Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
แคน แคนเป็นเครื่องตนตรีพื้นบ้านที่มีความสำคัญ และเป็นที่นิยมที่สุดของภาคอีสาน จัดเป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่าที่มีความไพเราะมาก
สารบัญ |
[แก้ไข] ประวัติความเป็นมา
แคนเป็นเครื่องตนตรีที่เก่าแก่ของโลกชนิดหนึ่งจากหลักฐานทางโบราณคดีของจีนพบว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า 2,400 ปี และแคนยังเป็นเครื่องตนตรีที่นิยมแพร่หลายและกระจายอยู่หลายประเทศหลายกลุ่มชั้นทั้งในหมู่ชาวบ้าน และชาวเขา เช่นในประเทศ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และ อินโดนีเซีย เป็นต้น
เดิมที่เข้าใจว่าแคนจะเป็นแหล่งกำเนิดจากที่เดียวกันและมีชื่อเรียกอย่างเดียวกันเพียงแต่ออกเสียงต่างสำเนียงเชื้อชาติของตน เช่น ไทย เรียกว่า แคน ชาวแม้วเรียกว่า เก้ง จีนเรียกว่า ชะอัง เกาหลี เรียก แซง และญี่ปุ่นเรียก โซ ซึ่งอาจจะเรียกตามเสียงของเครื่องตนตรีนั้น ๆ อย่างกรณีเสียงแคนของชาวอีสานจะได้ยินว่า แก่นแล่นแก่น หรือ แค่นแลนแค่น เป็นต้น
[แก้ไข] ความรู้ทั่วไปเรื่องแคน
นักวิชาการด้านมานุษยดุริยางควิทยา จำแนกเครื่องดนตรีจำพวกแคนไว้ในกลุ่มเครื่องลม (Aerophone) ชนิดที่มีเสียงลิ้นอิสระ เสียงแคนเกิดจากการเป่า และการดูดกระแสลมผ่านลิ้นโลหะที่ฝังอยู่ในรูบากข้างลำท่อ ลิ้นแคนลิ้นเดิมให้เสียงระดับเดิมทั้งขาเป่า และขาดูดกระแสลมผ่าน จึงเรียกว่าเป็นลิ้นแบบอิสระ ดังกล่าวแล้ว
[แก้ไข] ประเภทของแคน
แคนแบ่งออกเป็นประเภทตามจำนวนของลูกแคน
*1. แคนหก เป็นแคนขนาดเล็กที่สุด ประกอบด้วยคู่แคนหกคู่ ( 3 คู่ ) เหมาะสำหรับเด็ก ๆ ที่จะเป่าแล่น เพื่อความเพลิดเพลิน แต่อย่างไรแคนหกก็สามารถที่จะเล่นเพลงที่มีห้าเสียง คือ จะเป่าลายน้อยและลายโป้ซ้าย ซึ่งเป็นเพลงหลักของแคนได้
*2. แคนเจ็ด เป็นแคนขนาดกลางประกอบด้วยคู่แคน 7 คู่ ปัจจุบันนิยมใช้เหมือนเมื่อก่อนแคนเจ็ดนี้คนในภาคกลางนิยมเล่นเป็นแคนวง สำหรับบรรเลงเพลงไทยเดิม
*3. แคนแปดเป็นแคนที่นิยมที่สุดในภาคอีสาน ประกอบด้วยกู่แคน 8 คู่ และนับเป็นแคนขนาดกลางเช่นเดียวกับแคนเจ็ด เพียงแต่เพิ่มไม้กู่แคนขึ้นอีก 1 คู่
*4. แคนเก้า มีขนาดใหญ่ที่สุดและยาวที่สุด ประกอบด้วยไม้กู่แคนเก้าคู่ มีความยาวประมาณ 2 เมตรครึ่ง และผู้เขียนยังเคยได้ยินว่าเมื่อก่อนนี้แคนเก้ามีความยาว 5 เมตร
