Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
สกุลเงิน
สกุลเงิน คือหน่วยที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนในรูปแบบของเงิน สกุลเงินจะเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศหรือกลุ่มประเทศ โดยการแลกเปลี่ยนเงิน
หรือการซื้อของหรือบริการ ระหว่างประเทศที่ใช้สกุลเงินต่างกัน จะใช้ อัตราแลกเปลี่ยนเงิน เป็นเกณฑ์ในการอ้างอิง
ในหลายๆ ประเทศสกุลเงินสามารถมีชื่อเดียวกันได้เช่น ดอลล่าร์สหรัฐ ดอลล่าร์ฮ่องกง และดอลล่าร์แคนาดา และในหลายประเทศใช้ สกุลเงินเดียวกัน
เช่นในประเทศแถบยุโรปหลายประเทศใช้สกุลเงินยูโร และในบางประเทศใช้หน่วยเงินของประเทศอื่นเป็นเกณฑ์เช่น ประเทศปานามา
และ ประเทศเอลซาวาดอร์ ใช้สกุลเงิน ดอลล่าร์สหรัฐ
สกุลเงินทั่วไปจะมีหน่วยสกุลเงินย่อย โดยส่วนมากจะเป็นอัตราส่วน 1/100 ของสกุลเงินหลัก เช่น 100 สตางค์ = 1 บาท หรือ 100 เซนต์ = 1 ดอลล่าร์ แต่บางสกุลเงินจะไม่มีหน่วยย่อยเช่น สกุลเงินเยน ในหลายหลายประเทศเนื่องจากเงินเฟ้อ ทำให้สกุลเงินย่อยมีการเลิกใช้ไป
[แก้ไข] สกุลเงินยุโรป
ยูโร ปอนด์สเตอร์ลิง (สหราชอาณาจักร) | ฟรังก์ (สวิตเซอร์แลนต์) | โครูนา (เช็ก)
ยูโร (euro, €; รหัสธนาคาร EUR) เป็นสกุลเงินที่ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป 12 ประเทศตกลงใช้ร่วมกัน เริ่มใช้วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 (บางประเทศใช้ตามในภายหลัง) 1 ยูโรแบ่งออกเป็น 100 เซ็นต์ (cent) แต่ชื่อเรียกของเซ็นต์อาจเปลี่ยนไปได้ในแต่ละประเทศ
เงินยูโร (ใช้สัญลักษณ์ว่า € รหัสธนาคาร EUR) คือสกุลเงินของ 12 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ประกอบด้วย: ออสเตรีย เบลเยียม ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ ไอร์แลนด์ อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส และ สเปน โดยรวมเรียกกันว่า ยูโรโซน (Eurozone - เขตยูโร) เงินยูโรเป็นผลมาจากความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจที่ได้รับการพัฒนาในยุโรปมาตั้งแต่ยุคสมัยโรมัน แม้กระนั้นเงินยูโรก็ยังสามารถพบเห็นได้ทั่วไปเหมือนกับเป็นการค้าขายสำหรับตลาดของยุโรป อำนวยความสะดวกในการค้าขายแลกเปลี่ยนอย่างอิสระภายในยูโรโซน โดยเงินสกุลนี้ยังได้รับการดูแลจากผู้ก่อตั้ง ให้เป็นส่วนสำคัญของโครงการของการการรวมอำนาจทางการเมืองของยุโรป
เงินยูโรยังสามารถใช้ในการชำระหนี้ในอาณาเขตนอกอียูบางแห่ง ประเทศโมนาโก ประเทศซานมาริโน และนครรัฐวาติกัน ซึ่งเคยใช้ ฟรังค์ฝรั่งเศส หรือ ลิซาอิตาลี เป็นสกุลเงินทางการ ตอนนี้ได้เปลี่ยนมาใช้สกุลยูโรแทน และได้รับสิทธิ์ในการผลิตเหรียญในสกุลยูโรในจำนวนเงินน้อย ๆ แม้ว่าประเทศเหล่านี้จะไม่ได้เป็นสมาชิกของอียู นอกจากนี้แล้วยังมี ประเทศอันดอร์รา และ รัฐมอนเตเนโกรและรัฐโคโซโว ในประเทศเซอร์เบียและมอนเตเนโกร ที่สามารถใช้เงินยูโรได้
ธนบัตรและเหรียญ ภาพบนธนบัตรจะเหมือนกันทั้งสองด้านในทุกประเทศ ส่วนเหรียญจะแตกต่างกันไปตามแต่ละประเทศ ซึ่งสามารถใช้ร่วมกันได้
ชนิดของธนบัตร €500, €200, €100, €50, €20, €10, €5 ชนิดของเหรียญ €2, €1, 50 cent, 20 cent, 10 cent, 5 cent, 2 cent, 1 cent
ประเทศที่ใช้เงินยูโร
ประเทศที่ใช้ยูโรเป็นสกุลเงินประจำชาติ ประเทศออสเตรีย ประเทศเบลเยียม ประเทศฟินแลนด์ ประเทศฝรั่งเศส (ยกเว้นอาณานิคมในมหาสมุทรแปซิฟิก) ประเทศเยอรมนี ประเทศกรีซ ประเทศไอร์แลนด์ ประเทศอิตาลี ประเทศลักเซมเบิร์ก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประเทศโปรตุเกส ประเทศสเปน
ประเทศนอกสหภาพยุโรปที่ใช้ยูโร ประเทศโมนาโก ประเทศซานมารีโน นครรัฐวาติกัน ประเทศอันดอร์รา รัฐมอนเตเนโกรและโคโซโว ในประเทศเซอร์เบียและมอนเตเนโกร
เกร็ด เหรียญ 2 ยูโร มีความคล้ายคลึงกับเหรียญ 10 บาทของประเทศไทยมาก ทั้งขนาด รูปทรง น้ำหนัก และยังประกอบจากโลหะที่แตกต่างกันสองชนิดเช่นกัน ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติที่ไม่ได้ติดตั้งเครื่องตรวจสอบเหรียญรุ่นใหม่ อาจรับเหรียญ 10 บาทโดยเข้าใจว่าเป็นเหรียญ 2 ยูโร
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%82%E0%B8%A3
