงการมาเป็นปีที่ 4 ในที่สุดเธอก็เป็นที่จับตามองจากบท “เจ้าหญิงซันวา” ในละครย้อนยุคฟอร์มยักษ์ วันนี้เราเลยต้องตามตัวเธอมาพูดคุยกันเสียหน่อย.....

เหตุผลที่ตัดสินใจมาแคสติ้งกับผู้กำกับฯ ลี ? สำหรับคนที่พบกันเป็นครั้งแรกส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าฉันเป็นคนเรียบร้อย ฉันจึงมักจะได้รับบทที่มีบุคลิกทำนองนั้น แต่ผู้กำกับฯ ลีกลับดูออกว่าที่จริงแล้วฉันเป็นคนร่าเริงและติดจะขี้แกล้งด้วยซ้ำ ซึ่งเหมือนกับเจ้าหญิงซันวา คนที่เข้าใจตัวตนของฉันทั้งที่เพิ่งพบกันครั้งแรกก็เพิ่งจะมีเขานี่แหละ

การทำงานกับผู้กำกับฯ ลี ลำบากมากมั้ย ? เขาเป็นคนที่สั่งให้เทคใหม่จนกว่าจะรู้สึกว่าทุกคนที่เข้าฉากทำได้สมบูรณ์แบบ 100% นอกจากนี้ยังเป็นคนที่ละเอียดอ่อนมาก เข้าใจความรู้สึกของนักแสดงหญิงได้ดี ในตอนแรกฉันก็ลำบากเพราะยังปรับตัวเข้ากับการทำงานตามสไตล์ของเขาไม่ได้ แต่ผู้กำกับฯ ก็เข้าใจและปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานบางอย่างให้เข้ากับฉันได้แทน

เคยรู้จักผู้กำกับฯ ลี มาก่อนมั้ย ? ฉันเป็นแฟนผลงานของผู้กำกับฯ ค่ะ ( หัวเราะ ) ถึงจะรู้ว่าได้รับการวางตัวให้แสดงในละครเรื่องนี้ แต่ก็ไม่คิดว่าผู้กำกับฯ จะโทรศัพท์มาหาฉันโดยตรง พอได้รับโทรศัพท์ฉันตกใจมาก การมิตติ้งครั้งแรกฉันก็ไปเพราะว่าอยากเจอผู้กำกับฯ ตัวเป็นๆ เท่านั้นเอง ( หัวเราะ ) ยิ่งพอรู้ว่าตัวเองได้รับเลือกให้รับบทนำยิ่งดีใจ จนไม่รู้สึกเหนื่อยกับตารางการถ่ายทำที่โหดจนแทบไม่มีเวลานอน แต่ถ้าให้กลับไปทำอีกครั้งก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ

ในทางกลับกันคิดว่าตัวเองสูญเสียอะไรไปจากการถ่ายละครเรื่องนี้บ้าง ? เรี่ยวแรงมั้ง ( หัวเราะ ) เพราะมันเหนื่อยมากค่ะ ฉันทั้งตกม้าประสบอุบัติเหตุระหว่างการเดินทางไปกองถ่าย แถมยังต้องผจญกับอากาศหนาวกลางทุ่งโล่งกว้าง ถึงจะใส่บู๊ตที่บุขนสัตว์ข้างในแต่เท้าก็หนาวจนชา

ได้ยินว่าที่กองถ่ายก็เรียกคุณว่า “เจ้าหญิง” กันทั้งนั้น ? ( หัวเราะ ) แค่เรียกกันเล่นๆ ค่ะ เพราะผู้กำกับฯ เป็นคนเริ่มเรียกฉันว่า “เจ้าหญิง” ในการถ่ายทำวันแรกคนอื่นเลยเรียกตามบ้าง ถึงตอนนี้จะปิดกล้องแล้วแต่คนที่เกี่ยวข้องหลายคนก็ยังเรียกฉันแบบนี้อยู่ แรกๆ ฉันเขินมากแต่ตอนนี้ชินแล้ว เวลาเดินอยู่แล้วมีเสียงเรียก “เจ้าหญิง” จากด้านหลัง ฉันก็จะหันกลับไปขานรับโดยอัตโนมัติค่ะ ( หัวเราะ )