ในสมัยก่อนแคนเก้าเป็นที่นิยมมากแต่ทุกวันนี้ไม่สะดวกที่จะนำแคนเก้าขึ้นรถยนต์โดยสารหรือรถนั่งส่วนตัวและขณะเดียวกันแคนใหญ่ ๆ ต้องใช้ลมเป่ามากกว่าการเป่าแคนเล็กดังนั้นจึงมีหมอแคนน้อยคนที่ยังเป่าแคนเก้าอยู่
[แก้ไข] อุปกรณ์การผลิต
1. ไม้เนื้อแข็ง เช่นไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้น้ำเกลี้ยง ( ไม้รัก )
2. ไม้เฮี้ย ( ไม้ไผ่ชนิดหนึ่ง )
3. เหล็กแหลมเจาะรู ( เหล็กซี )
4. ลิ้นแคนซึ่งทำจากโลหะผสมของเงินและทองแดง
5. ขี้ผึ้งเหนียว ( ขี้สูตร )
[แก้ไข] วิธีการผลิต
ชาวบ้านจะไปตัดไม้เฮี้ยจากบนภูเขาไปขายให้แก่ช่างแคน เดิมก็ใช้เกวียนบรรทุกไป แต่ปัจจุบันใช้รถบรรทุกขนไป ราคาขายปลีกมัดละ 10 บาท มัดหนึ่ง ๆ ชาวบ้านเรียกว่า “หลาบ” ละ 16 กู่ ซึ่งใช้ทำแคนได้ 1 เต้า (ส่วนมากเรียก “ดวง”)
เมื่อช่างแคนได้ไม้กุ่แคนมาแล้วก็จะตากให้แห้ง จึงนำมาเจาะทะลุข้อและคัดให้ตรงแล้วคัดเป็นท่อนตามขนาดที่ต้องการใช้ ต่อจากนี้ก็เจาะลิ้น รูแพว
สำหรับลิ้นนั้นทำจากโลหะ เช่น ทองเหลือง ทองแดง หรือโลหะผสม คือ ทองแดงผสมเงินซึ่งจะมีช่างโลหะโดยตรงเป็นผู้ผสมและตีเป็นมาตรฐานมาให้ช่างแคน ช่างแคนก็จะนำมาตัดเป็นเส้นและตีให้เป็นแผ่นบางๆให้ได้ขนาดที่จะสับเป็นลิ้นแคน นำลิ้นแคนไปสอดใส่ไว้ในช่องรูลิ้นของกู่แคนหรือลูกแคนแต่ละลูก
เต้าแคนช่างแคนทำจากไม้ประดู่หรือไม้นำเกลี้ยง(ไม้รัก)ถ้าเป็นไม้ประดู่คู่นิยมใช้รากเพราะตัดหรือปาดง่ายด้วยมีดตอก ใช้สิ่วเจาะให้กลวงเพื่อเป็นที่สอดใส่ลูกแคนและเป็นทางให้ลมเป่าผ่านไปยังลิ้นแคนได้สะดวก
เมื่อสอดใส่ลูกแคนเข้าไปในเต้าแล้วต้องใช้ขี้สูตรหรือขี้แมงน้อยก็เรียกขี้สูตรนี้เข้าใจว่าเป็นพวกสารพวกขี้ผึ้งดำได้จากรังของแมลงชนิดหนึ่ง คล้ายมิ้มหรือผึ้งเล็กแมลงชนิดนี้ชาวบ้านเรียกว่าแมงน้อยหรือแมงขี้สูตร
เดิมทีเดียวคงเรียกว่าแมงน้อยแต่เมื่อนำมาเป็นชันอุดและเชื่อมลูกแคนเข้ากับเต้าแคนและใช้สำหรับปิดรูนับรูเสียงเสพหรือที่ชาว ผู้ไทยเรียกเสียงกล่อม ทำให้เป่าแคนเป็นทำนองลีลาต่างกันออกไป เกิดเป็นสูตรเพลงแคนขึ้นมาเป็นลายน้อยลายใหญ่และอื่น ๆ ขึ้นมา ขี้แมงน้อยก็กลายเป็นขี้ “สูตร” แทนคำว่า “ขี้สูด” บังคับให้เกิด “สูตร” เพลงแคนขึ้นมา ข้าพเจ้าจึงใช้คำว่า “ขี้สูตร” แทนทำว่า “ขี้สูด”
[แก้ไข] ระบบเสียง