[แก้ไข] ปอนด์สเตอร์ลิง
ปอนด์สเตอร์ลิง (pound sterling) คือ มาตราเงินของอังกฤษ
เงินปอนด์เริ่มใช้มาตั้งแต่สมัยโบราณ กล่าวคือ เมื่อประมาณ พ.ศ. 1320 ราชอาณาจักรซักซอน (อาจเรียกว่าพวกอังกฤษสมัยโบราณก็ได้ แต่ความจริงแล้ว ซักซอนไม่ได้เป็นบรรพบุรุษโดยตรงของอังกฤษปัจจุบัน) ได้ทำเหรียญกษาปณ์ขึ้นจากโลหะเงินแท้ น้ำหนัก 1 ปอนด์ ซึ่งได้เหรียญเงินเป็นจำนวน 240 อัน เรียกว่าเหรียญสเตอร์ลิง และด้วยน้ำหนักเท่ากับ 1 ปอนด์นี้เอง เมื่อต้องใช้จ่ายเงิน ก็จะบอกค่าเป็นจำนวนปอนด์ของเหรียญสเตอร์ลิง (pounds of sterlings) และภายหลังเรียกสั้นลงว่า ปอนด์สเตอร์ลิง (pound sterling)
ครั้นเมื่อพวกนอร์มัน (Norman) เข้ามาครองอำนาจแทนพวกซักซอน พวกนี้ได้แบ่งหน่วยเงินตราปอนด์ออกเป็นหน่วยย่อย คือ 1 ปอนด์ แบ่งได้ 20 ชิลลิง (shilling) และ 1 ชิลลิง ยังแบ่งได้อีกเป็น 12 เพนนี (เอกพจน์ penny, พหูพจน์ pennies หรือ pence)
เรื่องค่าของปอนด์นั้นยังไม่จบ เพราะตัวย่อของปอนด์นั้นมีปัญหา เมื่ออักษรย่อของปอนด์นั้น ใช้ lb หรือ £ ซึ่งทำให้สับสน และอักษรย่อ หรือเครื่องหมายดังกล่าว มีที่มาจากคำว่า libra ในภาษาละตินสมัยกลาง ความจริงแล้ว คำว่า ลิบรา ก็คือ ตาชั่ง (คำเดียวกับที่เรียกกลุ่มดาวราศีตุล) สำหรับอักษร £. นั้น ก็คือตัว L นั่นเอง (ใช้ได้ทั้งสองแบบ) ในตำราเก่าๆ บางครั้งเขียน l. เฉยๆ ก็มี
ส่วนชิลลิงนั้น เขาใช้อักษรย่อว่า s เฉย ๆ ตัวอักษรนี้ไม่ได้ย่อจาก shilling แต่มาจาก solidus ในภาษาละติน สำหรับหน่วยเล็กสุด คือ เพนนีนั้น ย่อเป็น d เพราะในภาษาละตินนั้น หน่วยเล็กสุดของค่าเงินคือ denarius เราจึงอาจพบการเขียนบอกจำนวนเงินเป็น 2l. 8s. 5d. นั่นคือ 2 ปอนด์ 8 ชิลลิง กับอีก 5 เพนนี
สำหรับเหรียญชิลลิงนั้น มีค่าเท่ากับ 12 เหรียญ เดิมเรียกว่าเทสทัน หรือเทสทูน (teston, testoon) เริ่มมีครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2047 มีการแกะสลักเป็นพระพักตร์ของพระเจ้าเฮนรีที่ 7 ครั้นในสมัยรัชกาลพระเจ้าเฮนรีที่ 8 ก็ยังคงใช้เหรียญค่านี้ แต่เรียกใหม่ว่า ชิลลิง ส่วนที่มาของชื่อนั้น จริง ๆ แล้วยังไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด แต่เข้าใจว่าเรียกตามเหรียญของพวกอังโกล-ซักซอน คือสคีลลิง (scilling, scylling) และบางรัฐของเยอรมนีก็มีการผลิตเหรียญกษาปณ์ที่เรียกว่า ชิลลิง (schilling) เหมือนกัน
ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2464 ค่าของชิลลิงเป็นแต่ชื่อเรียกเท่านั้น ไม่ได้มีการผลิตเหรียญเงินค่าชิลลิงออกมา และอีก 26 ปีต่อมา มีการผลิตเหรียญชิลลิง โดยใช้โลหะผสมระหว่างทองแดง และนิกเกิล เรียกว่าโลหะคิวโพรนิเกิล เมื่อถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2514 อังกฤษได้เปลี่ยนมาตราเงินแบบเทียบร้อยตามหลักสากล คือ 100 เพนนี เป็น 1 ปอนด์ โดยไม่ใช้หน่วยชิลลิงอีก ทำให้อักษรย่อชิลลิงจึงหมดไป อักษรย่อเพนนี เปลี่ยนจาก d เป็น p ซึ่งย่อมาจากคำว่าเพนนี (penny) โดยตรง
อัตราแลกเปลี่ยน 1 ปอนด์ = 70.781 บาท
ธนบัตร ธนบัตรประกอบด้วย 5, 10, 20 และ 50 ปอนด์
เหรียญ เหรียญประกอบด้วย 1, 2, 5, 10, 20, 50 เพนนี และ 1, 2 ปอนด์
[แก้ไข] ฟรังก์สวิส
ฟรังก์สวิส
ฟรังก์สวิส (อังกฤษ: Swiss franc ; ISO 4217: CHF หรือ 756) เป็นสกุลเงินและตั๋วเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายของประเทศสวิตเซอร์แลนด์และประเทศลิกเตนสไตน์ และมีใช้ในดินแดนบางส่วนของประเทศอิตาลีและเยอรมนี
Swiss National Bank ซึ่งเป็นธนาคารกลางของสวิตเซอร์แลนด์ เป็นผู้ออกธนบัตรฟรังก์ ส่วนเหรียญกษาปณ์นั้น ออกโดย Swissmint โรงกษาปณ์ของสหพันธ์
[แก้ไข] โครูนาเช็ก
โครูนาเช็ก
โครูนาเช็ก เป็น สกุลเงิน ของสาธารณรัฐเช็ก อักษรย่อตามรหัส ISO 4217 คือ CZK ใน 1 โครูนาประกอบด้วย 100 ฮาเลรู สาธารณรัฐเช็กวางแผนว่าจะใช้เงินสกุลยูโรใน พ.ศ. 2553
เหรียญ เหรียญประกอบด้วยเหรียญ 50 ฮาเลรู, 1, 2, 5, 10, 20 และ 50 โครูนา (สำหรับ 20 โครูนา นิยมใช้เหรียญมากกว่า และสำหรับ 50 โครูนา นิยมใช้ธนบัตรมากกว่า) ธนบัตร ธนบัตร 5000 โครูนาธนบัตรประกอบด้วยธนบัตร 20, 50, 100, 200, 500, 1000, 2000 และ 5000 โครูนา อัตราแลกเปลี่ยน ในวันที่ 19 มิถุนายน 2549 อัตรแลกเปลี่ยนคือ 1 ยูโร = 28.5267 โครูนา 1 ดอลล่าร์สหรัฐ = 22.5684 โครูนา 1 ปอนด์สเตอร์ลิง = 41.7997 โครูนา