เครื่องแต่งกายของคุณวิจิตรงดงามมาก ? พอแต่งองค์ทรงเครื่องแล้วรู้สึกว่ากลายเป็นเจ้าหญิงจริงๆ เลยค่ะ แต่ก็หนาวมากเพราะเนื้อผ้าค่อนข้างบาง แถมยังเปื้อนฝนกับหิมะง่ายเพราะชายยาวระพื้น ถึงจะใส่แล้วสวยแต่เคลื่อนไหวลำบากมาก โดยเฉพาะเวลาไปเข้าห้องน้ำ พอถึงช่วงพักทานข้าวฉันก็ต้องไปทานทั้งชุดนั้น ทำให้มีแต่คนมองจนทานไม่ค่อยลง ต้องเข้าไปหลบทานในรถของกองถ่ายแทน

ได้ร่วมงานกับ “โจฮุนแจ” เขาเป็นคนแบบไหน ? ฮุนแจเป็นคนขรึมและพูดน้อยเหมือนกับภาพพจน์ของเขาค่ะ เวลาอยู่ในกองถ่ายแทบจะไม่ได้ยินเสียงของเขาเลย มีแต่ฉันที่เป็นฝ่ายชวนคุย พอถ่ายทำเสร็จไปวันนึงฉันก็คิดว่า “วันนี้ชวนคุยไปเยอะ คงรู้สึกสนิทใจกับเราแล้วมั้ง พรุ่งนี้เขาต้องพูดมากขึ้นแน่ๆ” แต่พอถึงวันรุ่งขึ้นเขาก็ยังเงียบเหมือนเดิม ( หัวเราะ ) เป็นคนเงียบๆ ขี้อายจริงๆ ค่ะ จนถึงวันปิดกล้องเขาก็พอจะให้ความสนิทสนมกับฉันขึ้นมาบ้าง แต่ยังไงก็ไม่ยอมเรียกฉันว่า “นูนา ( พี่สาว )” สักที ( หัวเราะ )

เล่าเรื่องในกองถ่ายให้ฟังบ้างสิ ? มีฉากหนึ่งที่ฉันต้องขี่ม้าขึ้นเนินพร้อมกับฮุนแจ แต่พวกเราร่วงตกม้ากันทั้งคู่เลย ฮุนแจพยายามเอาแขนกันตัวฉันไว้ไม่ให้กระแทกพื้น แขนของเขาจึงบาดเจ็บ ส่วนฉันก็หล่นกระแทกพื้นแรงมากจนปวดสะโพกไปหมดเลย ที่จริงแล้วตอนนั้นฉันปวดมากจนลุกแทบไม่ไหว แต่กำหนดการถ่ายทำไม่สามารถยืดได้ โดยเฉพาะนักแสดงนำที่ต้องออกเกือบทุกฉาก ฉันจึงต้องใส่เฝือกอ่อนแล้วไปถ่ายทำต่อจนปิดกล้อง

“ริวจิน” ท่าทางจะเป็นคนตลกนะ ? ใช่ค่ะ ตอนที่เจอกันครั้งแรกฉันแค่รู้สึกว่าเขาเป็นคนที่หล่อและเท่มาก แต่ระหว่างการถ่ายทำเราได้คุยกันบ่อยทำให้รู้ว่าเขาเป็นคนตลก มีอยู่ครั้งหนึ่งพวกเราถูกสัมภาษณ์ด้วยคำถามว่า “สเปกของคนรักในอุดมคติ” เขาก็ตอบว่า “ผู้หญิงที่เชี่ยวชาญการวางแผนค่าใช้จ่ายในบ้าน” ( หัวเราะ ) ทั้งฉัน ฮุนแจ และรุ่นพี่ริวจิน ล้วนเป็นมือใหม่ในการแสดงละครย้อนยุค เราจึงต้องซ้อมกันอย่างหนัก โดยเฉพาะบทพูดที่ใช้ภาษาโบราณ เราสามคนจึงต้องช่วยพยุงซึ่งกันและกันจนถึงวันปิดกล้อง