เนื่องจากแคนมีหลายชนิด หากจะแบ่งตามจำนวนลูกแคนเป็นคู่ ๆ ก็จะแบ่งได้เป็นแคนสาม (ปกติเรียกกันว่าแคนหก เพราะมีหกลูกหรือสามคู่) แคนสี่แคนห้า (แคนหกข้าพเจ้ายังไม่เคยพบ – หมายถึงแคนที่มีหกคู่หรือสิบสองลูก) แคนเจ็ด แคนแปด และ แคนเก้า ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะแคนแปดซึ่งเป็นแคนที่นิยมใช้แพร่หลายที่สุด
ระบบของแคนแปดมีเสี้ยงทั้งหมด 16 เสียง แต่เป็นระดับเสียงที่ซ้ำกันเสีย 2 เสียงฉะนั้นจึงมีเสียงที่มีระดับแตกต่างกันทั้งหมด 15 เสียง เรียงลำดับจากต่ำไปสูงดังนี้ คือ ลา ที โด เร มี ฟา ซอล (ซอล) ลา ที โด เร มี ฟา ซอล ลา แต่เสียงทั้ง16เสียงนี้มิได้เรียงลำดับอย่างเสียงระนาดหรือเสียงเปียโน
หากแต่เสียงเหล่านี้นำไปเรียงกันเข้าไปในลักษณะที่คล้ายคลึงกับการเรียงตัวอักษรของพิมพ์ดีด ทั้งนี้เพื่อสะดวกและเหมาะสม ในการบรรเลงเพลงพื้นบ้านและลักษณะการประสานเสียงทางดนตรีของชนแต่ละกลุ่ม
[แก้ไข] วิธีเล่นและการฝึกหัด
การฝึกหัดเป่าก็เหมือนกับการฝึกหัดเครื่องดนตรีอื่นๆคือเรียนด้วยตนเองจากการสังเกตจดจำจากที่เคจได้ยินได้ฟัง ผู้จะฝึกหัดนิยมไปหาซื้อแคนมาเองค่อยศึกษาคลำทางทีละนิดละหน่อยถ้ามีโอกาสที่จะขอคำแนะนำจากผู้ที่เป่าเป็นแล้ว เมื่อจำทำนองอันใดได้ก็เอามาประติดประต่อเป็นของตนเองแต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผู้ฝึกหัดจำเป็นต้องรู้ก็คือ ต้องรู้ตำแหน่งของเสียงแคนว่าลูกใดเป็นเสียงลูกใดคู่กับลูกใด นอกจากนี้ยังต้องรู้ตำแหน่งของนิ้วมือด้วยว่านิ้วใดใช้กดหรือนับลูกใดบ้าง
1. หัวแม่มือ มีหน้าที่กอไว้เฉพาะลูกที่หนึ่ง (ลูกที่อยู่ใกล้ที่เป่าที่สุด)
2. นิ้วชี้ มีหน้าที่กดได้สองลูกคือลูกที่สองกับลูกที่สาม
3. นิ้วกลาง มีหน้าที่กดได้สองลูกคือลูกที่สี่กับลูกที่ห้า
4. นิ้วนางกดได้สองลูกคือ ลูกที่หกกับลูกที่เจ็ด
5. นิ้วก้อย มีหน้าที่กดได้ลูกเดียวคือลูกที่แปด คือลูกเล็กที่สุดที่อยู่ปลายสุด
[แก้ไข] ส่วนประกอบของแคน
แคน มีส่วนประกอบต่างๆ ดังนี้
1.ลูกแคน 2.เต้าแคน 3.หลาบโลหะ 4.ขี้สูดหรือชันโรง 5.ไม้กั้น 6.เชือกมัด
[แก้ไข] 1. ลูกแคน
ลูกแคน ทำจากไม้ตระกูลไผ่ชนิดหนึ่ง ทางภาคอีสานเรียกว่าไม้ไผ่เฮี้ย ชาวลาวเรียกว่า ไม้เฮี้ยน้อย ทางภาคกลางและทางเหนือเรียกไม้ซาง และเนื่องจากไม้ไผ่เฮี้ยนี้ โดยมากนำมาใช้ทำแคนเป็นหลัก ช่างแคน จึงนิยมเรียกว่า ไม้กู่แคน ...
