Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
[แก้ไข] การควบคุมปัญหาแอลกอฮอล์ด้วยกฎหมาย
ทำไมต้องควบคุมปัญหาการบริโภคและผลกระทบจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์?
- สุราไม่ใช่สินค้าธรรมดา ก่อให้เกิดการเสพติด นิยมบริโภค ทำให้เกิดผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่เยาวชน ก่อให้เกิดการเสพติด
1. การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งลักษณะการดื่ม (ดื่มบ่อยๆ หรือ ดื่มนานๆครั้ง) และปริมาณการดื่ม (ดื่มครั้งละน้อยๆ หรือ ดื่มครั้งละมากๆ), ก่อให้เกิดการเมาสุรา การติดสุรา และ ผลของพิษจากแอลกอฮอล์ ทำให้เกิดผลกระทบหลายประการ ได้แก่ โรคเรื้อรัง (มะเร็งตับ, ความดันโลหิตสูง-โรคหัวใจ, เส้นเลือดในสมองแตก) อุบัติเหตุ/การบาดเจ็บ ปัญหาสังคมระยะสั้น (อาชญากรรม ความรุนแรง ปัญหาการทำงาน ความรุนแรงในครอบครัว) และ ปัญหาสังคมระยะยาว (หนี้สิน สูญเสียหน้าที่การงาน ครอบครัวแตกแยก-สลาย จรจัด-ไร้ที่อยู่) (ดังแผนภูมิที่ 1)
ความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลต่อผู้บริโภคโดยตรงและผลกระทบที่เกิดขึ้น

2. สำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชนไทย ในปี พ.ศ. 2547 พบว่า ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีประมาณ 16.2 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 32.7 ของประชากรไทยตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป
3. อัตราการบริโภคเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์เฉลี่ย 58.0 ลิตร ต่อคนต่อปีในปี 2546 เพิ่มจากปี 2532 ที่อัตราการดื่มเฉลี่ย 20.2 ลิตรต่อปีเกือบ 3 เท่าตัว, เฉพาะอัตราการบริโภคเบียร์ต่อหัวต่อปีเพิ่มขึ้นในปี 2546 เทียบกับปี 2532 มากกว่า 8 เท่าตัว จากอัตราเฉลี่ย 4.4 ลิตรต่อคนในปี 2532 เพิ่มเป็น 39.4 ลิตรต่อคน ในปี 2546
4. ในช่วงเวลาเพียง 7 ปี (2539-2546) กลุ่มผู้หญิงวัย 15 -19 ปี เป็นกลุ่มที่น่าจับตามากที่สุด เนื่องจากมีการเพิ่มจำนวนขึ้นเกือบ 6 เท่า คือจากร้อยละ 1.0 เป็นร้อยละ 5.6 และ ดื่มเป็นประจำ (ดื่ม 1 - 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ถึงดื่มทุกวัน) ถึงร้อยละ 14.1, วัยรุ่นเพศชายวัย 11 – 19 ปี ที่บริโภคเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์มีจำนวนประมาณ 1.06 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 21.23 ของประชากรในกลุ่มอายุนี้
5. ข้อมูลองค์การอนามัยโลก บ่งชี้ว่าคนไทยดื่มมากขึ้นทุกปี จาก 7.71 ลิตร/คน/ปี คิดเป็นอันดับที่ 50 ของโลกในปี 2541 จนถึง 8.47 ลิตร/คน/ปี เป็นอันดับที่ 40 ของโลกในปี 2544 โดยหากมองแยกประเภทเครื่องดื่มแล้ว คนไทยดื่มสุรากลั่นเพิ่มขึ้นจากอันดับที่ 9 ในปี 2541 เป็นอันดับที่ 5 ในปี 2544 ดื่มเบียร์จากอันดับที่ 102 เป็นอันดับที่ 85 ดื่มไวน์จากอันดับที่ 146 เป็นอันดับที่ 124
6. ประเทศไทยมีผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุขนส่งเป็นจำนวนมากถึง 941,880 คนทั่วประเทศ ในปี 2548 หรือคิดเป็นอัตรา 1,570 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน, ความเสียหายทางเศรษฐกิจเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับอุบัติเหตุจราจรประมาณไว้ในระดับร้อยละ 2 – 3 ของรายได้ประชาชาติหรือราวหนึ่งแสนล้านบาทต่อปี, และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติจราจรถึงร้อยละ 40 ในช่วงปกติ และ เพิ่มเป็นร้อยละ 50 – 60 ในช่วงเทศกาลสงกรานต์และปีใหม่
7. ครอบครัวที่ใช้สุรามีโอกาสเกิดความรุนแรงในครอบครัวเป็น 3.84 เท่า เมื่อเทียบกับครอบครัวที่ไม่ใช้สุรา
8. สุราทำให้เกิดโรคต่างๆ มากถึง 60 โรค เช่น โรคมะเร็งตับ โรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับสมอง ฯลฯ นอกจากปัญหาสุขภาพกายแล้ว ยังมีปัญหา สุขภาพจิต และสังคม นั่นคือผู้ดื่มสุราเรื้อรังจะมีความเครียดได้ร้อยละ 51.2 และมีอาการซึมเศร้าได้ ร้อยละ 48.6 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่รุนแรง สมควรได้รับการบำบัดรักษา, ร้อยละ 11.9 มีความคิดฆ่าตัวตาย, ร้อยละ 11.3 คิดฆ่าผู้อื่น, ส่วนวัยรุ่นที่มีบิดาเป็นโรคพิษสุราเรื้อรังนั้น มีปัญหาสุขภาพจิตมากกว่าเด็กทั่วไป 11.5 เท่า
9. การศึกษาภาระโรค (Burden of Diseases) ของประเทศไทย โดยการคำนวนจำนวนปีของการสูญเสียปีสุขภาวะ (คำนวณจากจำนวนปีของการตายก่อนวัยอันควรรวมกับจำนวนปีที่สูญเสียเนื่องจากความพิการทุพลภาพ หรือ ที่เรียกว่า Disability Adjusted Life Years (DALYs))พบว่า ในปี 2542 และ 2547 ภาระโรคที่เกิดจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สูงเป็นอันดับสองรองจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยเท่านั้น และเพิ่มขึ้นจากสัดส่วนร้อยละ 5.8 ในปี 2542 เป็นร้อยละ 8.1 ในปี 2547
10. ปัจจัยส่งเสริมการบริโภค ได้แก่ กลยุทธ์ทางการตลาดของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในรูปแบบต่างๆ เช่น มอมเมามาก โดยการทุ่มงบโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เฉลี่ยปีละกว่า 2,300 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อการดื่มและความอยากลองดื่ม, ขายมาก โดยการกระจายสินค้าอย่างทั่วถึง การขอใบอนุญาตจำหน่ายสุราทำได้ง่ายและราคาถูก ส่งผลให้เกิดการเข้าถึงและหาซื้อได้ง่าย โดยที่ค่าเฉลี่ยของเวลาในการเดินทางไปซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่ที่ 7.5 นาที, และ ราคาถูก เนื่องจากพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ.2493 ใช้มานานถึง 56 ปีแล้ว โดยไม่มีการปรับเพดานภาษีเลย ทำให้การเสียภาษีของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่ำกว่าภาวะเงินเฟ้อโดยรวม ส่งผลให้ราคาสุราในระบบถูกกว่าสินค้าอื่นที่ปรับขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ ถึงแม้ว่าจะมีการปรับขึ้นภาษีบ้าง แต่ยังมีช่องว่างของการขึ้นภาษีที่ไม่เสมอกันในเครื่อดื่มแอลกอฮอล์ประเภทต่างๆ ส่งผลให้ราคาของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางชนิดถูกกว่าชนิดอื่น เป็นผลให้ผู้ดื่มเปลี่ยนจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ราคาแพง (เนื่องจากถูกขึ้นภาษี) มาดื่มกลุ่มที่ราคาถูกกว่า (เพราะไม่ได้ถูกขึ้นภาษี)
11. จากการศึกษานโยบายและการดำเนินการของประเทศต่างๆ พบว่า วัตถุประสงค์และเป้าหมายสำคัญของนโยบายการควบคุมการบริโภคและผลกระทบจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่สำคัญคือ (1) การลดนักดื่มหน้าใหม่ โดยการเลื่อนอายุการเริ่มดื่มของเยาวชนให้นานที่สุด (2) การลดปริมาณการดื่มของประชากรโดยรวม และ (3) การลดอันตรายจากการดื่ม เช่น อุบัติเหตุ ความรุนแรง และปัญหาสุขภาพ