[แก้ไข] สกุลเงินเอเชีย
เอเชีย บาท (ไทย) | เยน (ญี่ปุ่น) | เหรินหมินปี้ (จีน) | รูเปียห์ (อินโดนีเซีย) | กีบ (ลาว) | ดอง (เวียดนาม) | ดอลลาร์ (บรูไน) | ริงกิต (มาเลเซีย) | เปโซ (ฟิลิปปินส์) | จ๊าด (พม่า) | เรียล (กัมพูชา) | รูปี (เนปาล) | ดอลลาร์ (สิงคโปร์) | วอน (เกาหลีเหนือ) | วอน (เกาหลีใต้)
[แก้ไข] เงินบาท (ไทย)
เงินบาท (ตัวละติน: Baht ; สัญลักษณ์: ฿ ; รหัสสากลตาม ISO 4217: THB) เป็นสกุลเงินตราประจำชาติของประเทศไทย เดิมคำว่า "บาท" เป็นหนึ่งในคำใช้เรียกหน่วยการชั่งน้ำหนักของไทย ปัจจุบันยังมีใช้ในความหมายเดิมอยู่บ้าง โดยเฉพาะในการซื้อขายทองคำ เช่น "ทองคำวันนี้ราคาขายบาทละ 8,400 บาท" หมายถึงทองคำหนักหนึ่งบาทสามารถขายได้ 8,400 บาท ในสมัยที่เริ่มใช้เหรียญกษาปณ์ครั้งแรก เงินเหรียญหนึ่งบาทนั้นเป็นเงินที่มีน้ำหนักหนึ่งบาทจริง ๆ ไม่ได้ทำด้วยทองแดงนิกเกิลเช่นในปัจจุบัน
ประวัติศาสตร์ ระบบสกุลเงินไทยในปัจจุบัน ซึ่งเงิน หนึ่งบาท มีค่าเท่ากับ 100 สตางค์ เริ่มใช้ปี พ.ศ. 2440 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ก่อนหน้านั้นเงินตราไทยใช้ระบบดังนี้
หน่วยเงิน มูลค่า วิธีการสะกดแบบอื่นในสมัยโบราณ หาบ 1600 บาท ชั่ง 80 บาท ตำลึง 4 บาท บาท 1 บาท มายน หรือ มะยง 1⁄2 บาท สลึง 1⁄4 บาท เฟื้อง 1⁄8 บาท ซีก 1⁄16 บาท สิ้ก เสี้ยว หรือ ไพ 1⁄32 บาท เซี่ยว อัฐ 1⁄64 บาท โสฬส 1⁄128 บาท โสฬศ เบี้ย 1⁄6400 บาท
เหรียญ เหรียญที่ใช้ในประเทศไทยในปัจจุบันมีทั้งหมด 9 ชนิดคือ เหรียญ 1, 5, 10, 25 และ 50 สตางค์, 1, 2, 5 และ 10 บาท โดยเหรียญ 25 และ 50 สตางค์, 1, 2, 5 และ 10 บาท เป็นเหรียญที่ออกใช้หมุนเวียนทั่วไป ส่วนเหรียญ 1, 5 และ 10 สตางค์ ไม่ได้ออกใช้หมุนเวียนทั่วไป แต่ใช้ภายในธนาคารเท่านั้น
เหรียญที่ใช้ในระบบเศรษฐกิจ [1] ภาพ มูลค่า ข้อมูล ภาพ ปีที่ผลิตครั้งแรก ด้านหน้า ด้านหลัง เส้นผ่านศูนย์กลาง น้ำหนัก ส่วนประกอบ ด้านหน้า ด้านหลัง
1 สตางค์ 15 มม. 0.5 กรัม อะลูมิเนียม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระเจดีย์วัดพระธาตุหริภุญชัย พ.ศ. 2530 5 สตางค์ 16 มม. 0.6 กรัม พระปฐมเจดีย์ พ.ศ. 2530 10 สตางค์ 17.5 มม. 0.8 กรัม พระเจดีย์วัดพระธาตุเชิงชุม พ.ศ. 2530 25 สตางค์ 16 มม. 1.9 กรัม อะลูมิเนียมบรอนซ์ พระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร พ.ศ. 2530 50 สตางค์ 18 มม. 2.4 กรัม พระเจดีย์วัดพระธาตุดอยสุเทพ พ.ศ. 2530 1 บาท 20 มม. 3.4 กรัม คิวโปรนิกเกิล พระศรีรัตนเจดีย์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พ.ศ. 2529 2 บาท 21.75 มม. 4.4 กรัม คิวโปรนิกเกิล สอดไส้ เหล็กกล้า พระบรมบรรพต วัดสระเกศ พ.ศ. 2548 5 บาท 24 มม. 7.5 กรัม คิวโปรนิกเกิล สอดไส้ ทองแดง พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร พ.ศ. 2531 10 บาท 26 มม. 8.5 กรัม วงแหวน: คิวโปรนิกเกิล
ตรงกลาง: อะลูมิเนียมบรอนซ์ พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม พ.ศ. 2531
ธนบัตร ธนบัตรที่ใช้ในประเทศไทยในปัจจุบันมีทั้งหมด 5 ชนิดคือ ธนบัตร 20, 50, 100, 500 และ 1000 บาท
ธนบัตรที่ใช้ในระบบเศรษฐกิจ 20 บาท 138 × 72 มม. เขียว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล 3 มีนาคม 2546 50 บาท 144 × 72 มม. น้ำเงิน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 1 ตุลาคม 2547 100 บาท 150 × 72 มม. แดง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 21 ตุลาคม 2548 500 บาท 156 × 72 มม. ม่วง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว 1 สิงหาคม 2544 1000 บาท 162 × 72 มม. เทา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช 25 พฤศจิกายน 2548
ธนบัตรในประเทศไทย