แคนแต่ละดวงจะมีจำนวนลูกแคนไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับชนิดของแคน เช่น แคนเจ็ดมี 14ลูก แคนแปด มี16 ลูก เป็นต้น
[แก้ไข] 2. เต้าแคน
เต้าแคน ทำจากแก่นไม้ที่เนื้อไม่แข็งมากนัก เช่นไม้แคนหรือไม้ตะเคียน ไม้หนามแท่ง ไม้ประดู่ แต่ที่นิยมมากที่สุดคือ รากไม้ประดู่ เพราะรากไม้ประดู่ ไม่แข็งมากนัก ตัด บาก เจาะทำรูปทรงของเต้าแคนได้ง่าย
เต้าแคน มีลักษณะกลมเป็นกระเปาะ หัวท้ายสอบ ตรงกลางเจาะบากเป็นรูทะลุรูปสี่เหลี่ยม สำหรับใส่ลูกแคน ด้านหน้าหรือหัวเต้า เจาะรูกลมทะลุถึงรูสี่เหลี่ยมตรงกลาง สำหรับเป่าให้ลมเข้าไปสั่นสะเทือนลิ้นแคนภายในเต้าแคน ด้านท้ายเต้า เหลาตกแต่งเป็นรูปทรงคล้ายหัวนม ซึ่งเต้าแคนของช่างแคนแต่ละคน จะไม่เหมือนกัน ช่างแคนตัวจริงทุกคนจะมีรูปร่างเต้าแคนอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เต้าแคน ก็คือโลโก้ของช่างแคนคนนั้นนั่นเอง
[แก้ไข] 3. หลาบโลหะ
หลาบโลหะ คือแผ่นโลหะบางๆ ใช้สำหรับทำลิ้นแคน โดยช่างแคน จะค่อยๆ ทุบตีก้อนโลหะ จากที่เป็นก้อน ให้เป็นแผ่นเส้นยาวๆ จากที่เป็นแผ่น ให้กลายเป็นแผ่นบางๆ พอเหมาะกับการใช้งาน
[แก้ไข] 4. ขี้สูดหรือชันโรง
เป็นขี้ผึ้งเหนียวสีดำที่ได้จากรังของแมลงชนิดหนึ่งตัวเล็กกว่าผึ้งเรียกว่า แมลงขี้สูด หรือบางแห่งเรียก แมงน้อย คุณสมบัติของขี้สูดคือ อ่อน เหนียว ยืดหยุ่น ไม่ติดมือและไม่แห้งกรอบ ขี้สูดใช้สำหรับติดยึดลูกแคนเข้ากับเต้าแคน ทั้งยังช่วยปิดอุดช่องว่างระหว่างลูกแคนกับเต้า และระหว่างลูกแคนกับลูกแคน เพื่อไม่ให้ลมที่ผ่านเข้าสู่โพรงเต้าแคน รั่วไหลออกจากเต้า
[แก้ไข] 5. ไม้กั้น
ไม้กั้น ทำจากไม้ไผ่ เหลาเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม กว้างประมาณ 1 ซ.ม. หนาประมาณ 1 ซ.ม. และยาวประมาณ ไม่เกินความกว้างของแคนดวงนั้น
ไม้กั้นนี้ ใช้กั้นระหว่างลูกแคนแพซ้าย กับแพขวา ตรงจุดที่มีเชือกมัด ซึ่งจุดที่มีเชือกมัด โดยมากจะมีอยู่ 3 จุดคือ ด้านล่าง 1 จุด ตรงกลางแถวๆปลายลูกแคนที่สั้นที่สุด 1 จุด และด้านบนตรงปลายลูกแคนที่ยาวที่สุด อีก1 จุด... นอกจากนั้น ตรงรูสี่เหลี่ยมของเต้าแคน ก็ใช้ไม้กั้นอีก 2 จุด บน-ล่าง รวมแล้ว แคน 1 ดวง ใช้ไม้กั้นประมาณ 5 อัน
[แก้ไข] 6. เชือก
เชือก ใช้สำหรับมัดยึดลูกแคนให้อยู่ในรูปทรงที่ต้องการ ให้แคนมีความแข็งแรงขึ้น เชือกมัดนี้ นิยมใช้ เครือหญ้านาง และหวาย แต่บางแห่งในปัจจุบัน ก็ใช้เชือกฟาง แคนที่ผลิตที่แถวร้อยเอ็ด นิยมใช้เครือหญ้านาง เป็นเชือกรัดแคน แคนที่ผลิตที่แถวนครพนม นิยมใช้หวาย เป็นเชือกรัดแคน
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก















