.:: เบญจเพส - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
เบญจเพส
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

ภาพ:เบญจเพส.jpg

         คำว่า “เบญจเพส” ควรสะกดด้วย ส.เสือครับ มาจากคำว่า “เบญจะ ปัญจะ” คือ ห้า กับคำว่า “วีส วีสะ หรือ วีสติ” คือ ยี่สิบ ตรงกับภาษาบาลีว่า ปญจวีส ปญจ คือ เบญจะ วีส แผลงเป็นเพส เมื่อมาใช้ในภาษาไทยนิยมเขียน เบญจเพส หมายถึง ยี่สิบห้า ซึ่งคนไทยถือว่าเมื่อถึงอายุ 25 ปี ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะช่วงนี้เองที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่ออาจเจริญหรือเสื่อมก็ได้

สารบัญ

[แก้ไข] ตำนานเเละความเชื่อ

        เคยมีคนกล่าวไว้ว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้นเมื่อบรรลุพระชนมายุ 25 พรรษาได้ทรงประกอบพระราชกิจอันสำคัญคือ ทรงตามพระยาจีนจันตุราชศัตรู สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเมื่องคราวเบญจเพส ทรงระมัดระวังเป็นพิเศษถึงกับโปรดให้แต่งเรื่องเพื่อเล่นในหนังใหญ่ฉลองเมื่อมีพระชนม์ในเกณฑ์เบญจพเพสนั่นเอง และเสด็จขึ้นเสวยราชเมื่อวันพฤหัสบดี แรม 2 ค่ำ เดือน 12 ปีวอก พ.ศ. 2199

        ว่าถึงในทางวรรณคดีที่เป็นหลักฐาน พลายแก้วก็เคยได้รับคำทำนายว่า เมื่อวัยเบญจเพสจะได้รับความลำบากยากเข็ญ สมภารวัดแคทายเณรแก้วไว้ว่า " เมื่ออายุยี่สิบห้าเบญจเพสจะมีเหตุด้วยเคราะห์เข้ามาถึง ต้องจำโซ่ตรวนเขาตราตรึง อายุถึงสี่สิบถึงจะได้ดี" เรื่องก็เป็นจริงทุกวันนี้เรากำลังประสบปัญหาวัยรุ่นกันอยู่ ถ้าพิจารณาดูให้ดี วัยรุ่นก็อยู่ใกล้เคียงกับเพญจเพสนั่นเอง ในปัจจุบันจะนับวัยรุ่นถึงอายุเท่าใดไม่ทราบแน่ แต่สมัยโบราณท่านแบ่งว่า ปฐมวัยอยู่ระหว่าง 25 ปี

        วัย 25 ปีนี้ คติข้างพราหมณ์ซอยออกไปว่า 1-8 เป็นวัยกุมาร แปลว่าวัยเดิน 9-16 ว่าเป็นวัยทารกวัย แปลว่าวัยรุ่น และวัย 16-25 ว่าเป็นวัยมาณพ คือวัยหนุ่ม ว่าที่จริงสมัยนี้คนอายุ 25 ดูยังไม่เป็นผู้ใหญ่นัก ฉะนั้นน่าจะอนุโลมเปรียบเทียบได้ว่าวัยเบญจเพสสมัยโบราณก็คือวัยรุ่นตามความเข้าใจในปัจจุบันนี่เอง

        คนวัยเบญจเพสย่อมมีอารณ์ร้อน วู่วาม ขาดความยั้งคิด ถ้าทำอะไรทางดีก็เด่นไปเลย แต่งตรงกันข้ามหากวู่วามไปในทางที่ผิดก็หมายความว่าชีวิตจะไม่ราบรื่น เมื่อไม่ราบรื่นเสียแต่วัย 25 ปี อันเป็นปฐมวัยแล้ว ก็เป็นที่หวังได้ยากว่าจะกลับตัวได้ในมัชฌิมวัยและปัจฉิมวัย

        อายันโฆษะ เขียนเรื่องเบญจพเพสไว้ในหนังสือ ดาบศักดิ์เหล็กน้ำพี้ ตอนหนึ่งมีความน่าศึกษาอยู่ไม่น้อย" เมื่อข้าพเจ้ายังเล็กๆ อยู่เคยได้ยินเคยได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่กล่าวว่าถ้าผู้ใดเกิดมาเป็นเพศชายอันมีรูปสมบัติตกแต่งมาสู่มนุษยโลกแล้ว ย่อมจะต้องผ่านโชคและเคราะห์ซึ่งเป็นส่วนดีกับส่วนร้ายอย่างแรงกล้า ในเมื่ออายุครบ 25 ปีบริบูรณ์นั้นครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นภาษาของคัมภีร์พฤฒิศาสตร์เรียกว่า "ต้องเบญจเพส" ดังได้ชี้แจงของเพส 5 ไว้ดังนี้คือ

        1 เทวะ 2 มนุษย์ 3 เดรัจฉาน 4 เปรต 5 อสุรกาย ผี ใครชะตาตกโชคเทวะ ท่านว่าผู้นั้นจักได้อิตถมนูญผล มีลาภและยศเป็นอำนาจวาสนา มีโชคมนุษย์ ท่านว่าดีชั่วปานกลางแล ถ้าเคราะห์ตกเดียระฉานทำนายว่า ผู้นั้นจะเสื่อมศรีอัปภาคย์ ต้องราชภัยไข้ป่วยถึงจองจำลำบาก หากว่าตกเคราะห์เปรต อายุจักถึงฆาตชะตาสูญ มีกายอันวิกลวิการแตกดับด้วยคมอาวุธมีหอก ดาบ เป็นต้น มาตรว่าตกเคราะห์อสุรกาย มีกายอันแกล้วกล้าปราศจากทวารทั้งหกกายสำแดงได้ด้วยอำนาจกรรมเลี้ยง มีความอดอยากทุพพลภาพต้องเข็ญใจเป็นไพร่ กระฎุมพี ให้เขาช่วงใช้ อนึ่ง อันว่โชค 2 และเคราห์ 3 นี่ บุรษผู้ต้องเบญจเพสจะเป็นไปในทางที่ดีและชั่วอย่างใด ท่านให้ทายลักษณะที่เป็นผลพิบัติและภัยพิการแก่เขาผู้นั้นเทอญดังนี้ จะเท็จจริงฉันใดก็ตามแต่ ผู้กล่าวจะนิทัศน์อุทาหรณ์ไว้เถิด"

        เรื่องนี่จะเป็นอย่างไรก็ตามทีในฐานะที่เรื่องเบญจเพสเป็นเรื่องของบรรพบุรุษของเรา เราต้องนับว่าท่านมีปัญญาวิเศษที่คอยกระตุ้นเตือนมิให้คนต้องเบญจเพสเป็นภัย เพราะท่านเตือนให้คนไม่ประมาทซึ่งก็ตรงตามคติพระพุทธศาสนานั่นเอง

[แก้ไข] เบญจเพสกับโหราศาสตร์ไทย

        หมอดูหลายคน มักคุ้นเคยกับคำว่าเบญจเพส และ บางคนที่คุ้นกับธรรมเนียมไทยโบราณ จะจำสับสนกัน หมอดูรุ่นเก่าบางคนจึงบอกว่า เบญจเพส นั้นคือ อายุ 25 35 45 55 65 75.........ที่ลงท้ายด้วยเลข 5 ทั้งหมด ที่นับจาก 25 ใครมีอายุเป็นเบญจเพส จึงไม่ใคร่จะดี ยมบาลท่านจะตรวจเช็คกรรมดี กรรมเลวที่กระทำในรอบที่ผ่านมาว่าจะให้ขึ้นอายุใหม่คือ 26 36 46 ......ไปหรือไม่ บางคนก็สอบผ่าน บางคนก็สอบไม่ผ่าน ที่สอบผ่านก็อาจจะให้ใช้กรรมบางส่วน ดังนั้น คนโบราณจึงไม่อยากให้ใครทำอะไรในช่วงเบญจเพส เพราะกำลังดวงไม่ดี ง่อนแง่น เหมือนคนกำลังถูกตรวจสอบ ดูหนังสือมาดี พอดีพอร้ายไปทำผิดศีลธรรมเข้าโดยไม่ตั้งใจ อาจถูกปรับให้สอบตกก็ได้ คตินี้ดูน่าหัวเราะ แต่อย่าลบหลู่นะครับ เพราะที่มาของคตินี้ไม่ใช่โหราศาสตร์ โหราศาสตร์นั้นกลับ ถือ เรื่อง อายุเบญจเพส หรือ วัยเบญจเพส หรือ พูดแบบสมัยใหม่ต้องว่า อนุกรมเบญจเพส คือ อายุย่าง 13 25 37 49 61...........บวกด้วย 12 ไปเรื่อยๆ ที่มาของอนุกรมชุดนี้คือ วงรอบธรรมชาติของธาตุที่เกิดจากดวงอาทิตย์ และ พฤหัส นั่นเอง