ธนบัตรในปัจจุบันการใช้ธนบัตรในประเทศไทยเริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยได้มีการใช้ "เงินกระดาษ" เป็นครั้งแรก แต่ยังไม่ได้เรียกว่า "ธนบัตร" ใช้คำว่า "หมาย" เรียกแทน โดยออกใช้เมื่อ พ.ศ. 2396 เป็นครั้งแรก และคงใช้ต่อมาทั้งสิ้น 3 รุ่น และเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2417 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกาศใช้ "ตั๋วกระดาษ" ราคา 1 อัฐ เพื่อใช้แทนเงินเหรียญกษาปณ์ที่ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า "อัฐกระดาษ" ที่ใช้เรียกขานกันในหมู่ประชาชน
ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอนุญาตให้ธนาคารต่างประเทศที่เข้ามาเปิดสาขาดำเนินงานในประเทศไทย ให้สามารถออกธนบัตรของตัวเองได้ ในขณะนั้นมี ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้, ธนาคารชาเตอรด์แห่งอินเดีย ออสเตรเลีย และจีน ที่ได้ดำเนินการออกธนบัตรมาใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2432 จนถึง วันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2445 จึงทรงให้ยกเลิก ซึ่งเป็นวันแรกที่ประกาศใช้ "ธนบัตร" แบบแรกของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
ประเภทของธนบัตรไทย
ธนบัตรใช้หมุนเวียน ธนบัตรใช้หมุนเวียน เป็นธนบัตรที่ใช้แลกเปลี่ยนประจำวันทั่วไป มีมูลค่าแลกเปลี่ยนตามราคาปรากฏในธนบัตร เมื่อมีการชำรุดเสียหายก็จะมีการพิมพ์ทดแทน ธนบัตรไทยที่ออกใช้ตั้งแต่แบบแรกเมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2445 จนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2549) มีออกมาใช้ทั้งหมด 15 แบบ ได้แก่
แบบที่ ใช้ครั้งแรก ชนิดธนบัตรที่มี หมายเหตุ 1 7 ก.ย. 2445 1,5,10,20,50,100,1000 บาท เป็นธนบัตรที่พิมพ์ด้านหน้าด้านเดียว พิมพ์โดย บริษัทโทมัสเดอลารู 2 21 ก.ค. 2468 1,5,10,20,100,1000 บาท เริ่มมีการพิมพ์เส้นนูน พิมพ์โดย บริษัทโทมัสเดอลารู 3 22 มิ.ย. 2477 1,5,10,20 บาท มีพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 7 พิมพ์โดย บริษัทโทมัสเดอลารู 4 5 ธ.ค. 2481 1,5,10,20,100,1000 บาท ได้เริ่มใช้คำว่า "รัฐบาลไทย" แทนคำว่า "รัฐบาลสยาม" พิมพ์โดย บริษัทโทมัสเดอลารู 5 8 ธ.ค. 2484 50 สตางค์ และ 1,5,10,20,100,1000 บาท พิมพ์โดยบริษัท Mitsui Butsan จากประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากอยู่ระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา จึงไม่สามารถสั่งพิมพ์จากบริษัทโทมัสเดอลารูได้ 6 21 ก.พ. 2488 20,100 บาท พิมพ์โดย กรมแผนที่ทหารบก และ กรมอุทกศาสตร์ทหารเรือ โดยใช้วัตถุดิบเท่าที่หาได้ในประเทศ เนื่องจากสงครามทวีความรุนแรงขึ้น ประเทศญี่ปุ่นไม่สามารถขนส่งธนบัตรมาได้ ธนบัตรชุดนี้จึงมีคุณภาพต่ำ และมีการปลอมแปลงกันมาก 7 21 ก.พ. 2488 1,5,10,50 บาท พิมพ์ในประเทศไทย เช่นเดียวกับธนบัตรแบบที่ 6 8 14 พ.ย. 2489 1,5,10,20,100 บาท พิมพ์โดย บริษัท The Tudor Press จากสหรัฐอเมริกา เนื่องจากบริษัทโทมัสเดอลารูได้รับความเสียหายจากสงคราม ไม่มีเส้นนูนและลายน้ำ ในสมัยนั้นมีการปลอมแปลงธนบัตรกันมาก 9 26 ม.ค. 2491 50 สตางค์ และ 1,5,10,20,100 บาท พิมพ์โดย บริษัทโทมัสเดอลารู 10 16 พ.ค. 2510 100 บาท มีเส้นนูน มีหลายสี มีลายไทย เนื่องจากมีการปลอมแบบ 9 ราคา 100 บาท อย่างมากมาย 11 18 มิ.ย. 2512 5,10,20,100,500 บาท พิมพ์ในประเทศไทย โดยโรงพิมพ์ธนบัตร ที่จัดตั้งขึ้นโดยธนาคารแห่งประเทศไทยในปี พ.ศ. 2512 12 6 เม.ย. 2521 10,20,100 บาท ด้านหลังมีภาพพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระมหากษัตริย์ที่เป็นมหาราช 13 30 ส.ค. 2528 50,500 บาท เพื่อร่วมเฉลิมฉลองงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี พ.ศ. 2525 14 10 ส.ค. 2535 100,500,1000 บาท ออกฉบับละ 1000 บาท เพื่อสนองต่อการใช้เงินจำนวนมาก 15 1 ส.ค. 2544 20,50,100,500,1000 บาท เป็นธนบัตรแบบที่ใช้ในปัจจุบัน มีการเพิ่มแถบฟอยล์สีเงินในธนบัตร 100, 500 และ 1000 บาท
ธนบัตรแบบพิเศษ เป็นธนบัตรที่ออกใช้หมุนเวียนนอกเหนือจากแบบที่ใช้อย่างเป็นทางการข้างต้น ประกาศใช้งานระหว่างวันที่ 25 มกราคม 2485 ถึง 3 มิถุนายน 2489 ซึ่งเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เกิดการขาดแคลนธนบัตรใช้งานขณะนั้น