12. โดยมีกลุ่มมาตรการที่สำคัญ 3 กลุ่มมาตรการ คือ (1) กลุ่มมาตรการลดอุปทาน ได้แก่ มาตรการกำหนดราคาและภาษี (Pricing and Taxation), มาตรการจำกัดการเข้าถึงและการหาซื้อ (Regulating the Physical Availability of Alcohol), มาตรการควบคุมการโฆษณาและการส่งเสริมการขาย (Regulating Alcohol Promotion), มาตรการปรับเปลี่ยนบริบทและสิ่งแวดล้อมในการดื่ม (Modifying the Drinking Context) และ มาตรการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในบริบทระหว่างประเทศ (The International Context of Alcohol Policy) (2) กลุ่มมาตรการลดอุปสงค์ ได้แก่ มาตรการด้านการศึกษาและการรณรงค์ (Education and Persuasion Campaign) และ มาตรการทางสังคมในชุมชน (Community Intervention) และ (3) กลุ่มมาตรการลดผลกระทบ ได้แก่ มาตรการลดและป้องกันปัญหาสังคมที่เกิดจากการบริโภค (Decreasing and Preventing Social Problems), มาตรการการรักษาและการให้การช่วยเหลือโดยเร็ว (Treatment and Early Intervention Services), โดยมีหลักการของการออกมาตรการ คือ ต้องใช้หลายมาตรการที่เหมาะสมร่วมกัน เนื่องจากไม่มีมาตรการใดที่จะมีประสิทธิผลสมบูรณ์โดยไม่ต้องอาศัยมาตรการอื่นๆร่วมด้วย และ ไม่มีมาตรการใดไม่ได้ผลเลย
13.ช่องทางการดำเนินมาตรการต่างๆมีได้หลายช่องทาง ได้แก่ มาตรการกำหนดราคาและภาษี ดำเนินการได้โดยกระทรวงการคลัง, มาตรการจำกัดการเข้าถึงและการหาซื้อและมาตรการควบคุมการโฆษณาและการส่งเสริมการขายตลอดจนมาตรการปรับเปลี่ยนบริบทและสิ่งแวดล้อมในการดื่มสามารถออกเป็นกฎหมายได้, มาตรการด้านการศึกษาและการรณรงค์สามารถดำเนินการได้โดยนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และ เครือข่ายองค์กรรณรงค์งดเหล้าต่างๆ, มาตรการทางสังคมในชุมชนสามารถดำเนินการได้โดยชุมชน, มาตรการลดและป้องกันปัญหาสังคมที่เกิดจากการดื่ม (เช่น อุบัติเหตุ และ ความรุนแรง) สามารถออกเป็นกฎหมาย ควบคู่ไปกับการดำเนินโปรแกรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาของกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้องได้, มาตรการรักษาและการให้การช่วยเหลือโดยเร็วสามารถดำเนินการโดยกระทรวงสาธารณสุข
14. มาตรการทางกฎหมาย พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.. หมวด 4 ว่าด้วยการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ของกระทรวงสาธารณสุข ที่ผ่านการประชาพิจารณ์ 7 ครั้งตลอดปี 2549 และผ่านการปรับแก้ไขตามข้อเสนอแนะและข้อสังเกตจากคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2550 ครอบคลุมหลักการสำคัญของนโยบายและมาตรการต่างๆเพื่อการลดอุปทานและลดอุปสงค์ดังนี้ มาตรา 25 เป็นมาตรการควบคุมบรรจุภัณฑ์และการกำหนดให้มีฉลากคำเตือน (Waining Lable) ซึ่งเป็นหนึ่งวิธีการในมาตรการให้การศึกษาและรณรงค์, มาตรา 26, 27 และ 28 เป็นกลุ่มมาตรการจำกัดการเข้าถึงและการหาซื้อ โดยที่มาตรา 26 เน้นการจำกัดสถานที่จำหน่าย (Place) มาตรา 27 เน้นการจำกัดวันเวลาจำหน่าย (Time) และ มาตรา 28 จำกัดการจำหน่ายบุคคล (Person) โดยการจำกัดอายุของผู้ที่สามารถซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ถูกต้องตามกฎหมาย, มาตรา 29 ครอบคลุมมาตรการควบคุมวิธีการขายและการส่งเสริมการขายในรูปแบบต่างๆที่จะทำให้เกิดการจูงใจให้ซื้อและดื่มมากเกินไป, มาตรา 30 เป็นมาตรการปรับเปลี่ยนบริบทและสิ่งแวดล้อมในการดื่ม โดยการจำกัดสถานที่ดื่ม, มาตรา 31 – 34 เป็นมาตรการควบคุมการโฆษณา โดยที่มาตรา 31 เป็นมาตรการควบคุมการโฆษณาทั้งทางตรงและทางแฝงผ่านสื่อต่างๆ ส่วนมาตรา 32 – 33 เป็นมาตรการป้องกันการแฝงโฆษณาโดยการใช้เครื่องหมายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์คล้ายกันกับผลิตภัณฑ์สินค้าชนิดอื่น และ มาตรา 34 เป็นมาตรการป้องกันการโฆษณาแฝงด้วยการใช้ชื่อหรือเครื่องหมายบริษัท, มาตรา 35 เป็นมาตรการสนับสนุนหน่วยงานและองค์กรที่ดำเนินการบำบัดรักษาผู้ติดสุรา
15. มีงานวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกา (ซึ่งมีกฎหมายห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เด็กอายุต่ำกว่า 21 ปี)ที่สะท้อนการเข้าถึงการซื้อดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในหมู่เยาวชนอย่างง่ายดาย โดยงานวิจัยนี้ได้ทดลองนำเยาวชนอายุ 21 ปี 3 คน ที่หน้าตาอ่อนกว่าอายุ ดูประมาณ 19 ปี หรือต่ำกว่า ไปซื้อเบียร์ตามร้านค้าร้านละ 3 ครั้ง ผลปรากฏว่า ร้อยละ 47 ของการซื้อ 336 ครั้ง ไม่มีการขอตรวจบัตรเพื่อดูอายุ และ ปรากฏว่ามีถึงสี่ในห้าของร้านค้าที่สามารถซื้อเบียร์ได้อย่างน้อยหนึ่งครั้งในความพยายามซื้อสามครั้ง ข้อมูลนี้บ่งชี้ถึงความจำเป็นในการควบคุมการเข้าถึงเพื่อหาซื้อและดื่มในหมู่เยาวชนเป็นอย่างยิ่ง
16. สถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ว่าจะถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมาย แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ สถานบริการ หรือร้านจำหน่ายพร้อมดื่ม (On-premise) คือ ร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีสถานที่ให้ดื่มได้เลยในร้านนั้น และ ร้านค้า หรือร้านจำหน่ายกลับไปดื่ม (Off-premise) คือ ร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ไม่มีที่ให้ดื่มในร้านนั้น
17. การควบคุมสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มทำได้หลายวิธี ได้แก่ (1) การผูกขาดโดยรัฐ (2) ใช้ระบบการขอในอนุญาตจำหน่าย และ (3) เปิดเสรีการจำหน่าย โดยที่ไม่มีการควบคุมใดๆ
18. แนวคิดการผูกขาดการจำหน่ายโดยรัฐ เริ่มต้นในศตวรรษที่ 19 ในระบบที่เรียกว่า ‘Gothenburg system’ และต่อมาเป็นฐานของระบบผูกขาดร้านค้า (Off-premise) ของประเทศสวีเดน ระบบนี้เคยใช้ในบางช่วงเวลาในบางส่วนของประเทศอังกฤษ และในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ปัจจุบันระบบผู้ขาดร้านจำหน่ายโดยรัฐนี้ยังมีอยู่ในบางส่วนของประเทศอเมริกา ในส่วนใหญ่ของประเทศแคนาดา ในกลุ่มประเทศนอร์ดิก ยุโรปตะวันออก (เช่น รัสเซีย) อาฟริกาใต้ คอสตาริกา และบางส่วนของประเทศอินเดีย ประเทศเหล่านี้เป็นตัวอย่างให้สรุปได้ว่า ระบบร้านจำหน่ายโดยรัฐ ซึ่งมักจะไม่เปิดจนหนาแน่นและจำกัดชั่วโมงการจำหน่าย มักจะสามารถควบคุมการจำหน่ายให้เยาวชนและคนเมาได้ดีกว่าร้านจำหน่ายโดยเอกชน
19. ในประเทศฟินแลนด์ ผลสรุปจากการวิเคราะห์ข้อมูลต่อเนื่องตามเวลา 7 ครั้ง พบว่ามีการเพิ่มขึ้นของการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างสม่ำเสมอหลังจากที่ร้านจำหน่ายกลับไปดื่มของรัฐ (State-owned off-premise outlets) ถูกแทนที่ด้วยร้านจำหน่ายของเอกชน (Privately-owned outlets) และ หลังจากมีการเปลี่ยนจากการขายเบียร์เฉพาะในร้านจำหน่ายของรัฐ ไปจำหน่ายได้ในร้านชำทั่วไป พบว่าการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นร้อยละ 46 ในปีถัดมา และปัญหาที่เกี่ยวเนื่องจากแอลกอฮอล์ก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
20. มีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในประเทศสวีเดน ในช่วงที่มีการจำหน่ายเบียร์เข้มข้นขนาดกลางในร้านขายของชำแทนการจำหน่ายเพียงเฉพาะในร้านค้าของรัฐในช่วงปี 1965 – 1977 ปรากฏการณ์นี้พบในประเทศฟินแลนด์เช่นกัน คือ หลังจากที่มีการอนุญาตให้จำหน่ายเบียร์เข้มข้นขนาดกลางได้ในร้านขายของชำ การดื่มของเยาวชนอายุระหว่าง 13 – 17 ปีมีมากขึ้น
21. พบความสัมพันธ์ระห่วางความรุนแรงกับบาร์ชัดเจน และยังพบความสัมพันธ์ระหว่างความรุนแรงกับการจำหน่ายในร้านจำหน่ายกลับไปดื่มเช่นกัน
22. งานวิจัยหลายชิ้นที่พบว่าการเมาแล้วขับสัมพันธ์กับบาร์และร้านอาหาร และ ในบางประเทศสัมพันธ์กับบาร์ที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นสูง
23. งานวิจัยในปี ค.ศ. 1987 พบว่าเมื่อรัฐนอร์ธ แคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา อนุญาตให้จำหน่ายสุรากลั่นใน Pub และร้านอาหาร มีผลให้การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สูงขึ้นร้อยละ 6 – 8 และอุบัติเหตุจากการเมาสุราสูงขึ้นร้อยละ 16 – 24
24.งานวิจัยของ Gruenewald and Treno (2000) พบว่าตำแหน่งที่ตั้งของร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่อยู่ใกล้ถนนหลวงจะมีผลต่อการเกิดอุบัติจราจรที่เกิดจากแอลกอฮฮล์มากกว่าร้านจำหน่ายเครื่องดื่มฯแบบเดียวกันที่ตั้งอยู่ในเมืองที่มีการอยู่อาศัยที่หนาแน่น และ มีหลายงานวิจัยที่พบว่าปัญหาที่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ เช่น การเกิดอุบัติเหตุจราจร การบาดเจ็บอื่นๆของคนเดินเท้า และ การทำร้ายร่างกายที่รุนแรง จะเกิดขึ้นในที่ซึ่งมีพื้นที่ที่สามารถดื่มเครื่องดื่มฯได้เป็นจำนวนมาก
25. ข้อมูลองค์การอนามัยโลกสำรวจประเทศต่างๆทั่วโลก พบว่าร้อยละ 60.9 ของประเทศทั่วโลกมีการจำกัดสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น นอร์เวย์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เป็นต้น
26. การจำกัดสถานที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับคนทั่วไป ลดพฤติรกรรมก้าวร้าวรุนแรงจากการดื่มเครื่องดื่มฯทั้งในที่ทำงาน ที่สาธารณะ และสภาพแวดล้อมสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ ลดการบาดเจ็บและการหย่อนสมรรถภาพในการทำงานของผู้ที่ดื่มสุรา และ เป็นการส่งสัญญาณว่าสุราไม่ใช่สินค้าธรรมดา ไม่เหมาะสมกับบางสถานที่และบางสถานการณ์
27. มีงานวิจัยในประเทศออสเตรเลียบ่งชี้ว่า ร้อยละ 68 ของสำนักงาน มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสำนักงาน และ คนที่ทำงานในสำนักงานดังกล่าวจะดื่มน้อยกว่าสำนักงานที่ปล่อยให้มีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในที่ทำงาน
28. ข้อมูลองค์การอนามัยโลกสำรวจประเทศต่างๆทั่วโลก พบว่าแม้ว่าจะมีงานวิจัยที่สะท้อนผลของการจำกัดสถานที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่มาก แต่ประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกมีมาตรการห้ามดื่มเครื่องดื่มฯในสถานที่หลายๆแห่ง โดยที่ร้อยละ 72.2 ห้ามดื่มในสถานศึกษา ร้อยละ 57.8 ห้ามดื่มในสถานบริการสาธารณสุข ร้อยละ 64.2 ห้ามดื่มในสถานที่ราชการ ร้อยละ 52.7 ห้ามดื่มในสำนักงาน ร้อยละ 54.6 ห้ามดื่มในยานพาหนะขนส่งมวลชน ร้อยละ 52.6 ห้ามดื่มในสถานที่ชมการแข่งขันกีฬา ร้อยละ 38.0 ห้ามดื่มในถนนหรือสวนสาธารณะ ร้อยละ 37.7 ห้ามดื่มในกิจกรรมบันเทิง เช่น การจัดคอนเสิร์ท ตัวอย่างของประเทศที่มีการจำกัดสถานที่ดื่มต่างๆเหล่านี้ เช่น นอร์เวย์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เป็นต้น
29. ข้อมูลเหล่านี้บ่งชี้ว่าการแพร่หลายของสถานที่จำหน่ายหรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มากขึ้น ทำให้ปัญหาการบริโภคและผลกระทบจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการกำหนดให้มีมาตรการจำกัดสถานที่จำหน่ายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
30.การเปลี่ยนแปลงวันเวลาการจำหน่ายสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเวลาการเกิดอุบัติเหตุและความรุนแรงได้ และอาจลดจำนวนปัญหาที่เกี่ยวกับการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ และ การศึกษาในแถบตะวันตกของประเทศออสเตรเลีย และประเทศไอซ์แลนด์ พบการเพิ่มขึ้นของการเมาแล้วขับและอุบัติเหตุแปรตามการเพิ่มชั่วโมงจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
31. ในประเทศสวีเดนช่วงทศวรรษที่ 1980 พบว่ามีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลดลง หลังจากมีนโยบายปิดการจำหน่ายในวันเสาร์ หลังจากมีการศึกษาพบว่าการจำหน่ายในวันเสาร์สัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของความรุนแรงในครอบครัวและการเมาในที่สาธารณะ ต่อมาพบการจำหน่ายแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.2 หลังจากที่มีการเปิดให้มีร้านจำหน่ายสุราได้ในวันเสาร์
32. มีงานวิจัยพบว่าการปิดจำหน่ายสุราชั่วคราวเพื่อรองรับการเลือกตั้งในประเทศแม็กซิโก ตั้งแต่เที่ยงคืนวันศุกร์จนถึงสิบโมงเช้าของวันจันทร์ ปรากฏว่าลดคนอเมริกันที่เดินข้ามประเทศลงถึงร้อยละ 35 และลดจำนวนผู้ที่ทำผิดกฎหมายมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
33. ข้อมูลองค์การอนามัยโลกสำรวจประเทศต่างๆทั่วโลก พบว่า ร้อยละ 27.5 ของประเทศต่างๆทั่วโลกมีการจำกัดวันจำหน่าย และ ร้อยละ 47.3 ของประเทศต่างๆทั่วโลกมีการจำกัดเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประเทศเหล่านี้ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ นอร์เวย์ ฟินแลนด์ สวีเดน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินโดนีเซีย เป็นต้น
34. ข้อมูลเหล่านี้บ่งชี้ว่าการเพิ่มขึ้นของวันและเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่งผลให้การบริโภคและผลกระทบจากการบริโภคเครื่องดื่มฯเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการกำหนดให้มีมาตรการจำกัดวันและเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มฯในพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
35. O’Malley and Wagenaar (1991) วิจัยพบว่าการเพิ่มอายุขั้นต่ำสามารถลดการบริโภคและลดอุบัติเหตุรถยนต์ในเยาวชนอเมริกัน และในทางกลับกันอุบัติเหตุรถยนต์จะเพิ่มขึ้นเมื่อเยาวชนอายุถึงอายุขั้นต่ำที่สามารถหาซื้อและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้
36. Klepp et al. (1996) วิจัยพบว่าเมื่อลงมือปฏิบัตินโยบายกำหนดอายุขั้นต่ำที่ดื่มเครื่องดี่มแอลกอฮอล์ได้เป็น 21 ปีในสหรัฐอเมริกาเหมือนกันหมดแล้ว ความชุกของการดื่มแล้วขับลดลง
37. งานวิจัยประเมินผลหลายชิ้น บ่งชี้ว่าการเพิ่มอายุขั้นต่ำที่ดื่มเครื่องดื่มฯได้จาก 18 ปี เป็น 21 ปี สามารถลดอุบัติเหตุรถคันเดียวในเวลากลางคืนลงได้ร้อยละ 11 – 16 ในทุกระดับความรุนแรงของอุบัติเหตุ
38.การเพิ่มอายุขั้นต่ำที่สามารถซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้สามารถลดการบาดเจ็บที่สัมพันธ์กับแอลกอฮอล์จนต้องเข้าโรงพยาบาล และ การตายจากการบาดเจ็บได้
39. การทบทวนงานวิจัยในช่วง 1960 – 1999 เกี่ยวกับการกำหนดอายุขั้นต่ำที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างเข้มข้นถึง 132 งานวิจัยของ Wagenaar and Toomey (2000) พบว่าโปรแกรมต่างๆที่มีอยู่อย่างหลากหลายในการมุ่งเป้าลดการดื่มในเยาวชนทั้งในระดับมัธยม มหาวิทยาลัย และเยาวชนทั่วไปนั้น การเพิ่มอายุขั้นต่ำในการซื้อและดื่มเครื่องดื่มฯเป็น 21 ปีนั้น มีประสิทธิผลสูงที่สุด
40. ในประเทศเดนมาร์ค มีการศึกษาประเมินผลการออกนโยบายกำหนดอายุขั้นต่ำในการซื้อเครื่องดื่มฯจากร้านค้าที่อายุ 15 ปี พบว่าการดื่มเครื่องดื่มฯของเยาวชนอายุต่ำกว่า 15 ปี ลดลงถึงร้อยละ 36 และ ลดลงร้อยละ 17 ในเยาวชนอายุมากกว่า 15 ปี ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากการที่พ่อแม่ใส่ใจดูแลลูกมากขึ้นหลังจากที่มีการออกกฎหมายนี้
41. Nancy E. Jones et al. (1996) วิจัยพบว่าการกำหนดอายุขั้นต่ำในการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลให้ (1) ชะลอการเริ่มดื่มในกลุ่มอายุที่ต่ำกว่าอายุขั้นต่ำที่ถูกกฎหมาย (2) ป้องกันการตายจากการบาดเจ็บรูปแบบต่างๆที่เกิดจากการดื่มได้อย่างถูกกฎหมาย และ (3) ชะลอการเริ่มต้นดื่มอย่างหนักและการบาดเจ็บที่ทำให้เกิดการตายจากการดื่มหนัก
42.ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกพบว่ามีอย่างน้อย 76 ประเทศที่มีกฎหมายกำหนดอายุขั้นต่ำในการซื้อหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ มี 8 ประเทศที่กำหนดอายุที่ 21 ปี ได้แก่ ชิลี เบลาลูส อียิปต์ ยูเครน ซามัว ฮอนดูลัส หมู่เกาะโซโลมอน และบางรัฐของสหรัฐอเมริกา มี 5 ประเทศที่กำหนดอายุ 20 ปี ได้แก่ ไอซ์แลนด์ ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน โดยประเทศส่วนใหญ่กำหนดไว้ที่อายุ 18 ปี ในขณะที่ 15 ประเทศไม่ค่อยเข้มงวด ได้แก่ ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม อิตาลี แกมเบีย แทนซาเนีย กำหนดอายุขั้นต่ำเพียง 16 ปี
43. ข้อมูลเหล่านี้บ่งชี้ว่าการเพิ่มอายุขั้นต่ำที่สามารถซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ถูกกฎหมายสามารถช่วยลดปัญหาการบริโภคและผลกระทบจากการบริโภคเครื่องดื่มฯได้ ดังนั้นการกำหนดให้มีมาตรการจำกัดอายุขั้นต่ำที่สามารถซื้อเครื่องดื่มฯได้ถูกกฎหมายในพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
44. งานวิจัยผลกระทบของการโฆษณาชิ้นหนึ่งซึ่งเป็นการศึกษาระยะยาวในประเทศนิวซีแลนด์ พบว่า ผู้ชายที่ระลึกความทรงจำถึงการโฆษณาสุราได้ขณะอายุ 13 ปี เมื่ออายุ 18 ปีจะดื่มสุรามากกว่ากลุ่มผู้ชายที่ระลึกความทรงจำเกี่ยวกับโฆษณาไม่ได้ และ ครึ่งหนึ่งของเยาวชนอายุ 10 – 13 ปีบอกว่าพวกเขารู้จักการดื่มสุราจากการดูโฆษณาสุรา และเชื่อมโยงว่าการโฆษณาทำให้เกิดความรู้สึกว่าการดื่มสุราทำให้ชีวิตสนุกและตื่นเต้นขึ้น และ งานวิจัยที่ตีพิมพ์เดือนมกราคม 2549 ของ Leslie B. Snyder และคณะ ศึกษาเพื่อทดสอบว่าค่าใช้จ่ายในการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ ระดับการรับรู้การโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีผลต่อการดื่มของเยาวชนหรือไม่ โดยการสำรวจทางโทรศัพท์บุคคลอายุระหว่าง 15 – 26 ปี ต่อเนื่อง 4 ครั้ง ใน 23 เดือน ระหว่าง เมษายน 2542 – กุมภาพันธ์ 2544 ในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า เยาวชนที่พบเห็นการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่าโดยเฉลี่ยจะดื่มมากกว่า โดยที่ทุก 1 โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่พบเห็นเพิ่มขึ้นต่อเดือน จะส่งผลให้เพิ่มปริมาณการดื่มขึ้นร้อยละ 1 และ เยาวชนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่าจะดื่มมากกว่า โดยที่งบโฆษณาที่เพิ่มขึ้นทุก 1 ดอลล่าร์สหรัฐ จะส่งผลให้เพิ่มปริมาณการดื่มร้อยละ 3
45. มีการศึกษาจำนวนหนึ่งที่พยายามศึกษาผลกระทบของการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การศึกษาเหล่านี้ซับซ้อน และแท้จริงแล้วมักดำเนินการศึกษาไม่สมบูรณ์ เพราะไม่สามารถดึงความร่วมมือของสื่อได้ หรือแม้กระทั่งถูกเมินเฉยโดยอ้างว่าต้องไปทำการโฆษณาให้สินค้าอื่น และเป็นการยากที่จะควบคุมการโฆษณาอย่างสมบูรณ์แบบจากต่างประเทศ ผลการศึกษาในลักษณะนี้จึงยังไม่เป็นข้อสรุป แต่อย่างไรก็ตาม ในปี 1991 มีรายงานการศึกษาชิ้นใหญ่ชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับการควบคุมโฆษณาในหลายประเทศในกลุ่ม OECD ในช่วงทศวรรษที่ 1970 ของ Saffer พบว่า กลุ่มประเทศที่มีการห้ามการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีการบริโภคปริมาณน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่มีการห้ามหรือจำกัดการโฆษณา ถึงร้อยละ 16 และ ที่สำคัญคือ อัตราการตายจากอุบัติเหตุจราจรในกลุ่มประเทศที่มีการห้ามการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่ำกว่าถึงร้อยละ 23 เมื่อเทียบกับประเทศที่ไม่มีการห้ามหรือจำกัดการโฆษณา
46. รายงานการศึกษาของ Saffer H. and Dave D. ในปี 1997 ระบุว่าการห้ามการโฆษณาโดยสิ้นเชิงจะส่งผลให้การบริโภคต่อสัปดาห์ของเยาวชนลดลงจากร้อยละ 25 เหลือร้อยละ 21 และการดื่มแบบเมาหัวราน้ำ (Binge Drinking) ลดลงจากร้อยละ 12 เหลือร้อยละ 7
47. มูลค่าโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศไทยในช่วงปี 2542 – 2545 เฉลี่ยสูงกว่าสองพันสามร้อยล้านบาทต่อปี โดยในปี 2542 มีมูลค่า 1891.7 ล้านบาท ปี 2543 มีมูลค่า 2751.6 ล้านบาท ปี 2544 มีมูลค่า 2191.6 ล้านบาท ปี 2545 มีมูลค่า 2360.4 ล้านบาท และ เมื่อวิเคราะห์งบประมาณการโฆษณาแยกตามประเภทสุรา พบว่าเบียร์มีการใช้งบประมาณสูงที่สุด รองลงมาคือวิสกี้ และบรั่นดี เฉพาะเบียร์ มีค่าโฆษณาระหว่าง 1339.0 – 1849.9 ล้านบาทต่อปี ในช่วง ปี 2543 – 2545 การทุ่มโฆษณาเบียร์ดังกล่าวสอดคล้องกับยอดขายและการดื่มเบียร์ที่เพิ่มมากขึ้นของคนไทยอย่างต่อเนื่อง (เฉพาะอัตราการบริโภคเบียร์ต่อหัวต่อปีเพิ่มขึ้นในปี 2546 เทียบกับปี 2532 มากกว่า 8 เท่าตัว จากอัตราเฉลี่ย 4.4 ลิตรต่อคนในปี 2532 เพิ่มเป็น 39.4 ลิตรต่อคน ในปี 2546)
48. รายงาน Global Status Report : Alcohol Policy ปี 2004 ขององค์การอนามัยโลก ระบุชื่อประเทศที่มีการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยสิ้นเชิง ดังนี้ Algeria, Egypt, Eritrea, Jordan, Islamic Republic of Iran, Equatorial Guinea, Some parts of India and Nigeria, Iceland และ Norway
49. ข้อมูลเหล่านี้บ่งชี้ว่าการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีผลต่อการดื่มและผลกระทบจากการดื่มฯ และมาตรการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มฯได้ผลในการลดการบริโภคและผลกระทบจากการบริโภคเครื่องดื่มฯ ดังนั้นการกำหนดให้มีมาตรการห้ามโฆษณาเครื่องดื่มฯโดยสิ้นเชิงในพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อเปรียบเทียบผลกระทบและมาตรการควบคุมปัญหา ระหว่างการบุหรี่และสุรา จะพบว่า ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ และ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ไม่สูบบุหรี่ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ขณะที่การควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งก่อให้เกิดผลร้ายมากกว่า แต่กลับยังไม่มีกฎหมายที่ควบคุมอย่างเป็นระบบในขณะนี้ (ณ วันที่ 7 มีนาคม 2550)
ตัวอย่างของมาตรการต่างๆที่ใช้กันในระดับสากล ได้แก่
1. มาตรการกำหนดราคาและภาษี ได้แก่ การขึ้นภาษีสุรา
2. มาตรการควบคุมการเข้าถึงและการหาซื้อ ได้แก่ การจำกัดอายุขั้นต่ำที่สามารถซื้อได้, การจำกัดชั่วโมงและเวลาการขาย, การจำกัดความหนาแน่นของร้านจำหน่าย, มาตรการการผูกขาดการขายปลีกโดยรัฐ
3. มาตรการควบคุมการโฆษณาและการส่งเสริมการขาย ได้แก่ การห้ามโฆษณา การจำกัดการโฆษณา และ การควบคุมเนื้อหาโฆษณา
4. มาตรการปรับเปลี่ยนบริบทและสิ่งแวดล้อมในการดื่ม ได้แก่ มาตรการห้ามขายแก่ผู้มึนเมา, การฝึกอบรมความรับผิดชอบทางกฎหมายของผู้ให้บริการ, การบังคับใช้กฎหมาย ณ จุดขาย, การห้ามพกพาหรือดื่มในที่สาธารณะ
5. มาตรการลดและป้องกันปัญหาสังคมที่เกิดจากการดื่ม เช่น มาตรการควบคุมผู้ดื่มแล้วขับ ได้แก่ มาตรการสุ่มตรวจระดับแอลกอฮอล์จากลมหายใจในผู้ขับขี่ยานพาหนะ, การลดเกณฑ์ขั้นต่ำที่ถูกกฎหมายของปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดขณะขับขี่, การยึดใบอนุญาตขับขี่, การบริการทางสังคมสำหรับผู้ขับขี่ขณะมึนเมา และ การกำหนดเกณฑ์แอลกอฮอล์ในเลือดเท่ากับศูนย์ในเยาวชน
6. มาตรการด้านการศึกษาและการรณรงค์ ได้แก่ การให้ความรู้เรื่องแอลกอฮอล์ในสถานศึกษา, การสนับสนุนกิจกรรมหรืองานต่างๆที่ปลอดแอลกอฮอล์, การให้ข้อมูลข่าวสารแก่สาธารณะ และ การติดฉลากคำเตือน
7. มาตรการทางสังคมในชุมชน ได้แก่ การสร้างชุมชนเข้มแข็ง
8. มาตรการรักษาและให้บริการช่วยเหลือโดยเร็ว ได้แก่ การให้การบำบัดระยะสั้น (Brief Intervention) แก่ผู้ขับขี่ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง, การให้การรักษาแก่ผู้ที่ปัญหาเกี่ยวกับแอลกอฮอล์, กลุ่มให้การช่วยเหลือกันและกัน (Self Help Group), การบังคับให้ผู้กระทำผิดซ้ำๆเข้ารับการบำบัด
9. มาตรการควบคุมการบริโภคในบริบทระห่วางประเทศ ได้แก่ มาตรการยกเว้นสินค้าบุหรี่สุราออกจากเงื่อนไขเขตการค้าเสรี และ มาตรการลดอิทธิพลของกลยุทธ์การตลาดของธุรกิจสุราข้ามชาติ
รู้ทันเล่ห์กลของธุรกิจสุราในการต่อต้านการห้ามโฆษณาโดยสิ้นเชิงผ่านบทเรียนการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ
มีบทเรียนมากมายจากอุตสาหกรรมยาสูบ ซึ่งอุตสาหกรรมสุราก็ดำเนินการในทำนองเดียวกันไม่ผิดเพี้ยน เพราะเป็นธุรกิจขายอบายมุข หวังกำไร โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมเช่นเดียวกัน ทั้งการใช้กลยุทธ์การตลาดกระตุ้นการบริโภคโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่เยาวชน และการต่อต้านมาตรการควบคุมที่สำคัญๆ เช่น มาตรการห้ามโฆษณา มาตรการทางภาษี มาตรการจำกัดการเข้าถึงและหาซื้อต่างๆ แต่จะสนับสนุนมาตรการที่ไม่ค่อยได้ผล เช่น มาตรการให้การศึกษา มาตรการรณรงค์เมาไม่ขับ มาตรการบำบัดรักษา เนื่องจากมาตรการเหล่านี้ไม่มีผลกระทบต่อยอดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
อุตสาหกรรมบุหรี่โฆษณามุ่งเป้าเยาวชน และแอบแฝงโฆษณาผ่านการเป็นสปอนเซอร์กีฬา ดนตรี และกิจกรรมต่างๆที่มีคนสนใจหรือสร้างภาพลักษณ์ให้กับผลิตภัณฑ์หรือบริษัท ไม่ได้มุ่งหมายสนับสนุนกิจกรรมเหล่านั้นอย่างแท้จริง
1. อุตสาหกรรมบุหรี่ใช้การเป็นสปอนเซอร์การจัดการแข่งขันกีฬาเป็นเครื่องมือที่จะเชื่อมโยงการสูบบุหรี่กับสุขภาพและความสามารถของนักกีฬา ดังคำพูดของผู้บริหารคนหนึ่งของบริษัทอาร์ เจ เรย์โนลด์ เมื่อปี พ.ศ. 2532 ว่า “ธุรกิจของเราคือขายบุหรี่ ไม่ใช่ธุรกิจด้านกีฬา เราใช้กีฬาเป็นช่องทางโฆษณาสินค้าของเรา... เราสามารถเข้าไปในสถานที่ที่เราทำการตลาดด้วยการจัดแข่งกีฬา แล้ววัดปริมาณการขายสินค้าของเราระหว่างการแข่งและหลังการแข่งจบลง และพบว่ายอดขายเพิ่มขึ้น”
2. บริษัทฟิลลิป มอร์ริส บริษัทบุหรี่ยักษ์ใหญ่ของโลก ได้เป็นสปอนเซอร์ให้กับ
- การแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยมาร์ลโบโรในฮ่องกงและจีน, พ่วงโฆษณาเข้ากับการสนับสนุนศึกฟุตบอลโลก ก่อนตั้งศึกชิงถ้วยมาร์โบโร ไดนาสตี้ เหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ดีของวิธีที่บริษัทใช้เชื่อมโยงมาร์ลโบโรกับกีฬายอดฮิตของเอเชีย
- สำหรับในประเทศที่มีปัญญหาด้านลิขสิทงธิ์และกฎหมาย ทำให้มาร์ลโบโรไม่สามารถมีบทบาทในการสนับสนุนฟุตบอลโลกได้โดยตรง เช่น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในตุรกี มาร์ลโบโรหันไปหาหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง จัดพิมพ์คู่มือติดตามการแข่งขันฟุตบอลโลกหน้า 36 หน้าที่หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นพิมพ์ขึ้นอย่างดี โดยมีมาร์ลโบโรเป็นสปอนเซอร์ และเพื่มเร้าความสนใจของประชาชนและจุดประกายให้มีการเผยแพร่ข่าวแบบปากต่อปาก ฟิลลิป มอร์ริส (ผู้ผลิตมาร์ลโบโร) ได้แจกหนังสือคู่มือนี้จำนวนหนึ่งหมื่นฉบับที่หน้าสนามกีฬาที่มีการแข่งขันคู่สำคัญๆ รวมถึงตามผับและคาเฟ่ โดยแจกฟรีให้ผู้ที่ถือซองมาร์ลโบโรมาแลก”
- และในคูเวต มาร์ลโบโรจับมือเป็นพันธมิตรกับนิตยสารกีฬาชั้นนำชื่อว่าอัลเรียดี จัดพิมพ์หนังสือคู่มือฟุตบอลโลกระดับคุณภาพในรูปของสิ่งพิมพ์หนา 30 หน้า ผนวกไปกับนิตยสารดังกล่าว โดยผู้อ่านกลุ่มเป้าหมายคือคนหนุ่มสาวชาวอาหรับ ในคู่มือนี้มีกิจกรรมส่งเสริมการขายด้วยการชิงรางวัลสูงสุดเป็นค่าเดินทางระดับวีไอพีไปดูการแข่งฟุตบอลโลกที่อิตาลี... คู่มือนี้พิมพ์ออกมากถึง 260,000 เล่ม นับเป็นยอดขายที่สูงที่สุดสำหรับนิตยสารในตะวันออกกลาง”
- มาร์ลโบโรสนับสนุนการแข่งจักรยานยนต์ “มาร์ลโบโรซุปเปอร์ไบค์โชว์” ในใต้หวัน ในปี 2533 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ “เสริมสร้างภาพลักษณ์ของบุหรี่มาร์ลโบโรให้สัมพันธ์กับความตื่นเต้น ความมีชีวิตชีวา และความเป็นชายชาตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้บริโภควัยหนุ่มสาว”
- ฟิลลิป มอร์ริส สนับสนุนกิจกรรมดนตรีในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จัดแสดงวงตนตรีแจ็ซของวง “ฟิลลิป มอร์ริสซุปเปอร์แบนด์” ในประเทศออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น และแคนาดา รวมทั้งการทัวร์ของวง “มาร์ลโบโรซุปเปอร์แบนด์” ไปยังสี่เมืองใหญ่ๆในประเทศสเปน และสื่อมวลชนในทุกๆกลุ่มเป้าหมายที่ไม่แสดงได้ติดตามทำข่าวเป็นอย่างดี รวมทั้งได้จัดทำเป็น “รายการพิเศษ” ทางโทรทัศน์และวิทยุในออกเตรเลีย ญี่ปุ่น และสเปน
- ฟิลลิป มอร์ริส ได้วางแผนแอบแฝงการโฆษณามาร์ลโบโรในรูปแบบช่วยเหลือต่างๆ เช่น การเสนอตัวเป็นผู้จัดการหาระบบไฟให้ความสว่างภายในอุโมงค์รถยนต์ แลกกับการติดตั้งป้ายที่มีตรามาร์ลโบโร พร้อมข้อความว่า “ขับด้วยความระมัดระวัง” ในเลบานอล หรือ การเสนอการปรับปรุงสะพานลอยข้ามถนนห้าแห่ง แลกเปลี่ยนกับการติดตั้งป้ายที่มีตรามาร์ลโบโร พร้อมข้อความว่า “เดินด้วยความระมัดระวัง” ในกรุงเบรุตชั้นนอก
3. บริษัทบริติชอเมริกันโทแบ็คโค ได้กล่าวไว้ในปี พ.ศ. 2522 ว่า ในระยะสองทศวรรษที่ผ่านมา บริษัทบุหรี่ได้ใช้วิธี “ขยายตราหรือยี่ห้อของบุหรี่” ไปยังสินค้าอื่น เพื่อรับมิอกับกระแสการจำกัดการโฆษณาบุหรี่ที่มีมากขึ้น โดยกล่าวว่า “ทุกบริษัทควรศึกษาสำรวจหาสินค้าที่ไม่ใช่บุหรี่และบริการอื่นๆที่จะใช้ประโยชน์ได้ในการสื่อสารชื่อหรือตราของบุหรี่หรือชื่อของบริษัทบุหรี่ รวมทั้งเอกลักษณ์สำคัญที่มองเห็นได้ของบุหรี่และบริษัทบุหรี่นั้นๆ กลยุทธ์นี้น่าจะดำเนินการในระยะยาวและคงต้องใช้ต้นทุนสูง แต่อย่างไรเสียหลักการก็ยังคงเป็นการจัดการให้ผลิตภัณฑ์บุหรี่ได้รับการเผยแพร่โฆษณาอย่างได้ผล ในสถานการณ์ที่การโฆษณาโดยตรงทุกรูปแบบไม่สามารถทำได้” “(ควร) หาโอกาสที่จะร่วมมือกับบริษัทบุหรี่อื่นๆในการส่งสัญญาณออกอากาศโฆษณาบุหรี่ทางโทรทัศน์และวิทยุเข้าไปในประเทศที่มีกฎหมายห้ามโฆษณายาสูบ” (บริษัทบริติชอเมริกันโทแบ็คโค ปี 2522;)
