.:: ราชวงศ์พระร่วง - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
ราชวงศ์พระร่วง
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

[แก้ไข]
ราชวงศ์พระร่วง

ภาพ:พระร่วง1.jpg


         พระร่วง เป็นชื่อบุคคลผู้เป็นวีรบุรุษ เป็นผู้นำของสังคม สังคมไทยโบราณนิยมสืบต่อเรื่องราวเก่าทำนองตำนาน นิทานปรัมปรา นิทานพื้นบ้าน เป็นแบบมุขปาฐะ เล่ากันปากต่อปาก (oral history) ต่อมาจึงมีการจดบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ในบรรดาเรื่องราวเกี่ยวกับผู้นำทางวัฒนธรรม เรื่อง "พระร่วง" เป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกมาเล่าขานทั้งในฐานะผู้นำทางวัฒนธรรมตามตำนาน ฐานะวีรบุรุษผู้มีตัวตนจริงของประวัติศาสตร์ และในฐานะสัญลักษณ์ของผู้รู้ และความเป็นปราชญ์


[แก้ไข] ตำนานพระร่วง

        เรื่องของพระร่วงมีตำนานเล่ากันมาหลายเรื่อง ซึ่งมิได้ระบุว่าเป็นกษัตริย์สมัยสุโขทัยพระองค์ใด พ่อขุนศรีอินทราทิตย์เมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติในกรุงสุโขทัยก็เรียกว่า "ราชวงศ์พระร่วง" ทำให้คนทั้งหลายเข้าใจว่า พระร่วงคงจะเริ่มตั้งแต่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นต้นมา พ่อขุนรามคำแหงมหาราชที่เรียกนามในภาษาบาลีว่า "โรจนราช" กล่าวกันว่าเป็นพระสหายกับพระเจ้าเม็งรายมหาราชที่นครเชียงใหม่ และพ่อขุนงำเมืองแห่งนครพะเยา พระนามของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชนี้ในหนังสือเก่าเรียกตามภาษามคธว่า "รามราช" แต่ยังมีคำที่คนทั้งหลายเรียกพระนามกษัตริย์สุโขทัยอีกคำหนึ่งว่า พระร่วง ในพงศาวดารบางฉบับกล่าวว่า พระร่วงนี้มีบุญญาภินิหาร และฤทธิเดชเลิศล้ำ แม้ในพงศาวดารของประเทศใกล้เคียง เช่น ในพงศาวดารมอญ พงศาวดารลานนาไทย ก็ยังได้กล่าวถึงพระร่วงเมืองสุโขทัย ทุกวันนี้ยังมีสิ่งที่ออกพระนามพระร่วงด้วยหลายสิ่ง เช่น ข้าวตอกพระร่วง ปลาพระร่วง ทำนบพระร่วง หนังสือไตรภูมิพระร่วง สุภาษิตพระร่วง ปากพระร่วง (ผู้มีวาจาสิทธิ์ว่าอะไรเป็นอย่างนั้น) และที่สุดเรือรบของไทยลำหนึ่งก็ชื่อ เรือพระร่วง ล้วนเป็นคำที่ประกอบกับคำที่เล่าเรื่องพระร่วงสืบกันมา


ภาพ:ข้าวตอก.gif
ข้าวตอกพระร่วง


ภาพ:ทำนบ.jpg
ทำนบพระร่วง


         สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอุตสาหะสอบสวนค้นคว้าทางโบราณคดีและรวบรวมเรื่องราวเป็นข้อวินิจฉัย ให้ชื่อว่า นิทานโบราณคดีเรื่องพระร่วง จึงขอนำมาสรุปดังนี้