        เมื่อเราเกิดมานั้น โครงสร้างธาตุในดวงชะตาเดิม (ดวงกำเนิด) จะเป็นแบบพิมพ์เขียวอย่างหนึ่งที่กำหนดความเป็นไปของธาตุเอาไว้ ดวงดาวต่างๆมีหน้าที่ส่งธาตุลงมาประจุให้เต็มตามตำแหน่งที่ดวงเดิมระบุ ซึ่งกว่าจะรับเต็มได้ ต้องใช้เวลาถึง 60 ปี ระหว่างที่ธาตุยังไม่เต็มนี้ คนเราจะได้รับธาตุส่วนมากจากธรณี เพราะเราอยู่บนโลก และโลกก็หมุนเวียนธาตุมานานแล้วก่อนเราเกิด ธาตุในธรณีกับธาตุในจักรวาลจะมีเสป็คต่างกันอยู่บ้าง คล้ายกับ วัตถุดิบในประเทศ กับ วัตถุดิบนอกประเทศอย่างนั้นแหละ ธาตุในธรณีเป็นธาตุที่เรานำมาใช้ในดวงชะตาได้ ก่อนที่จะได้รับธาตุจากจักรวาล ทีนี้เป็นอันตัดคำถามที่ว่า หากธาตุยังไม่เต็มก่อนอายุ 60 ปี แล้วเราไม่ตายก่อนหรือ

        ธาตุในธรณี ที่มักนำมาใช้ในวิชาธาตุ คือพวก มหาทักษา อังควิชาธาตุ วีสตรี หรือ บางวิชาจะมี อนุกรมธาตุบางอย่างที่ปกปิดกันอยู่ ดังนั้น เราจึงพบว่า เรามักทายดวงเดิมแม่นหน่อย เช่น หากใช้ทักษาเดิม เพราะมาจากธาตุในธรณี ธาตุที่เข้ามาจัดตัวในดวงชะตาจะถูกเติมเต็มเข้ามาโดยเกษตรธาตุ และธาตุดาวจากจักรวาล ซึ่งต้นตอก็มาจาก ดวงอาทิตย์นั่นเอง ดวงอาทิตย์โคจรปีละ 12 ราศี จะให้ธาตุลงมาป้อนดวงชะตา ในหนึ่งปี แต่ที่สำคัญ คือ พฤหัส เพราะพฤหัส รับทั้งธาตุจากอาทิตย์ และยัง สะสมธาตุจากดาวฤกษ์ด้วย ดังนั้น จึงมีโหราศาสตร์ที่สร้างขึ้นจากพฤหัสมากหลายระบบ พฤหัสนี่เอง ที่โคจรปีละ หนึ่งราศี รวม 12 ปีจะครบจักรราศี 5 รอบจักรราศี เป็นหนึ่งพฤหัสจักร หรือ หนึ่งยุคพฤหัส 60 ปี

        ดังนั้น รอบจักรราศี 12 ปีจึงมีความสำคัญต่อระบบธาตุ เมื่อคนเราเกิดมา ในรอบ 12 ปีแรก ธาตุดาวหลายอย่างยังลงมาจากจักรวาลได้ไม่ครบ ต้องยืมธาตุในธรณีใช้ไปก่อน เมื่อครบรอบ 12 ปี แล้วขึ้นรอบธาตุต่อไป คือ อายุ 13 ปี ระบบธาตุจะมีการจัดตัว เพื่อรับธาตุในรอบใหม่อีกครั้ง เลข 13 ซึ่งหลายชาติถือเป็นเลข ไม่ดี นั้น จึงเป็นเลขที่มีมานานก่อนสมัยคริสตกาลเสียอีก ดังนั้น อายุเบญจเพสจึง เป็นเลข 13 แต่ว่า ตอนอายุ 13 ปีนี้ ในเมื่อธาตุในจักรวาลเองก็ยังลงมาเป็นส่วนน้อย จึงไม่ใคร่จะเป็นปัญหามากนัก พูดง่ายๆ เหมือนกับย้ายบ้านใหม่ยังรกๆอยู่ ธาตุมักปรับตัวอยู่แล้ว และอารมณ์ เด็กจะเข้าวัยรุ่น ทำให้เพี้ยนๆไปบ้าง ก็ไม่ผิดสังเกตุ แต่พอครบรอบ 24 ปี ธาตุในจักรวาลจะส่ง พลังงานธาตุ มาให้ครบก่อนแล้ว เมื่อเริ่มอายุ 25 ปี เกิดการจัดระบบธาตุรอบใหม่ จึงทำให้ป่วนรุนแรง นี่คือวัย เบญจเพส 25 ปีที่ทุกคนมักสังเกตเห็น และแรงที่สุดในอนุกรมอายุ เบญจเพส เพราะเป็นการจัดใหญ่ครั้งแรกในชีวิต มีผลต่อชีวิต ร่างกาย และจิตใจหลายประการ ส่วนเบญจเพสอื่นที่ตามมานั้น แม้จะมีการจัดระบบธาตุ ก็จะไม่รุนแรงเท่า เพราะ ธาตุมีการจัดระบบเป็นระยะๆ ไปตลอดอยู่แล้ว แล้วจะมาจบ ตอนอายุ 61 เพราะเป็นการครบรอบพฤหัสจักร หรือ ยุคพฤหัส จะขึ้นรอบธาตุดาวฤกษ์ใหม่อีกครั้ง คนเขาจึงถือโอกาสจัดแซยิด ตอนอายุ เต็ม 60 ขึ้น อายุ 61 ถือเป็นเคล็ดการเกิดใหม่ ป้องกันความไม่ดีไปด้วยเหมือนกับตายแล้ว

        อายุ เบญจเพส จึงเป็น 13 25 37 49 61.......ไปเรื่อย ระหว่างอายุเบญจเพส 25 ปี เมื่อธาตุจัดตัวนั้น โครงสร้างธาตุจะแปรโครงสร้าง จากโครงสร้างหนึ่ง ไปยังอีกโครงสร้างหนึ่ง โดยรวดเร็วกว่าวัยเบญจเพสอื่น เนื่องจาก พลังงานธาตุเพิ่งประจุเต็ม เหมือนเพิ่งชาร์จไฟจบใหม่ๆ การเปลี่ยนโครงสร้าง จะสมมุติว่า เดิมเปลี่ยนจาก A ไปเป็น F นั้น จะต้องผ่านโครงสร้าง B C D E ดังนั้น หากในดวงชะตา มีรูปที่อยู่ในระหว่างการเปลี่ยนโครงสร้าง คือ B C D E อันใดก็ตาม อันนี้จะไม่ปรากฏโดยตรงในดวงชะตาเดิม จึงปรากฏเรื่อง ดี หรือ ไม่ดี โดยที่ดูดวงตรงๆไม่ออก ต้องคนที่เข้าใจวิธีจึงจะรู้ แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องไม่ดี เพราะการจัดธาตุทำให้พลังงานและธาตุแปรปรวน แต่ก็มีที่ถูกรางวัลที่หนึ่งได้เหมือนกัน โดยไม่เห็นในดวงชะตา

        นี่เองจึงเป็นปัญหาของวัยเบญจเพส ทำให้ต้องระวัง เพราะช่วงนั้นเหมือนเป็นการต่อเชือกในกระแสน้ำเชี่ยว ทำให้การระวังป้องกันของชะตาอ่อนกำลังลง ในทุกวัยของอนุกรม เบญจเพส ระบบธาตุ เมื่อถูกป่วน อาจทำให้มีเหตุการณ์แปลกๆเกิดขึ้น แต่คนส่วนมากไม่รู้ว่า แม้ไม่ใช่วัยเบญจเพส หากมีปฏิกิริยาต่อโครงสร้างธาตุอย่างรุนแรง ก็จะมีเหตุใหญ่เกิดขึ้นได้ ซึ่งต้องพิจารณาในการทำนายจรทั่วไป ต่างกันที่ว่า วัยเบญจเพสนั้น มีการป่วนได้เอง โดยไม่เกี่ยวกับดาวจรเลย เพราะเป็นเหตุที่เกิดตามธรรมชาติอยู่แล้ว ถือเป็นจุดสำคัญในวงรอบธรรมชาติอย่างหนึ่ง เวลานับตำแหน่งในดวงชะตาครบหนึ่งรอบ มักจะทดกระโดดข้ามไปหนึ่งราศี เพื่อให้ตรงกับความเป็นจริง ดังนั้น การดูดวงที่อยู่ในเบญจเพส จึงมักทายยาก ส่วนมากมักเตือนกันไม่ให้ทำอะไรหวือหวา หรือ ทำอะไรที่สำคัญ เช่น แต่งงาน คล้ายกับว่าในขณะนั้นดวงชะตาถูกดัดแปลงไป เพราะโครงสร้างธาตุกำลังอยู่ในระหว่างจัดตัวใหม่ เหมือนกลายเป็นอีกดวงชะตาหนึ่ง แต่ถ้าได้ข้อมูลของวัยเบญจเพสนี้มาละเอียดหน่อย จะมีประโยชน์มากในการเข้าใจดวงชะตา และการสร้างวิชาโหราศาสตร์ เพราะการเปลี่ยนโครงสร้างนั้น แสดงความเป็นไปจริงๆตามธรรมชาติ เหมือนกับเราทำการวิจัยดวงอาทิตย์ ในขณะที่มีจุดดับธรรมชาติในดวงอาทิตย์เกิดขึ้น อะไรทำนองนั้น

[แก้ไข] การทำบุญอายุเมื่อถึงวัยเบญจเพส

        การทำบุญอายุ มักนิยมทำกัน เมื่ออายุ 25 ปี ถือกันว่าตอนนี้เป็นตอนสำคัญ เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะย่างขึ้นสู่สภาวะผู้ใหญ่ ตั้งตนให้เป็นหลักเป็นฐาน ถ้าดีก็ดีกันในตอนนี้ ถ้าเอาดีไม่ได้ก็อาจจะเสียคน ด้วยเหตุนี้จึงมีการทำบุญเมื่ออายุ 25 ปี เพื่อส่งให้เจริญงอกงามต่อไป

        ต่อจากนั้นก็ทำเมื่ออายุ 50 หรือ 60 ปีอีกครั้งหนึ่ง เพราะถือกันว่าตอนนี้ อายุย่างเข้ากึ่งหนึ่งของศตวรรษแล้ว และเจริญมากถึงที่สุดแล้ว ต่อไปร่างกายก็มีแต่จะทรุดโทรมลงทุกวัน การทำบุญที่อายุปูนนี้ จึงเป็นการทำโดยไม่ประมาท ร่างกายเสื่อมลงไปๆ จึงควรทำบุญไว้ เพื่อเป็นประกัน ในเมื่อจวนจะหมดลมหายใจ จะได้นึกว่าทำดีไว้มากแล้ว ถึงตายก็ตายอย่างสงบ

        อนึ่ง การทำบุญอายุนี้ บางทีทำกันเมื่อมีอายุครบ 2 รอบ 3 รอบ 4 รอบ ไปจนถึง 5 -6 รอบฯลฯ รอบหนึ่งมี 12 ปีถ้าบรรจบปีเกิดในรอบไหน ก็ทำในรอบนั้น วิธีปฏิบัติ อานิสงส์ผลดีหรือข้อเสนอแนะ เช่นเดียวกับการทำบุญวันเกิด