4. อีเมอร์สัน ฟุต ผู้บริหารฝ่ายโฆษณาและอดีตประธานผู้บริหารของบริษัทแมคแคน/อิริคสัน ซึ่งรับจัดทำบัญชีมูลค่านับล้านๆดอลลาร์ให้แก่บริษัทบุหรี่ต่างๆ เปิดเผยเมื่อปี พ.ศ. 2531 ว่า “บริษัทบุหรี่เสแสร้งยืนยันตลอดมาว่า การโฆษณาบุหรี่ไม่ช่วยเพิ่มยอดขายโดยรวมแต่อย่างใด ช่างเป็นคำพูดที่เหลวไหลทั้งเพ บริษัทบุหรี่รู้ดีว่านี่คือคำพูดเหลวไหล ผมรู้สึกขบขันเสมอกับคำพูดทำนองว่าการโฆษณาซึ่งเป็นกิจกรรมที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มการบริโภคสินค้าอื่นๆแทบทุกชนิด กลับใช้ไม่ได้ผลอย่างน่าประหลาดใจกับผลิตภัณฑ์ยาสูบ”
5.การเสนอกฎการควบคุมการโฆษณากันเองของอุตสาหกรรมสุรา (Self Regulation) เป็นเครื่องมือที่ถูกใช้มากที่สุดในการต่อรองกับรัฐ เมื่อรัฐมีความพยายามออกกฏหมายห้ามการโฆษณาแบบเข้มข้น โดยพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของสังคมที่จะยอมรับการห้ามโฆษณาโดยสิ้นเชิงของภาครัฐ ไปสู่การพยายามทำให้สังคมยอมรับการควบคุมกันเอง โดยอ้างว่าอุตสาหกรรมสุรามีความตั้งใจและจะสามารถควบคุมการโฆษณากันเองได้ ซึ่งแนวโน้มของการออกกฎการควบคุมตนเองนี้มักจะออกมาในลักษณะเข้มข้นน้อยและบังคับใช้ลำบาก เช่น กฎการควบคุมการโฆษณากันเองมักจะห้ามไม่ให้ใช้ภาพผลิตภัณฑ์หรือภาพการดื่มในการโฆษณา แต่อนุญาตให้ใช้ตรายี่ห้อ (Logo) ซึ่งการตลาดที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันก็ไม่จำเป็นต้องใช้ภาพผลิตภัณฑ์หรือภาพการดื่มอยู่แล้ว แต่สามารถทำได้โดยการใช้การโฆษณาในหลายรูปแบบผูกโยงยี่ห้อกับภาพลักษณ์ที่ดีและวิถีชีวิตที่น่าสนใจและสอดคล้องตรงกับกลุ่มเป้าหมายทึ่ดูโฆษณาอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่น
6. มีการกำหนดจรรยาบรรณการค้าของอุตสาหกรรมบุหรี่ในปากีสถาน เพื่อที่จะใช้เป็นทั้งเครื่องมือในการล็อบบี้ และเป็นเหตุผลในการคัดค้านการออกกฎหมายห้ามโฆษณาบุหรี่ในประเทศปากีสถาน
7. ประสบการณ์ในหลายประเทศบ่งชี้ว่ามาตรการควบคุมการโฆษณากันเองของอุตสาหกรรมสุราจะประสบความสำเร็จได้ต้องเกิดจากความร่วมมืออย่างแท้จริงของสื่อ องค์กรจัดทำโฆษณา และอุตสาหกรรมสุรา และยังต้องมีหน่วยงานกำกับควบคุมที่มีอำนาจในการตรวจสอบและวินิจฉัยความเหมาะสมของโฆษณา และสามารถลงโทษการโฆษณาที่ไม่เหมาะสมได้ ซึ่งมีน้อยประเทศมากที่ที่สามารถมีองค์ประกอบเหล่านี้ครบ
8. มีการทบทวนงานวิจัยที่พบว่ามาตรการควบคุมการโฆษณากันเองไม่ได้ผลในประเทศออสเตรเลีย (ช่วงคริสทศวรรษที่ 1960) และ ในประเทศสหรัฐอเมริกาและอังกฤษในช่วงปี ค.ศ. 1996
9. งานวิจัยเรื่องการควบคุมการโฆษณากันเองของอุตสาหกรรมสุรา ของ Janet M. Evans and Richard F. Kelly สะท้อนความยุ่งยากของการตรวจสอบรายละเอียดการโฆษณา โดยพบว่าอุตสาหกรรมโฆษณามีข้อตกลงซื้อโฆษณาในรายการที่เด็กอายุมากกว่า 21 ปี ดูไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ซึ่งหมายถึงรายการที่มีเด็กอายุน้อยกว่า 21 ปีดูถึงเกือบร้อยละ 50
10. ความยุ่งยากในการปฏิบัติตามกฎการควบคุมการโฆษณากันเอง (Self Regulation) ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แก่ การพูดถึงความล่อแหลมของการโฆษณาโดยการใช้การ์ตูนและการใช้การจินตนาการช่วงวันฮาโลวีนโดยผลิตภัณฑ์เบียร์ที่ขายดียี่ห้อหนึ่ง การโฆษณาแอลกอฮอล์ทางป้ายกลางแจ้งใกล้กับสนามเด็กเล่น การใช้ภาพความรุนแรงกับผู้หญิงในการโฆษณาสุรา, อีกทั้งมีการศึกษาพบว่าสี่บริษัทในแปดบริษัทเบียร์และบริษัทเหล้าขนาดใหญ่ละเมิดกฎควบคุมกันเอง และมีสองบริษัทที่ใช้โฆษณามุ่งเป้าที่เยาวชนถึงหนึ่งในสี่ของโฆษณาที่ทำออกมา
11. เอกสารฉบับหนึ่งในปี พ.ศ. 2533 ของบริษัทฟิลลิป มอร์ริส บริษัทบุหรี่ยักษ์ใหญ่ของโลก ได้ชี้ถึงอันตรายท่กำลังคุกคามอุตสาหกรรมยาสูบไว้ว่า “แรงกดดันต่ออุตสาหกรรมยาสูบมีความหนักหน่วงขึ้นอย่างรวดเร็วมาก... เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า ถ้าเราไม่เปลี่ยนกลยุทธ์ทั้งหมดในทันที แล้วเริ่มใช้ทรัพยากรของเราในแนวทางที่ฉลาดกว่าที่เป็นอยู่ ภายใน 12 เดือน เราคงจะสูญเสียสิทธิที่จะโฆษณาและเป็นสปอนเซอร์ รวมทั้งส่วนสำคัญของกิจกรรมการตลาดไป...” “ถ้ามองแนวโน้มปัจจุบันในแง่ร้าย ก็กล่าวได้ว่าอุตสาหกรรมบุหรี่คงจะสูญเสียอิทธิพลทางการเมืองไปเกือบทั้งหมดภายในสองปีข้างหน้า มองแง่ร้ายเกินไปหรือเปล่า? ไม่หรอก เพราะเมื่อมีการห้ามโฆษณาและการเป็นสปอนเซอร์ อุตสาหกรรมบุหรี่ก็จะสูญเสียพันธมิตรในสื่อมวลชนและในวงการการเมืองไปเป็นส่วนใหญ่ แม้จะไม่ถึงกับทั้งหมดก็ตาม... เราอาจจะตกอยู่ในฐานะอย่างนี้ก็ได้ภายในสองปีนี้หรือเร็วกว่านั้น ถ้าการจำกัดการโฆษณาบุหรี่ในประเทศต่างๆทั่วโลกยังทำเนินไปอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้...” ได้กล่าวถึงแผนปฏิบัติการเพื่อชัยชนะในสงครามที่อุตสาหกรรมยาสูบกำลังถูกกดดันเรื่องการห้ามโฆษณาผลิตภัณฑ์ยาสูบว่า “(เราจะ)ใช้กลยุทธ์รุกด้วยการรณรงค์โฆษณาที่มีจินตนาการสร้างสรรค์ผ่านสื่อมวลชนแขนงต่างๆ โดยใช้บุคคลระดับแนวหน้าทั่วโลก เป็นผู้ให้เหตุผลโต้แย้งในหลากหลายประเด็น... เสริมสร้างและขยายแนวร่วมเพื่อคัดค้านทั้งการห้ามโฆษณาและการห้ามบริษัทบุหรี่เป็นสปอนเซอร์”
12. บริษัทบุหรี่พยายามคัดค้านความพยายามที่จะจำกัดหรือห้ามการโฆษณาผลิตภัณฑ์ยาสูบในทุกๆทางที่จะทำได้ เช่น ใช้การระดมพลังนักวิชาการวารสารศาสตร์จากทั่วทั้งลาตินอเมริกาและจากองค์กรระหว่างประเทศหลายองค์กรมาคัดค้านกฎหมายห้ามการโฆษณาผลิตภัณฑ์ยาสูบในประเทศเอกวาดอร์ ปรากฏว่าประธานธิบดีได้ใช้สิทธิยับยั้งกฎหมายดังกล่าว, การทำงานของฟิลลิป มอร์ริส ส่งผลให้การออกกฎษฎีกาฉบับใหม่กลับคำสั่งห้ามการโฆษณาทุกรูปแบบในประเทศเซเนกาล และเชื่อว่าจะสามารถคว่ำกฎหมายห้ามการโฆษณายาสูบในประเทศคอสตาริกาได้, ฟิลลิปส์ มอร์ริสได้ใช้เส้นสายทางการเมืองและสื่อมวลชนเพื่อต่อต้านการห้ามโฆษณาในประเทศต่างๆ ได้แก่ ใช้ความสัมพันธ์กับสมาคมสื่อมวลชนรวมกลุ่มอาหรับ โดยล็อบบี้บริษัทติฮามา (สำนักพิมพ์และตัวแทนโฆษณาขนาดใหญ่ในซาอุดีอาระเบีย) ให้ต่อต้านข้อเสนอห้ามโฆษณาผลิตภัณฑ์ยาสูบ และสื่อสารความต้องการของฟิลลิป มอร์ริสไปยังพันธมิตรของสมาคมฯในซาอุดีอาระเบีย รวมทั้งบุคคลติดต่อพิเศษในซาอุดีอะราเบียที่มีสายสัมพันธ์อยู่กับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา”
- สรุป 1 : บทเรียนจากบุหรี่ ชี้ชัดว่าอุตสาหกรรมบุหรี่มุ่งเป้าโฆษณาที่เยาวชน ไม่จริงใจกับการเป็นสปอนเซอร์สนับสนุนกิจกรรมต่างๆ แท้จริงเป็นเพียงการแอบแฝงการโฆษณาผ่านการเป็นสปอนเซอร์กีฬา ดนตรี และกิจกรรมต่างๆที่กลุ่มเป้าหมายชื่นชอบโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเยาวชน
- สรุป 2 : อุตสาหกรรมบุหรี่ จะดำเนินทุกวิถีทางเพื่อต่อต้านมาตรการควบคุมต่างๆรวมทั้งมาตรการห้ามโฆษณา โดยการเสนอมาตรการควบคุมการโฆษณากันเอง (Self Regulation) ทดแทนการห้ามการโฆษณาโดยสิ้นเชิงของภาครัฐ (ซึ่งสอดคล้องกับความพยายามของอุตสาหกรรมสุราในประเทศไทยในขณะนี้เช่นเดียวกัน) ซึ่งมีผลการวิจัยเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนถึงความล้มเหลวของมาตรการควบคุมกันเอง
- สรุป 3 : สังคมไทยต้องอาศัยประสบการณ์จากบุหรี่เป็นบทเรียนในการดำเนินงานควบคุมปัญหาสุรา อย่าได้หลงกลอุตสาหกรรมสุราที่อ้างคุณธรรมว่าไม่ได้หวังผลจากการโฆษณา
“ถึงเวลาห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยสิ้นเชิง”
[แก้ไข] ร่างพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ....