        ในหนังสือพงศาวดารเหนือ กล่าวถึงชาติวงศ์ของพระร่วง ในเรื่องอรุณกุมาร (อรุณ คือ ศัพท์ภาษามคธแปลว่า ร่วง) ว่า พระยาอภัยคามะนีเจ้าเมืองหริภุญชัย (ลำพูน) ไปจำศีลบนภูเขาแห่งหนึ่ง ไปพบนางนาคซึ่งจำแลงเป็นมนุษย์มาเที่ยวเล่น เกิดสมัครรักใคร่ได้อภิรมย์สมรสอยู่ด้วยกัน 7 วัน นางมีครรภ์กลับไปเมืองนาค เมื่อจะคลอดลูกก็ขึ้นมาคลอดที่ภูเขาเพราะเกรงว่าถ้าคลอดในเมืองนาคอาจไม่มีชีวิตรอดเพราะมีเชื้อมนุษย์ เมื่อคลอดทารกชายแล้วก็ทิ้งไว้ในป่าพร้อมกับแหวน ผ้าห่ม และของที่พระยาอภัยคามะนีประทานนางไว้ มีพรานป่าไปพบทารกนั้นจึงพามาเลี้ยงไว้ เกิดอัศจรรย์ต่าง ๆ ปรากฏที่ตัวเด็กอย่างผู้มีบุญ ความทราบถึงพระยาอภัยคามะนี ตรัสเรียกไปทอดพระเนตร เมื่อทรงทราบเรื่องที่พรานป่าไปพบและทอดพระเนตรเห็นของที่อยู่กับตัวเด็ก ก็ทราบชัดว่าเป็นราชบุตรที่เกิดกับนางนาค จึงประทานนามว่า "อรุณกุมาร" แล้วเลี้ยงไว้ในที่ลูกหลวง ต่อมามีราชบุตรเกิดด้วยอัครมเหสีอีกองค์หนึ่ง ประทานนามว่า "ฤทธิกุมาร" อยู่ด้วยกันมาจนเติบใหญ่ พระยาอภัยคามะนีปรารถนาจะหาเมืองให้อรุณกุมารครอบครอง ทราบว่าเจ้าเมืองศรีสัชนาลัยมีแต่ราชธิดา จึงสู่ขอนางนั้นให้อภิเษกสมรสกับอรุณกุมาร อรุณกุมารจึงไปอยู่เมืองศรีสัชนาลัยต่อมาก็ได้ครองเมืองนั้น ทรงพระนามว่า "พระร่วง" ส่วนฤทธิกุมารนั้นเมื่อเติบใหญ่ก็ได้อภิเษกสมรสกับราชธิดาพระยาเชียงใหม่ และได้ครองเมืองเชียงใหม่ ทรงพระนามว่า "พระลือ" เมื่อทั้งสองอาณาเขตมีเจ้าเมืองเป็นพี่น้องกันเช่นนี้ บ้านเมืองก็เป็นสัมพันธมิตรสืบกันมา เรื่องอรุณกุมารนี้พระร่วงเป็นเชื้อมนุษย์กับนาคระคนกัน และเป็นวงศ์กษัตริย์วงศ์หริภุญชัยในลานนา

        เรื่องพระร่วงในพงศาวดารเหนืออีกเรื่องหนึ่ง เรียกว่า พระร่วงส่วยน้ำ กล่าวว่า มีชายชาวเมืองละโว้คนหนึ่งชื่อ "คงเครา" เป็นนายกองคุมคนตักน้ำในทะเลชุบศรส่งไปถวายพระเจ้าปทุม สุริยวงศ์ ณ เมืองขอม นายคงเครามีบุตรคนหนึ่งชื่อ นายร่วง เป็นผู้มีบุญด้วยวาจาสิทธิ์ คือถ้าว่าอะไรให้เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น แต่ไม่รู้ตัวว่ามีฤทธิ์อย่างนั้น จนอายุได้ 11 ปี วันหนึ่งพายเรือไปในทะเลชุบศร เรือทวนน้ำทำให้เหนื่อยมากจึงออกปากว่า ทำไมน้ำไม่ไหลกลับไปทางนั้นบ้าง พอว่าขาดคำ น้ำก็ไหลกลับไปอย่างว่าเด็กร่วงก็รู้ตัวว่ามีวาจาสิทธิ์ แต่ปิดความไว้ไม่ให้ผู้อื่นรู้ ครั้นนายคงเคราถึงแก่กรรมพวกไพร่ก็พร้อมใจกันยกนายร่วงขึ้นเป็นนายกองส่วยน้ำแทนพ่อ ครั้นต่อมานักคุ้มข้าหลวงเมืองขอมคุมเกวียนมารับส่วยน้ำตามเดิม นายร่วงเห็นว่ากล่องน้ำที่ทำมานั้นหนัก จึงให้ไพร่สานชะลอมขึ้นเป็นอันมาก แล้วให้เอาชะลอมจุ่มลงไปในน้ำ ลั่นวาจาสิทธิ์สั่งน้ำให้ขังอยู่ในชะลอมก็เป็นเช่นว่า นักคุ้มข้าหลวงเห็นเช่นนั้นก็ฤทธิ์นายร่วง รีบรับชะลอมน้ำกลับไปยังเมืองขอม ทูลพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ว่า มีผู้วิเศษเกิดขึ้นที่เมืองละโว้ พระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ทรงวิตกเกรงว่าจะเป็นกบฏ จึงแต่งกองทหารให้มาจับตัวนายร่วง แต่นายร่วงได้ยินข่าวรู้ตัวก่อน จึงหนีออกจากเมืองละโว้ขึ้นไปทางเมืองเหนือ ไปบวชเป็นภิกษุอยู่ ณ วัดแห่งหนึ่งในเมืองสุโขทัย คนจึงเรียกกันว่า "พระร่วง" เพราะเหตุที่บวชเป็นพระ ฝ่ายทหารขอมมาถึงเมืองละโว้ รู้ว่านายร่วงรู้ตัวหนีขึ้นไปเมืองเหนือ ทหารขอมผู้หนึ่งก็ติดตามไปเที่ยวสืบเสาะได้ความว่า นายร่วงหนีไปอยู่เมืองสุโขทัย มิรู้ว่าไปบวชเป็นพระ จึงดำดินลอดปราการเข้าไปในเมือง เผอิญไปโผล่ขึ้นที่ลานวัดที่พระร่วงกำลังกวาดอยู่ พระร่วงเห็นเข้าก็รู้ว่าเป็นขอมแต่ขอมไม่รู้จักพระร่วง จึงถามพระร่วงว่า "รู้หรือไม่ว่านายร่วงที่มาจากเมืองละโว้อยู่ที่ไหน" พระร่วงก็ลั่นวาจาสิทธิ์ว่า "สูอยู่ที่นั่นเถิดรูปจะไปบอกนายร่วง" พอว่าขาดคำขอมก็กลายเป็นหินติดคาแผ่นดินอยู่ตรงนั้น ด้วยอำนาจวาจาสิทธิ์ของพระร่วง ชาวเมืองสุโขทัยรู้ว่าพระร่วงเป็นผู้มีบุญ เมื่อพระเจ้ากรุงสุโขทัยสิ้นพระชนม์ เสนาอำมาตย์จึงพร้อมใจกันเชิญพระร่วงขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ทรงพระนามว่า "พระเจ้าศรีจันทราบดี"

        สมเด็จฯพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์ขยายความเพิ่มเติมอีกว่า เรื่องพระร่วงทั้งสองเรื่องนี้ จะเชื่อว่าพระร่วงเป็นลูกนางนาคจริง หรือจะเชื่อว่าพระร่วงมีวาจาสิทธิ์จริง ดูก็ผิดธรรมดาทั้งสองสถาน ถ้าพิจารณาดูศักราชตามที่อ้างในพงศาวดารเหนือทั้งสองเรื่องนั้นว่าเป็นรัชสมัยของพระร่วงนั้นก็แตกต่างกันไกล ในเรื่องอรุณกุมารว่าพระร่วงได้ครองบ้านเมืองราว พ.ศ. 950 แต่ในเรื่องพระร่วงส่วยน้ำ พระร่วงได้ครองบ้านเมืองเมื่อราว พ.ศ. 1500 ผิดกันตั้ง 500 ปี ยิ่งมาถึงสมัยได้ศิลาจารึกครั้งกรุงสุโขทัย ตรวจหาความรู้เรื่องพงศาวดารเหนือหลักฐานที่มีอยู่เดิมในเรื่องพระร่วงดูก็ยิ่งคลาดเคลื่อนมากขึ้น ตามศิลาจารึกไทยเพิ่งชิงอำนาจจากขอมมาตั้งตนเป็นอิสระเมื่อพ.ศ. 1800 ภายหลังสมัยพระร่วงที่อ้างในพงศาวดารเหนือหลายร้อยปี ผู้ที่ชิงอาณาเขตสุโขทัยจากขอมได้ทรงพระนามว่า "พ่อขุนบางกลางท่าว" เจ้าเมืองบางยาง เมื่อได้เมืองสุโขทัยแล้วทำพิธีราชาภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดินทรงพระนามว่า "พ่อขุนศรีอินทราทิตย์" ต่อมา "พ่อขุนบาลเมือง" ราชโอรสองค์ใหญ่ของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน กษัตริย์ที่สืบทอดต่อ ๆ มาก็คือ "พ่อขุนรามคำแหงมหาราช" "พระเจ้าเลอไทย" "พระเจ้าลือไทย"(พระเจ้าธรรมราชา) ทั้งห้าองค์ครองราชสมบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่ พ.ศ. 1800-1921 นานถึง 121 ปี กรุงสุโขทัยจึงตกเป็นประเทศราชของกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลของสมเด็จพระบรมราชาธิราช (ขุนหลวงพงั่ว)

        ข้อสำคัญอย่างหนึ่งในศิลาจารึกไม่มีพระนาม "พระร่วง" ปรากฏสักแห่งเดียว จะเข้าใจว่าพระร่วงเป็นแต่นิทานไม่มีตัวจริงก็ไม่ได้ ด้วยประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงกับกรุงสุโขทัยในสมัยนั้น ต่างเรียกพระเจ้ากรุงสุโขทัยว่า "พระร่วง" ทั้งสิ้น เช่นในเรื่องราชาธิราชก็อ้างว่า พระร่วงได้ชุบเลี้ยงมะกะโทและทรงส่งเสริมให้เป้นพระเจ้าฟ้ารั่วครองเมืองมอญ ในพงศาวดารโยนกก็กล่าวว่า เมื่อพระยาเม็งรายสร้างเมืองเชียงใหม่ได้เชิญ"พระร่วงเมืองสุโขทัย"กับ"พระยางำเมืองเมืองพะเยา" ผู้เป็นสหายไปปรึกษา หนังสือตำนานพระพุทธสิหิงค์ซึ่งพระโพธิรังษีแต่งเป็นภาษามคธที่เมืองเชียงใหม่ ก็แปลงคำ "พระร่วง" เป็น "รังคราช" ว่าได้พระพุทธสิหิงค์จากเมืองนครศรีธรรมราชข้นไปไว้ ณ เมืองสุโขทัย และที่สุดชาวกรุงศรอยุธยาก็เรียกกันทั่วไปว่า "พระร่วง" จึงเห็นว่า "พระร่วง " นั้นคงเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ครองกรุงสุโขทัยพระองค์ใดพระองค์หนึ่งในห้าพระองค์นั้น ซึ่งทรงอานุภาพเลิศล้ำเป็นที่ยำเกรงแก่นานาประเทศใกล้เคียง และคงเลื่องลือระบือพระเกียรติแต่ยังทรงพระนามว่าพระร่วง ไม่เปลี่ยนไปเรียกตามพระนามใหม่ที่ถวายเมื่อราชาภิเษก ตัวอย่างเช่น พระเจ้าอู่ทองเมื่อตั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นอิสระทรงพระนามเมื่อราชาภิเษกว่า สมเด็จพระรามาธิบดี แต่ไพร่บ้านพลเมืองก็ยังเรียกว่า พระเจ้าอู่ทอง อยู่นั่นเอง การที่จะวินิจฉัยเอาเรื่องพระร่วงเข้าในพงศาวดาร จึงอยู่ที่ต้องพิจารณาหาหลักฐานว่าพระองค์ใดในพระเจ้าแผ่นดินกรุงสุโขทัย 5 พระองค์นั้นเป็นพระร่วง แล้วพิจารณาต่อไปว่า เหตุใดจึงเรียกว่า "พระร่วง"


[แก้ไข] สายสัมพันธ์สองราชวงศ์…จากราชวงศ์พระร่วงสู่ราชวงศ์จักรี

        เมื่อพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ผู้มีเชื้อสายราชวงศ์ชัยปราการตะวันออก (ราชวงศ์เวียงชัยบุรี) ทรงก่อตั้งราชอาณาจักรสุโขทัยขึ้นในปี พ.ศ. 1781 แล้ว พระองค์ก็ได้ทรงสถาปนาตั้งราชวงศ์พระร่วง ขึ้นปกครองกรุงสุโขทัยพร้อมกันในครั้งนั้นด้วย โดยราชวงศ์พระร่วงมีพระมหากษัตริย์ปกครองสยามประเทศสืบมา 5 พระองค์ และภายหลังที่ตกเป็นหัวเมืองประเทศราชของราชอาณาจักรอยุธยาแล้วราชวงศ์พระร่วงก็มีเจ้าผู้ครองนครอีก 3 พระองค์ ก่อนจะถูกในรัชกาลสมเด็จพระอินทรราชาธิราช แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิ ได้ตรัสขอพระราชธิดาของพระมหาธรรมราชาที่ 4 เจ้าผู้ครองนครพระองค์สุดท้ายของราชวงศ์พระร่วง ให้อภิเษกสมรสกับเจ้าสามพระยา พระราชบุตร ซึ่งในครั้งนั้นทรงครองอยู่เมืองชัยนาท

        ต่อมาเจ้าสามพระยา ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิ และทรงมีพระราชโอรสอันเกิดจากพระราชธิดาพระองค์นั้น ทรงพระนามว่า พระราเมศวร และในกาลต่อมาพระราชกุมารก็ได้ทรงราชาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์สืบต่อจากพระราชบิดา ทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งนับเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของราชอาณาจักรอยุธยาที่มีเชื้อสายราชวงศ์พระร่วงและราชวงศ์สุพรรณภูมิ

        เมื่อกรุงศรีอยุทธยาเสียแก่พม่าในปี พ.ศ. 2112 พระเจ้าบุเรงนองกษัตริย์พม่าได้ทรงราชาภิเษกให้ขุนพิเรนทรเทพ ซึ่งทรงสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์พระร่วง ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ทรงพระนามว่า สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ทำให้ราชวงศ์พระร่วงกลับเข้ามาปกครองสยามประเทศอีกครั้งในนามราชวงศ์สุโขทัย ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารความว่า "...ฝ่ายพระบิดาเป็นเชื้อพระวงศ์สมเด็จพระร่วง พระมารดาเป็นพระญาติสมเด็จพระไชยราชา..."ผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรอยุธยาราชวงศ์สุโขทัยสถิตสถาพรปกครองกรุงศรีอยุทธยาอยู่เพียง 61 ปี มีพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น 7 พระองค์ ก็ถูกสมเด็จเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ สมุหพระกลาโหม ชิงราชสมบัติสมบัติ แล้วปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ปราสาททอง ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง โดยราชวงศ์ปราสาททองนี้แยกมาจากราชวงศ์พระร่วง เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงเป็นพระโอรสลับของสมเด็จพระเอกาทศรถ แห่งราชวงศ์สุโขทัย อันเกิดจากสาวชาวเกาะบางปะอิน