ถ้าได้รับการเสนอบทในเรื่องแนวย้อนยุคอีกจะรับมั้ย ? ยังไม่แน่ใจนะคะ เพราะหลังจากปิดกล้องเรื่อง “ซอดองโย...สายใยรักสองแผ่นดิน” ฉันก็คิดว่าจะไม่รับเล่นละครย้อนยุคอีกแล้ว การถ่ายทำนอกสถานที่เยอะมาก ออกไปครั้งหนึ่งก็ไม่ได้กลับบ้านเป็นอาทิตย์ พอกลับมาก็มีเวลาพักผ่อนแค่แป๊บเดียวแล้วก็ต้องจัดกระเป๋าเตรียมออกไปถ่ายทำนอกสถานที่อีกแล้ว ระยะเวลา 8 เดือนที่ถ่ายทำฉันไม่มีเวลาเป็นของตัวเองเลย


http://star.sanook.com/newstar/newstar_12580.php

[แก้ไข] หูเกอ

หูเกอ

สำหรับแฟนๆ ชาวไทยอาจจะไม่คุ้นชื่อของ “หูเกอ” แต่เมื่อละครชุด “เซียนกระบี่พิชิตมาร” ได้แพร่ภาพเชื่อว่าต้องมีแฟนๆ อีกหลายคนคงหลงเสน่ห์ความหล่อเหลาในชุดโบราณของเขาเป็นแน่ เพราะเวลาเขาใส่ชุดสากลธรรมดาก็ไม่ได้ทำให้เขาโดดเด่นอะไรนัก แต่อย่าให้ได้ใส่ชุดโบราณเข้าไปเชียวรับประกันว่าจะต้องทำให้หัวใจคุณสั่นไหวได้ง่ายๆ

“หูเกอ” เป็นนักแสดงชาวจีนแผ่นดินใหญ่ เกิดเมื่อวันที่ 20 กันยายน 1982 เป็นหนุ่มราศีกันย์ อายุ 24 ปี กับส่วนสูง 182 เซนติเมตร น้ำหนัก 72 กิโลกรัม ผ่านการแสดงละครโทรทัศน์ของจีนมาแล้ว 4 เรื่อง ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาก็เป็นนายแบบโฆษณาสินค้าต่างๆ ในเมืองจีนมีลิสต์ยาวเป็นหางว่าว และแม้ว่าเขาจะโด่งดังจากละครชุด “เซียนกระบี่พิชิตมาร” ซึ่งแสดงร่วมกับ “หลินอี้เฟย” และ “อันอี่เชวียน” ไปตั้งแต่ปี 2005 แต่ก็ไม่ค่อยได้เป็นข่าวในเมืองไทยนัก นั่นเพราะน้อยครั้งที่เมืองไทยจะนำเข้าซีรี่ส์จากจีน เว้นแต่ว่าจะมีดาราดังจากที่อื่นร่วมแสดง แต่คราวนี้เมืองไทยก็มีโอกาสได้เห็นผลงานของเขากันสักที และจะได้เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงติดหนึ่งในสิบหนุ่มหล่อบาดใจสาวจีนปี 2006