[แก้ไข] ทำบุญวันเกิดเบญจเพสต้องทำอย่างไร

  • 1. ตักบาตรพระสงฆ์เท่าอายุ หรือเกินอายุหรือกี่รูปก็ได้ตามสะดวก
  • 2. บำเพ็ญกุศลอุทิศแก่บรรพบุรุษ ที่เรียกว่า ทักษิณานุประทานก่อนแล้ว จึงบำเพ็ญกุศลเนื่องในวันเกิด
  • 3. ทำบุญ สวดมนต์ เลี้ยงพระ หรือมีพระธรรมเทศนาด้วย
  • 4. ถวายสังฆทาน
  • 5. ทำทานช่วยชีวิตสัตว์ เช่นปล่อยนก ปล่อยปลา ฯลฯ หรือส่งเงินไปบำรุงโรงพยาบาลหรือกิจกรรมด้านสังคมสงเคราะห์อื่นๆ
  • 6. รักษาศีลหรือบำเพ็ญภาวนา
  • 7. กราบขอรับพรจากพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หรือผู้ที่ตนเคารพนับถือ
  • 8. บำเพ็ญคุณประโยชน์อื่นๆ โดยมุ่งที่การให้ มากกว่า เป็นการรับ

[แก้ไข] อานิสงส์หรือผลดีของการทำบุญวันเกิด

        การทำบุญวันเกิด คือ การปรารภวันเกิด และทำความดีในวันนั้น เป็นเหตุให้ได้รับผลดีหรืออานิสงส์ตอบแทน ดังมีพุทธภาษิตความว่า “ผู้ให้อาหาร ชื่อว่า ให้กำลัง ผู้ให้ผ้า ชื่อว่า ให้ผิวพรรณ ผู้ให้ยาน ชื่อว่า ให้ความสุข ผู้ให้ประทีป ชื่อว่า ให้ดวงตา”

        (พระไตรปิฏก เล่มที่ 15 ข้อ 138 หน้า 44 ) และพระพุทธภาษิต ความว่า “ผู้ให้สิ่งที่น่าพอใจ ย่อมได้สิ่งที่น่าพอใจ ผู้ให้สิ่งที่เลิศ ย่อมได้สิ่งที่เลิศ ผู้ให้สิ่งประเสริฐ ย่อมได้สิ่งที่ประเสริฐ ผู้ให้สิ่งที่ประเสริฐสุด ย่อมได้สิ่งที่ประเสริฐสุด “(พระไตรปิฏก เล่มที่ 22 ข้อ 44 หน้า 66)

  • 1. กิจกรรมในการทำบุญวันเกิด ควรเน้นคุณค่าทางจิตใจมากกว่าวัตถุ เช่นทำจิตใจให้สงบแจ่มใส และทำบุญตามศรัทธา
  • 2. ควรเป็นกิจกรรมที่มุ่งบำเพ็ญประโยชน์ แก่ผู้อื่นหรือส่วนรวม เช่นการบริจาคทาน สมทบทุนเพื่อสาธารณประโยชน์ ใช้แรงงานของตนเองเพื่อส่วนรวม
  • 3. ควรมุ่งเน้นให้เป็นการประหยัด จัดงานวันเกิดในวงครอบครัวไม่ควรจัดหรูหราฟุ่มเฟือย
  • 4. ควรอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย ไม่จำเป็นต้องจัดแบบต่างประเทศ เช่นตัดเค้กวันเกิดจุดเทียน หรือเป่าเทียน ร้องเพลงภาษาต่างประเทศอวยพรวันเกิด ฯลฯ
  • 5. ในกรณีที่ผู้น้อยไปรดน้ำอวยพรวันเกิดผู้ใหญ่ นิยมอ้างคุณพระศรีรัตนตรัยก่อน แล้วจึงมีคำอวยพร ส่วนของขวัญที่จะให้นั้น ควรทำด้วยน้ำพักน้ำแรง หรือของที่ประดิษฐ์ด้วยฝีมือตนเอง ถ้าเป็นดอกไม้ควรเป็นดอกไม้ที่ปลูกในประเทศไทย กรณีที่ผู้ใหญ่อวยพรวันเกิดผู้น้อย ผู้ใหญ่ควรกล่าวถ้อยคำอันเป็นมงคลแก่ผู้รับพร


ข้อมูลจาก

- http://www.rspg.org

- www.kapook.com

ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

 
 
 
   Hosted by kapook.com