ราคา 1 บาท ประกาศใช้ 25 มกราคม 2485 ขนาด 6.3 x 11.7 ซม. สีน้ำเงิน ราคา 1,000 บาท ขนาด 10.5 x 19.5 ซม. รุ่นที่ 1 ประกาศใช้ 25 สิงหาคม 2486 ด้านหน้า สีแดงแก่ พื้นเหลือง ด้านหลัง สีน้ำตาล พื้นเหลือง รุ่นที่ 2 ประกาศใช้ 1 มีนาคม 2487 สีเหมือนรุ่น 1 แต่จะแดงเข้มกว่า ราคา 50 บาท ขนาด 6.5 x 12.5 ซม. กรมแผนที่ทหารพิมพ์เพื่อจะนำไปใช้ที่มณฑลมลายูตอนเหนือ สี่รัฐ โดยพิมพ์ราคาเป็น 1 ดอลล่า แต่ไม่ได้นำออกใช้ เมื่อเกิดขาดแคลนธนบัตรจึงนำออกมาแก้เป็นราคา 50 บาท ด้านหน้า กรอบสีม่วง พื้นเหลือง ด้านหลัง ลายสีม่วง พื้นเหลือง
รุ่นที่ 1 ประกาศใช้ 8 กุมภาพันธ์ 2488 การพิมพ์แก้ : (1)พิมพ์ด้วยหมึกดำทับ -เลข 1 อาหรับ -คำ หนึ่งดอลล่า -อักษรมลายูกับจีนทั้งหมด (2)ด้านหน้า พิมพ์เลข 50 ด้วยหมึกแดงบนลายน้ำ (3)ด้านหน้า พิมพ์ "ห้าสิบบาท" ด้วยหมึกแดง ใต้คำ รัถบาลไทย
รุ่นที่ 2 ประกาศใช้ 13 กุมภาพันธ์ 2488 การพิมพ์แก้ : ด้านหน้า (1)แก้เฉพาะการพิมพ์ " ห้าสิบบาท" ด้วยหมึกดำทับ "หนึ่งดอลล่า" (2)พิมพ์ลายมือชื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังบนลายน้ำ (3)ลายมือชื่อรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง มี นายควง อภัยวงศ์ เพิ่มอีกหนึ่งท่าน
รุ่นที่ 3 ประกาศใช้ 21 กุมภาพันธ์ 2488 การพิมพ์แก้ : ด้านหน้าแก้ไขเหมือนรุ่นที่ 1 แต่จะมีเฉพาะลายมือชื่อรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง นายเล้ง ศรีสมวงศ์ เพียงท่านเดียว ด้านหลังไม่มีการแก้ไข
ราคา 50 สตางค์ ประกาศใช้ 30 มีนาคม 2489 เดิมเป็นธนบัตรแบบ 5 ราคา 10 บาท ที่ทางการญี่ปุ่นจัดพิมพ์ที่ชวา ซึ่งเป็นธนบัตรที่มีคุณภาพต่ำทั้งกระดาษและหมึกพิมพ์ และไม่มีลายน้ำเพื่อป้องกันการปลอมแปลงด้วย จึงนำมาแก้ไขใช้งานด้วยการพิมพ์ทับด้วยหมึกดำ ด้านหน้า (1)พิมพ์ "๕๐ ส.ต." ทับเลข ๑๐ เดิมที่มุม ยกเว้น มุมล่างขวาที่ไม่มีตัวเลข (2)พิมพ์ "ห้าสิบ ส.ต." ทับ "สิบ บาท" ตรงกลาง ใต้คำว่า รัฐบาล ไทย (3)พิมพ์เลขหมวดขนาบข้างหน้่าและหลังของคำว่า รัฐบาล ไทย ด้วยอักษรไทยอยู่เหนือเลขอาหรับ ด้านหลัง พิมพ์ "๕๐ ส.ต." ทับเลข ๑๐ เดิมที่มุมบนทั้งสองข้าง
ราคา 1 บาท ประกาศใช้ 3 มิถุนายน 2489 เป็นพันธบัตรที่ทางการอังกฤษพิมพ์ไว้ใช้งานเมื่อตีเอาประเทศไทยจากญี่ปุ่น แต่ไม่ได้ใช้ เมื่อสงครามสงบลงจึงมอบให้ทางการไทย เมื่อเกิดขาดแคลนธนบัตรจึงได้นำมาแก้ไขใช้งาน มีขนาด 7.3 x 11.4 ซม. สีน้ำเงิน ด้านหน้า (1)พิมพ์ "รัฐบาลไทย" (บน) และ "ธนบัตรเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย" (ล่าง แต่บางฉบับก็ไม่มีคำว่า ที่) ด้วยหมึกดำ เหนือคำว่า "ONE BAHT" (2)เลขหมาย -เลขหมวด อักษรไทย(เหนือ)และเลขอาหรับ(ล่าง) -เลขฉบับ เลขอาหรับ ด้านหลัง ไม่ได้พิมพ์แก้ไข
ธนบัตรที่ระลึกและบัตรธนาคาร ธนบัตรที่ระลึกและบัตรธนาคาร เป็นธนบัตรที่ออกเนื่องในวาระสำคัญต่าง ๆ เช่น ธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติ ครบ 60 ปี เป็นต้น มูลค่าแลกเปลี่ยนมักจะสูงกว่าราคาที่กำหนด ธนบัตรชนิดนี้จะพิมพ์ออกมาเพียงครั้งเดียวไม่มีการพิมพ์ทดแทน ส่วนบัตรธนาคารก็จะคล้ายกับธนบัตรที่ระลึก จะต่างกันที่การออกบัตรธนาคารกระทำโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ใช่ออกโดยรัฐบาลไทย ซึ่งก็มีเพียงแบบเดียวที่ออกมาในรัชกาลปัจจุบัน คือ บัตรธนาคาร ชนิดราคา 60 บาท ที่ออกใช้เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2530 (ประกาศใช้ 3 มิถุนายน 2530)
แบบ ชนิดราคา ใช้ครั้งแรก บัตรธนาคาร 60 บาท 5 ธันวาคม 2530 ธนบัตรที่ระลึกเนื่องในโอกาสที่ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเจริญพระชนมายุ 90 พรรษา 50,500 บาท 21 ตุลาคม 2533 ธนบัตรที่ระลึกเนื่องในมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 1000 บาท 12 สิงหาคม 2535 ธนบัตรที่ระลึกเนื่องในโอกาสครบรอบ 120 ปี กระทรวงการคลัง 10 บาท 14 เมษายน 2538 ธนบัตรที่ระลึกเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี 50,500,500 บาท แบบพิเศษ 3 เมษายน 2539 ธนบัตรที่ระลึกเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542 1000 บาท 1 พฤศจิกายน 2542 ธนบัตรที่ระลึกวันราชาภิเษกสมรสครบ 50 ปี 50,500000 บาท 8 พฤษภาคม 2543 ธนบัตรที่ระลึกเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี ธนบัตรไทย 100 บาท 2 กันยายน 2545 ธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๗ 100 บาท 22 เมษายน 2547 ธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติ ครบ 60 ปี 60 บาท 9 มิถุนายน 2549
[แก้ไข] หน่วยเงินในประเทศไทย
หน่วยเงินในประเทศไทย เหรียญ 1 สตางค์ | 5 สตางค์ | 10 สตางค์ | 25 สตางค์ | 50 สตางค์ | 1 บาท | 2 บาท | 5 บาท | 10 บาท | 20 บาท | 800 บาท | 16000 บาท ธนบัตร 50 สตางค์ | 1 บาท | 5 บาท | 10 บาท | 20 บาท | 50 บาท | 60 บาท | 100 บาท | 500 บาท | 1000 บาท | 500000 บาท อื่นๆ พดด้วง | เบี้ย | โสฬส | อัฐ | เสี้ยว (ไพ) | ซีก | เฟื้อง | สลึง | มายน (มะยง) | บาท | ตำลึง | ชั่ง | หาบ | บัตรธนาคาร 60
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2 http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97_%28%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%29
[แก้ไข] สกุลเยน (ญี่ปุ่น)
เยน
ภาพแบงก์ 1000 เยน โดยมีรูปของ นัทซึเมะ โซเซกิเยน (ญี่ปุ่น: 円, สัญลักษณ์ ¥, รหัส ISO 4217 JPY) เป็นสกุลเงินของประเทศญี่ปุ่น โดยมีการใช้กันอย่างกว้างขวางทั่วโลก โดยนิยมเก็บเป็นเงินสำรอง รองลงมาจาก ดอลลาร์สหรัฐ และ เงินยูโร คำว่าเยน คนญี่ปุ่นมักจะอ่านออกเสียงว่า เอ็น อย่างไรก็ตามการอ่านออกเสียง เยน ถือเป็นชื่อมาตรฐานใช้กันทั่วโลก สัญลักษณ์ลาตินคือ ¥ ในขณะที่คนญี่ปุ่นจะนิยมเขียนเป็นตัวอักษรคันจิว่า 円 อัตราแลกเปลี่ยนเงินเยน ค่าประมาณ อัตราแลกเปลี่ยน เงินบาท ต่อ 100 เยน
ปี พ.ศ. เดือน ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. 2533 17.75 17.66 16.92 16.43 16.86 16.84 17.26 17.35 18.33 19.39 19.41 18.83 2534 18.89 19.26 18.56 18.66 18.55 18.44 18.69 18.80 19.06 19.52 19.67 19.72 2535 20.19 19.89 19.29 19.21 19.56 20.03 20.09 20.02 20.57 20.83 20.55 20.55 2536 20.42 21.13 21.73 22.50 22.88 23.48 23.52 24.27 23.87 23.61 23.53 23.17 2537 22.92 23.88 24.10 24.42 24.30 24.53 25.37 25.04 25.29 25.42 25.49 25.06 2538 25.19 25.47 27.37 29.37 28.99 29.15 28.33 26.37 25.00 24.91 24.69 24.71 2539 23.92 23.87 23.84 23.59 23.78 23.27 23.22 23.45 23.11 22.66 22.67 22.46 2540 21.82 21.11 21.14 20.75 21.63 21.47 26.23 27.47 29.16 31.02 31.18 34.15 2541 40.93 36.56 32.07 30.10 29.06 30.17 29.34 28.84 30.05 31.55 30.38 31.00 2542 32.33 31.85 31.44 31.42 30.37 30.59 31.14 33.63 37.51 37.20 37.03 37.26 2543 35.50 34.52 35.68 35.97 35.96 36.83 37.26 37.84 39.30 39.96 40.18 38.55 2544 36.99 36.71 36.21 36.76 37.39 37.00 36.66 37.01 37.38 36.86 36.29 34.46 2545 33.20 32.81 33.13 33.22 33.89 34.20 34.99 35.46 35.43 35.22 35.65 35.54 2546 36.00 35.95 36.05 35.81 35.97 35.22 35.22 35.11 35.27 36.31 36.58 36.90 2547 36.82 36.66 36.39 36.65 36.16 37.31 37.43 37.67 37.67 37.97 38.47 37.75 2548 37.49 36.64 36.67 36.90 37.34 37.63 37.24 37.19 36.92 35.62 34.70 34.70 2549 34.26 33.38 33.23 หมายเหตุ: อัตราแลกเปลี่ยนมีค่าสูง ที่มา: x-rates.com
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%99
[แก้ไข] เหรินหมินปี้ (จีน)
เหรินหมินปี้
เหรินหมินปี้ (จีนตัวย่อ: 人民币 ; จีนตัวเต็ม: 人民幣 ; พินอิน: rénmínbì ; ตามตัวอักษรหมายถึง "เงินตราของประชาชน") เป็นเงินตราอย่างเป็นทางการของสาธารณรัฐประชาชนจีน ออกโดย ธนาคารประชาชนแห่งชาติจีน(People's Bank of China) ซึ่งเป็นหน่วยงานทางด้านเงินตราของ จีนแผ่นดินใหญ่ ตัวย่อใน ISO 4217 คือ CNY
หน่วยเงินของเหรินหมินปี้
หน่วยเงินพื้นฐานของเหรินหมินปี้ คือ หยวน (yuán) โดยทั่วไปจะเขียนโดยใช้อักษร 元 แต่ตามแบบแผนแล้ว จะใช้ตัวอักษร 圆เพื่อป้องกันการปลอมแปลง.
ในบางครั้งชื่อของเงินตรา (เหรินหมินปี้) ก็สับสนกับคำที่ใช้เรียกหน่วยเงิน (หยวน). และในบางโอกาส หยวนก็ถูกเรียกเป็น ดอลลาร์ และคำย่อ RMB¥
บางครั้งก็เขียนเป็น CN$
1 หยวน แบ่งเป็น 10 เจี่ยว (角 ; jiǎo), 1 เจียว แบ่งเป็น 10 เฟิน (分 ; fēn). ธนบัตรเหรินหมินปี้ที่มีมูลค่าสูงสุดคือ 100 หยวน ส่วนธนบัตรที่มีมูลค่าเล็กที่สุดคือ 1 เฟิน.
ในภาษาจีนกลาง มักเรียก หยวน ว่า ไค่ว (块/塊 ; kuài) และเรียก เจียว ว่า เหมา (毛 ; máo). ในสาธารณรัฐประชาชนจีน มักจะเขียนราคาโดยมีสัญลักษณ์ ¥ ข้างหน้าราคา และมักจะมีการเขียนสัญลักษณ์ 元 หลังราคาเช่นกัน บ่อยครั้ง จะเขียนเลขจีนตามแบบแผนเพื่อป้องกันการปลอมแปลงและการทำบัญชีผิด ข้อมูลเพิ่มเติมที่เลขจีน
[แก้ไข] รูเปียห์ (อินโดนีเซีย)
รูเปียห์
ชื่อมาจากหน่วยเงินของอินเดีย รูปี อินโดนีเซียได้ใช้เงินกิลเดอร์ระหว่าง พ.ศ. 2153 ถึง พ.ศ. 2360 ซึ่งมีการออกเงินดัตช์อีสต์อินดีส์กิลเดอร์ เงินรูเปียห์ออกใช้เป็นครั้งแรกระหว่างการยึดครองของญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และหลังจากสงครามสิ้นสุดลง ธนาคารชวาได้ออก รูเปียห์ชวา มาแทนที่ชั่วคราว นิคา กิลเดอร์ของประเทศเนเธอร์แลนด์ และหน่วยเงินต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกองกำลังโจรก็ใช้กันทั่วหมู่เกาะด้วยเช่นกัน
4 ปีหลังจากประกาศเอกราช ได้มีการนำรูเปียห์อินโดนีเซียออกมาใช้ในวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2492 เป็นหน่วยเงินประจำชาติตัวใหม่ หมู่เกาะเรียว และเกาะนิวกินีในส่วนของประเทศอินโดนีเซีย (อิเรียน บารัต) ก็มีการออกรูเปียห์ของตัวเองเช่นกัน แต่ต่อมาได้รวมเข้ากับรูเปียห์ของชาติเมื่อ พ.ศ. 2507 และ พ.ศ. 2514 ตามลำดับ หลังจากที่มีการลดค่าจากภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง ในวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2508 ได้มีการออกรูเปียห์ใหม่ (New Rupiah) โดยมีอัตราแลกเปลี่ยน 1000 รูเปียห์เก่า เป็น 1 รูเปียห์ใหม่ วิกฤตเศรษฐกิจในเอเชียเมื่อ พ.ศ. 2540 ทำให้เกิดการลดค่ารูเปียห์ถึง 35% ในช่วงเวลาเพียงข้ามคืน และนำไปสู่การโค่นล้มซูฮาร์โต
เงินรูเปียห์สามารถแลกได้อย่างอิสระ แต่มีอัตราแลกเปลี่ยนมีค่าปรับเพิ่มเติม เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อสูงอย่างต่อเนื่อง. ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2547, 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับประมาณ 9,230 รูเปียห์
[แก้ไข] กีบ (สกุลเงิน) ลาว
กีบ (สกุลเงิน)
สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการหาคำว่ากีบ ในความหมายอื่น ดู กีบ (แก้ความกำกวม)
ในปี พ.ศ. 2522 เกิดการปฏิรูปค่าเงินขึ้น โดยเปลี่ยน 100 กีบแบบเก่าให้เท่ากับ 1 กีบในปัจจุบัน อัตราแลกเปลี่ยนเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2548 คือ 1 ยูโร เท่ากับ 13,636 กีบ และ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 10,500 กีบ
ธนาคารแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นผู้รับผิดชอบพิมพ์เงินตราออกใช้ ธนบัตร 50,000 กีบ (ห้าสิบพันกีบ) 20,000 กีบ (ซาวพันกีบ) 10,000 กีบ (สิบพันกีบ) 5,000 กีบ 2,000 กีบ 1,000 กีบ 500 กีบ 100 กีบ 50 กีบ 20 กีบ 10 กีบ 5 กีบ 1 กีบ
[แก้ไข] ริงกิตมาเลเซีย
ริงกิต
ริงกิตมาเลเซียหรือที่ชาวบ้านมักเรียกว่า ดอลลาร์มาเลเซีย เป็นเงินตราประจำชาติของประเทศมาเลเซีย ซึ่งแบ่งเป็น 100 เซ็น (รหัสเงินตรา MYR). ดอลลาร์สิงคโปร์และดอลลาร์บรูไนก็เรียกว่า ริงกิต ในภาษามาเลย์ คำว่า ringgit ในภาษามาเลย์แปลว่า "เป็นหยัก ๆ" และใช้อ้างถึงขอบหยัก ๆ ของ เ หรียญเงินของประเทศสเปนที่ใช้แพร่หลายในพื้นที่
ในปี พ.ศ. 2380 รูปีได้กลายเป็นเงินตราราชการชนิดเดียวในอาณานิคมช่องแคบ (Straits Settlements) แต่ในปี พ.ศ. 2410 เหรียญเงินได้เป็นเงินตราที่ถูกต้องตามกฎหมายอีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2446 ได้มีการนำดอลลาร์ช่องแคบ (Straits dollar) ออกมาใช้โดย Board of Commissioners of Currency โดยที่ตั้งราคาไว้ที่ 2 ชิลลิง และ 4 เพนซ์ และได้มีการห้ามไม่ให้ธนาคารเอกชนออกธนบัตรเอง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ได้เกิดความไม่ต่อเนื่องของเงินตรา 2 ครั้ง คือ การยึดครองของประเทศญี่ปุ่น (พ.ศ. 2485-2487) และการลดค่าเงินของปอนด์สเตอร์ลิงในปี พ.ศ. 2510 เป็นเหตุให้ธนบัตรของ Board of Commissioners of Currency of Malaya and British Borneo ลดค่าไป 15% ในขณะที่ดอลลาร์ของ Bank Negara Malaysia และ Commissioners of Currency ของสิงคโปร์และบรูไนไม่มีการลดค่า
ชื่อภาษามาเลย์ คือ ริงกิต และ เซ็น ได้กลายเป็นชื่ออย่างเป็นทางการในสิงหาคม พ.ศ. 2518 ก่อนหน้านี้ เงินตราได้เรียกเป็น ดอลลาร์ และ เซนต์ ในภาษาอังกฤษ และ ริงกิต และ เซ็น ในภาษามาเลย์ อย่างไรก็ดี การใช้สัญลักษณ์ดอลลาร์ "$" (หรือ "M$") ไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงเป็น "RM" (Ringgit Malaysia) จนถึงช่วง พ.ศ. 2533 ตั้งแต่วิกฤตทางการเงินในเอเซียเมื่อปี พ.ศ. 2540 ได้มีการตรึงอัตราแลกเปลี่ยนของริงกิตกับดอลลาร์สหรัฐไว้ที่ RM3.80 ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%95
[แก้ไข] รูปี (เนปาล)
รูปี (เนปาล)
รูปีเนปาล (Nepali Rupee) (รหัสสากลตาม ISO 4217 NPR) เป็นสกุลเงินตราประจำชาติของประเทศเนปาล ธนบัตรที่ใช้แพร่หลายในปัจจุบันมี 10 แบบ คือ 1,000 รูปี 500 รูปี 100 รูปี (สีเขียว) 50 รูปี (สีน้ำเงิน) 25 รูปี 20 รูปี (สีส้ม) 10 รูปี (สีเขียวสลับเหลือง) 5 รูปี (สีชมพู) 2 รูปี และ 1 รูปี
[แก้ไข] วอน (สกุลเงินเกาหลีใต้)
วอน (สกุลเงินเกาหลีใต้)
ธนบัตรและเหรียญในสกุลวอนฮันกึล:대한민국 원 ฮันจา:大韓民國 원 วอน (สัญลักษณ์: ₩, ภาษาเกาหลี: 원, won) เป็นสกุลเงินของประเทศเกาหลีใต้ ตัวย่อตามมาตราฐานใน ISO 4217 คือ KRW ธนบัตรของเกาหลีใต้จะมี3ชนิดคือ ธนบัตร จำนวน 1,000 วอน (₩1,000) ธนบัตร จำนวน 5,000 วอน (₩5,000) ธนบัตร จำนวน 10,000 วอน (₩10,000)
เหรียญของเกาหลีใต้จะมี 5 ชนิดคือ เหรียญจำนวน 1 วอน (₩1) เหรียญจำนวน 10 วอน (₩10) เหรียญจำนวน 50 วอน (₩50) เหรียญจำนวน 100 วอน (₩100) เหรียญจำนวน 500 วอน (₩500)
[แก้ไข] อเมริกา ดอลลาร์ (สหรัฐ)
อเมริกา ดอลลาร์ (สหรัฐ) ดอลลาร์สหรัฐ
100 ดอลลาร์สหรัฐ ธนบัตรที่มีค่ามากสุดในสหรัฐในปัจจุบันดอลลาร์สหรัฐ (United States Dollar) เป็นสกุลเงินของประเทศสหรัฐอเมริกา และยังใช้เป็นสกุลเงินสำรองในหลายประเทศทั่วโลก รหัสสากลคือ ISO 4217 ใช้ตัวย่อว่า USD และสัญลักษณ์ $ โดย 1 ดอลลาร์สหรัฐมีค่าเท่ากับ 100 เซนต์ (cents)
สหรัฐเป็นประเทศหนึ่งที่ใช้หน่วยเงิน ดอลลาร์ เป็นสกุลเงินประจำชาติ และยังมีประเทศอื่นที่มีเงินดอลลาร์เช่นกัน แต่ใช้ชื่อเรียกอื่นเช่น ดอลลาร์สิงคโปร์, ดอลลาร์ฮ่องกง, ดอลลาร์ไต้หวัน นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐ ยังเป็นสกุลเงินหลักในหลายประเทศ และในบางประเทศถึงแม้ว่าดอลลาร์สหรัฐไม่ใช่สกุลเงินหลัก แต่ยังมีการยอมรับในการใช้จ่ายสินค้าทั่วไป
ชื่อเล่นที่ชาวสหรัฐเรียก 1 เซนต์ ว่า "เพนนี" (penny), 5 เซนต์ ว่า "นิกเกิล" (nickel), 10 เซนต์ ว่า "ไดม์" (dime), 25 เซนต์ ว่า "ควอเตอร์" (quarter), 1 ดอลลาร์สหรัฐ ($1) ว่า "บั๊ก" (buck) และเรียก หนึ่งพันดอลลาร์สหรัฐ ($1000) ว่า แกรนด์ (grand
[แก้ไข] มหาสมุทรแปซิฟิก
พาแองกา
ธนบัตร 1 2 และ 5 พาแองกาพาแองกา เป็นหน่วยเงินของราชอาณาจักรตองกา หน่วยเงินนี้ถูกควบคุมโดยธนาคารแห่งชาติตองกา 1 พาแองกามีค่าเท่ากับ 100 เซนิติ ไอเอสโอโคดคือ TOP ในเดือนพฤษภาคมปี พ.ศ. 2548 นั้น 1 ดอลลาร์สหรัฐมีค่าเท่ากับ 2 พาแองกา ธนบัตรทุกฉบับนั้นมีค่าตั้งแต่ 1 พาแองกาจนถึง 50 พาแองกา โดยใช้สัญลักษณ์คือ T$ (บางครั้ง PT) ส่วนเซนิติใช้ ¢
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2