        นอกจากนี้ราชวงศ์ปราสาททองยังได้มีส่วนพัวพันกับราชวงศ์พระร่วงอีกประการหนึ่งคือ หม่อมเจ้าหญิงแห่งราชวงศ์พระร่วง ซึ่งทรงสืบเชื้อสายมาจากพระยาพระราม เมื่อครั้งแผ่นดินพระมหาธรรมราชา (พระยาพระรามอันเป็นพระปฐมขัตติยราชวงศ์จักรี เป็นพระญาติกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แห่งราชวงศ์สุโขทัย เนื่องจากได้แต่งงานกับพระธิดาของสมเด็จพระเอกาทศรถ ) ได้เป็นพระนมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งต่อมาในภายหลังทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นกรมพระเทพามาตย์ เป็นที่รู้จักกันดีในพระนาม "เจ้าแม่วัดดุสิต" โดยเจ้าแม่วัดดุสิตนี้ได้ทรงอภิเษกสมรสกับหม่อมเจ้าเจิดอุภัย แห่งราชวงศ์พระร่วง มีโอรสองค์โตคือ หม่อมราชวงศ์ปาน ต่อมาภายหลังได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณจนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

         เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) มีบุตรคนใหญ่ชื่อ ขุนทอง ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเสือ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นที่ เจ้าพระยาวรวงศาธิราช เสนาบดีกรมคลัง

         เจ้าพระยาวรวงศาธิราช (ขุนทอง) มีบุตรคนใหญ่ชื่อ ทองคำ ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระได้เป็นพระยาราชนิกูล ปลัดทูลฉลองในกรมมหาดไทย และได้ย้ายบ้านเรือนมาอยู่ที่บ้านสะแกกรัง เมืองอุทัยธานี จนมีบุตรคนใหญ่ชื่อ ทองดี จึงได้ย้ายครอบครัวกลับมาอยู่ที่ป้อมเพชร กรุงศรีอยุธยา โดยนายทองดีนี้ภายหลังในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระได้เป็นที่ พระอักษรสุนทรศาสตร์

         พระอักษรสุนทรศาสตร์ เป็นบิดาของนายท้องด้วง ซึ่งต่อมาได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งจักรีบรมราชวงศ์

         นายทองด้วง ผู้นี้แต่เดิมในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงยกบัตรเมืองราชบุรี เมื่อสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (พระเจ้าตาก) ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ณ กรุงธนบุรีนั้น ได้ทรงทราบดีว่าเจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง) สืบเชื้อสายมาจากพระยาพระรามเจ้านายฝ่ายราชวงศ์พระร่วง ดังนั้นเมื่อเจ้าพระยาจักรีรบชนะอะแซหวุ่นกี้ จึงได้รับพระราชทานบำเหน็จและพระกรุณาโปรดเกล้าฯเลื่อนขึ้นเป็น "สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก พิลึกมหึมาทุกนคราระอาเดช นเรศวรสุริยวงศ์ องค์อัครบาทมุลิกากร บวรรัตนปรินายก ณ กรุงเทพมหานครบวรทวารวดี กรุงศรีอยุธยา"


        ในปลายสมัยกรุงธนบุรีนั้น สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และจักรีบรมราชวงศ์นี้ก็ได้สืบสันตติวงศ์ ดำรงพระมหาเศวตรฉัตรเป็นสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าต่อเนื่องมาไม่ขาดสาย จวบจนปัจจุบันนี้ก็เป็นรัชสมัยแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช อันเป็นรัชกาลที่ 9 แห่งพระราชวงศ์นี้ ประเทศสยามได้มีพระมหากษัตริย์ ราชวงศ์พระร่วง สืบเนื่องต่อกันมาไม่ขาดสายนับตั้งแต่แรกสถาปนาพระราชอาณาจักรสยามในดินแดนสุวรรณภูมิ เมื่อ พ.ศ. 1781 และพระราชวงศ์นั้นยังดำรงสถิตสถาพรมาอยู่ทุกวันนี้ในพระปรมาภิไธยแห่งองค์พระมหากษัตริยาธิราช ผู้เป็นเจ้าของนพปฎลมหาเศวตรฉัตรเช่นเดียวกัน


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • หนังสือเล่าเรื่องเมืองสยาม
 
 
 
   Hosted by kapook.com