ซึ่งจริงๆ แล้วที่ “หูเกอ” ประสบความสำเร็จอย่างนี้ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอะไร เพราะเขาเป็นนักเรียนเอกการแสดง ก็เป็นธรรมดาที่จะทำให้เขาแสดงได้อย่างเป็นธรรมชาติและเป็นมืออาชีพ และอีกอย่างที่สำคัญก็คือตั้งแต่เข้าวงการมาเขามีภาพลักษณ์ที่ดีมาโดยตลอด นอกจากจะหล่อเหลาสะอาดตาแล้ว ยังเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับวัยรุ่นในหลายๆ ด้าน ก็ไม่ยากอะไรที่เขาจะคว้าคะแนนนิยมของชาวจีนไปได้ชนิดขาดลอย ไม่ว่าจะเป็นเด็กนักเรียนสาวๆ จนถึงอาซิ่ม อาม่า ยังอดหลงรักเขาไม่ได้ ปี 2005 นอกจากจะเป็นปีที่ “หูเกอ” ประสบความสำเร็จสูงสุดในเมืองจีนด้วยละครชุด “เซียนกระบี่พิชิตมาร” จนทำให้เขาได้เป็นนักแสดงหน้าใหม่ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแล้ว

ในเดือนกันยายนปีเดียวกันนอกจากเขาจะได้ฉลองวันเกิดครบ 23 ปีกับแฟนๆ แล้ว ก็ยังเป็นเวลาเดียวกับที่ความฝันอีกอย่างของเขาเป็นจริงขึ้นมาคือการเป็นนักร้องสมใจ วันนั้นเป็นวันที่เขาเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการกับค่ายเพลงใหญ่อย่าง EMI ประเทศจีน.....”ผมเป็นคนชอบร้องเพลงมาแต่ไหนแต่ไรแล้วครับ แต่ว่าตอนเข้าวงการมาครั้งแรกผมก็ยังเป็นแค่ดาราใหม่ ก็ไม่กล้าคิดหวังอะไรมากมาย หวังเพียงแต่ว่าจะค่อยๆ ทำงานแต่ละอย่างที่ได้รับมาให้ดีที่สุด ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะมีโอกาสได้มาร้องเพลงรวดเร็วขนาดนี้ ผมจะมานะพยายามทำงานอย่างเต็มความสามารถ และหวังว่างานเพลงของผมจะเป็นที่ยอมรับของทุกคนครับ อันที่จริงตอนต้นปี 2005 “หูเกอ” ก็ได้โชว์ลูกคอในอัลบั้มเพลงประกอบละคร “เซียนกระบี่พิชิตมาร” ไว้ 2 เพลงทำให้เพลงละครเรื่องนี้ฮิตกันสนั่น แล้วก็ทำยอดขายกว่า 5 แสนชุด ( ทั้งที่เมืองจีนของปลอมขายกันเกลื่อน ) และแฟนๆ ก็ยอมรับในคุณภาพน้ำเสียงและการร้องของเขาว่าเป็นคนร้องเพลงจริงๆ ไม่ได้ขายหน้าตา

เพียงแต่ว่าโชคร้ายในขณะที่ฝันของเขายังไม่ทันเป็นจริงสมบูรณ์ วันที่ 29 สิงหาคม 2006 รถที่เขานั่งมาเกิดอุบัติเหตุทำให้ผู้ช่วยหญิงที่นั่งมากับเขาเสียชีวิต ส่วนตัวเขาก็ได้รับบาดแผลฉกรรจ์ที่ใบหน้าซีกขวา และยังมีปัญหาด้านการมองเห็นนัยน์ตาข้างขวาด้วย หลังจากที่เขาเข้ารับการรักษาผู้จัดการส่วนตัวของเขาก็ออกมาแถลงข่าวถึงอาการเขาว่า ส่วนใบหน้าของเขานั้นต้องเย็บกว่า 100 เข็ม นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ “หูเกอ” ยังคงต้องรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล แต่ถึงอย่างไรทางค่ายเพลงก็ยังอยากจะทำให้ฝันของเขาเป็นจริง โดยการนำเพลงที่อัดเก็บไว้ก่อนหน้าเกิดเหตุออกวางจำหน่ายให้แฟนๆ ได้ฟังในยามที่เขาต้องรักษาตัว

และวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา งานเพลงซิงเกิ้ลชุดแรกในชีวิตของเขาก็ได้ออกวางจำหน่ายในชื่อชุดว่า “เจินสีหูเกอ ( ทะนุถนอมหูเกอ )” ซึ่งมีเพลงทั้งสิ้น 3 เพลง และมิวสิควิดีโอ 1 เพลง โดยในวันแถลงข่าว “หูเกอ” ใช้วิธีโทรศัพท์มาแทนตัว เขาบอกว่าตอนนี้สภาพภายนอกของเขายังไม่สมบูรณ์ดีก็เลยมาร่วมงานไม่ได้ แต่ว่าอาการของเขาดีขึ้นมากแล้ว และขอให้ทุกคนอย่าได้เป็นห่วง ส่วนทางบริษัทของเขาก็ออกมาเผยว่า “หูเกอ” จะกลับมาถ่ายทำละครเรื่อง “มังกรหยก ตอน อึ้งย้ง เอี้ยก้วย” ที่ถ่ายทำค้างไว้ในราวเดือนมีนาคมปีนี้ ถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังรับประกันไม่ได้ว่าหน้าตาของเขาจะเหมือนเดิมมากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ คือหลังจากผ่านเหตุการณ์ครึ่งเป็นครึ่งตายมา “หูเกอ” ได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก ใครที่หลงรักหนุ่มคนนี้ก็อย่าลืมคอยให้กำลังใจเขาด้วยล่ะ...สู้ต่อไปนะ...หูเกอ


http://star.sanook.com/newstar/newstar_12579.php

เอ็มมา วัตสัน

- ชื่อ นามสกุล Emma Charlotte Duerre Watson - ชื่อเล่น Em, Emms, One-Take Watson - วันเกิด 15 เมษายน 1990 - อายุ 14 ปี - ส่วนสูง 5 ฟุต 3 นิ้ว - ประเทศที่เกิด ฝรั่งเศส - พี่น้อง 2 คน มีน้องชายชื่อ อเล็กซ อายุ 3 ขวบ - บ้าน ออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ - ภาษาที่ใช้ ภาษาอังกฤษ, ภาษาฝรั่งเศส - สัตว์เลี้ยง แมว 2 ตัว ( บับเบิ้ล, โดมิโน ), กระต่าย 1 ตัว ( เกรบิล ) - กีฬาที่ชื่นชอบ เทนนิส, ฮ็อกกี้, ราวน์เดิส ( คล้ายๆ เบสบอล ) - อาหารจานโปรด อาหารอิตาเลียน ( พิซซ่า, พาสต้า ) - นักแสดงที่ชื่นชอบ Julia Roberts, Sandra Bullock, Goldie Hawn, Brad Pitt - นักร้องที่ชื่นชอบ Samantha Mumba, Bryan Adams, Suzanne Vega, Dido - Harry Potter เล่มโปรด แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ นักโทษแห่งอัซคาบัน

ปี 1997 ตอนนั้นเอ็มมาอายุได้ 7 ปี เธอได้รับบทสำคัญและก้าวสู่วงการนักแสดงอาชีพในภาพยนตร์เรื่อง " แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ ศิลาอาถรรพ์" เธอต้องเอาชนะเด็กสาวกว่าพันๆ คน เพื่อเล่นบท "เฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์" และเธอไม่เคยคิดเลยว่าจะทำได้ แต่เธอก็ได้รับบทบาทนั้นแล้วจริงๆ นั่นทำให้เธอมีความสุขมากที่สุด

ในการถ่ายทำภาพยนตร์ "แฮรี่ พอตเตอร์ กับ ห้องแห่งความลับ" เธอได้รับฉายาว่า "วัตสันเทคเดียวผ่าน" เพราะส่วนใหญ่เธอจะเล่นผ่านได้ในเทคเดียว ตอนนี้เธอยังคงเดินต่อไปในฐานะนักแสดงนำของภาพยนตร์เรื่อง " แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ นักโทษแห่งอัซคาบัน " ที่จะเข้าฉายเร็วๆ นี้ และแฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ ถ้วยอัคนี ที่กำลังถ่ายทำอยู่