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ....”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้
“เครื่องดื่มแอลกอฮอล์” หมายความว่า สุราตามกฎหมายว่าด้วยสุรา ทั้งนี้ไม่รวมถึงยา วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ยาเสพติดให้โทษ ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
“ผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” หมายความว่า บุคคลที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพร่างกายหรือจิตใจ จนถึงขนาดมีความบกพร่องในหน้าที่การงาน การเรียน หรือการมีสัมพันธภาพกับผู้ใกล้ชิดหรือบุคคลรอบข้าง โดยการดื่มนั้นมีลักษณะที่ต้องเพิ่มปริมาณมากขึ้น และเมื่อหยุดดื่มจะมีอาการแสดงของการขาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร่างกาย
“ขาย” หมายความรวมถึง จำหน่าย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ เพื่อประโยชน์ในทางการค้า
“โฆษณา” หมายความว่า การกระทำไม่ว่าโดยวิธีใดๆ ให้ประชาชนเห็นได้ยิน หรือทราบข้อความเพื่อประโยชน์ในทางการค้า และให้หมายความรวมถึงการสื่อสารการตลาด
“การสื่อสารการตลาด”หมายความว่า การกระทำกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขายสินค้า บริการหรือภาพลักษณ์ การประชาสัมพันธ์ การเผยแพร่ข่าวสาร การส่งเสริมการขาย การแสดงสินค้า การจัดหรือสนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรมพิเศษ และการตลาดแบบตรง
“ข้อความ” หมายความรวมถึง การกระทำให้ปรากฏด้วยตัวอักษร ภาพ ภาพยนตร์ แสง เสียง เครื่องหมายหรือการกระทำอย่างใดๆ ที่ทำให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าใจความหมายได้
“ฉลาก” หมายความว่า รูป รอยประดิษฐ์ กระดาษหรือสิ่งอื่นใดที่ทำให้ปรากฏข้อความเกี่ยวกับสินค้าซึ่งแสดงไว้ที่สินค้าหรือภาชนะบรรจุหรือหีบห่อบรรจุสินค้า หรือสอดแทรกหรือรวมไว้กับสินค้าหรือภาชนะบรรจุหรือหีบห่อบรรจุสินค้าและหมายความรวมถึงเอกสาร หรือคู่มือสำหรับใช้ประกอบกับสินค้า ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่สินค้าหรือภาชนะบรรจุหรือหีบห่อบรรจุสินค้านั้น
“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ
“คณะกรรมการควบคุม” หมายความว่า คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
“สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
“ผู้อำนวยการ” หมายความว่า ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
“อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมควบคุมโรค
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ ออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้
[แก้ไข] หมวด ๑ คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ
มาตรา ๕ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ” ประกอบด้วย
(๑) นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธานกรรมการ
(๒) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นรองประธานกรรมการ
(๓) กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(๔) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกินหกคน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ด้านสังคมสงเคราะห์ แพทย์ จิตวิทยา กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ การศึกษา การศาสนา หรือนิเทศศาสตร์ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละด้านไม่เกินหนึ่งคน
(๕) ผู้แทนองค์กรเอกชน จำนวนไม่เกินแปดคน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากองค์กรเอกชนที่มีวัตถุประสงค์มิใช่เป็นการแสวงหากำไร และดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการสนับสนุนและรณรงค์ให้มีการลดและเลิกการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิของเด็กและเยาวชน และเป็นผู้แทนองค์กรเอกชนที่ดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิของเด็กและเยาวชนจำนวนสองคน ทั้งนี้ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
ให้อธิบดีกรมควบคุมโรคเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
มาตรา ๖ กรรมการตามมาตรา ๕ (๔) และ (๕) ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทย
(๒) ไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๓) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่พ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปี หรือเป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๔) ไม่เคยต้องคำพิพากษาว่ามีความผิดในคดีที่เกี่ยวเนื่องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเคยต้องคำพิพากษาแต่พ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี
(๕) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งในทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง ที่ปรึกษาพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง
(๖) ไม่เป็นผู้ประกอบกิจการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือมีส่วนได้เสียในกิจการเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
(๗) ไม่เป็นผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
มาตรา ๗ กรรมการตามมาตรา ๕ (๔) และ (๕) มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับการแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้
ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งตามวาระในวรรคหนึ่ง ให้ดำเนินการแต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ภายในเก้าสิบวัน ในระหว่างที่ยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ ให้กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อดำเนินงานต่อไปจนกว่ากรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่
มาตรา ๘ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการตามมาตรา ๕ (๔) และ (๕) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) คณะรัฐมนตรีให้ออก
(๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๖
ในกรณีที่กรรมการตามมาตรา ๕ (๔) และ (๕) พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้มีการแต่งตั้งกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างลง เว้นแต่วาระของกรรมการจะเหลือไม่ถึงเก้าสิบวัน และในระหว่างที่ยังมิได้แต่งตั้งกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้
มาตรา ๙ ในกรณีที่มีการแต่งตั้งกรรมการตามมาตรา ๕ (๔) และ (๕) ในระหว่างที่กรรมการตามมาตรา ๕ (๔) และ (๕) ซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งเพิ่มขึ้นหรือแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้วนั้น
มาตรา ๑๐ การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงเป็นองค์ประชุม
ให้ประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ในกรณีที่ประธานกรรมการไม่มาประชุม หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม หากรองประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการซึ่งมาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา ๑๑ คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) กำหนดนโยบาย แผนงาน และการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกี่ยวกับมาตรการต่างๆ ตลอดจนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสภาพผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี
(๒) ให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับนโยบาย แผนงาน และมาตรการตาม (๑) ต่อคณะกรรมการควบคุมและรัฐมนตรี
(๓) ติดตามประเมินผลและตรวจสอบการดำเนินงานของคณะกรรมการควบคุม
(๔) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นหรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย มาตรา ๑๒ คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อปฏิบัติการตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๐ มาใช้บังคับกับการประชุมของคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน โดยอนุโลม
[แก้ไข] หมวด ๒ คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
มาตรา ๑๓ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ประกอบด้วย
(๑) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานกรรมการ
(๒) ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นรองประธานกรรมการ
(๓) กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ อัยการสูงสุด อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมการแพทย์ อธิบดีกรมการศาสนา อธิบดีกรมคุมประพฤติ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น อธิบดีกรมสุขภาพจิต อธิบดีกรมสรรพสามิต อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ และผู้สูงอายุ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปลัดกรุงเทพมหานคร เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
(๔) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนไม่เกินสามคน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ด้านสังคมสงเคราะห์ แพทย์ จิตวิทยา กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ การศึกษา การศาสนา หรือนิเทศศาสตร์ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละด้านไม่เกินหนึ่งคน
(๕) ผู้แทนองค์กรเอกชน จำนวนไม่เกินสามคน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งได้รับการคัดเลือกจากองค์กรเอกชนที่มีวัตถุประสงค์มิใช่เป็นการแสวงหากำไร และดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการสนับสนุนและรณรงค์ให้มีการลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
ให้อธิบดีกรมควบคุมโรคเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
มาตรา ๑๔ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ มาใช้บังคับกับคณะกรรมการควบคุมโดยอนุโลม
มาตรา ๑๕ คณะกรรมการควบคุมมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) เสนอนโยบาย แผนงาน และการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกี่ยวกับมาตรการต่างๆ ตลอดจนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสภาพผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อคณะกรรมการ
(๒) เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีในการกำหนดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สถานที่ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ วิธีหรือลักษณะการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ต้องห้าม สถานที่หรือบริเวณห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสิ่งอื่นใดที่ใช้เป็นการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
(๓) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการบำบัดรักษาหรือฟื้นฟูสภาพผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
(๔) เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวง ประกาศและระเบียบเพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
(๕) ให้คำปรึกษาแนะนำ และประสานงานแก่หน่วยงานของรัฐและเอกชนเกี่ยวกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งการเสนอมาตรการในการป้องกันผลกระทบจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลอดจนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสภาพผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
(๖) เชิญข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้าง ของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดมาให้ข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็น หรือให้จัดส่งเอกสารหรือข้อมูล หรือประกอบการพิจารณาที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้
(๗) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือตามมติคณะกรรมการ
มาตรา ๑๖ คณะกรรมการควบคุมมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อปฏิบัติการตามที่คณะกรรมการควบคุมมอบหมาย
ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๐ มาใช้บังคับกับการประชุมของคณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงาน โดยอนุโลม
มาตรา ๑๗ ให้มีคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นประธานกรรมการ ปลัดกรุงเทพมหานครเป็นรองประธานกรรมการ ผู้แทนกองบัญชาการตำรวจนครบาล ผู้แทนกรมประชาสัมพันธ์ผู้แทนกรมสรรพสามิต ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสังคม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในกรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ และผู้อำนวยการเป็นกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน ๔ คน ซึ่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ด้านสังคมสงเคราะห์ แพทย์ จิตวิทยา และกฎหมาย ด้านละหนึ่งคน
ให้ผู้อำนวยการสำนักอนามัยเป็นกรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กรุงเทพมหานคร จะแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ในสำนักอนามัยไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการก็ได้
มาตรา ๑๘ ให้มีคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัด ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานกรรมการ รองผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นรองประธานกรรมการ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด สรรพสามิตพื้นที่ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัด ประชาสัมพันธ์จังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่รับผิดชอบในเขตจังหวัด ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายในเขตจังหวัดที่ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งจังหวัดละไม่เกินสี่คน เป็นกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน ๔ คน ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ด้านสังคมสงเคราะห์ แพทย์ จิตวิทยา และกฎหมายด้านละหนึ่งคน
ให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเป็นกรรมการและเลขานุการ
คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัดจะแต่งตั้งข้าราชการในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการก็ได้
มาตรา ๑๙ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ และมาตรา ๙ มาใช้บังคับกับการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง การแต่งตั้งกรรมการแทนและการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๑๗ และมาตรา ๑๘ โดยอนุโลม เว้นแต่อำนาจของคณะรัฐมนตรีตามมาตรา ๘ (๓) ให้เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหรือ ผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วแต่กรณี
มาตรา ๒๐ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๒ มาใช้บังคับกับการประชุมและการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานของคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กรุงเทพมหานครและคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัดโดยอนุโลม
มาตรา ๒๑ คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรุงเทพมหานคร และคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัด มีอำนาจและหน้าที่ในเขตกรุงเทพมหานครหรือในเขตจังหวัดแล้วแต่กรณี ดังต่อไปนี้
(๑) เสนอความเห็นเกี่ยวกับมาตรการต่างๆในการควบคุม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการบำบัดรักษาหรือฟื้นฟูสภาพผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อคณะกรรมการควบคุม
(๒) ให้คำปรึกษาแนะนำ และประสานงานแก่หน่วยงานของรัฐและเอกชนเกี่ยวกับการควบคุมการผลิต การนำเข้า การขาย การโฆษณา และการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งการเสนอมาตรการในการป้องกันผลกระทบจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลอดจนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสภาพผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
(๓) กำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อเฝ้าระวังและป้องกันมิให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
(๔) กำหนดแนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการในการ ลด และเลิกการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
(๕) ติดตาม ประเมินผลและตรวจสอบการดำเนินงานเกี่ยวกับการ ลด และเลิกการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แล้วรายงานผลต่อคณะกรรมการควบคุม
(๖) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะกรรมการหรือคณะกรรมการควบคุมมอบหมาย
มาตรา ๒๒ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้กรรมการและอนุกรรมการเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
[แก้ไข] หมวด ๓ สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
มาตรา ๒๓ ให้จัดตั้ง “สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ขึ้นในกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
ให้มีผู้อำนวยการเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสำนักงาน
มาตรา ๒๔ ให้สำนักงานมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) ปฏิบัติงานธุรการของคณะกรรมการและคณะกรรมการควบคุม
(๒) ศึกษา วิเคราะห์ และทำการศึกษาวิจัยปัญหาต่างๆเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
(๓) ประสานงานและร่วมมือกับคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรุงเทพมหานคร คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัด ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานเกี่ยวกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการบำบัดรักษาหรือฟื้นฟูสภาพผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
(๔) เป็นศูนย์กลางข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
(๕) รวบรวมผลการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ดำเนินการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบาย รวมทั้งแผนงานและมาตรการต่างๆ ในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการบำบัดรักษา หรือฟื้นฟูสภาพผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง แล้วรายงานให้คณะกรรมการและคณะกรรมการควบคุมทราบ
(๖) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะกรรมการหรือคณะกรรมการควบคุม มอบหมาย
[แก้ไข] หมวด ๔ การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
มาตรา ๒๕ ให้ผู้ผลิตหรือนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปฏิบัติดังต่อไปนี้
(๑) จัดให้มีบรรจุภัณฑ์สำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ผลิต หรือนำเข้า ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
(๒) จัดให้มีฉลาก พร้อมทั้งข้อความคำเตือนสำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ผลิต หรือนำเข้า ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการควบคุมกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
(๓) การอื่นตามที่คณะกรรมการควบคุมกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๒๖ ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่ดังต่อไปนี้
(๑) วัดหรือสถานที่สำหรับปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา
(๒) สถานบริการสาธารณสุขของรัฐ สถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล และร้านขายยาตามกฎหมายว่าด้วยยา
(๓) สถานที่ราชการ ยกเว้นบริเวณที่จัดไว้เป็นร้านค้าหรือสโมสร
(๔) หอพักตามกฎหมายว่าด้วยหอพัก
(๕) สถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ
(๖) สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงหรือร้านค้าในบริเวณต่อเนื่องติดกับสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง
(๗) สถานที่อื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุม
มาตรา ๒๗ ห้ามมิให้ผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นอกวัน หรือเวลาที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุม
บทบัญญัติในวรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับแก่การขายของผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือตัวแทนของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าไปยังผู้ขายซึ่งได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยสุรา
มาตรา ๒๘ ห้ามมิให้ผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่บุคคลซึ่งตนรู้อยู่ว่าเป็นผู้มีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ หรือบุคคลที่มีอาการมึนเมาจนครองสติไม่ได้
มาตรา ๒๙ ห้ามมิให้ผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีการหรือในลักษณะดังต่อไปนี้
(๑) ใช้เครื่องขายอัตโนมัติ
(๒) การเร่ขาย
(๓) โดยลดราคา แจก แถม ให้ หรือแลกเปลี่ยนกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือกับสินค้าอื่น หรือการให้บริการอย่างอื่น แล้วแต่กรณี
(๔) ให้หรือเสนอให้สิทธิในการเข้าชมการแข่งขัน การแสดง การให้บริการการชิงโชค การชิงรางวัล หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดเป็นการตอบแทนแก่ผู้ซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือแก่ผู้นำหีบห่อหรือสลากหรือสิ่งอื่นใดเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาแลกเปลี่ยนหรือแลกซื้อ
(๕) แจกจ่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในลักษณะเป็นตัวอย่างของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเป็นการจูงใจสาธารณชนให้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
(๖) โดยวิธีหรือลักษณะอื่นใดตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุม
มาตรา ๓๐ ห้ามมิให้ผู้ใดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่หรือบริเวณดังต่อไปนี้
(๑) วัดหรือสถานที่สำหรับปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา เว้นแต่เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางศาสนา
(๒) สถานบริการสาธารณสุขของรัฐ สถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล และร้านขายยาตามกฎหมายว่าด้วยยา ยกเว้นบริเวณที่จัดไว้เป็นที่พักส่วนบุคคล
(๓) สถานที่ราชการ ยกเว้นบริเวณที่จัดไว้เป็นที่พักส่วนบุคคล หรือสโมสร หรือ การจัดเลี้ยงตามประเพณี
(๔) สถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ยกเว้นบริเวณที่จัดไว้เป็นที่พักส่วนบุคคล
(๕) สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงหรือร้านค้าในบริเวณต่อเนื่องติดกับสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง
(๖) สถานที่อื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุม
มาตรา ๓๑ ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
(๑)ในสิ่งพิมพ์ เทปหรือวัสดุโทรทัศน์ ทางวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ป้ายโฆษณา หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้เป็นการโฆษณาได้ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุม
(๒) ในโรงมหรสพ หรือในการแสดง การละเล่น การประกวด การแข่งขันการให้บริการ การใช้บุคคล หรือการประกอบกิจกรรมอื่นใด ทั้งนี้เพื่อวัตถุประสงค์ ให้สาธารณชนเข้าใจว่าเป็นชื่อ หรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
บทบัญญัติในวรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับกับการโฆษณาที่ปรากฏในการถ่ายทอดสดรายการสดจากต่างประเทศทางวิทยุโทรทัศน์ หรือทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสิ่งพิมพ์ซึ่งจัดพิมพ์นอกราชอาณาจักรโดยมิได้มีวัตถุประสงค์ให้นำเข้ามาขายในราชอาณาจักรโดยเฉพาะ
มาตรา ๓๒ ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นเครื่องหมายของสินค้านั้น
บทบัญญัติในวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับการโฆษณาสินค้าโดยนำชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาตัดหรือต่อเติมข้อความเป็นเครื่องหมายของสินค้านั้นโดยประการที่จะทำให้เกิดการเข้าใจว่าเป็นการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นๆ
มาตรา ๓๓ ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณา หรือนำเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปแสดงบนผลิตภัณฑ์อื่นใดที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือผลิตภัณฑ์ที่มิได้เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
มาตรา ๓๔ ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาชื่อ หรือเครื่องหมายของบริษัทห้างร้านผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในลักษณะที่อาจทำให้แพร่หลายซึ่งชื่อหรือเครื่องหมายของบริษัทห้างร้านผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
[แก้ไข] หมวด ๕ การบำบัดรักษาและฟื้นฟูสภาพผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
มาตรา ๓๕ ผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือญาติ คณะบุคคล หรือองค์กรทั้งภาครัฐหรือเอกชนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสภาพผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจขอรับการสนับสนุนเพื่อการบำบัดรักษาหรือฟื้นฟูสภาพ จากสำนักงานได้ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขตามที่คณะกรรมการควบคุมกำหนด
[แก้ไข] หมวด ๖ พนักงานเจ้าหน้าที่
มาตรา ๓๖ ในการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) เข้าไปในสถานที่ทำการของผู้ผลิต นำเข้า หรือขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สถานที่ผลิต นำเข้า หรือขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สถานที่เก็บเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในเวลาทำการของสถานที่นั้น รวมถึงเข้าตรวจสอบยานพาหนะเพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
(๒) ยึดหรืออายัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้ขายที่ฝ่าฝืนหรือไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
(๓) มีหนังสือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งเอกสารหรือวัตถุใดมาเพื่อประกอบการพิจารณา
มาตรา ๓๗ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวต่อผู้รับอนุญาตหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง
บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
มาตรา ๓๘ ในการปฏิบัติการของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๓๖ ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวก
มาตรา ๓๙ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
[แก้ไข] หมวด ๗ บทกำหนดโทษ
มาตรา ๔๐ ผู้ผลิตหรือนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๕ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๔๑ ผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยฝ่าฝืนมาตรา ๒๖ หรือ มาตรา ๒๗ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๔๒ ผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยฝ่าฝืนมาตรา ๒๘ หรือมาตรา ๒๙(๑) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๔๓ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๒๙ (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) หรือ (๗) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๔๔ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๓๐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๔๕ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๓๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากต้องระวางโทษตามวรรคหนึ่งแล้ว ผู้ฝ่าฝืนยังต้องระวางโทษปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
มาตรา ๔๖ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ หรือมาตรา ๓๔ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากต้องระวางโทษตามวรรคหนึ่งแล้ว ผู้ฝ่าฝืนยังต้องระวางโทษปรับอีกวันละไม่เกินห้าพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
มาตรา ๔๗ ผู้ใดต่อสู้หรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๓๖ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ใดไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๓๘ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท
มาตรา ๔๘ บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ให้คณะกรรมการควบคุมมีอำนาจเปรียบเทียบได้ และในการนี้ให้คณะกรรมการควบคุมมีอำนาจมอบหมายให้คณะอนุกรรมการ พนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการเปรียบเทียบได้ โดยจะกำหนดหลักเกณฑ์ในการเปรียบเทียบ หรือเงื่อนไขประการใดๆให้แก่ผู้ได้รับมอบหมายตามที่เห็นสมควรก็ได้
ในการสอบสวน ถ้าพนักงานสอบสวนพบว่าบุคคลใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และบุคคลนั้นยินยอมให้เปรียบเทียบให้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องมายังคณะกรรมการควบคุมหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการควบคุมมอบหมายให้มีอำนาจเปรียบเทียบตามวรรคหนึ่งภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ผู้นั้นแสดงความยินยอมให้เปรียบเทียบ
เมื่อผู้กระทำความผิดได้เสียค่าปรับตามที่เปรียบเทียบแล้วให้ถือว่าคดีเลิกกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
[แก้ไข] บันทึกหลักการและเหตุผลประกอบร่างพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ....
[แก้ไข] หลักการ
[แก้ไข] เหตุผล
โดยที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ ครอบครัว อุบัติเหตุและอาชญากรรม ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ สมควรกำหนดมาตรการต่างๆ ในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งการบำบัดรักษาหรือฟื้นฟูสภาพผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยลดปัญหาและผลกระทบทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ ช่วย สร้างเสริมสุขภาพของประชาชนโดยให้ตระหนักถึงพิษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลอดจน ช่วยป้องกันเด็กและเยาวชนมิให้เข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้โดยง่าย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้