- ผลงานภาพยนตร์ ปี 2001 ภาพยนตร์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ ศิลาอาถรรพ์ ปี 2002 ภาพยนตร์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ ห้องแห่งความลับ ปี 2004 ภาพยนตร์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ นักโทษแห่งอัซคาบัน ปี 2005 ภาพยนตร์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ ถ้วยอัคนี

- รางวัลที่ได้รับ ปี 2002 รางวัล Young Artist Awards 2002


http://star.sanook.com/close/close_09971.php

[แก้ไข] เอ็มมา วัตสัน

เอ็มมา วัตสัน

- ชื่อ นามสกุล Emma Charlotte Duerre Watson - ชื่อเล่น Em, Emms, One-Take Watson - วันเกิด 15 เมษายน 1990 - อายุ 14 ปี - ส่วนสูง 5 ฟุต 3 นิ้ว - ประเทศที่เกิด ฝรั่งเศส - พี่น้อง 2 คน มีน้องชายชื่อ อเล็กซ อายุ 3 ขวบ - บ้าน ออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ - ภาษาที่ใช้ ภาษาอังกฤษ, ภาษาฝรั่งเศส - สัตว์เลี้ยง แมว 2 ตัว ( บับเบิ้ล, โดมิโน ), กระต่าย 1 ตัว ( เกรบิล ) - กีฬาที่ชื่นชอบ เทนนิส, ฮ็อกกี้, ราวน์เดิส ( คล้ายๆ เบสบอล ) - อาหารจานโปรด อาหารอิตาเลียน ( พิซซ่า, พาสต้า ) - นักแสดงที่ชื่นชอบ Julia Roberts, Sandra Bullock, Goldie Hawn, Brad Pitt - นักร้องที่ชื่นชอบ Samantha Mumba, Bryan Adams, Suzanne Vega, Dido - Harry Potter เล่มโปรด แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ นักโทษแห่งอัซคาบัน

ปี 1997 ตอนนั้นเอ็มมาอายุได้ 7 ปี เธอได้รับบทสำคัญและก้าวสู่วงการนักแสดงอาชีพในภาพยนตร์เรื่อง " แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ ศิลาอาถรรพ์" เธอต้องเอาชนะเด็กสาวกว่าพันๆ คน เพื่อเล่นบท "เฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์" และเธอไม่เคยคิดเลยว่าจะทำได้ แต่เธอก็ได้รับบทบาทนั้นแล้วจริงๆ นั่นทำให้เธอมีความสุขมากที่สุด

ในการถ่ายทำภาพยนตร์ "แฮรี่ พอตเตอร์ กับ ห้องแห่งความลับ" เธอได้รับฉายาว่า "วัตสันเทคเดียวผ่าน" เพราะส่วนใหญ่เธอจะเล่นผ่านได้ในเทคเดียว ตอนนี้เธอยังคงเดินต่อไปในฐานะนักแสดงนำของภาพยนตร์เรื่อง " แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ นักโทษแห่งอัซคาบัน " ที่จะเข้าฉายเร็วๆ นี้ และแฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ ถ้วยอัคนี ที่กำลังถ่ายทำอยู่

- ผลงานภาพยนตร์ ปี 2001 ภาพยนตร์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ ศิลาอาถรรพ์ ปี 2002 ภาพยนตร์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ ห้องแห่งความลับ ปี 2004 ภาพยนตร์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ นักโทษแห่งอัซคาบัน ปี 2005 ภาพยนตร์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ ถ้วยอัคนี

- รางวัลที่ได้รับ ปี 2002 รางวัล Young Artist Awards 2002


http://star.sanook.com/close/close_09971.php

 
 
 
   Hosted by kapook.com